P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 79 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.79 - ทะเลที่แสนหนาวเย็น


วันที่ 11 เมษายน  ค.ศ. 2042 ช่วงหัวค่ำ

ทางใต้ช่องแคบเบริง ทะเลเบริง ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและทวีปเอเชีย

            ช่วงเดือนเมษายนถือว่าเป็นฤดูร้อนสำหรับที่นี้ในอดีตเราจะสามารถมองเห็นก้อนน้ำแข็งที่ถูกพัดผ่านตามกระแสน้ำ แต่ตอนนี้เรากลับมองเห็นน้ำทะเลที่พื้นผิวมีละอองสีขาว

หลังมหาสงครามโลกอุณหภูมิบริเวณขั้วโลกลดต่ำลงแบบสุดขั้ว ทั้งที่น้ำแข็งแถบขั้วโลกน่าจะละลายหมดเพราะภาวะโลกร้อน แต่อนุภาคอีเลเมนต์ที่กระจายตัวไปทั่วโลกกระจุยตัวที่บริเวณขั้วโลกมากที่สุดเพราะขั้วโลกจะมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าขุดอื่น

อนุภาคอีเลเมนต์ได้ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณนี้จนมันเป็นสีขาวนวล ถ้าวันไหนไม่มีแดดจะพอมองเห็นสีฟ้าได้ลางๆ แต่ถ้าแดดแรงจะเห็นเป็นสีขาวสว่างไปทั่วพื้นที่ อนุภาคทำให้แสงแดดส่องลงมายังพื้นผิวได้น้อยลงแถมตัวอนุภาคเองยังปล่อยพลังงานค่อยขัดขวางรังสีจากดวงอาทิตย์อีก

“บรื้อออออ! หนาวชะมัด ..  ฮะ .. ฮะ.... ฮัดชิ้ว!” ริสตี้ในชุดกันหนาวสีน้ำเงินเข้มตัวใหญ่ไม่สวมหมวก ตัวสั่นระริกบนดาดฟ้าเรือดำน้ำที่มีขนาดเพียงครึ่งเดียวของตู้คอนเทนเนอร์

            “อ้อมมาซะไกลเลยนะ” โฮชิโนะที่ใส่ชุดกันหนาวแบบเดียวกับริสตี้พูดพร้อมกับใช้กล้องส่องทางไกลมองไปรอบทิศ

“ไกลจริงๆนั่นแหล่ะ” ริสตี้พ่นลมหายใจสีขาวขึ้นฟ้า “หัวหน้าไม่น่าอ้อมมาขั้วโลกเหนือเลย โคตรหนาว!!” ริสตี้กดดูแผ่นที่บนดาดฟ้าเรือเพื่อดูเส้นทางที่พวกของเธอใช้ในการสันจรที่แล่นจากฮาวายขึ้นเหนือไปยังขั้วโลกเหนือและตอนนี้กำลังแล่นลงใต้ ด้านหลังของพวกเธอทั้งสองมีเพียงเกลียวคลื่นกับธารน้ำแข็งดูธรรมดา แต่ถ้าสังเกตดีๆจะมีจุดดำๆอยู่ห่างกว่า 10 กิโลเมตรมีขบวนเรือจำนวนมากตามหลังมาเป็นพรวน

เธอกับริสตี้ได้รับหน้าที่จากผู้บัญชาการสูงสุดคนใหม่เคิร์ก นอร์แมนให้เป็นเรือธงนำหน้าขบวนเรือเพื่อความปลอดภัยของคนอื่นๆ หลังการก่อปฏิวัติพวกเธอจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น เพราะการปะทะกันทำให้ฐานทัพที่เคยใช้เป็นที่หลบซ่อนถูกฝ่ายสหพันธ์ตรวจพบ และการปะทะกันยังทำให้ตัวเกาะได้รับความเสียหายจนไม่อาจใช้เป็นที่มั่นในการป้องกันได้ สิ่งสำคัญที่สุด พวกเธออาศัยตอนที่เหล่าผู้อาวุโสไม่อยู่ก่อปฏิวัติ เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ภายนอกรู้ทุกซอกทุกมุมของฐานทัพดีก็จะสามารถส่งคนมาโจมตีเพื่อยึดฐานคืนได้ภายในระยะเวลาสั่นๆ

เคิร์กเลยออกคำสั่งให้ย้ายฐานทัพ แต่มีบางคนถอนตัวเคิร์กจึงต้องแบ่งเสบียงและยกเรือบางส่วน ตอนนี้กองกำลังของสการ์เล็ต ออคเต็ดที่มีกำลังพลลดลง พวกเธอจึงต้องไปหาที่อยู่อื่นที่ปลอดภัยและหลบหนีได้ง่ายกว่าเดิม

“ริสตี้ ฐานลับใหม่ของพวกเราจะปลอดภัยไหม” โฮชิโนะดึงฮู้ดให้แนบชิดเพื่อป้องกันลมเย็นที่พัด

“ไม่รู้สิ แต่เห็นว่ามันอยู่ในเขตพิพาทเก่าตั้งแต่เมื่อ 40 , 50 ปีก่อน” ริสตี้ใช้มือเช็ดหน้าจอแผนที่ๆถูกหยดน้ำทะเลที่สาดกระเซ็นจนดูไม่รู้เรื่อง

“ข้อพิพาทที่ทำให้รัฐบานจีนเก่าก่อสงครามกับพันธมิตรญี่ปุ่น? แบบนั้นจะปลอดภัยเหรอ เห็นว่าตอนนี้ยังยิงกันอยู่เลย” โฮชิโนะพูด มันเป็นสงครามเล็กๆที่เกิดก่อนมหาสงครามโลกครั้งที่ 3 ระหว่างรัฐบาลจีนกับฝ่ายญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และประเทศหมู่เกาะตะวันออก ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับผลการตัดสินของศาลโลกในขณะนั่นจนเกิดสงครามขึ้น ต่างฝ่ายต่างส่งเรือรบและนาวิกโยธินเข้าต่อสู้กัน ขนาดตอนที่มหาสงครามโลกครั้งที่ 3 จบลง สงครามข้อพิพาทนี้ก็ยังดำเนินต่อไป โดยที่คราวนี้เป็นสงครามระหว่างกลุ่มมหาอำนาจเอเชียบูรพาเพื่อประชาชน (จีนที่ร่วมมือกับรัสเซีย) กับ กลุ่มทวิภาคีแห่งพระอาทิตย์ (ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และประเทศหมู่เกาะทั้งหลาย)

“ที่อันตรายที่สุดคือที่ปล่อยภัยที่สุดละมั้ง?” ริสตี้พูดถึงปรัชญาเก่าแก่ที่ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน

“มันใช่ได้กับสงครามจริงได้ที่ไหนกัน” โฮชิโนะพูด ถ้าทำตามที่ริสตี้บอกแล้วพวกเธอไปแอบแถบนั่น ถ้าทั้งสองฝ่ายดันเกิดใช้อาวุธหนักอย่างระเบิดปฏิกิริยาพลังทำลายล้างสูง (Reactive weapon) หรือระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมา พวกเธอทั้งหมดได้เละกันหมดแบบไม่ต้องสืบ

“จริงด้วย ถ้าคนน้อยและแอบเข้าไปก็ว่าไปอย่าง” ริสตี้เอ่ยพร้อมกับนั่งขัดสมาธิ คนของสการ์เล็ตออคเต็ดก็ไม่ใช่น้อยๆ ขั้นต่ำก็หลายร้อย ถ้าขืนเกิดจ๊ะเอ๋กับทหารที่กำลังรบกันอยู่ขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายที่รบกันจะคิดว่าพวกเธอเป็นมือที่สามและทำการรุมกินโต๊ะจีน สภาพที่เหลือคงจะน่าอนาถมาก

“ยังไงซ่ะ ความคิดของเคิร์กก็น่าเชื่อถือกว่าความคิดของเธอก็แล้วกัน” วิลเปิดประตูเรือดำน้ำออกมาพูด เขาเองก็ใส่ชุดแบบเดียวกับริสตี้กับโฮชิโนะต่างตรงที่เขาจะใส่หน้ากากกันแก๊สสีดำที่ติดท่ออากาศกับเครื่องกรองที่ติดไว้บนหลัง

“คิดได้ไงให้ลอบโจมตีคนอื่น พวกเราจะเน่ากันหมด สมองของเธอมีค่าไว้แค่กันหูสองข้าง?” วิลด่าริสตี้ถึงความคิดที่มีดีแต่การใช้ความรุนแรง

หลังจากที่สการ์เล็ตออคเต็ดสามารถก่อปฏิวัติได้สำเร็จ เคิร์กก็เรียกประชุมสมาชิกระดับสูงและหัวหน้าหน่วยทุกคนที่คิดร่วมทางไปกับเขา วิลที่ออกมาแทนวิลสันได้รับหน้าที่ให้เป็นตัวแทนของหัวหน้าหน่วยวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

วิลยังจำได้ดีที่ริสตี้หรือริสต้า วิลลี่(ใช้ชื่อจริงในงานทางการ) ที่เป็นบอดี้การ์ดของเคิร์กเสนอให้ลอบโจมตีคนของขั้วอำนาจอื่นที่เข้ามาสำรวจ จนโดนเหม่ยหัวหน้าฝ่ายคลังแสงด่ายับ แม้แต่เคิร์กยังอายหน้าแดงที่เด็กปั้นของตัวเองนำเสนอความคิดแบบนี้

“ฉันว่า! ฉันคิดถูกน่ะ จริงม่ะโฮชิ” ริสตี้พูดถึงความคิดของตัวเอง

โฮชิโนะส่ายหน้า “มันใช้ในกรณีนี้ไม่ได้หรอกน่ะริสตี้ มันจะมีแต่ทำให้พวกเรากับคนที่ถอนตัวออกไปลำบากมากขึ้นน่ะ”โฮชิโนะกล่าวอย่างอ่อนโยน

“ชิส์!!!” ริสตี้สถบพร้อมม้วนลิ้น “ไม่เห็นต้องไปสนใจไอ้พวกทรยศพวกนั่นเลย” เธอไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่มีคนถอนตัวออกจากกองกำลังของเคิร์ก แต่ที่เธอไม่พอใจที่สุดคือพวกมันหน้าด้านต่อรองเสบียงกับเรืออีก จนเคิร์กต้องยอมแบ่งตามที่อีกฝ่ายเรียกร้อง

“เธอนี้มันโง่จริงๆ” วิลพูดพร้อมกับบ่นพรึมพร่ำบางอย่างโดยที่ตาดำของเขาชี้ขึ้นด้านบน ก่อนที่จะหลับตา “แม้แต่เจ้าวิลสันยังฉลาดกว่าเลย”

ว่าไงน่ะ จะดูถูกกันเกินไปแล้ว” ริสตี้โว้ยวาย

“อย่าเสียงดังเกินไปสิริสตี้ ถ้าเกิดบริเวณนี้มีเครื่องตรวจจับความไวเสียงพวกเราจะเดือนร้อนกันน่ะ” โฮชิโนะพูดเตือน เพราะตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่บริเวณทะเลเบริง บริเวณนี้จะมีเพียงชาวประมงที่ได้รับใบอนุญาตการประมงจากมหาสหพันธ์เท่านั่นถึงจะมีสิทธิ์ในการตกปลา ใต้ทะเลแห่งแห่งนี้มีเครื่องตรวจจับคลื่นเสียงจำนวนมากและถ้ามันตรวจจับคลื่นเสียงที่ผิดปกติได้ ทางสหพันธ์จะส่งคนมาตรวจสอบโดยทันที  

แต่ทางฝั่งเทคโนโลยีก็สามารถหาวิธีแก้ปัญหานี้โดยการติดตั้งระบบล่องหน ทันที่คลื่นตรวจจับกระทบกับตัวเรือ ระบบจะปล่อยคลื่นไฟฟ้าแบบเดียวกับคลื่นทะเลไปกระตุ้นอนุภาคอีเลเมนต์ที่ยังตรงค้างทำให้ระบบตรวจจับคิดว่าเป็นแค่คลื่นน้ำที่เกิดจากพายุคลื่นอีเลเมนต์

ระบบล่องหนนี้เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาไม่นาน และมีการปรับปรุงตลอดเวลาทำให้ยากที่จะตรวจจับ แต่ถ้ามีเสียงผิดปกติ สหพันธ์ที่อยู่ใกล้ที่จะตรวจพบสิ่งปกติและส่งคนมาตรวจสอบ และยิ่งกองกำลังติดอาวุธทั่วน่านน้ำแปซิฟิกรู้ว่ากองกำลังสการ์เล็ตเกิดสงครามภายใน พวกเขาจึงคิดได้ไม่ยากว่าเป็นกองกำลังสการ์เล็ตใหม่ที่กำลังหลบหนี

โทษ!” ริสตี้พูดเบาเสียงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงก็ยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“ฉันคิดว่าให้เจ้าวิลสันอธิบายดีกว่า” วิลกรอกตากับพยักหน้าหนึ่งทีและค่อยลืมตาขึ้น

“นึกไม่ถึงเลย วิลจะชมฉัน ถ้าทางฉันจะฉลาดกว่าเธอน่ะริสตี้!” วิลสันที่ตอนนี้ได้ใช้ร่างพูด ‘อย่าเหลิงไป แกฉลาดกว่าริสตี้ไม่มากนักหรอก ถ้าแกทำตัวน่ารำคาญฉันจะยึดร่าง’

“เออๆ เข้าใจแล้ว แค่อธิบายธรรมดาก็พอใช่ไหม” วิลสันพูดกับวิล ‘ใช่ ธรรมดาๆ’ วิลสื่อสารกับวิลสัน

วิลสันไม่สามารถขึ้นขืนวิลได้มากนักถึงเขาจะสามารถออกมาได้นานเท่าไรก็ได้ก็จริง แต่ถึงอย่างนั่นวิลจะมีข้อได้เปรียบเนื่องจากทุกการกระทำของเขาวิลจะสามารถรับรู้ได้ทั้งหมด ทั้งความทรงจำ นิสัย ความคิด และความรู้สึก และวิลก็สามารถแทรกแซงร่างเพื่อการตัดสินใจด้วยความคิดของตัวเองในตอนไหนก็ได้ทำให้การตัดสินใจทั้งหมดส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการตัดสินใจของวิลทั้งสิ้น

“อะแฮ่ม ฟังน่ะการใช้กำลังไม่ใช่ทุกสิ่ง” วิลสันพูดเหมือนผู้รู้เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ผู้ฟังอย่างริสตี้กลับทำหน้าขยะแขยง ‘ไม่ต้องทำตัวอวดฉลาดหรอก เจ้าหล่อนไม่คิดที่จะเรียนรู้จากแก แค่พูดสนับสนุนโฮชิโนะก็พอ’

“ก็ได้! โฮชิโนะเธอเริ่มเลย เพื่อนสนิทของเธอไม่มีทางฟังฉันหรอก” วิลสันพูดด้วยน้ำเสียงครึ้ม เขารู้สึกเสียเซลฟ์เลยไม่อยากใส่อารมณ์เวลาพูด

โฮชิโนะพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ถึงบางทีจะพึ่งไม่ได้ แต่ริสตี้เองก็ควรฟังเขาในจังหวะสำคัญน่ะ” โฮชิโนะเตือนริสตี้

“เอาเถอะ ฉันรู้ว่าจังหวะไหนสำคัญไม่สำคัญ” ริสตี้พูดอย่างเกียจคร้าน ทางวิลสันเองก็ค้อนไปยังโฮชิโนะทำให้โฮชิโนะได้แต่หัวเราะแห้งๆดูแล้วเจ้าตัวคงไม่พอใจกับคำว่า ‘พึ่งไม่ได้’

“ฮะๆๆๆ ริสตี้ การลอบโจมตีอาจจะเหมาะสำหรับการซื้อเวลาเพื่อถอยทัพก็จริง แต่นั้นมันกรณีบนบก ถ้าในน้ำก็จะผิดกันทันที” โฮชิโนะอธิบายที่จริงเวลาให้กองกำลังหลักหนีการส่งคนไปตัดกำลังศัตรูหรือลอบโจมตีมันจะช่วยซื้อเวลาให้ แต่กรณีของพวกเธอนั้นใช่ไม่ได้

“อ่อ ใช่” ริสตี้จับหัวตัวเองเธอเองก็เพิ่งนึกได้ว่ามันเป็นทะเลไม่มีที่ให้ซ่อนแถมยังทำให้คนอื่นสามารถแกะรอยได้ง่ายด้วยมีสิทธิ์พินาศทั้งกองกำลัง

“พวกสหพันธ์อาจจะซื่อบื้อแต่ก็ไม่ได้โง่ และยิ่งพวกเราค่อนข้างมีชื่อเสียงอีก ศัตรูก็เลยเยอะตาม ขืนใช้กำลังผิดจังหวะได้กลายเป็นโต๊ะจีนลิง” วิลสันพูด ไม่มีที่ซุ่มโจมตี ทหารน้อย เส้นสายไม่พอใช้ ขืนเปิดศึก คำเดียวที่สามารถบอกได้คือ รอบด้าน

“ฉันไม่ต้องการคำตอบจากพวกโง่” ริสตี้ตอบสั้นๆ

“ฉันเสียใจมากเลย” วิลสันตอบพร้อมกับปาดน้ำตา  

“ยังดีน่ะครับที่ถูกพูดตรงๆ” เสียงของนิลดังออกมากทางลำโพงเก่าๆในเรือ เขาฟังอยู่นานแล้ว แต่กลับรู้สึกอย่างพูดด้วยความช้ำใจ

“เพิ่งรู้ตัวหรือไงว่าไร้ค่า” ริสตี้พูดเสียด สำหรับเธอนิลอาจจะหน้าตาดีแต่ก็ทำตัวเก้ๆกังๆเหมือนกับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“พี่น้องเราเข้าใจนายดี ฉันจะเป็นกำลังใจให้” วิลสันพูดเลียนแบบในหนังสือนิยายที่เขาเพิ่งอ่านก่อนนอนเมื่อวาน อารมณ์ประมาณว่าพวกเขาทั้งคู่ล้วนเป็นตัวประกอบ

“ขอโทษก็แล้วกันคะ” โฮชิโนะบายมือและมองไปในทะเลด้านหน้าของเรือที่กำลังโดยสาร

ทันใดนั้นเรือดำน้ำอีกลำหนึ่งก็เกยขึ้นมาเหนือน้ำ เรือลำนั้นเปิดส่วนบนพร้อมกับพ่นน้ำเลียนแบบปลาวาฬ

เรือดำน้ำ(?)นั้นเป็นเครื่องจักรสีครามที่ดูไปแล้วเหมือนกับว่าวจุฬาที่ดูอวบอ้วน แต่ต่างตรงที่ส่วนหน้าสุดของมันจะค่อนข้างมนและจะมีส่วนที่เหมือนกับทุ่นลอยที่แหลมเรียวประกบอยู่ด้านล่างของมันอยู่สามแท่ง(?)  โดยที่จะมีอยู่สองแท่งที่มีขนาดเล็กประกอบที่ส่วนหัวมนและแยกออกจากศูนย์กลางไปด้านหลัง ส่วนแท่งสุดท้ายที่โผล่จากตรงกลางของมันจะทแยงลงไปด้านหลังก่อนที่จะหักชี้เข้าส่วนท้าย

“สะดวกดีเนอะ” ริสตี้ดูเครื่องจักรที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำด้วยความอิจฉา

“ของผมครับ” นิลกล่าว

“จะหาเรื่องหรือไง” ริสตี้เหล่ตามองไปยังเครื่องจักรที่โผล่เหนือน้ำ

“คุณสู้ผมไม่ได้หรอก” นิลที่ได้โอกาสพูดข่ม เขาในตอนนี้กำลังบังคับจักรกลสงครามที่มีโค้ดเนมว่า เรน หรือ พิรุณ ซึ่งมันก็คือเจ้าหุ่นรบที่เขาเกือบจะต้องควักสมองตัวเองแปะกับตัวเครื่อง

“ยึย!” ริสตี้ชักมุมปาก ถ้าเธอจะชำแหละนิลเป็นชิ้นๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่นิลตอนนี้กำลังอยู่ในหุ่นรบ เธอลองต่อยเครื่องจักรนั้นแล้วพบว่าโลหะที่ใช้ทำไม่มีริ้วลอยในขณะที่มือของเธอช้ำแทน ถ้าขืนสู้กันขึ้นมา นิลแค่บังคับให้เครื่องจักรพุ่งชนเธอก็เละเป็นเนื้อบดแล้ว

“เอาน่า เดียวฝ่ายเทคโนโลยีก็ก๊อปให้เราขับแล้ว” โฮชิโนะพูด เห็นว่าตอนนี้ในเรือดำน้ำที่พวกฝ่ายเทคโนโลยีกับหน่วยยุทโธปกรณ์ใช้ในการเดินทางกำลังปั่นป่วน เพราะเข้าพวกช่างกลมันกำลังถกกันเรื่องหุ่นรบพิรุณกันอย่างเมามันส์เห็นว่าพวกมันคิดจะสร้างอะไรที่มันสุดยอดกว่าเจ้าสิ่งที่นิลกำลังบังคับอยู่ให้ได้

“ฉันไม่เชื่อเจ้าพวกนั้น” ริสตี้ส่ายหัว “ไม่รู้ว่าพวกโรคจิตพวกนั้นจะแต่งอะไรลงไปบ้าง” ในอดีตริสตี้เคยให้พวกฝ่ายเทคโนโลยีดัดแปลงอุปกรณ์สำหรับปีนป่ายเพื่อใช้ในภารกิจ แต่เจ้าพวกหัวกะทินั้นสนใจแต่ข้อมูลที่จะได้รับหลังจบภารกิจ พวกมันจึงมอบอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้รับการทดสอบที่เหมาะสมและให้เธอใช้งาน ถ้าตอนนั้นโฮชิไม่รู้ตัวซ่ะก่อนและช่วยเธอไว้ เธอคงตกหน้าผาตายไปแล้ว

“ฉันก็เหมือนกัน” คราวนี้วิลสันเองก็พูดบ้าง ที่จริงเขามักจะไปเดินเล่นแถวที่พักของพวกฝ่ายเทคโนโลยีและเห็นหน่วยอื่นๆทะเลาะกับพวกนั้น เห็นว่าหน่วยอื่นๆเองก็ได้รับความเสียหายเพราะอุปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้การได้

หน่วยยุทโธปกรณ์กับหน่วยเทคโนโลยีนั้นใกล้เคียงกันแต่ก็ต่างกันมาก เพราะหน่วยแรกจะเน้นไปทางอาวุธสำหรับใช้งานหรือยานพาหนะ ส่วนหน่วยถัดมาเน้นไปทางด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆก็ต้องขึ้นกับหน่วยนี้

หน่วยเทคโนโลยีมีชื่อเสียงเลวร้ายที่สุดในกองกำลังสการ์เล็ต เพราะพวกเขามักจะสร้างผลงานที่ทำให้ผู้อาวุโสพึ่งพอใจ จนเบื้องบนมอบอำนาจในการตรวจสอบกับดัดแปลงอุปกรณ์ของหน่วยอื่นได้

หลังการปฏิวัติถ้าพวกนั้นส่วนใหญ่ไม่หนีออกไปก่อนก็อาจถูกหน่วยอื่นฆ่า สมาชิกที่เหลือก็ถูกกดดันจนต้องถอนตัวจนเกือบหมด สมาชิกที่ยังเหลืออยู่ในตอนนี้มีไม่ครบนิ้วมือสิบนิ้วเลยด้วยซ้ำ

“อย่างน้อยคนที่เหลืออยู่ก็ดูเป็นคนดีน่ะครับ” นิลพูดตามสิ่งที่ตัวเองพบ ตอนที่เหล่าช่างเครื่องต้องเปลี่ยนอะไหล่เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดการการเชื่อมประสาท เขาจึงได้เจอกับหน่วยเทคโนโลยีคนหนึ่งที่กำลังนั่งถกกับวิศวกรกันอย่างเผ็ดร้อน

วิลสันทำหน้านึกด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะดีดนิ้ว “อ่อ! ทอม ถ้าเป็นหมอนั้นก็สบายหายห่วง” วิลสันนึกได้ก่อนที่หน้าจะเปลี่ยนสีเป็นสีหน้าหวาดกลัว ‘ใช่! ทอมเป็นคนดี แต่แกติดหนี้มันอยู่ตั้งแต่เดือนก่อนไม่ใช่หรือไง’ วิลพูดเตือนพร้อมกับคิดแยกต่างหากว่า โทมัส สมิธมันดุมากเสียด้วย

“เออใช้ นี้ครับคุณโทมัสฝากมาให้” นิลที่สวมชุดดำน้าสีขาวแนบเนื้อกดส่งข้อความที่คุณโทมัสฝากให้เขาส่งให้วิลสัน

‘เฮอๆๆ เวรมาก’ วิลหัวเราะเขารู้ดีว่าโทมัสเป็นคนใจดี แต่ถ้าเกิดมีใครติดหนี้มันแล้วไม่ยอมคืน มันจะหาทางแก้แค้นและรังควานจดกว่าจะได้คืน

วิลสันที่ได้ยินทั้งเสียงของนิลและเสียงของวิลสันเปิดโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูก่อนที่จะรีบปิดโทรศัพท์และทำสีหน้าทุกข์ทรมาน

“โทมัส สมิธเจ้าหน้าที่ระดับล่างของหน่วยเทคโนโลยีเหรอไม่ได้เจอกันตั้งนานเลย” ริสตี้นึก ถ้าเป็นโทมัสก็พอวางใจได้ ถึงจะอารมณ์ฉุนเฉียวในบ้างครั้งแต่ก็รักษาคำพูด และเธอเองก็คุยกับโทมัสได้สนุกพอตัวเลย

‘พวกอารมณ์โหดย่อมสื่อสารกันได้เสมอ’ วิลสรุปลักษณะของนิสัยทั้งคู่ พวกเขาทั้งสองเป็นพวกเจ้าอารมณ์โหด อาจจะต่างกันตรงที่ริสตี้โหดด้วยกำลังภายนอก แต่โทมัสโหดด้วยความคิดภายใน

‘วิลสัน แกลองถามนิลดูสิว่าโอเคไหม’ วิลรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาออกเดินทาง เขาก็จะลองแฮกเข้าไปดูข้อมูลเพื่อหาข้อมูลเพื่อการศึกษา แต่ก็ไม่เคยมีข้อมูลที่ระบุถึงคนที่เคยต่อตรงกับเครื่องจักรและยังสภาพสมบูรณ์อยู่ครบ 32

“ได้ๆ” วิลสันหันไปทางนิล “นิลโอเคไหม เจ้าวิลมันเป็นห่วง”

“รู้สึกสบายๆน่ะครับ” นิลที่อยู่ในห้องคนขับมืดๆลองขยับตัว ตอนนี้เขารู้สึกสบายตามเนื้อตัวเหมือนกับไม่ได้ใส่เสื้อผ้าทั้งที่ต้องใส่ชุดตั้งสามชั้นมีเครื่องจักรต่อกับกระดูกสันหลังต่อด้วยบัดกรีและพ่วงด้วยสายไฟเชื่อมระบบกับจักรกลสงครามโดยตรง

ห้องคนขับที่เขากำลังอยู่ ถ้าจะบอกให้ถูกก็คือห้องที่มีลักษณะเหมือนไข่ไก่ที่มีส่วนท้ายอยู่ด้านหน้า ด้านในมีหน้าจอทีวีขนาดเล็ก 3 เครื่องที่มีหน้าจอใหญ่สุดที่ฉายภาพด้านนอกอยู่ด้านบน และอีกสองจอที่ติดอยู่ด้านล่าง ตัวซ้ายบอกข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภายนอก ส่วนตัวขวาบอกสภาพร่างกายของเขากับตัวหุ่น เห็นว่าวิศวกรไฟฟ้าของกองกำลังไปถอนหน้าจอออกมาจากฐานเก่าแล้วรีบติดตั้งไว้ใช้งานชั่วคราวก่อนที่จะมีการปรับปรุงรอบใหม่ ส่วนเก้าอี้ก็เป็นแค่โซฟาธรรมดาสำหรับนั่งพักในห้องพยาบาลที่เจาะส่วนพนักพิงเพื่อให้สามารถต่อตัวเชื่อมที่หลังของนิลเข้ากับเครื่องจักรเวลานั่งได้

“การบังคับก็ อืม??” นิลนั่งนึกตอนนี้อุปกรณ์ในห้องคนขับมีแค่หน้าจอกับโซฟาไม่มีอย่างอื่นเลยถึงเขาอาจจะสามารถใช้ระบบสั่งการเพื่อควบคุมได้ แต่นั้นก็ต้องโอนย้ายสติทั้งหมดเข้าไปในเครื่องจักรโดยสมบูรณ์เท่านั้น เขาทำการเชื่อมต่อเพียง 20% จึงทำได้เพียงควบคุมเครื่องจักรให้ลอยตัวด้วยระบบโฮเวอร์แบบง่ายๆ การที่เขาสามารถสั่งให้มันดำน้ำได้ก็เพราะช่างเครื่องช่วยแต่งระบบพร้อมกับเปลี่ยนระบบโฮเวอร์กับไอพ่นเป็นกังหันและติดออพชั่นเสริมสำหรับดำน้ำเพื่อลดภาระให้คนขับ

“เอาเหอะ! แค่ใช้งานชั่วคราว อย่าไปคิดมาก” นิลนั่งพิงไปด้านหลังและจับหัวตัวเอง เขาได้รับหน้าที่ให้บังคับเจ้านี้สำหรับการทดสอบภาคปฏิบัติเพื่อเก็บข้อมูลเพื่อสการ์เล็ตออคเต็ดจะสามารถผลิดเครื่องจักรเรนรุ่นผลิตจำนวนมากเองได้

‘หนูทดลองก็เหมาะกับเราดีเหมือนกัน’ นิลนึก การที่เขาถูกใช้งานเพื่อดูผลมันก็คือการถูกใช้ในการทดสอบเป็นหนูทดลอง เขาจึงลองจินตนาการถึง โลกที่ไม่มีการใช้หนูทดลงดู ‘อืม ช่ายๆคงมีคนตายเป็นเบือเพราะโลกที่ปราศจากความรู้ที่เกิดจากการทดลอง’

แปล๊บ!!!

“โอ๊ะ!?” นิลรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย “เฮ้อ ไม่น่าคิดมากเลย” ถ้าเขาไม่อยากปวดหัวก็ไม่ควรคิดเรื่องยิบย่อย เขายอมรับการทดสอบด้วยตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้ อย่างน้อยเขาเองก็ไม่ค่อยรู้คุณค่าของตัวเองสักเท่าไร ถ้าเกิดม่องเท้งไปคงจะไม่เดือดร้อนใคร ถ้าการทดลอง(สอบ)สำเร็จก็ถือว่าดีสุดๆ

“ทุกอย่างปกติดี” นิลใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอขวาเพื่อดูข้อมูลต่างๆและเซฟข้อมูลที่ได้ไว้ ‘การเต้นของหัวใจ คลื่นสมองทำงานน้อยลงนิดหน่อยเหมือนกับที่คุณหมอเคยบอกไว้’ นิลเคยได้ยินหมอบอกว่าการเชื่อมต่อกับเครื่องจักรจะทำให้การทำงานของร่างกายลดลง เขารู้สึกชัดเจนที่สุดคงจะเป็นระบบประสาทเพราะอย่างที่เคยนึกไว้ เขาต้องใส่ชุดหนาหลายชั้น แต่กลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรสัมผัสผิวหนัง แถมการขยับตาหรือแก้มยังไม่รู้สึกเลย อาจจะเป็นเรื่องไม่ดีแต่ก็ใช้ว่าจะมีแต่เสีย ข้อดีที่เขาชอบที่สุดคืออาการปวดหัวมันลดลงทำให้เขาสามารถทำอะไรได้ง่ายการปกติที่อาจจะมีการชะงักหรือภาพเบลอเป็นของแถม

ปี๊บๆๆ!  ปี๊บๆๆ! ปี๊บๆๆ!

“สัญญาณเข้า?” นิลได้ยินเสียงดังออกมาจากหูฟังข้างหูและภายใต้หมวกเหล็กของเขาก็มีแสงสีฟ้าหลายเส้นยิงออกมาและประกอบเป็นรูปกระดิ่ง เขาจึงลองกดดูสัญญาณ ‘มีคำสั่งใหม่เหรอ?’ นิลลองเปิดกดปุ่มที่ข้างหมวกดู

ตี๊ด! เสียงกดปุ่มดังขึ้น ก่อนที่นิลจะลองตั้งใจเสียงที่ดังออกมา

“วี๊ด.... วู้ว.... ตื้อ.... ตี๊ดๆ”  นิลขมวดคิ้ว นี้มันเสียงบ้าอะไรนี้ เขาจึงลองเคาะหมวกเพื่อเป็นเพราะสัญญาณไม่มีดีเพราะอนุภาคอีเลเมนต์รบกวน

“ฮัลโหล?” นิลพูดพร้อมกับเคาะไปพลางพูดไปพลาง

“วี๊ด.... วู้ว.... ตื้อ.... ตี๊ดๆ”  นิลหรี่ตา “สงสัยลำโพงเสีย” นิลกดรหัสข้างหมวกเพื่อปิดลำโพง ก่อนที่เขาจะกดหน้าจอเพื่อว่ามีลำโพงหรือวิทยุฉุกเฉินให้ใช้แก้ขัดหรือเปล่า

“อืม...ไม่มีแหะ” นิลก็ว่าอยู่แล้ว เจ้าเรนเดิมที่ถูกสร้างให้ติดตั้งสมองมนุษย์กับมันเพื่อบังคับการเลยไม่จำเป็นต้องมีลำโพงสำหรับคนขับ(ในเมื่อความรู้ความสู่สมองโดยตรง) เหล่าวิศวกรกับช่างกลเองเองต้องแข่งกับเวลาเพื่อเตรียมยานพาหนะกองกำลังที่เหลืออพยพ พวกเขาก็คงไม่มีเวลามากพอที่จะติดตั้งระบบใหม่ก็ทีวี 3 เครื่องที่ติดด้วยบัดกรีกับโซฟาที่เจาะรูแบบเร่งด่วนก็บ่งบอกแล้วว่าไม่มีเวลาในการตกแต่งของเพิ่ม

“คนอื่นๆจะว่ายังไง?” นิลกดหน้าจอบนเพื่อดูเหล่าสามหน่อ 2 หญิง 1 ชายที่กำลังทำท่าคุยอย่างเป็นธรรมชาติ “มันแปลกน่ะ เราไม่ได้พูดกับพวกเขาสักหน่อย” นิลเปลี่ยนหน้าจอเพื่อดูภาพจากกล้องในมุมต่าง เขาเอียงคอเพื่อเปลี่ยนภาพในแต่ละมุมมองจะได้หายสงสัย

“น่าสงสัย?” นิลทำปากก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างกดตรงส่วนหลังของหมวกและเปิดกระจกแผ่นกันลมออก

“อุ๊บ! เหม็น” นิลได้กลิ่นเหม็นคาวหึ่งก่อนที่จะรีบปิดแผ่นกันลม “เหม็นมาก!!” นิลพูดคงจะเป็นกลิ่นแก๊สเสียบางชนิดที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องคนขับ ‘มิน่าละ ถึงให้ใส่หมวกไว้ตลอดเวลา อุ๊บ... อึม...’ นิลพูดพร้อมกับกลืนสำรอกที่เกือบทะลักออกมาจากคอ

“ความจำเสื่อมจนจำรหัสประจำกลุ่มไม่ได้เลยเหรอ นิล?” เสียงเข้มของชายคนหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“เสียงนี้!!!” นิลที่ได้ยินเสียงนั้นตกใจมาก เขาจำเสียงนี้ได้ มันคุ้นมากจนในที่เขาที่เริ่มเหมือนมีเข็มแทงเข้าไปในหัวจึงเปิดปาก

“คุณ... คุณดีเบิร์ก แซดเดอร์” นิลเปิดปาก เพราะเสียงของผู้ชายคนที่เขากำลังคุยด้วยได้กระตุ้นชื่อนี้ออกมา “อะ?!” นิลที่พูดชื่อ‘ดีเบิร์ก’ออกมาปวดหัวอย่างหนัก

“นิลไหวหรือเปล่า?” ดีเบิร์กถามลูกน้องเก่าด้วยความเป็นห่วง

“วะ..ไหวครับ” นิลหอบถี่ๆพร้อมกับส่ายมือ “แค่ผมจำได้ขึ้นมาเฉยๆครับ” นิลพูดอย่างสุภาพ

“ไม่ไหวก็อย่าฝืน ฉันกับคนอื่นๆรู้อาการของเธอหมดแล้ว” ดีเบิร์กพูด

“รู้ได้ยังไงครับเหมือนกับพวกคุณดูผมตลอดเวลาอย่างนั้นแหล่ะ” นิลพูดพร้อมกับเอานิ้วชี้ซ้ายกดหว่างคิ้ว ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะปรากฏขึ้นมา“หรือว่า....!?” นิลเงยหน้าขึ้นความคิดที่เข้ามาในหัวนั้นทำให้อาการปวดหัวของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง

“นี้สินิลคนเดิมที่ฉันรู้จัก ฉันภาคภูมิใจในตัวเธอน่ะ” ดีเบิร์กกล่าวด้วยความพึงพอใจ ตอนแรกเขาที่เห็นว่านิลกลายเป็นเด็กขี้แยคงจะเหมาะกับยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ สงครามมันกำลังจะเริ่มขึ้น นิลที่เริ่มได้ความสามารถกับความทรงจำของตัวเองกลับคืนมาถึงจะสามารถเอาตัวรอดในความบ้าคลั่งนี้ได้

“แต่ว่าทั้งผมกับหวังลี้หลุดจากการควบคุมของคุณอลิซแล้วนี้ แล้วทำไม?” นิลสงสัยที่จริงเขาเองก็ทำตัวไร้สมองเพราะความจำเสื่อม แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มจำได้หลายเรื่องแล้ว(ถึงจะยังจำเพื่อนที่เคยทำงานด้วนกันที่NABF ไม่ได้ทุกคนก็เถอะ) เขาเลยพอจำได้ว่าอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยนใส่อะไรไว้ในตัวเขาบ้าง

“ใช่ที่เธอหลุดจากการควบคุมเป็นเพราะฉันยอมให้กับอลันตั้งหาก” อลิซพูดจากปลากสายในห้องส่วนตัวของเธอ

“คุณอลิซ ผะ..ผะ..ผม?” นิลกัดฟันแน่นกล้ามเนื้อเริ่มเกร็ง เขาทำตัวไม่ถูกเหมือนกับว่าร่างกายของเขาทำการต่อต้านอลิซเองโดยอัตโนมัติ

“นิลเป็นอะไร!!!!” ดีเบิร์กพูดหลังเขาเห็นนิลทำท่าทางทรมานจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

“อย่าแตกตื่นไป มันก็แค่อาการต่อต้านที่มีนิลคนเดียวที่เป็น” อลิซที่ดูข้อมูลของนิลใช้นิ้วเปลี่ยนข้อมูลไปเรื่อยๆตามนิสัย “วิธีที่อลันชอบใช้เป็นประจำ” อลิซเอานิ้วถูคาง “ดีเบิร์กฉันจะคุยกับนิลเพียงคนเดียว” เธอพูดพร้อมกับกดรหัสบนโต๊ะ

“แต่วะ...” ฟรึ่บ!!!

อลิซปิดช่องสื่อสารของดีเบิร์กทิ้ง เธอมีเรื่องที่จะคุยกับนิลเป็นการส่วนตัว “นิลฟังฉัน เห็นว่าแกเปลี่ยนสีได้ ลองเปลี่ยนเป็นสีแดงดู” อลิซดูข้อมูลที่เธอได้จากการเฝ้าดูนิล เธอเลยรู้ว่านิลสามารถ‘เปลี่ยนสี’ได้ และความสามารถที่แตกต่างกันนี้แหล่ะที่ทำให้เธอเข้าใจเลยว่า นิลสำคัญต่อโลกที่กำลังจะเกิดใหม่

แว็บ!!!

นิลส่ายหัวก่อนที่จะกระพริบตา

“อืม พอได้เห็นกับตาตัวเองแบบนี้ถึงได้น่าสนใจขึ้นไปอีก” อลิซดูนิลกับข้อมูลของเขาพร้อมกับจดข้อมูลที่ได้ไว้ด้วย

“ผมเป็นอะไรไป?” นิลลองลูบหัวตัวเอง พร้อมกับนั่งนึก ‘รู้สึกแปลกๆ’

“ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอกน่ะที่ชอบวางยาคนอื่น” อลิซพูดอย่างไม่ใส่ใจพลางจดข้อมูลไปด้วย “อลันเองก็ชอบวางยาเหมือนกัน” อลิซพูดก่อนที่เอาปลายปากกาดิจิตอลเคาะปาก อลันมันติดนิสัยแบบนี้มาก็เพราะเลียนแบบเธอมาทั้งดุ้น

“วางยา?” นิลถามพร้อมกระพริบตา

“การสะกดจิตรูปแบบหนึ่ง” อลิซตอบพร้อมกับกดจมูก “เธอที่โดนมากับตัวน่าจะรู้ดีที่สุด” เธอดีดปากกาก่อนที่จะวางไว้บนโต๊ะ

อลิซเปิดหน้าจอต่อสายตรงเข้ากับคอมพิวเตอร์ของนิล

“สวัสดีไม่ได้เจอกันตั้งนาน” อลิซทักทายนิล

ทางนิลเองก็หลับตาก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น “คุณต้องการอะไรจากผม”

“ฉลาดดีนี้ สมแล้วที่เป็นคนที่ฉันเชื่อใจ” อลิซพูดจบ

นิลที่ได้รับคำชมเหล่ตามองไปยังหน้าจอที่ฉายภาพพวกริสตี้ที่กำลังตรวจตราและพูดคุยกับ‘บางอย่าง’ ที่ไม่ใช่เขา

“คนของฉันเอง เธอก็น่าจะรู้ดีว่ามหาสมุทรแปซิฟิกเป็นถิ่นใคร” อลิซพูดเตือนความจำ

“ผมเพิ่งจำได้เมื่อกี้” นิลสวนกลับทันควัน “คุณคิดที่จะสะกดจิตผมทับ?” นิลเอียงหน้าคุยกับสตรีในหน้าจอ

“ไม่มีประโยชน์ ฉันลงคำสั่งทับคำสั่งเดิมของอลันไม่ได้” อลิซพูดพร้อมกับส่ายหัว

“คุณจะบอกว่าอลันเหนือกว่าคุณ” นิลสงสัย อลิซเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ และจากความทรงจำที่เขาได้กลับมาบางส่วน อลิซไม่ถูกกับอลันมากถึงกับส่งคนมาฆ่าทิ้ง การที่เจ้าตัวยอมรับแบบนี้มันแปลกๆ เขารู้สึกว่าเจ้าตัวไม่ได้ยอมรับเพราะอลันถูกลบทิ้งไปแล้ว แต่มันเหมือนกับว่าอลิซมีแผนอะไรบางอย่าง

“แค่สิ่งที่เราทั้งสองคนสนใจมันต่างกัน” อลิซตอบพร้อมกับถูจมูก “อลันอาจจะเก่งด้านร่างกายสิ่งมีชีวิตมากกว่าฉัน แต่ถ้าเป็นเรื่องเครื่องจักร อลันมันสู้ฉันไม่ได้หรอก” เธอคนนั้นใช้ผ้าสีเขียวซับเลือดที่ไหลออกมาจากขมับของเธอ

นิลเงียบไปพักหนึ่ง “คุณจงใจใส่โปรแกรมในตัวของหวังลี้” นิลได้ผลสรุปที่แน่นอนที่สุด “จงใจทิ้งเธอคนนั้นไปสิน่ะครับ”

“ใช่ ฉันจงใส่โปรแกรมที่ทำให้เธอคนนั้นเกลียดฉัน” เธอติดพลาสเตอร์ที่ขมับ

“จะใช้หวังลี้เป็นตัวประกัน? คุณน่าจะรู้ดีว่าผมเป็นคนยังไง” นิลจ้องไปยังอีกฝ่าย

“ตัวประกันอาจจะไม่ได้ผลกับเธอในอดีต แต่เธอในตอนนี้ไม่มีทางเลือกให้เลือกมากนักหรอก” อลิซพูดพร้อมกับนั่งไขว้ห้าง

พรึ่บ!!!

“.........!!!” นิลหันไปดูรอบด้านของเขาที่สว่างโดยฉับพลัน ตอนนี้ห้องคนขับที่สว่างเหมือนกลางวันกำลังสั่นอย่างรุนแรง และกำแพงทั้งหมดก็กลายเป็นฉากน้ำทะเล

“หุ่นรบ 7213A4 : R41N ของขวัญจากฉัน” อลิซพูดพร้อมกับเปรยมือ เธอค่อนข้างภาคภูมิใจกับผลงานใหม่ล่าสุดของเธอมาก

อลิซใช้ลงทุนลงแรงไปกับโปรเจกต์เรน (เสียเซลล์สมองไปเยอะอยู่) ถ้าเทียบกับฐานทัพใต้ทะเลที่เธอเพิ่งอัพเกรดไปครั้งล่าสุด หุ่นรบ R41N (เรน)นี้แหล่ะที่จะมีคนสร้างและอัพเกรดไปอีกหลายร้อยปีให้หลัง

 “ทุกคนเป็นตัวประกัน” อลิซพูดต่อ “พลังที่เธอมีในตอนนี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” อลิซพูดพร้อมกับส่งภาพให้นิลดู

นิลดูภาพที่เขาได้มา มันคือภาพของทหารคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบของ NABF สีฟ้า แต่เครื่องแบบของเขาจะมีแทบสีแดงที่คอแทนทีสีปกติ สำหรับนิลที่เริ่มได้ความทรงจำกลับมาแล้วเขารู้เลยว่าภาพที่ส่งมาคือเขานั้นเอง

“แต่ผมก็ยังจำไม่ได้” นิลตอบกลับ เขาจำลักษณะของตัวเองบางอย่างได้ จำชุดที่เคยใส่ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพเขายังจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ฉันต้องการผลลัพธ์ เธอแค่เป็นตัวหมากที่ใช้ได้ง่ายที่สุด” อลิซพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังนิล ทันใดนั้นภาพสามมิติของนิลในอดีตทั้งหมดก็พุ่งเข้าไปในตาของนิล

“ความทรงจำของผมจะกลับมาหรือไม่ ผมเลือกเอง” นิลกดรหัสพร้อมกับถอดหมวกออก “แต่ผมจะช่วยคุณในแบบของผม”

“แกจะใช้วิธีอะไรฉันไม่สน ฉันแค่ต้องการผลลัพธ์” อลิซเอื้อมมือไปปิดระบบสื่อสารทั้งหมดทิ้งในทันที

หน้าจอในห้องของนิลดับลง ห้องที่สว่างกลับสู่ความมืดอีกครั้ง นิลนั่งอยู่ห้องบังคับพร้อมกับเงยหน้าขึ้น “ผมคือนิลหรือเปล่า?” คำถามนั้นผุดขึ้นมา เขาที่ความจำเสื่อมมีนิสัยกับความคิดไม่เหมือนกับตัวเองในอดีต ความทรงจำที่กลับมาก็มีเพียงคนรอบข้างที่สนิทเพียงไม่กี่คน(โดยเฉพาะคนที่รู้สึกดีด้วยอย่างดีเบิร์ก หรือคนที่รู้สึกกลัวอย่างอลิซ) เหตุการณ์ที่รู้สึกเหมือนเดจาวู กับความรู้สึกว่างเปล่าที่ไม่อาจบรรยายได้

นิลมองมือตัวเองก่อนที่เขาจะกระพริบตา

“เฮือก!!!” นิลตกใจเพราะภาพที่เห็นคือมือของเขาที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดที่ไม่ใช่เลือดของเขาเองและปกติเส้นเลือด ‘แล้วมันคือเลือดของใคร’ เขาเงยหน้าขึ้นก่อนที่เขาจะเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนมองเขาอยู่ ตามตัวของเขามีแต่รูกระสุนมากมาย ตั้งแต่ขาถึงอกมีแต่รูกระสุน จนยากทีจะเชื่อได้ว่าชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ชายที่ชุมโชกไปด้วยเลือดมีผมสีแดงแบบเดียวกับเขาในตอนนี้

สีผิวของชายคนนั้นสะท้อนกับแสงสีทองที่พวยพุ่ง นิลหันไปมองรอบทิศ ทิวทัศน์โดยรอบมีเพลิงสีทองที่พวยพุ่ง

“เอาคืนมา!!!”

“หือ??!!!” นิลอึ้งชายตรงหน้าของเขาพูดถึงสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ ชายคนนั้นพูดเหมือนกับว่าเขาไปช่วงชิงสิ่งสำคัญที่สุดมา

เอาคืนมา!!!!” เสียงของชายคนนั้นดังก้องโสตประสาท ก่อนที่เขาคนนั้นจะค่อยๆเดินมาหานิลและเงยหน้าขึ้น

ใบหน้านั้นมีรูกระสุนอยู่เหนือคิ้วซ้าย แต่เหนือสิ่งอื่นใด หน้าของชายคนนั้นมันเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว มันเหมือนกับหน้าของเขาเอง

 

สถานที่ส่วนตัวหอพารากอนที่แคนาดา

อลิซที่กำลังนั่งกินเค้กอยู่ในห้องทรงกระบอกสูง 30 เมตรที่ไร้เพดาน เธอนั่งพักเพื่อไล่ความเครียดในหัวใจ

“ผมคิดว่าเธอคาดหวังคนที่ชื่อนิลมากเกินไปแล้ว” ชายคนหนึ่งร่อนลงมาจากฟ้า ก่อนที่เขาจะยืนอยู่ตรงอลิซ

“ตัวเลือกของฉันมีไม่มากแต่แม่นยำ” อลิซที่กำลังนั่งกินเค้กพูดกับชายที่มาพบ

“กลุ่มNABF คงไม่พอใจแน่ๆ” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับเปิดวิดีโอที่บันทึกไว้ NABF เริ่มไม่พอใจกับวิธีการของอลิซาเบธ และจักรกลเรนเองก็ต้องควักสมองมนุษย์เพื่อติดตั้งโดยตรงถึงจะสามารถดึงประสิทธิภาพออกมาได้

“แล้วนายล่ะนาระ!!!” อลิซพูดชื่อชายคนนั้น

นาระยืนหันหลังให้อลิซก่อนที่จะหันกลับมา “ผมไม่พอใจเธอที่เชื่อใจเขามากกว่าผม” เขายืนกรานพร้อมกับใช้มือทุบขอบประตูเหล็กจนแหลก

อลิซเงยหน้าขึ้นพร้อมกับมองไปยังนาระที่เดินมาตรงหน้าเธอ “นิลเริ่มไม่ฟังฉันแล้ว ฉันเลยอย่างให้นายไปกระตุ้นมันสักหน่อย” อลิซไม่สนใจคำพูดก่อนหน้าของนาระแม้แต่น้อย

นาระเอามือปิดตาตัวเอง “หึๆ หึๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” นาระระเบิดเสียงหัวเราะก่อนที่มือขวาของเขาบีบคอของอลิซาเบธ และยกร่างของอลิซขึ้น “อย่าได้ใจไป!!! เธอมันก็แค่ของแถมเท่านั้น!!!”

“ก็ใช่ แต่นายจำเป็นต้องมีฉัน” อลิซใช้มือของตัวเองสัมผัสที่แขนของนาระที่ใช้บีบคอ

โพล็ะ!!!!

แขนของนาระระเบิดจนถึงข้อศอกพร้อมกับเลือดสีแดง,ดำที่สาดกระเซ็น

นาระมองแขนของตัวเองที่หายไปก่อนที่จะมองไปยังมือขวาที่ยังคงบีบมืออยู่ เขาสิ่งให้มือข้างนั้นบีบให้แน่นขึ้น

“เปล่าประโยชน์ นายในตอนนี้เอาชนะฉันไม่ได้” อลิซพูดพร้อมกับดึงมือที่ยังบีบคออยู่ทิ้งไป และเธอก็ใช้ผ้าสีเขียวเช็ดคราบเลือดกับของเหลวนั้น (พ่วงด้วยเค้กที่เลอะเสื้อ)

นาระเกร็งแขนตัวเองเพื่อทำให้เลือดที่ทะลักหยุดไหลในทันที เขามองไปยังอลิซก่อนที่จะสังเกตเห็นรอยแผลสีดำที่คอของหญิงสาว ขณะที่กำลังเช็ดของเหลว เขาก็ยิ้มด้วยความพึ่งพอใจ

“มันก็ใช่ แต่อีกไม่นานนักหรอก” นาระพูดอย่างพอใจ “อีกไม่นานผมก็จะเหนือกว่าคุณ เหนือกว่าคีรีส เหนือกว่าเจ้านั้น” นาระกำมือซ้าย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

“เป็นเพียงร่างโคลนแท้ๆ คิดที่จะเหนือกว่าร่างต้นแบบหรือยังไง” อลิซหยิบเสื้อคลุมสวมทับเสื้อตัวเก่าที่ถูกเลือดสีดำของนาระทำให้เสื้อสกปรก

“ต้องคิดสิ ฉันอยากมีพลังมากกว่านี้” รอยยิ้มของนาระฉีกถึงหู “ก่อนหน้านั้นฉันขอดูหน่อยเถอะ ชายที่เป็นคนสำคัญของคีรีสและเป็นหมากของเธอมันจะมีฝีมือเท่าไรกันเชียว” นาระพูดจบก็สวมหน้ากากของตัวเอง เขานั่งย่อง กล้ามเนื้อขาทำงานสุดพลัง ก่อนที่เขาจะดีดตัว จนร่างลอยเหนือ 30 เมตร และเขาก็หายไปในทันที

“พูดถูกทุกอย่างเลยนาระ” อลิซปล่อยให้ผ้าสีเขียวหล่นพื้น มือของเธอสั่น เส้นเลือดสีดำแตกจนมือของเธอเต็มไปด้วยรอยเลือดมากมาย เธอใช้มืออีกข้างปิดปากของตัวเอง

“ขอโทษด้วยน่ะที่ทำให้เธอต้องทรมาน” น้ำตาของอลิซไหลอาบแก้ม เธอพยายามหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเขียวที่หลุดมือ

“อึก” อลิซเห็นผ้าเช็ดหน้าสีเขียวถึงสามผื่น เธอหรี่ตาพยายามโฟกัสภาพให้ชัด แต่ก็ยังไม่เห็นภาพไม่ชัด เธอจึงตัดใจใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มแทน

อลิซหายใจอย่างยากลำบาก เธอพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดกับร่างกายของเธอ ตั้งแต่วันที่เธอเห็นเพลิงสีทองนั้น ร่างกายของเธอก็ทรุดโทรมลงทุกวันๆ การที่อลิซยังคงสามารถอดทนอยู่ได้ เพราะเธอศึกษาพลังงานประหลาดที่เกิดจากอนุภาคอีเลเมนต์ และใช้มันกับตัวเองเพื่อต่อชีวิต หล่อนที่ทุกข์ทรมานดูรอบๆหอพร้อมกับนึกถึงอดีตที่ๆนี้เคยมีพืชพันธุ์สวยงามมากมาย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพื้นโลหะที่ไร้ชีวิต พื้นเหล็กเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

“นาระ เธอยังชอบริสตี้อยู่สิน่ะ” อลิซพูดพร้อมกับดูที่มือซ้ายของตัวเอง ถ้าสังเกตดีๆที่นิ้วกลางซ้ายของเธอจะมีรอยด่างขนาดเท่าเหรียญสตางค์ที่ปลายนิ้ว

‘นาระเอาแต่มองริสตี้อยู่ได้’ อลิซในวัยเด็กที่กำลังเย็บผ้าสีเขียวด้วยเข็มสีเงินพูดด้วยความน้อยใจ ขอบตาดำของเธอบวมปูด ปากจู่ของเธอแสดงความไม่พอใจกับเด็กผู้ชายตรงหน้าของเธอ

‘ผมก็....’ นาระในวัยเด็กเกาแก้มของตัวเอง เขาสวมชุดคนรับใช้สีดำสนิททั้งตัวมีเพียงระบายเล็กๆที่คอเท่านั้นที่เป็นสีเหลือง มันเป็นสัญญาลักษณ์ของอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาในตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน

วันนี้เป็นวันที่อลิซต้องทำหน้าที่ตามขบถธรรมเนียมจึงไม่อาจให้คนรับใช้ที่เป็นมนุษย์อย่างปีเตอร์ติดตามได้ แต่เขาที่เป็นอาวุธนั่นทำตามคำสั่งทุกอย่างของคนในตระกูลโดยไม่อาจโต้แย้งจึงได้รับความไว้วางใจมากกว่ามนุษย์

‘ชอบริสตี้ใช่ไหม ฉันรู้น่ะ’ อลิซไม่ปล่อยให้นาระคิดได้นาน เธอเองก็รู้อยู่ว่านาระชอบริสตี้มาก แต่ว่าริสตี้เขามีกิตติอยู่แล้วเธอก็เลยรู้สึกอิจฉาต่อริสตี้นิดๆ

‘โอ๊ย!!! ซืด’ อลิซเผลอใช้เข็มเงินจิ้มเข้าไปในนิ้วกลางตัวเอง เธอดูปลายนิ้วกลางตัวเองที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ

‘ท่านอลิซ!!!’ นาระคว้ามือซ้ายของอลิซพร้อมกับดูดเลือดที่นิ้วกลางโดยทันที

‘ทำอะไรน่ะ’ อลิซหน้าแดง

นาระดูดเลือดและบ้วนเลือดทิ้ง เลือดที่เขาบ้วนออกมาเปลี่ยนเป็นสีดำขุ่นจำตัวเป็นก้อน ‘โลหะเงินเป็นพิษต่อเธอน่ะ ระวังหน่อยสิ’ นาระพูดด้วยความเป็นห่วง และดูดเลือดต่อ เขาอยู่กับตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนมาตั้งแต่เกิด เขาเลยรู้ว่าสายเลือดหลักของตระกูลจะแพ้โลหะเงินเป็นพิเศษ

‘ก็มันเป็นธรรมเนียมนี้นา จะให้ฉันทำยังไงล่ะ’ อลิซพูดด้วยสีหน้าเขินอาย ตั้งแต่ในอดีตตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนจะมีธรรมเนียมให้บุตรสาวในวัยเด็กทอผ้าด้วยเข็มที่ทำจากเงินแท้ แต่เนื่องจากคนในตระกูลของเธอจะแพ้โลหะเงิน มือของคนรู้จักในตระกูลที่เป็นผู้หญิงทุกคนล้วนแต่มีรอยด่างดำเต็มไปหมด (ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงต้องสวมถุงมือปิดบังรอยด่างดำที่ยังตกค้างอยู่ที่มือ ตัวเธอเองก็กลัวว่าโตไปมือจะมีรอยด่างหลายสีจนโดนคนอื่นล้อเลียน)

‘ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดี’ นาระดูดเลือดเสร็จก็ดูนิ้วของอลิซ เขาถอนหายใจด้วยความสุข รอยด่างสีดำบนนิ้วนั้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น มือของผู้หญิงคนอื่นๆล้วนแต่มีรอยด่างขนาดใหญ่

‘งั้นสัญญากับฉันได้ไหม’ อลิซลุกขึ้น เธอมองไปยังนาระพร้อมกับสูดลมหายใจให้เต็มปอด และยื่นมือซ้ายของเธอให้นาระ การกระทำนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะเป็นเหมือนกับให้นาระที่เป็นอาวุธกลายเป็น‘อัศวิน’ของเธอ

นาระตกใจมากที่อลิซยื่นมือให้เขา เขาจึงมองหน้าอลิซสลับกับมือน้อยๆของเธอ ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วหอพารากอนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ นาระกระพริบตาและนั่งท่าเคารพก่อนที่จะใช้มือขวาจับมือของอลิซและทำการจุมพิตดุจอัศวินจุมพิตหลังมือของเจ้าสาว ‘ผมขอสาบานว่าจะอยู่เคียงข้างจนกว่าชีวิตจะหาไม่ครับ’

 

อลิซมองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีขาว เธอดูมือซ้ายที่เคยมีคำสัญญาในอดีต ตอนนั้นรอยด่างที่นิ้วกลางซ้ายใหญ่กว่านี้มาก รอยด่างที่กินทั้งนิ้ว แต่ตอนนี้เหลือแค่รอยเท่าแผลยุงกัด

“ฉันผิดเอง” อลิซตะโกนเสียงดัง เสียงดังกึกก้องสะท้อนในห้องทรงกระบอกแห่งนี้ที่แห้งแล้งไร้ชีวิต

“ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิมเลยน่ะ” นาระที่กำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าดูมือขวาที่ตัวเขาเองเก็บมาด้วย เขาดูมือข้างนั้นพร้อมกับพรึมพรำบางอย่างและหันไปมองตึกทรงกระบอกด้วยแววตาที่โศกเศร้า “ผมจะรักษาสัญญา”

นาระหมุนตัวกลางอากาศ ชายเสื้อของเขาสะบัดไปมาเหมือนอีกาดำที่กำลังมองเหยื่อ สายตาที่เต็มไปด้วยความเฉียบคมนั้นสะท้อนภาพของชายที่มีผมสีแดงเพียงคนเดียว “มีนเน่วันวิบัติกำลังจะมาถึง” เขาใช้มือขวาปักแขนขวาที่เสียไปและดึงออกเพื่อสร้างแขนขวาที่ขาวซีดขึ้นมาใหม่ “เมื่อถึงตอนนั้นเราคงจะได้สู้กันอีกครั้ง”




NEKOPOST.NET