P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 78 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.78 - เคิร์กกับเหม่ย


วันที่ 5 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา12: 17 น. ตามเวลาท้องถิ่น หมู่เกาะฮาวาย

ณ ท่าเรือใต้น้ำ

            “หุบปากเดียวแม่ก็ชำแหละตรงนี้เลย” เหม่ยตะโกนใส่หุ่นรบหลังจากที่นิลบ่นนินทาคนอื่นๆ

            “มันขยับได้ ไม่ผิดแน่นี้มันระบบนิกซ์” ทหารช่างที่อยู่บนหุ่นพูดขึ้นหลังจากเห็นนิลคุกเข่าห้อยหัวเหมือนคนตาย นิลในตอนนี้นั่งคุกเข่า หัวก้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่ดูไร้ชีวิต สิ่งที่ยังคงยืนยันได้ว่านิลยังมีชีวิตอยู่คือเครื่องจักรขนาดเล็กที่เกาะบนหลังของนิล เครื่องจักรนั้นส่องแสงสีฟ้าที่กระพริบไปมาเหมือนสัญญาณชีพจร

“มันเชื่อมต่อแบบนี้ได้ด้วยหรือ ไม่เคยรู้มาก่อน” ทหารช่างหญิงพูด

“มันอาจจะติดตั้งถาวรเลยก็ได้ใครจะรู้ แบบเอาออกไม่ได้แบบนั้น” โปรแกรมเมอร์หญิงพูด เพราะการที่จิตของมนุษย์จะเชื่อมกับเครื่องจักรโดยสมบูรณ์มันอันตราย ยิ่งเชื่อมเฉพาะจิตด้วยคลื่นสมองมันมีโอกาสสูงมากที่สมองจะเสียหายและเท่าที่เคยได้ยินมาไม่มีใครเคยรอด

เหม่ย ฝางที่ได้ยินแบบนั้นก็คิด ถ้าเกิดจิตของนิลกลับเข้าร่างเนื้อไม่ได้ มันก็เหมือนกับว่าเธอเข้าร่วมการทดลองสมองมนุษย์ที่ทุกคนรังเกียจ เธอจึงมองไปยังหุ่นรบที่กำลังส่องแสงตัวนั้น

“นิลลองล็อกเอ้าท์ออกจากหุ่นได้หรือเปล่า” เหม่ยตะโกน

“ล็อกเอ้าท์ยังไง?” นิลพูดออกมาจากลำโพง เขาเริ่มรู้สึกกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดเขาต้องติดอยู่ในนี้ตลอดชีวิตมันคงขำไม่ออก

“แกหาไม่เจอเหรอ! น่าแปลก?” เหม่ยวิเคราะห์ตามปกติโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้องมีปุ่มปิดเครื่องหรือคำสั่งถอนการติดตั้ง

‘เดียวน่ะโปรแกรมยังงั้นเหรอ เข้าใจล่ะ’ เหม่ยที่นึกถึงคำว่าคอมพิวเตอร์นึกขึ้นได้

“มิเชลลองเขียนโปรแกรมล็อกเอ้าท์สิ” เหม่ยออกคำสั่งกับโปรแกรมเมอร์หญิง

มิเชลทำท่าครุ่นคิดก่อนที่จะดีดนิ้ว เปาะ!!!

“เข้าใจแล้ว” มิเชลสวมแว่นกันแสงเหมือนเดิม ก่อนที่จะเปิดโน๊ตบุ๊คสำหรับเขียนโปรแกรม “เอเอเดียวช่วยเอาปลั๊กไปเสียบเจ้าหุ่นนั้นหน่อย” เธอชี้นิ้วไปยังหุ่นรบ

“โอเค” ทหารช่างหญิงๆสวมอุปกรณ์ทรงสามเหลี่ยมหัวแหลมที่ปลายกระบอกปืนของเธอ เธอเล็งไปยังหุ่นรบ อุปกรณ์ทรงสามเหลี่ยมเปิดออก

แปะ! กระสุนพุงใส่หุ่นรบอย่างแม่นยำและเกาะอยู่อย่างนั้น

“เสร็จแล้ว” เอเอพูด

“โอเคเรียบร้อย! หัวหน้าพร้อมติดตั้งทุกเมื่อค่ะ” มิเชลพับหน้าจอโน๊คบุ๊ค

เหม่ยที่ได้ยินทำสัญญาณมือให้ทหารข้างบน

“ทุกคนเกาะให้แน่น ระบบกำลังจะทำงาน” ทหารคนนั้นบอกกับอีกสองคนที่เหลือ หนึ่งในนั้นล็อกตัวนิลไว้เพื่อป้องกันอันตราย

“เออ มันเจ็บช่วยอ่อนโยนกับร่างของผมได้ไหม” นิลพูดออกมาอีกครั้ง หลังจากที่ทหารเหล่านั้นบีบสีข้างของนิลจนเข้ารู้สึกเจ็บ

“เดียวก่อน! อย่าเพิ่งติดตั้ง” เหม่ยตะโกน

“เหนื่อยฉันอีก” มิเชลเองก็ได้ยินคำพูดของนิล เธอทำสีหน้าเคร่งเครียดเพราะถ้านิลยังคงรู้สึเจ็บปวดแสดงว่าระบบประสาทของร่างกายยังคงทำงานอยู่ และสำหรับเธอมันเป็นงานสุดหิน

“เวรกำ มิเชลพอก่อนเดียวฉันต้องไปหาคนที่เชี่ยวชาญมาช่วย....” ” เหม่ยพูดก่อนที่จะเคาะกระโหลกตัวเอง “ชิ อลันมันไม่อยู่แล้วนี้”

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับคนของเธอถือว่าเป็นงานที่ง่ายมาก แต่ถ้าระบบประสาทของนิลยังคงทำงานอยู่ก็เป็นอีกเรื่อง เธอต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทไม่เช่นนั้นการเขียนโปรแกรมซี้ซั้วมันจะทำให้เกิดเรื่องไม่ขาดฝันขึ้น และคนที่เก่งด้านนี้ที่สุดเท่าที่เธอรู้จักก็คืออลัน ฮิล มันดันเด๊ดสะมอเร่ไปแล้ว

“เอางี้น่ะ อยู่เฉยๆก่อนไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เดียวฉันจะไปเรียกพวกหมอๆมาช่วย” เหม่ยบอกนิลที่กำลังเชื่อมต่อกับหุ่นรบ

“ครับ” นิลตอบสั้นๆตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือการอยู่นิ่งๆเข้าไว้ขืนขยับเขยื้อนมากจะทำให้มีปัญหามากขึ้น

เหม่ยที่ทำสีหน้านิ่งเงียบเริ่มทำตาดุ หน้าเริ่มแดง ‘ฉิบหายแล้วไง ถ้าเอากลับสภาพเดิมไม่ได้มีหวังเคิร์กคง’ เหม่ยหันไปมองลูกน้องของเธอที่ส่วนใหญ่เริ่มออกจากที่เกิดเหตุ เพราะทุกคนรู้ดีถ้าเคิร์กโกรธเขามักจะทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเหมือนกับการก่อจลาจลในครั้งนี้ที่พวกเบื้องสูงทำให้เคิร์กไม่พอใจ

‘เอาเถอะ เดียวค่อยไปคิดบัญชีกับพวกตาขาวทีหลังก็แล้วกัน’ เหม่ยมองดูลูกน้องส่วนน้อยที่ยังไม่หนีไปไหน คนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นคนสนิทของเธอทั้งนั้น

“ปล่อยไว้แบบนั้นจะดีเหรอ” อลันที่เดินตามหลังลูกน้องเข้ามาพูดขึ้น เขาไม่ค่อยไว้ใจทหารสี่หน่อที่สติไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไร แต่จะรีบตามมาไม่ได้ เพราะตลอดทางมีเรื่องต้องจัดการเลยต้องจัดการเรื่องภายในไปด้วย เลยมาช้าไป

“จะสนิทหรือไม่ก็ขึ้นกับผลลัพธ์ที่พวกเขาอยากได้ ไม่งั้นคุณก็คงไม่ก่อปฏิวัติหรอก ถ้าคุณพอใจกับสิ่งที่พวกเขาให้” เหม่ยพูด

“ฉันเองก็ไม่มีข้ออ้างในการกระทำของฉันหรอก” เคิร์กพยักหน้า เขาเองก็ไม่ชอบใช้ข้ออ้างเพื่อผลประโยชน์ เพราะไม่ว่าจะทำเพื่อสิ่งใดการมีข้ออ้างก็มักเป็นวิธีของพวกขี้แพ้ “แต่หวังว่าสิ่งที่เธอทำมันจะอธิบายได้น่ะ” เคิร์กชูนิ้วนางซ้ายกวักไปกวักมา

“เออ!!! มันยังไม่ตาย!!! วางใจได้” เหม่ยสีมือของตัวเองโดยที่เธอเน้นสีตรงบริเวณนิ้วนางข้างซ้ายเหมือนกัน

น้ำเสียงของพวกเขาทั้งสองบ่งบอกถึงความไม่ถูกใจ(???) แต่รายละเอียดบ้างอย่างนั้นกลับถูกคนบ้างคนเห็นเข้าด้วยความน่าสนใจ

“นี้มิเชลคิดอย่างฉันหรือเปล่า” อแมนด้ากระซิบข้างหูมิเชล

“คิดสิ ฉันว่าพวกเขาต้องใช้แน่ๆ” มิเชลตอบกลับ พร้อมกับชูนิ้วก้อยของเธอให้อแมนด้า

หุบได้ไหม ปาก....น่ะ!!!!” เหม่ยตะโกนเสียงดังพร้อมกับขว้างวิทยุใส่ทั้งสองสาว

เพล้ง!! อแมนด้ายกเกราะแขนป้องกันวิทยุที่พุ่งใส่หน้ามิเชล

“แหม่......หัวหน้าจะแอบสวีทกันก็ไม่บอกน่ะ” อแมนด้าพริ้วปาก

“คู่ของพวกเธอนี้มัน....อุบ!!!” เหม่ยที่กำลังพูดอยู่ต้องหยุดพูดเมื่อเคิร์กใช้หลังมือมาบังปากของเธอไว้

‘เกือบไปแล้ว’ เหม่ยที่ใช้อารมณ์เพิ่งนึกได้ถ้าขืนใส่อารมณ์มากกว่านี้มีหวังได้ลือกันทั้งองค์กรแน่ๆ ถ้าความลับถูกขุดคุ้ยมันจะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งเธอและเคิร์กในตอนนี้

“เอาล่ะพวกหญิงๆทั้งหลาย ฉันว่าต้องมีอะไรต้องเคลียร์ก่อน” เคิร์กพูดก่อนที่จะชี้ไปยังนิล “แก้กลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วย” เคิร์กพูดก้มหัว

 

“เวรที่สุด” ทหารช่างที่อยู่ข้างบนหุ่นพูด เพราะเขาและเพื่อนอีกสองคนต้องมาดูไอ้หุ่นตัวนี้ก็เลยใช้แม่เหล็กดูดให้ติดกับโลหะก็เลยลงไปไม่ได้

“ผมต่างหากที่ต้องพูดแบบนั้น” นิลพูดออกมา ทั้งที่ทุกคนต้องสนใจเขามากที่สุดแท้ๆกลับไม่มีใครให้ความสนใจเลย

ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา ฉันล้อเล่น ฉันเองก็มาเพื่อช่วยเธอโดยเฉพาะเลย” เคิร์กพูดพร้อมกับโชว์ซิมการ์ดขนาดเล็ก “ฉันเพิ่งได้มาจากสปอนเซอร์ที่ฉันรู้จัก”

เหม่ยมองไปยังซิมการ์ดนั้นก่อนที่จะมองไปยังเคิร์ก “ไปเอาของแบบนี้จากที่ไหน?” เหม่ยถามอยู่ดีๆก็มีคนโชว์ของสำคัญแบบไร้เหตุผลแบบนี้มันหน้าสงสัย

อัลคาร์ดที่ฉันรู้จักให้มา” เคิร์กพูดพร้อมกับเก็บซิมการ์ดเข้าไปในกล่องนิรภัย

ไอ้คุณชายพรมแดงเทย์เรสคาร์ โบร์อสเวนนั่นเหรอยังอุตส่าห์ช่วยเนอะ” เหม่ยตบแก้มตัวเอง

“รู้ชื่อจริงด้วยเหรอนี้” เคิร์กพูดด้วยความสนใจ

“ไม่รู้ก็บ้าแล้ว หน้าของมันเหมือนกับประธานเทอราส คอมปานี่ ถ้าไม่รู้ตาฉันคงจะบอด” เหม่ยพูดที่จริงไม่ใช่ว่ามีเธอคนเดียวที่สงสัยหรอก แต่ก็มีคนไม่น้อยที่สงสัยแต่ไม่แน่ใจ และเทย์เลอร์ ทาการาสุก็ดันทำตัวไม่เป็นนกสองหัวทำให้ไม่ค่อยมีใครชอบ “แล้วไอ้คนแบบนั้นอย่าไปคบเลยเดียวจะซวย”

“ฉันว่ามีเขาช่วยไว้ก็ดีน่ะ” เคิร์กแสดงความคิดเห็น

“ผลประโยชน์?” เหม่ยเลิกคิ้ว

“ดีกว่านั้น” เคิร์กพูด “แต่ยังบอกเธอไม่ได้จนกว่าพวกเราจะไปถึงจีน”

“เอาจริง!?” เหม่ยพูดพร้อมกับกอดอกด้วยความไม่มั่นใจ

“อืม” เคิร์กส่งเสียง “ไม่เคยพลาด เชื่อฉันเถอะ” เขาตบหลังของเหม่ย เหม่ยเองก็ทำท่าคิดหนักก่อนที่จะดูแท็บเล็ตของตัวเอง

“ก็ได้ จากนี้เรื่องที่เกิดขึ้นฉันไม่รับรู้ด้วย” เธอพูดพร้อมกับเปลี่ยนตารางเวลาในนั้น เพราะปกติเธอมักจะใช้ชีวิตตามตารางประจำวันที่ตัวเธอได้เตรียมไว้เสมอ แต่ถ้ามีงานหรือการนัดอะไรเพิ่มเติมเธอก็จะทำการรีเซตใหม่ทั้งหมดเพื่อไม่ให้ของเก่ากับของใหม่มันชนกันนั้นเอง

“สัญญาเลย” เคิร์กพูดก่อนที่จะเดินไปยังกองตู้คอนเทนเนอร์และเริ่มที่จะไล่เคาะที่ละตู้

ก๊อกๆ ก็อกๆ

“ทำอะไร” เหม่ยพูด “อย่าทำของฉันพัง”

“ไม่ต้องห่วง ฉันแค่จะมาเช็คอะไรนิดหน่อย” เคิร์กยังคงเดินเคาะต่อไป

ก๊อกๆ ปึกๆ!!!

“หือ” เคิร์กลองเคาะซ้ำเพื่อความแน่ใจ

ปึกๆ ‘เจอล่ะ’

“นี้เหม่ย” เคิร์กกวักมือ

“มีอะไร” เหม่ยเองสงสัยเหมือนกันเพราะเธอรู้สึกว่าเสียงมันแปลกๆ ทั้งที่เธอก็เช็คทุกตู้ของข้างในนั้นเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีตู้หนึ่งมีเสียงผิดปกติ

“มีหนูหลุดเข้ามา” เคิร์กพูดจบก่อนที่จะใช้นิ้วทิ่มเข้าไปในเหล็กและฉีกตู้นั้นเป็นชิ้นๆ

“จ๊าก!!!! ตาผม!!” สตีฟร้องหลังจากที่มีแสงส่องเข้ามาในตาท่ามกลางความมืด เหมือนกับมีเข็มจิ้มตา

“นอกจากเรื่องของนิล ฉันก็มาเพราะเรื่องของพวกเธอนี้แหล่ะ” เคิร์กกำหมัด “โชว์หัวของพวกเธอมาเดียวนี้”

“ครับ/อ่ะ/อือ” สตีฟ,ฟลิบ และโรโต้โชว์หน้าผากของตัวเอง

“จะเบาๆละกัน” เคิร์กคลายนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย

ป๊อก ป๊อก ป๊อก

“โอ๊ย/โอ๊ย/อ็อก” ทั้งสามคนเอามือกุมหน้าผาก

“หัวแข็งขึ้นน่ะ” เคิร์กสะบัดนิ้วชี้ซ้าย หลังจากที่เขาดีดนิ้วสามครั้งรวดด้วยความเร็วสูงภายใน 0.2 วินาที “ปกติจะเจ็บน้อยกว่านี้”

“ขอโทษครับ” โรโต้ขอโทษ

“เหมือนกันครับ” สตีฟกล่าวขอโทษ

“โทษน่ะครับ” ฟลิบพูดเป็นคนสุดท้าย

“หนูเจอยู่ไหนละ” เคิร์กถามถึงสมาชิกเด็กคนสุดท้ายที่น่าจะอยู่

“นั่งเล่นไฟฉายอยู่ครับ” สตีฟพูดพร้อมกับชี้ไปนั่งตู้คอนเทนเนอร์

“ว้าว คุณสุนัขล่ะ” เสียงของเจดังออกมาจากด้านในของตู้คอนเทนเนอร์ เคิร์กต้องเพ่งไปด้านในถึงจะเห็นแสงไฟ และเขายังได้กลิ่นสินแร่ค่อนข้างแรงด้วย

“นี้พวกเธอ วันหลังถ้าจะหาที่ซ่อน อย่าซ่อนในที่ๆอากาศไม่ถ่ายเท แล้วนี้มันอะไร?” เคิร์กพูดพร้อมกับมองไปยังหน้าของเด็กชายทั้งสามคนที่ออกคล้ำๆ เขาจึงลองดูมือขวาที่ใช้เจาะตู้เหล็ก

‘สีเทาอ่อนๆ มลภาวะทางอากาศในตู้คอนเทนเนอร์?’ เคิร์กเกิดสนใจเล็กน้อย เหม่ยคิดจะขนย้ายอะไรกันแน่ ทั้งกลิ่นและคราบสีเทาอ่อนๆ

“ก็อุปกรณ์เชื่อมโลหะ สร้างโลหะเทียม อะไรทำนองนั่นก็ที่นี้มันท่าเรือที่ใช้สร้างกับซ่อมนี้เนอะ” เหม่ยพูดพร้อมกับกับเก็บซากวิทยุที่ยังพอใช้งานได้อยู่บ้าง “ฮัลโหล!!! มีเด็กป่วย ขอเปลมาสัก 4 สิ!” เหม่ยโทรไปบอกทางห้องพยาบาลที่ตอนนี้กำลังรับทำงานกันอยู่ เธอคิดว่าตอนนี้พวกเขาที่กำลังมือไม่ว่างเหมาะสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยที่สุด

“นี้! ไหวไหม?” เคิร์กถามสตีฟที่ดูจากสีหน้าแล้วค่อนข้างหนักที่สุด

“ก็เออ สบายๆ” สตีฟตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไร แต่คำตอบนั่นทำให้เคิร์กถึงกับเครียด สตีฟมีท่าทีเลือนลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คงจะขาดอากาศไม่ก็มีสารเคมีตกค้างในร่างกายในระดับที่เป็นอันตราย เขาจัดท่าของเด็กชายทั้งสามคนให้อยู่ในท่านั่งแผ่ที่สามารถหายใจได้สะดวก

“เจ! ได้ยินฉันไหม?” เคิร์กตะโกนเข้าไปในตู้

“คะ เรียกหนูเหรอค่ะ?” เจวิ่งออกมาพร้อมกับไฟฉายในมือ

“เธอรู้สึกไม่สบายอะไรหรือเปล่า” เคิร์กดูตามเนื้อตัวของเจด้วยความเป็นห่วง

“ไม่นิคะ หนูรู้สึกสดชื่นมากๆเลย” เจพูดพร้อมกับส่ายมือ แต่เคิร์กเพ่งเข้าไปดวงตาที่ดูสดใสด้วยความเป็นหัว ก่อนที่เขาจะยิ้ม เพราะตาขาวของเจดูเป็นธรรมชาติ หน้าตาที่แจ่มใสเป็นธรรมชาติ เนื้อตัวที่ดูมอมแมมไปบ้าง แต่

“ถ้าทั้งเธอและพวกเพื่อนๆของเธอไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว” เคิร์กหลับตา เขาเป็นห่วงเจมากที่สุดในเด็กสี่คน แต่ถ้าเจยังแข็งแรงอยู่แสดงว่าเด็กคนอื่นๆคงจะช่วยปกป้องเด็กผูหญิงตัวน้อยคนนี้ละมั้ง

“เป็นอะไรหรือเปล่าทุกคน” นิลพูด

“คะ ไม่เป็นไรค่ะ” เจหันไปที่หุ่นตัวยักษ์

“ไม่สงสัยอะไรเลย?” นิลทำท่าสงสัย แต่เอาเขาจริงตัวของเขาที่อยู่ในหุ่นตัวเบ้อเร่อนี้มันมีหน้าให้แสดงความรู้สึกหรือเปล่า

เจเอียงหน้าพร้อมกับใช้มือกดแก้ม “ดูยังไงก็พี่นิลไม่มีอะไรแปลกมากเกินไป แต่เอ๋! ถ้าจะบอกว่าแปลกก็คงต้อง..... เออ?” เจทำหน้าสงสัย “พี่นิลตัวใหญ่ขึ้นมากค่ะ” เจทำยืดอกและทำสีหน้าภาคภูมิใจ

“ตัวใหญ่ขึ้น? เจนิลเขาตัวใหญ่ขึ้นประมาณไหนเหรอ” เคิร์กทำมือเทียบส่วนสูง

เจเอานิ้วจิ้มปาก แต่เคิร์กปัดออกก่อน เด็กหญิงทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

“ก็ตอนแรกพี่นิลเข๋าเตี้ยกว่าลุงเคิร์ก” เจทำมือเปรียบเทียบเหมือนกับที่เคิร์กก่อนที่เธอจะอ้าแขนทั้งสองข้างจนสุดพร้อมกับกระโดด “แต่ตอนนี้พี่นิลสูงกว่าคุณชั้น 2 เลยล่ะ!!!” เจหัวเราะ

“ชั้น 2 ?/สูงกว่าชั้น 2 !?” เคิร์กกับนิลอุทานออกมาพร้อมกัน

‘เธอบอกว่าสูงกว่าชั้น 2 เดียวน่ะ?’ เคิร์กวิเคราะห์จากคำพูดของเจทำให้เขามีความคิดแปลกๆหลุดเข้ามาในสมอง “เธอเห็นนิลทำท่ายังไง” เขาลองถามคำถามเพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่เขานึกได้

เจบุยปาก ปากของเธอเฉียงไปทางขวาเล็กน้อยพร้อมกับตาที่สั่นขึ้นลง

“ถ้าไม่รู้จะพูดยังไง ลองทำท่าก็ได้” เคิร์กที่ดูแลเจมานานกว่าคนอื่นเข้าใจ ถ้าเจไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เธอรู้ได้ เธอมักจะแสดงกริยาที่ไม่น่าดูอย่างนี้ออกมา

เจที่ได้ยินดังนั้นยินก่อนที่เธอจะคุกเข่าและหมอบเหมือนสุนัข? “พี่นิลทำแบบนี้เข๋าทำแบบนี้ล่ะ”

“มันไม่เหมาะกับเด็กกับผู้หญิงเลยนะ” เหม่ยพูดพร้อมกับหันไปทางเคิร์ก “สอนอะไรให้เด็กเขาเนี่ย?”

“ฉันไม่ได้สอนน่ะ และพยายามจะแก้แล้วด้วย” เคิร์กอุ้มขึ้นมา เขาที่รู้นิสัยเสียของเจสสิก้า ยูเรียลพยายามจะแก้นิสัยเสียนี้ แค่ก็แก้ไม่ได้สักที เขาที่ไม่อยากใช้วิธีรุนแรงเคยไปถามอลัน เจ้าตัวก็บอกคำเดียวว่า ‘ไม่มีทางแก้ได้ มีแต่ให้เจ้าตัวบรรเทาเอาเอง’ (ที่จริงอลันเองก็บอกว่ามีอีกวิธีคือ ‘การผ่าสมองและจัดโครงประสาทและปรับเปลี่ยนอาการผิดปกติที่เจมีอยู่ซ่ะ’ แต่เขาปฏิเสธในทันทีที่ได้ยิน อลันคงมีดีด้านการดัดแปลงมากกว่าบำบัด แต่เรื่องความละเอียดละอ่อนนี้ สอบตก)

“เจทำแบบนี้ไม่ได้น่ะ มันมีความเป็นกุลสตรีเลย” นิลพูดออกมา ส่วนเจเองก็พยักหน้า “จะพยายามค่ะ พี่นิล” เธอหัวเราะอย่างมีความสุข

“เห้อ ทีฉันนี้ไม่ฟังอะไรเลย” เคิร์กที่อุ้มเจอยู่ส่ายหน้า

“คงจะเป็นแบบนั้นล่ะมั้งครับ นิลพูด

“เสียงเบาลง?” เคิร์กหันไปมองหุ่นรบที่เริ่มไม่ทำงาน สังเกตได้จากแสงไฟที่กระพริบไปมา และบางดวงเริ่มดับลง

“สงสัยแบตจะหมด” เหม่ยพูดเพื่อไขข้อสงสัย การที่ไปงัดระบบเมนเฟรมและตัดไปตรงๆเป็นเรื่องไม่น่าทำ เพราะมันจะทำให้ระบบพลังงานไม่เสถียรเกิดไฟตกเป็นครั้งคราว แต่พวกเธอแค่คิดจะตรวจสอบชั่วคราวเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ดันเกิดปัญหาที่เจ้าหุ่นตัวนี้ไม่มีโปรแกรมล็อกเอ้าท์ก็เลยเสียเวลาจนแบตหมด

“แล้วผมจะเป็นยังไงล่ะ!! อะเด้?” นิลลุกพรวดขึ้นมาท่ามกลางความตกใจของทุกคน(ยกเว้นที่ทำท่าทางสงสัยแทน) แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลง

“ผะ... ผม กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว?” นิลที่ไม่เชื่อในร่างกายของตัวเอง? ลูบคล้ำร่างกายเพื่อเช็คให้แน่ใจ

“ไอ้น้อง พี่ว่าแกเลิกทำดีกว่า ดูปัญญาอ่อนยังไงก็ไม่รู้” ทหารที่ตอนแรกตกใจเปลี่ยนมาทำสีหน้ารันทดแทน หลังจากที่ต้องเห็นกับกริยาที่ดูต่ำกว่าสติสัมปชัญญะของมนุษย์

เหม่ยดูข้อมูลและทำท่างุนงงถึงแม้ไฟจะดับมันก็ไม่น่าจะทำให้สติของนิลหลุดออกมาได้ หรือว่าเป็นเพราะเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์พอไฟหมด คนบ้างคนจะสามารถตื่นขึ้นมาได้เอง (เพราะสมัยนี้ผู้ใช้พลังอีเลเมนต์ที่สามารถใช้พลังจิตได้ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว)

“ฉันว่าที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพ นิลหลุดออกมาเองได้ก็จริง แต่ก็อาจจะมีผลข้างเคียง ฉันคิดว่าควรเอาเขาไปตรวจก่อน” เคิร์กพูดก่อนที่จะใช้แขนอีกข้างอุ้มสองฝาแฝดขึ้นมา “ช่วยฉันหน่อยได้ไหม”

“รู้แล้วคุณคะ” เหม่ยพูดพร้อมกับลูบหัวสตีฟ ก่อนที่เธอจะนึกได้ว่า ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิด สตีฟเองก็ไม่ใช้ลูกของเธอด้วย

 

“นั้นไง หลุดปากออกมาแล้ว” มิเชลพูด

“เธอ ฉันก็ว่าตั้งแต่แรกแล้ว ดูถ้ามันจะจริงเนอะที่ว่าสองคนนี้ต้องมีกันแน่ๆ” อแมนด้าหัวเราะคิกคัก

 

“หนอยแน่ ยัยสองตัวนั่นพูดไม่เลิกอีก” เหม่ยกัดฟัน แต่เคิร์กก็เอาตัวชนเธอทีหนึ่ง และเข้ามากระซิบข้างหู

“อีกไม่นานความก็แตก แต่ไม่เป็นไรหรอก พวกเราสองคนเป็นครอบครัวเดียวกันนี้ ไม่ได้กลับบ้านตั้งครึ่งปี ลูกๆคงคิดถึงกันแน่ๆ”




NEKOPOST.NET