P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 80 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.80 - Equilibrium (ความสมดุล)


วันที่ 11 เมษายน  ค.ศ. 2042 ช่วงหัวค่ำ

ทางใต้ช่องแคบเบริง ทะเลเบริง ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและทวีปเอเชีย

            “ความทรงจำของฉัน” นิลดูมือทั้งสองข้างของตัวเอง และหายใจอย่างยากลำบาก เขารู้สึกเอะใจกับคำพูดของอลิซ หลังจากบทสนทนาของเขากับหล่อนยิ่งทำให้ความสงสัยเพิ่มพูน การสะกดจิตที่อลิซบอกทำให้เขารู้สึกอึดอัด

ทั้งอลิซและอลันต่างสะกดจิตเขา ตกลงความจริงคืออะไร แล้วความรู้สึกผูกพันที่มีให้กับคนอื่นมันเป็นเพียงแค่การสะกดจิตเท่านั้นเหรอ ตกลงเขาต้องเชื่อใจใครกันแน่หรือทุกอย่างเป็นเพียงแค่ของปลอมที่ถูกจัดฉากขึ้น

“ม่ายด้าย ไม่ได้!!! นิ่งไว้ตัวฉัน จะวอกแวกเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำไม่ได้ ” นิลดูหมวกของตัวเองที่ทำเพื่อป้องกันแก๊สพิษ เขาใช้ปลายแขนขัดแผ่นกันและดูเงาตัวเองที่สะท้อนบนนั้น

ภาพของเขาที่มีตาสีแดงกับผมสีแดงแบบเดียวกับชายที่เจอในภาพหลอน มันทำให้เขาคิดหนักมากขึ้นไปอีก ตัวเองที่สามารถเปลี่ยนสีได้กับคนที่เจอในภาพหลอนหน้าตาเหมือนกันทุกประการ ถ้าภาพหลอนที่เห็นเป็นความจริง และตัวเขา(สีแดง)คือชายที่เลือดท่วมตัวแล้ว คนที่เป็นเจ้าของความทรงจำคือใคร

‘ดิฉันมีร่างกายแบบนี้เพราะเทคโนโลยีค่ะ’ คำพูดของหวังลี้ที่เคยพูดกับเขาดังขึ้นมาในหัว “หรือว่าร่างกายของผมจะเป็น?”

ตึกตัก!!! “อือ!!!” นิลคว้าที่อก ความรู้สึกมากมายถาถมจนทำให้เจ็บหัวใจ

‘อย่าลืมกินยาด้วยล่ะ’ คำพูดที่พวกริสตี้เตือนให้เขากินยาทุกวันทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ยานั้น” นิลเพิ่งนึกได้ที่มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาเสพติดยามากเหมือนเสพยาเสพติด และพอเขาเปลี่ยนสีเป็นสีแดง อาการปวดหัวก็จะทุเลาลง แต่พอเป็นสีน้ำตาลอาการก็จะกำเริบ

“โอ๊ะ โอ๊ย!!!” ปึกๆๆ!! นิลเอามือทุบอกตัวเองอย่างแรง เขารู้สึกเจ็บหัวใจมาก เหมือนกับว่าหัวใจจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

‘เอาคืนมา’

ชายผมสีแดงที่มีรูกระสุนทั่วทั้งตัว มันเป็นสิ่งที่ทำให้นิลสงสัย เขามีชีวิตได้ยังไงและยิ่งคำพูดที่ชายผมสีแดงพูดออกมาอีก ‘เอาคืนมา!!!’

ประโยคนี้ดังในหัวของเขา ชายผมแดงต้องการจะบอกอะไรกับตัวเขากันแน่น่ะ “ไม่เข้าใจจริงๆ” นิลที่ยังเจ็บหัวใจหลับตา อย่างน้อยตอนนี้อลิซก็ทำอะไรบ้างอย่างกับพวกริสตี้ทำให้เขาสามารถมีระยะเวลาให้ไตร่ตรอง แต่นิลเองก็เข้าใจการที่อลิซสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ทุกคนที่เขารู้จักล้วนแต่เป็นตัวประกันที่อยู่ในเงื้อมมือของหล่อน

“ยังสกปรกเหมือนเดิมเลยน่ะครับ” นิลพูดด้วยความโศกเศร้า ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้ว ‘สกปรก?’ ทำไมเขาถึงนึกถึงคำๆนี้ เขาจำชื่อได้อย่างแม่นยำ? แต่ทั้งนี้ความทรงจำที่กลับมาก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วความรู้สึกโศกเศร้าอีก ตรงลงความจริงที่คืออะไร

นิลคิดไปคิดมาก็วนลูปกลับมาที่เดิม เขาจึงลองหลับตาดูก่อนที่จะลองเพ่งจิต “จริงๆด้วย” นิลดีดนิ้วอลิซหลุดปากพูดว่า ‘ลองเปลี่ยนสี’ แสดงว่าอลิซอาจจะเพิ่งเคยเห็นการเปลี่ยนสีเป็นครั้งแรก เขาในอดีตอาจยังไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนสี ถ้าเปลี่ยนสีได้อย่างอิสระต้องมีอะไรใหม่ๆให้ลองแน่

นิลหลับตา เขาจะลองควบคุมพลังที่แตกต่างทั้งสอง  เหมือนกับการบิดก๊อกน้ำ แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็เกิดจากการถูกกระตุ้นทั้งจากสถานการณ์อันตราย ทั้งจากความทรงจำที่ผันผวน ดังนั้นเขาก็ต้องสับเปลี่ยนในกรณีปกติให้ได้ มันอาจจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เขาได้ความทรงจำที่หายไปกลับมา

‘เรื่องอื่นช่างมัน ความทรงจำของฉันสำ.....?’ นิลเพ่งพินิจ เขากำลังจะพูดว่า สำคัญ อย่างงั้นเหรอ เดียว!!! นิลหลับตาเขากัดฟันจนเลือดออก

เขาเห็นความทรงจำของตัวเองสำคัญกว่าชีวิตคนอื่นได้ยังไง!!! เจ สตีฟ โรโต้กับฟลิบล้วนแต่ก็เป็นเด็กที่เขาเล่นด้วยกันทุกๆวัน ริสตี้ที่ดูเหมือนเป็นคนบ้าแต่ก็คบกับคนอื่นด้วยความจริงใจ โฮชิโนะที่ดูลึกลับไปบ้างแต่ก็ให้บรรยากาศที่โล่งสบาย วิลสันกับวิลที่แตกต่างแต่ก็เป็นคนที่ขี้เล่น หัวหน้าเคิร์กอาจจะเข้มในบ้างครั้งแต่ก็เป็นผู้นำที่ดีและเป็นที่รักของลูกน้อง

“อ๊า!!” นิลตะโกนทั้งที่หลับตา เสียงตะโกนของเขาลั่นทั่วห้องควบคุม หัวของเขาเย็นเฉียบจนแทบจะหมดสติ

‘....นายนี้มันงี่เง่าจริงๆเลย!!!’ ชายผมสีทองที่ใบหน้าระบายด้วยยิ้มอ่อนๆพูดขณะที่กำลังดื่มน้ำชา

“เสียงนี้!” นิลบีบหมวกเหล็ก หัวของเขาก้มลงถึงเข่า เหงื่อกาฬไหลตั้งแต่หัวจรดเท้า เสียงฟันสีดังสนั่นขูดยิ่งขึ้น

‘....จำผมได้หรือเปล่า’ เด็กผู้ชายในชุดคนรับใช้สีดำสนิทที่มีชายคอสีเหลืองพูดขณะที่กำลังชงชาให้กับเด็กผู้หญิงในชุดกอทิกที่สวมถุงมือสีขาว

‘เฉื่อยชะมัด’ เด็กผู้หญิงบุยปากพูดพร้อมกับเอียงคอไปมาตามนิสัย

!!!!!!!!

นิลลืมตาขึ้น แสงสีแดงอ่อนๆเรืองรองออกมาจากนัยน์ตาสีแดงเพียงชั่วขณะก่อนที่แสงนั้นจะดับลง ผมสีน้ำตาลของเขาก็เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ม่านตาสีน้ำตาลส่องประกายแสงสีน้ำตาลแวววาวงดงาม

อาการเจ็บหัวใจหายไปแล้ว แต่กลับรู้สึกปวดหัวแทน “อืม”นิลดูมือของตัวเองพร้อมกับดูผมของตัวเองที่เป็นสีน้ำตาล เขารู้สึกปวดหัวน้อยกว่าเดิมมาก ถ้าแบบนั้นการเปลี่ยนสีจะเจ็บคนละที่ สีน้ำตาลปวดหัว สีแดงปวดหัวใจ แต่ตอนเป็นสีแดงครั้งแรกเขาก็ไม่มีอาการปวดหัวใจน่ะ (แถมยังเวียนหัวด้วย)

“ถ้ามีหมอดีๆสักคนก็ดี” นิลพูดพร้อมกับดูข้อมูลร่างกายของตัวเองที่กำลังแสดงผลเพื่อดูความแตกต่าง แต่ข้อมูลก็ดูเหมือนเดิมเหมือนๆตอนที่เขาเพิ่งบังคับเรน สงสัยอลิซคงจะเอาข้อมูลทั้งหมดของเขาไปด้วย หล่อนคงไม่คิดให้ใครก็ตามนอกจากตัวเองได้ข้อมูล (ขี้เหนียวมากจริงๆ) เขาชักเริ่มสนใจนิดๆ!!! ตัวเขามีค่ามากขนาดนั้นเชียวเหรอ?

นิลนึกแบบนี้ในใจ ตามจริงเลยน่ะก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ตัว มีคนจำนวนมากทำตัวลับๆล่อๆต่อหน้าเขาเหมือนกับว่ากำลังวางแผนบ้างอย่าง และทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง เขาเริ่มสงสัยตอนที่วิลสันเขาบ่นออกมาว่าพักนี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นตลอดเวลา ตามที่มันบอก กลุ่มสการ์เล็ตมักจะไม่ค่อยกระทบกระทั่งกับกองกำลังอื่นเพราะมีกำลังพลกับสายข่าวน้อยที่น้อยมาก ในยุคที่ใครมีข้อมูลคือผู้ชนะ พวกเขาจึงมักจะทำตัวสงบเสงี่ยม และตอนที่กำลังฟังวิลสันบ่นวินก็ออกมาอธิบายเพิ่ม

วิลเคยบอกว่า กลุ่มสการ์เล็ตจะมีเหล่าผู้อาวุโส(ถึงตอนนี้จะเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม) ค่อยออกคำสั่งให้หน่วยรบทั้ง 8 หน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยจะแบ่งความสามารถตรงๆ เช่นหน่วยคลังแสง หน่วยวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และกลุ่มที่เชี่ยวชาญในการรบที่สุดคือหน่วยที่ 8 (สการ์เล็ตออคเต็ด) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นอดีตอาชญากรที่ผบ.เคิร์ก นอร์แมนไปเลือกมาจากหน่วยแพทย์ (ซึ่งวิลก็ไม่ได้บอกว่าทำไมพวกอาชญากรถึงไปรวมตัวที่หน่วยแพทย์) ด้วยตัวเอง

งานของกลุ่มสการ์เล็ตส่วนใหญ่คืองานรับจ้างกับการเป็น“คนกลาง”จัดการขยะที่คนอื่นก่อขึ้น และก็มีผู้มีอำนาจจำนวนไม่น้อยเลยที่ใช้พวกเขาทำงานสกปรก (อย่างการลอบสังหาร ลักพาตัว และมีมากมาย) ชื่อเสียงของสการ์เล็ตจึงมีทั้งดีและแย่ปนกันไปหมด

ซึ่งแน่นอนว่าในอดีตมีผู้ใต้บังคับบัญชาแอบต่อรองในรู้แบบต่างเพื่อขอผลประโยชน์ใส่ตัว ระบบแลกแต้มเลยถูกคิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ (แต่ดันเอาแต้มไปพนันกันแทน ดีจริงๆ!!!)

วิลยังบอกต่ออีกว่าถึงกลุ่มจะโดนแบนจากรัฐบาลก็จริง แต่ก็แค่เบื้องหน้าเท่านั่น ตั้งแต่อดีตการจัดการงานสกปรกที่เป็นที่รังเกียจของผู้คนก็ให้กลุ่มก่อการร้ายทำแทน กลุ่มสการ์เล็ตมีชื่ออยู่ในวงการมืดในระดับท็อป อย่างริสตี้ตอนที่อยู่แกรนด์บาร์ซ่าที่โคลัมเบียนี้ได้ฉายาว่าเจ๊ใหญ่ เพราะหล่อนเคยรับงานจากเศรษฐีเจ้าของบ่อนที่ลาสเวกัสให้ลดอำนาจสหพันธ์อเมริกาใต้ที่กำลังกดดันเหล่ามาเฟียที่ทวีปอเมริกาเหนือ และกลุ่มสการ์เล็ตเองก็จะเสียประโยชน์ จึงได้ส่งริสตี้กับวิลไปร่วมมือกับหน่วยที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองวางแผนบ่อนทำลายอำนาจของสหพันธ์ แต่ริสตี้กับพวกสมองกลวงอาละวาดมากไปหน่อย ทางสหพันธ์ที่เห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะเจรจายกที่ดินและทรัพยากรบ้างส่วนให้กลุ่มสการ์เล็ตเพื่อลดปัญหา แน่นอนผู้อาวุโสที่ได้ข่าวก็ไม่สนใจข้อเสนอ เพราะพวกเขา(ร่วมถึงตัววิลเอง) สนใจที่ว่าใครจ่ายหนักมากกว่ากัน(และแน่นอนว่ามาเฟียเจ้าของบ่อนย่อมจ่ายหนักกว่าทหารของสหพันธ์ขี้งกอยู่แล้ว) สุดท้ายถ้าไม่ใช่ลอร่านอร์แมนกับเคิร์กที่เห็นว่าเรื่องเริ่มเลยเถิด ถ้าขืนปล่อยไว้นานจะมีประชาชนที่ไม่รู้อีโน่อีเน่ตายเป็นร้อย พวกเขาเลยตั้งโต๊ะเจรจาอีกครั้ง คราวนี้ทางสหพันธ์กับพวกมาเฟียจึงไม่มีทางเลือกเพราะลอร่า นอร์แมนออกหน้าเองทั้งสองฝ่ายจึงทำสัญญาแบ่งอาณาเขตกับทรัพยากร และลงนามว่าจะไม่รุกรานซึ่งกันและกัน สงคราม(เกือบ)กลางเมืองครั้งนั้นจึงยุติลง

จากที่ได้ยินมาจะเห็นว่ากลุ่มสการ์เล็ตจะไม่(ค่อย)ไว้หน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยิ่งหัวหน้าแต่ละหน่วยจะใช้วิธีหาข้อสรุปที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทุกหน่วยจะพยายามหลีกเลี่ยงงานที่ไปงัดข้อกับพวกสหพันธ์ เว้นเสียแต่ว่าทางสการ์เล็ตจะเสียผลประโยชน์เข้า พวกเขาก็จะใช้วิธีร่วมมือกับผู้มีอิทธิผลเพื่อกดดันสหพันธ์(บวกกับเส้นสายที่มี การหาผู้ร่วมขบวนการก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น)

นิลที่ฟังเรื่องของวิลมาได้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่เขาเพิ่งเข้าร่วมใหม่ๆ

“คนใส่หน้ากาก?” คนแรกที่นิลนึกได้ชัดเจนคือคนที่ทำร้ายหวังลี้ปางตาย นิลจำพลังที่เหนือมนุษย์ของชายคนนั้นได้ และยิ่งชายคนนั้นทำตัวผิดปกติต่อหน้าเขา นิลรู้สึกแบบนี้ได้จริงๆ

“หวังลี้?” ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่สอง วิลพาเธอมาที่กลุ่มหลังจากเหตุการณ์อาวุธชีวภาพโจมตีแกรนด์บาร์ซ่า วิลสันเองก็บอกว่ามันผิดปกติที่มีอาวุธชีวภาพเล็ดลอดเข้ามาในเมือง ทั้งที่รอบนอกมีการตรวจสอบที่รัดกุม แสดงว่ามีคนปล่อยให้พวกมันบุกโจมตีเมือง เขาเองก็ได้ยินคำซุบซิบของเจ้าหน้าที่คนอื่นบอกว่า ‘ตอนเกิดเหตุ NABF เองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย’ เดิมทีมันก็ไม่แปลกเท่าไรแต่การที่หน่วยรบล่าสังหารอาวุธชีวภาพอยู่ในเหตุการณ์นี้มันบังเอิญเกินไป และยิ่งหน่วยรบพิเศษฮงเองก็มาถึงที่เกิดเหตุในเวลาอันสั้นจนมีข่าวลือว่าเป็นฝีมือของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน

ตอนที่เขายังจำอะไรไม่ค่อยได้ นิลก็ไม่สนใจหรอก (ในหัวมีแต่เรื่องเล่นมากกว่า) แต่ตอนนี้เขาได้พบกับอลิซอีกครั้งและทำให้ความทรงจำบางส่วนกลับมา นิลเลยแน่ใจว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือโชคร้าย แต่มีคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง และเป้าหมายที่ว่ามานี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตัวเขาเป็นแน่แท้

นิลทบทวนประสบการณ์ทั้งหมดที่พอจะนึกออกและมองไปยังพวกริสตี้ที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาถอนหายใจพลางนึกถึงเวลาที่ตัวเองเคยอยู่ร่วมกับพวกเขา ถึงช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันจะสั้น แต่เขาก็มีความสุขมาก จนกว่าจะถึงที่หมายนิลขอตัดสินใจก่อนว่า จะอยู่กับกลุ่มสการ์เล็ตต่อหรือจะออกพเนจรตามเดิม

 

 

 

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ณ อลาสก้า ดินแดนแห่งน้ำแข็ง

“วันนี้มืดไว้จริงๆ” ชายคนหนึ่งที่กำลังขับรถบรรทุกตีนตะขาบขนสินค้าสามคอนเทนเนอร์มองดูสภาพอากาศที่มีแดดอ่อนๆยามเย็นทะลุผ่านชั้นเมฆ เขาสวมหมวกหนังสัตว์กับเสื้อโค้ดสีน้ำตาลป้องกันความหนาวเย็น

ปัจจุบันพื้นที่กว่า 3 ใน 4 ของอลาสก้ากลายเป็นทุ่งน้ำแข็งสีขาวโพลน เนื่องจากแสงแดดที่ส่องลงบนพื้นผิวลดลง เพราะอนุภาคอีเลเมนต์ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณนี้ ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่อพยพไปทางตะวันออกกับทางใต้ที่มีอากาศอบอุ่นกว่า แต่ก็ยังมีคนบางส่วนยังคงอาศัยอยู่ริมชายทะเลทำอาชีพประมงและรับจ้างงานจิปาถะ

เขาทำอาชีพส่งของเป็นปกติทุกวัน วันนี้เองก็เหมือนกัน ขนสินค้าไปส่งที่ริมทะเล พื้นที่ว่างที่เหลือก็ให้นักเดินทางนั่งติดไปด้วย ถึงจะคับแคบไปหน่อยแต่เขาให้คนอื่นๆนั่งฟรีก็เลยมีคนขอติดไปด้วยรอบหนึ่งก็มีสัก 4 – 7 คน

“หึม?” ชายขับรถมองเห็นจุดสีดำอยู่ไกลๆ เขาจึงหยิบกล้องส่องทางกลางกันแสงมองไปยังจุดนั่น

เขาเห็นชายคนหนึ่งที่สวมชุดสีดำสนิทกำลังเดินเท้าเปล่าอยู่กลางทุ่งน้ำแข็ง เขาจึงคิดเปิดไฟสัญญาณเพื่อทักทาย แต่ไม่ทันที่เขาจะเปิดสัญญาณชายคนนั้นก็หายไปจากกล้อง

ก๊อกๆๆ

.........!!!!

 ชายคนนั้นหันไปมองด้านนอกรถด้วยความตกใจ เพราะชายในชุดดำกำลังเคาะประตูรถอยู่ด้านค้าง และชี้นิ้วไปยังตู้คอนเทนเนอร์ด้านหลัง เพื่อความปลอดภัยเขาขอเตรียมปืนลูกซองให้พร้อมก่อนดีกว่า แต่ถ้าเกิดคนตรงหน้าเป็นผู้ใช้พลังอีเลเมนต์ที่มีอาชีพเป็นโจรขึ้นมา วันนี้คงเป็นวันซวยของเขาแน่ๆ

“ไม่ต้องกลัว ผมแค่ต้องการโดยสารไปที่ทะเลเท่านั้น” ชายในชุดดำคนนั้นพูด แต่เจ้าของรถบรรทุกกลับทำหน้าไม่วางใจ เขาจึงยื่นบัตรเครดิตสีเงินที่มีรอยนูนรูปหยดน้ำสีดำ

เจ้าของรถบรรทุกเปิดหน้าต่างและดูบัตรเครดิต เขาสงสัยตอนนี้เขาใช้แท็บเล็ตสแกนกันหมดแล้ว ยังมีคนหัวโบราณใช้บัตรเครดิตเก่าๆแบบนี้อีกเหรอ

‘อืม.....บัตรสีเงินไม่มีบาร์โค้ด หรือซิม......บัตรอะไรหว่า?’ เจ้าของรถที่เห็นว่าด้านหน้าไม่มีอะไรเลยนอกจากหยดน้ำดำจึงลองพลิกบัตรดูด้านหลัง คราวนี้เขาเห็นรอยนิ้วมือสีดำอยู่ข้างบนแทน เขาจึงลองใช้แท็บเล็ตของตัวเองสแกนลายนิ้วมือและส่งเข้าแอพของสหพันธ์ดูว่ามันเป็นลายนิ้วมือใคร และผลลัพธ์ที่ได้คือคำว่า Vermillion

ชายคนนั้นแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจที่สุดในโลก ชายคนนี้เป็นคนในตระกูลนั่นอย่างนั้นหรอ

“ถ้าต้องการเงินผมจะจ่าย ผมแค่ต้องการโดยสาร” นาระพูดพร้อมกับถอดหน้ากากให้เจ้าของรถบรรทุกดู ตอนนี้ใบหน้าของเขาเหมือนกับคนธรรมดามากขึ้น คงต้องว่าหน้าของเขาเหมือนแต่ก่อนมากกว่า

“อืม.. ก็ได้ ถ้าคุณผู้ชายไม่คิดปล้น ผมก็ไม่เอาเงินหรอก” เจ้าของรถบรรทุกคืนบัตรให้ “ขึ้นมาสิ” เขาปิดหน้าต่างและกำลังจะเปิดประตู

“ไม่ต้อง! ผมขอนั่งข้างบน” นาระกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังคาตู้คอนเทนเนอร์แรก “ผมไม่ชอบนั่งข้างใน” นาระนั่งขัดสมาธิและสวมหน้ากากเหมือนเดิม

เจ้าของรถบรรทุกนึกถึงตอนที่ชายของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนวาร์ปมาที่รถของเขาภายในพริบตาทั้งที่ระยะทางอย่างน้อยก็ต้อง 10 ไมล์ขึ้นไป(ยิ่งเป็นพื้นน้ำแข็งขาวทำให้มองเห็นได้ไกลมากขึ้นไปอีก) เขาจึงไม่อยากยุ่งไม่เข้าเรื่อง ตราบที่ไม่ทำให้เขาเดือดร้อนก็ปล่อยให้เจ้าตัวทำใจชอบ

เจ้าของรถปิดประตูและขับรถต่อ วันนี้ต้องรีบเอาฉนวนกันร้อนกับอะไหล่ต่างๆไปส่งที่หมู่บ้านริมทะเล ‘คงต้องใช้เวลาอีก 4 วัน’ เจ้าของรถดูมอนิเตอร์กับGPS ที่ติดในรถ ‘เดียววันนี้ขับอีกสัก 4 - 5 ชั่วโมงค่อยเข้านอนก็แล้วกัน’

ฟิ้ว ฟู้ววว!!!!!!

เวลาผ่านไปเพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็พายุหิมะรุนแรง ท้องฟ้าดำมืดอุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพื้นผิวโลกบริเวณนี้มีชั้นบรรยากาศที่มีอนุภาคอีเลเมนต์เข้มข้นสูง ความเข้มของแสงจึงลดลงในช่วงฤดูหนาว ตอนกลางคืนอุณหภูมิอาจจะลดลงถึง -70 ถึง -90 องศาเซลเซียส

เจ้าของรถที่อยู่ในรถติดฮีทเตอร์นั่งดื่มกาแฟร้อนๆพลางดูผู้โดยสาร 6 คนที่กำลังเล่นหมากรุกฆ่าเวลาผ่านภาพวงจรปิดในตู้คอนเทนเนอร์ด้านหลังเพื่อความปลอดภัย

แต่ที่เขาสนใจที่สุดคือผู้โดยสารคนที่ 7 ที่ตอนนี้ยังคงนั่งอยู่ข้างบนไม่ขยับไปไหน ตอนอาการเริ่มหนาวเขาทักให้ชายของเวอร์มิลเลี่ยนเข้ามาในตัวรถ ชายคนนั้นกลับไม่สนใจยังคงนั่งอยู่กับที่เหมือนเดิม และที่สำคัญที่สุดคือพี่แกนั่งขัดสมาธิท่าเดิมจนมีหิมะเกาะทั้งตัวจนเหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง เจ้าของรถเคยลองกดแตรรถเรียกดู และชายคนนั้นก็ยกแขนซ้ายเหยียดตรงเป็นเชิงว่า ‘ยังมีชีวิตอยู่’

 

 

นาระที่สวมหน้ากากยังคงนั่งขัดสมาธิเหมือนเดิม สำหรับเขาแล้วต่อให้ตัวเปล่าก็สามารถนั่งกลางพายุหิมะได้สบาย แต่เป็นเพราะถูกพลังของอลิซแทรกแซงทำให้ระบบการทำงานของร่างกายได้รับความเสียหายอย่างหนัก อวัยวะบางส่วนของร่างกายละลายเป็นของเหลว เพื่อให้เซลล์กลับมาเกาะกลุ่มเหมือนเดิม เขาจำเป็นต้องนั่งนิ่งๆให้ระบบการทำงานกลับมาเสถียรเหมือนเดิม

เดิมทีเขาคิดที่จะขึ้นเรือข้ามทวีปที่จะมีเที่ยวเดินทางตอนสัปดาห์หน้า แต่หลังจากที่นิลเริ่มได้รับความทรงจำกลับมา(เพราะอลิซ) เขาจึงกลัวว่านิลจะหลบหนีไปอีกรอบจนต้องเสียเวลาตามหาร่องรอยใหม่

นาระจึงต้องรีบออกเดินทางทั้งที่ยังช้ำในหนัก และคิดติดเรือชาวประมงท้องถิ่นไปลงกลางทะเลเบริง ถ้าอยู่ในสภาพเต็มร้อยเขาสามารถที่จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงข้ามน้ำข้ามทะเลได้สบาย แต่ในตอนนี้คงต้องรอให้เซลล์ในร่างกายกลับมาทำงานได้ตามปกติก่อน

“คุณคีรีสผมอยากรู้จริงๆว่าคุณวางแผนอะไร” นาระมองเกร็ดหิมะที่โปรยปรายจนมองเห็นแสงสีทองนวลสะท้อนตามเกร็ดหิมะ ‘ภาพหลอนอีกแล้ว!!!’

นาระรีบหลับตา แสงสีทองที่เป็นภาพหลอนในอดีตยังคงตามมาหลอกหลอนทุกค่ำคืน แสงสีทองที่มีเงาของคนหนึ่งๆที่ฉายต่อหน้าเขา

“มันไม่ยอมหายไป” นาระบีบแขนของตัวเองทั้งสองข้าง เขารู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทุกครั้งที่เห็นแสงสีทองเขาก็เกิดความรู้สึกอยากฆ่า และพอแสงนั้นหายไป เขาก็พบว่ารอบตัวเขามีร่างไร้ชีวิตมากมายนอนจมกองเลือด มือทั้งสองข้างชุมโชกไปด้วยเลือด และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือเขาเห็นรอยยิ้มของตัวเองผ่านกระจกเงา มันเป็นรอยยิ้มที่ปากฉีกจนถึงหู เลือดไหลออกมาจากปากที่ฉีก แววตาอันแสนน่ากลัวเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

นาระเข้าใจดีว่าตัวเองมีบุคลิกที่โหดเหี้ยมอยู่ภายในเพราะถูกสร้างเป็นอาวุธมาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เขาเป็นอาวุธที่มีเพียงเปลือกนอกมาตั้งแต่แรกและถูกใส่บุคลิกกับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เข้าไปทีหลัง

มันเป็นฝันร้าย ใช่! มันคือฝันร้ายที่เขาไม่มีวันลืม ฝันร้ายที่ช่วงชิงรอยยิ้มของอลิซไปตลอดกาล และเป็นฝันร้ายที่ทำให้เขากับนิลในตอนนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกัน

“ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม เธอจะกล้าลงมือได้หรือเปล่า” นาระนึกถึงคำพูดที่คีรีสเคยพูดกับเขาก่อนที่จะเข้ารับการดัดแปลงร่างกายครั้งสุดท้าย

‘ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว’ นาระจิกแขนตัวเองจนเลือดสีดำไหลทะลัก เลือดสีดำแข็งตัวทันทีที่พบกับอากาศภายนอกที่หนาวเย็น หลังจากนั้นเลือดที่แข็งตัวเป็นผลึกก็ระเหิดในทันที

เวลานี้ผมจะไม่ปราณีแล้ว!!!” นาระตะโกนใส่ท้องฟ้า เสียงตะโกนแทรกผ่านพายุหิมะ นัยน์ตาดำท่ามกลางดวงตาสีแดงเลือด เส้นเลือดสีดำจำนวนมากบวมปูดภายใต้ผิวสีขาวซีด เสียงคำรามนั้นเริ่มแหลมเล็กจนเป็นเหลือเพียงความโหดร้าย

 

6 วันต่อมา

“นี้มันบ้าชัดๆ!!!” หัวหน้าทหารในชุดกันหนาวติดหนาวที่อกทำสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากที่เขาได้เห็นภาพตรงหน้า

เศษซากโลหะที่กระจัดกระจายท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งสีขาวย่ามกลางวัน ศพของผู้เคราะห์ร้ายที่ดำเป็นตอตะโกกระจัดกระจายจนน่าสยดสยอง

“ท่านครับ จากข้อมูลที่ได้มาผู้เคราะห์ร้ายน่าจะมีทั้งหมด 7 คนครับ” ทหารชั้นผู้น้อยรายงานผลชันสูตร และยื่นผลการตรวจให้กับคนเป็นผู้บังคับบัญชา

หัวหน้าทหารใช้ตาไล่ดูข้อความทั้งหมดก่อนที่จะชักสีหน้าและเขวี้ยงรายงานลงพื้น “ใครมันอำมหิตขนาดนี้กัน!!!” เขาคำรามด้วยความโกรธ เพราะศพทั้งหมดถูกความร้อนเผาใส่ร่างกายโดยตรงจนไม่เหลือเค้าเดิม และที่สำคัญจากผลชันสูตรมันเหมือนกับว่าผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดถูกย่างสด แต่พวกเขายังสามารถหา DNA และเศษของเหลือจากศพไปเปรียบเทียบกับภาพในกล้องวงจรปิดเมื่อหลายวันก่อนได้

“เหตุการณเกิดขึ้นเมื่อ 6 วันก่อน” ซีเอสไป(C.S.I.)ที่ตรวจสภาพแวดล้อมดูข้อมูลที่ได้จากศพทั้งหมดสรุปวันที่เสียชีวิต

“แน่ใจหรือ?” หัวหน้าทหารนึกสงสัย อากาศที่หนาวเย็นจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบศพได้แม่นยำ แต่ซีเอสไอสกลับสามารถระบุเวลาได้ทันทีโดยไม่ต้องเข้าห้องแล็ป

ซีเอสไอคนนั้นพูดพร้อมกับใช้นิ้วที่สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างดีสัมผัสขี้เถ้าสีดำสนิท ก่อนที่จะกดปุ่มที่ใต้มือเพื่อสร้างบอลพลังงานเก็บขี้เถ้าไว้ “คนร้ายต้องเป็นผู้มีใช้พลังอีเลเมนต์แน่ๆ” เขาสรุป “ศพทั้งหมดถูกเผาด้วยอุณหภูมิสูงอย่างฉับพลัน แม้แต่กระดูกก็ยังละลายกลายเป็นของเหลวสีดำ มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย” เขาอธิบายต่อ เพราะสิ่งที่ทำให้เขาแน่ใจว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เพราะกระดูกละลายเหมือนกับน้ำแข็งที่อยู่อุณหภูมิสูง และที่เขายังสามารถรู้ว่าเป็นกระดูกก็เพราะองค์ประกอบของของเหลวสีดำมีสารที่มีอยู่ในเฉพาะกระดูกของมนุษย์

“อืม พอจะระบุตัวคนร้ายได้หรือเปล่า” หัวหน้าลองถามลูกน้องดู

“เป็นไปไม่ได้ เราต้องเอาตัวอย่างศพไปตรวจในห้องแล็ปเพื่อหาความเป็นพิษอีก และกว่าจะรู้ว่าเป็นพลังแบบไหน คนร้ายก็คงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว” ดีเอสไปพูดอย่างจนปัญญา

ทางหัวหน้าเองก็เข้าใจดี ที่จริงพวกเขาจะใช้การตรวจอนุภาคอีเลเมนต์เพื่อหาคนที่สามารถปล่อยอนุภาคแบบเดียวกันในฐานข้อมูลโลกได้ แต่ในยุคนี้ที่คนมีฝีมือมากมายไม่ยอมลงทะเบียนกับสหพันธ์ และดีไม่ดีอาจจะเป็นฝีมือของอาวุธชีวภาพที่ใช้ทดสอบความสามารถใหม่ของตัวสหพันธ์เองก็ได้

เขาถอนหายใจก่อนที่จะดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีขาวปกคลุมท้องฟ้า “คดีนี้มันไม่ง่ายเลย” เขาส่ายหัว 




NEKOPOST.NET