P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 75 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.75 - จุดเริ่มต้นสงครามหมากรุก (2)


ณ. ห้องตรวจการภายใน

ตูม!!!

เปรี้ยง!!!

ปัง!!!

เสียงระเบิดจำนานมากดังสะเทือนถึงห้องเฝ้าระวังที่ทำหน้าที่ตรวจตราความสงบสุขภายในฐานทัพด้วยกล้องวงจรปิดที่เชื่อมเข้ากับหน้าจอมากกว่า 60 จอและระบบเซ็นเซอร์ที่ตรวจสอบทุกอย่างในระยะ 100 กิโลเมตรรอบฐานทัพ แต่ระบบทั้งหมดในตอนนี้กลับไม่ทำงาน

“สมเป็นสการ์เล็ต ออคเต็ด (Scarlet Octet) หน่วยทหารราบที่ทรงพลังที่สุดขององค์กร การจะให้กองกำลังอื่นๆที่ปราศจากยุทโธปกรณ์ต่อต้านทหารราบเข้าปะทะกับพวกเขาในฐานทัพแคบๆแบบนี้คงจะถือว่า.. อืม?” เทย์เลอร์นึกถึงประโยคที่จะพูดต่อ “เอาเถอะ! เขาคงจะเรียกว่าฆ่าตัวตายละมั้ง?” เทย์เลอร์ส่ายมือไล่ความคิดยุ่งยากอย่างการคิดชื่อหนัง เพราะเขาเป็นคนที่ชอบดูหนังเอามากๆถึงกับเก็บเทปกับวีซีดีของหนังยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 3 ไว้มากมายเป็นภูเขา

“แต่นานๆได้ดูหนังสงครามของจริงแบบนี้ก็สนุกใช่ได้” เทล์เลอร์ใช้รีโมทเปลี่ยนช่องของกล้องไปเรื่อยๆเพื่อดูทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น พร้อมกับใช้ปากกาดิจิตอลจดข้อมูลใส่ที่เก็บข้อมูลทรงลูกบาศก์โปร่งใสที่กำลังรับข้อมูลที่เป็นตัวอักษรสีฟ้าเข้าไปไม่หยุด

“กะ...แก!!!!!” ทหารฝ่ายข้อมูลคนหนึ่งที่ได้รับขาดเจ็บสาหัสเล็งปืนไปยังเทย์เลอร์ที่กำลังนั่งเปลี่ยนช่องกล้องวงจรปิด

“เอ้า อย่าเอาแต่พล่ามสิครับ” เทย์เลอร์หมุนตัวด้วยเก้าอี้ก่อนที่จะนั่งเท้าคาง

ตรงหน้าของเขาคือศพจำนวนมากที่กองร่วมกันได้สูงกว่า 2 เมตร มวลเลือดจำนวนมากไหลทะลักจนเกือบจะท่วมห้องตรวจตราแห่งนี้ แต่พื้นที่ๆเขากำลังนั่งอยู่มันอยู่สูงกว่าพื้นครึ่งเมตรจึงไม่ต้องกลัวว่าเท้าของเขาจะสัมผัสเลือด

แกร๊กๆๆ!! ทหารคนนั้นเหนี่ยวไกแต่ปืนของเขาไม่สามารถยิงออกมาได้เหมือนกับมีอะไรสักอย่างมันขัดลำกล้องปืน

ทหารที่กำลังบาดเจ็บสาหัสจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่เกิดเหตุเขากับคนอื่นกำลังพักดื่มกาแฟอยู่ แต่เขาที่มาที่หลังยังไม่ได้ดื่ม ก่อนที่จะดื่มก็เหมือนกับมีแท่งเหล็กอะไรบางอย่างโยนเข้ามาในห้องและมีแสงสว่าง พอตื่นมาทุกคนในห้องก็ตามหมดส่วนเขาบาดเจ็บสาหัส

ฉัวะ!!!!

“อ่อก! แกใส่อะไรลงในกาแฟของพวกเรา” ทหารคนนั้นเอามือกุมที่อกที่มีของแหลมคมแทงจากด้านหลัง ก่อนที่จะสิ้นลม

เทย์เลอร์ที่ได้ยินก็หยิบแท่งเหล็กโปร่งแสง “ตัวเชื่อมแม่เหล็กไฟฟ้าแบบผงที่จะทำงานในทันทีที่ได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกต้อง ผมแอบใส่ลงไปในกาแฟของพวกคุณ และพอมันถูกกระตุ้น” เทย์เลอร์มันมือแยกออกจากกัน “มันก็ บู้ม!!!! แล้วของที่อยู่บริเวณนั้นจะกลับมาอัดกันตามหลักแม่เหล็ก” เทย์เลอร์โยนมันไปมาระหว่างมือทั้งสองข้าง

“ไม่ต้องอธิบายให้ฉันฟังก็ได้คะ” โฮชิโนะดึงมีดของเธอออกมาจากหลังของทหารที่โชคร้ายก่อนที่จะเช็ดเลือดบนนั่นด้วยหมวกที่ตกพื้น

“เอาน่าๆ มันจะได้เหมือนกับตัวร้ายที่แผนประสบความสำเร็จไง พวกเขามักจะพูดเรื่องแบบนี้เวลาดีใจ” เทย์เลอร์พูดพร้อมกับกดลูกบาศก์ ดูรายชื่อหนังเก่าที่เก็บไว้ในคลังที่บ้าน

โฮชิโนะควงมีดและเก็บเข้าไปในปลอกที่เหน็บไว้ที่เอว “ข้อมูลเป็นยังไงบ้างคะ” เธอถอดถุงมือออกเพื่อเอาเศษวัสดุบางอย่างที่หลุดเข้าไปออก

“ไม่ต้องห่วง ผมลงไวรัสไว้ในระบบหลักตั้งแต่แรก เพราะคาดไว้แล้วว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้นสักวัน แต่เดียวก่อนขอผมตัดไฟแปป” เทย์เลอร์กดรีโมทเพื่อแสดงหน้าจอหลักที่กำลังแสดงหลอดข้อมูลที่กำลังอยู่ที่เลข 81 ถ้าถึง 100 เมื่อไร พวกเขาก็จะได้ข้อมูลทั้งหมดของสการ์เล็ต

เทย์เลอร์ที่ใส่รหัสผ่านลูกบาศก์กดปุ่มปิดระบบไฟฟ้าหลักทั้งหมดทิ้ง แต่น่าเสียดายที่ห้องทุกห้องมีระบบไฟฟ้าฉุกเฉินคงต้องปล่อยไปสักพักให้แบตหมด

“อ่อ! และผมเอาข้อมูลที่คุณต้องการมาให้แล้วครับ” เทย์เลอร์หยิบคีย์การ์ดและยื่นให้โฮชิโนะ

โฮชิโนะเดินฝ่าซากศพไปจนถึงเทย์เลอร์ เธอหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาดู ก่อนที่เธอจะชักปืนจ่อไปที่ขมับของเทย์เลอร์

“ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เรามาเป็นมิตรไว้ก็ดีน่ะครับ ผมมีเป้าหมายของตัวเอง ส่วนคุณก็ทำงานให้ทั้งฝั่งซุนสเซตและฝั่งนิชิกิต้นตระกูลของคุณ เราทั้งคู่ก็เหมือนกัน” เทย์เลอร์พูดพร้อมกับดูหลอดที่เต็ม 100 ก่อนที่จะเก็บลูกบาศก์โดยไม่สนใจปากกระบอกปืนที่จ่อที่หัวของตัวเองแม้แต่น้อย

“ไม่กลัวว่าดิฉันจะฆ่าคุณเพื่อชิงข้อมูลหรือไง” โฮชิโนะเอานิ้วเข้าไปในไกปืน ก่อนที่จะใช้นิ้วกลางปลดเชฟตี้

“คุณลืมพูดว่า ฆ่าปิดปากน่ะครับ” เทย์เลอร์พูดพร้อมกับกินเนื้อตากแห้งที่เก็บไว้ “ถ้าผมตายข้อมูลก็จะถูกลบ และถ้าผมตาย ตัวจริงของคุณก็จะถูกเปิดเผย มันไม่คุ้มทุกการกระทำ และที่สำคัญมันเปลื้องกระสุน” เทย์เลอร์พูดก่อนที่เขาจะโชว์แม็กกาซีนกับกระสุน 1 นัด

!!!!!! โฮชิโนะดูปืนของตัวเองที่ตอนนี้ไม่มีกระสุนบรรจุทั้งแม็กกาซีนและกระสุนที่เธอใส่ล่วงหน้าไว้ในรังเพลิง

“ความสามารถของคุณใช่ไหม” โฮชิโนะดูปืนของเธอที่ไม่มีร่องรอยการงัดแงะอะไรเลย แสดงว่าต้องเป็นความสามารถประหลาด

“ผมไม่มีพลังวิเศษอะไรหรอกครับ แค่ทริกนิดๆหน่อยๆ” เทเลอร์ชี้แจงก่อนที่จะยื่นแม็กกาซีนพร้อมกับกระสุน

โฮชิโนะบรรจุกระสุนเข้าไปในรังเพลิงก่อนที่จะใส่แม็กกาซีน เธอมองไปยังชายที่มีผมสีขาวหงอกที่ตาตี่ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก่อนที่เธอจะไปเห็นรอยปานเล็กที่ๆโผล่ออกมาจากคอเสื้อ รอยปานนั้นมีลักษณะคล้ายรากไม้สีฟ้าที่แตกระแหง

‘รอยปาน? ไม่ใช่! นั้นมันเส้นเลือดสีฟ้า!!!!’ โฮชิโนะชักมีดออกมา

“คิดจะสู้กับผมเหรอ มันไม่มีใครได้ประโยชน์” ทันทีที่เทย์เลอร์พูดจบมีดนั้นก็พุ่งเข้ามาที่คอหอย แต่เทย์เลอร์ก็กดปุ่มบนเก้าอี้ทำให้เก้าอี้เอียงไปทางด้านหลังหลบมีดสังหารนั้นได้ในพริบตา

เทย์เลอร์ใช้มือผลักตัวเองออกจากเก้าอี้ กระโดดเพื่อที่จะข้ามหัวโฮชิโนะ แต่หญิงสาวก็ไวไม่แพ้กัน เธอเปลี่ยนทิศมีดเพื่อจะแทงชายที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ

เคร้ง! เทย์เลอร์ใช้มือตบมีดนั้นจนเสียงดังพร้อมกับประกายไฟ

เทย์เลอร์หมุนตัวก่อนที่จะยืนอยู่บนกองซากศพ เขาดูมือขวาของตัวเองที่ถุงมือขาดจนเห็นมือที่มีเส้นเลือดสีฟ้าของตัวเอง เขาใช้เล็บโจมตีสวนกลับก็จริง แต่อนุภาพของมีดนั่นก็ทรงพลังกว่าที่คาดไว้ ‘ต้องศึกษา ต้องศึกษา’ เขารู้สึกกระหายกับความรู้

“พวกแวมไพร์มาทำอะไรที่นี้?” โฮชิโนะพูด คราวนี้เธอเล็งปืนที่เสริมพลังด้วยความเร็วลม ถ้าเพิ่มความเร็วมากขึ้นต่อให้เป็นแวมไพร์ก็ไม่มีทางหลบมันได้

“อย่าเอาผมไปเที่ยวกับพวกแวมไพร์ที่พวกคุณรู้จักสิครับ ผมก็เหมือนมนุษย์อย่างพวกคุณนั้นแหล่ะ” เทย์เลอร์แย้ง พวกมนุษย์มักจะเอาเผ่าพันธุ์ของเขาไปเทียบกับแดร็กคิวล่าที่เป็นตำนานปลอมๆที่นักเขียนจินตนาการขึ้นกับพวกศาสนจักรน่ารังเกียจที่ใส่สีตีไข่เพื่อผลประโยชน์ของพวกมัน

“แต่ความจริงที่พวกแกกินมนุษย์ก็ไม่เปลี่ยนไปอยู่ดี”

ปัง ปัง!!! โฮชิโนะยิงกระสุนที่มีความเร็วสูงใส่ถึงสองนัด ทางเทย์เลอร์ที่ได้ยินเสียงปืนก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถหลบกระสุนที่พุ่งมาได้เพราะพื้นที่เขายืนอยู่ไม่มั่นคงและค่อนข้างเอียงไปทางซ้ายมากด้วย ‘ถ้าหลบก็จะถูกกระสุนนักที่สองยิงดักได้ ฉลาดไม่เลว แต่ว่าสำหรับผมแล้วมันง่าย’ เทร์เลอร์เลือกที่จะทิ้งตัวไปด้านขวาเพื่อลมกระสุน กระสุนนัดแรงคงจะหมุนและผลักด้วยแรงลมจึงมีอนุภาพสูงกว่ากระสุนนัดที่สองที่เพิ่งขึ้นลำได้ไม่นาน ดังนั้นเขาจึงกระโดดไปทางกระสุนนัดที่และยกแขนขึ้นป้องกัน

ฉัวะ!!!!

!!!!!

แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดกระสุนนัดที่สองสามารถเจาะทะลุแขนของเขาจนถึงลำตัว และดันร่างของเทย์เลอร์จนกระเด็นตกลงไปในบ่อเลือด เขาที่จมกองเลือดเอนตัวขึ้นก่อนที่จะดูแขนทั้งสองข้างที่ถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 1 เซนติเมตรและยังส่งกลิ่นไหม้ออกมาจนน่ากลัว ก่อนที่เขาจะมองไปยังรูบนชุดที่เขาใส่อยู่ ก่อนที่จะเอานิ้วแหย่เข้าไป

“เจาะเกราะไททาเนียมอัลลอยได้ขนาดนี้เลยอย่างงั้นเหรอ” เทย์เลอร์หยิบกระสุนออกจากเสื้อเกราะที่เข้าใส่ไว้ป้องกัน แต่กระสุนนี้มันเจาะทะลุแขนทั้งสองข้างที่เขาใส่ปลอกแขนหุ้มอลูมิเนียมอัลลอย และเกราะกระสุนที่ทำจากไททาเนียมอัลลอยยังถูกฝังลึกจนเกือบถึงผิว บ่งบอกถึงอนุภาพการทำลายที่สตรีที่ดูบอบบางกระทำได้เป็นอย่างดี วันหลังเขาใส่เกราะนาโนคาร์บอนดีกว่า

“เข้าใจล่ะ การหมุนที่เหมือนกับพายุโซนร้อน” เทย์เลอร์พูดหลังจากที่เขาเห็นโครงร่างจากกระสุนที่ยังหลงเหลือร่องรอยให้เข้าใจ แต่แค่กระสุนคงไม่สามารถบอกทริกทั้งหมดได้

“ถูกต้องค่ะ การหมุนที่รุนแรงมากพอที่จะเจาะเกราะของรถถังได้ถึงสองคัน” โฮชิโนะพูดก่อนที่จะตบข้างลำปืนเพื่อเปลี่ยนโลหะอัลลอยภายในที่เสียหายจากกการยิงกระสุนที่ทรงพลัง ‘ถ้ามีนาโนคาร์บอนก็ดีเหมือนกัน’ หญิงสาวคิดในใจตอนแรกเธอกะจะใช้นาโนคาร์บอนในการทำลำกล้องปืนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนลำกล้องบ่อยๆ แต่นาโนคาร์บอนที่เธอใช้จำเป็นต้องดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีที่สูงมาก ทางกลุ่มสการ์เล็ตนั้นไม่มีทางทำให้เธอได้แน่

“ต้องขอโทษด้วยค่ะ แต่ฉันคงต้องให้คุณตายที่นี้ก่อนที่คุณจะไปทำร้ายมนุษย์มากกว่านี้”

“วิธีคิดสมเป็นพวกนิชิกิจริงๆ” เทย์เลอร์ลุกขึ้นจากกองเลือด แต่ก็ถูกโฮชิโนะที่กระโดดข้ามเนินศพมาอย่างรวดเร็วเอามีแทงเข้าที่อกซ้าย

เอียด!! ... ฉึก!! เสียงของมีดที่แทงผ่านเกราะจนถึงชั้นเนื้อดังขึ้นก่อนที่จะมีเลือดจำนวนมากพุ่งออกมาจากใบมีดและด้ามมีด

“มิน่าละ ถึงว่าทำไมกระสุนทั้งสองนัดถึงได้น่ากลัวนัก” เทย์เลอร์จับมีดของโฮชิโนะก่อนที่จะออกแรงลุกขึ้นถึงเขาจะมีแรงมากมายมหาศาล แต่ในสภาพแบบนี้ออกแรงให้ได้ถึง 1 ใน 4 ก็สุดยอดแล้ว

“ถึงขนาดที่ทำให้พวกปีศาจอมตะที่ฉลาดกว่ามนุษย์อย่างพวกคุณพูดคำว่า ‘มิน่า’ ได้ ฉันคิดว่าฉันควรจะดีใจดีไหม” โฮชิโนะพูดก่อนที่จะพยายามกดให้ลึกลงกว่าเดิม แต่เทย์เลอร์ก็ไม่ยอมแพ้เข้าออกแรงดันออก

“ฉันคิดว่าคุณน่าจะเสียเลือดตายได้แล้ว” โฮชิโนะใส่พลังอีเลเมนต์ลงไปในมีด มีดของเธอออกแบบให้มีรูที่ส่วนปลายทะลุไปถึงส่วนด้าม และเมื่อรวมกับความสามารถของเธอ ถ้าแทงเข้าเส้นเลือดใหญ่ก็สามารถที่จะดูดเลือดออกให้หมดตัวได้เลย

“ใช้ลมหมุนกระสุนที่ดีไซน์ให้คล้ายกับใบพัดตั้งแต่ในรังเพลิงตามเข็มและใช้ลมที่เกินหมุนกระสุนนัดใหม่ทวนเข็มเพื่อเพิ่มพลังทำลายเหมือนเรลกัน (Rail Gun)” เทรย์เลอร์พูด เขาก็ว่าน่ะกระสุนนัดแรกมีอนุภาพการทะลุทะลวงสูง เพราะการหมุนด้วยแรงลมอย่างรวดเร็วก็พออธิบายได้ แต่นัดที่สองที่ไม่น่าจะหมุนในรังเพลิงได้เร็วเท่านัดแรกกลับรุนแรงพอๆกัน

“สุญญากาศ” เทย์เลอร์เพิ่งนึกได้ การใช้กระแสลมหมุนที่เกิดจากกระสุนนัดแรกกับกระสุนนัดที่สองบรรจบกัน การไหลเวียนของอากาศจะเกิดตัดกันจนเกิดช่องว่างที่ไร้อากาศ (และคงความต่างด้วยการควบคุมกระแสลม) หลังจากนั้นก็ใช้สุญญากาศเป็นเพื่อที่จะทำให้เกิดพายุ และอาศัยประโยชน์จากจุดนั้นเพิ่มความเร็วและการหมุนของกระสุนนัดที่สอง

 “มนุษย์นี้มันสุดยอด อ๊อก” เทย์เลอร์กระอักเลือด เขาลืมไปว่าหญิงสาวตรงหน้าใช้แรงดันอากาศกับเลือดโดยตรงทำให้เลือดของเขาพุ่งออกมาจากอกเหมือนน้ำพุ

“อึดแท้” โฮชิโนะพูด ทั้งที่เธอใส่พลังลงไปมากขนาดนี้อีกฝ่ายน่าจะเลือดหมดตัวตาย “ผมเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังเมื่อมีเลือด” เทร์เลอร์พูดก่อนที่ตัวของเขาจะสลายกลายเป็นเลือด

โฮชิโนะที่กดมีดจนเสียบถึงพื้นที่ท่วมไปด้วยเลือดใช้มีดคว้านหาร่างของเทร์เลอร์ แต่ก็หาไม่เจอ

“มันแปลกหรือไงที่ผมจะวาร์ปได้ด้วยเลือด”  เสียงของเทร์เลอร์ดังขึ้นทั่วห้อง

“ความสามารถของแวมไพร์อย่างงั้นเหรอ?” โฮชิโนะกระโจนไปยังที่ๆไม่มีเลือด เธอเห็นว่าเทย์เลอร์ตัวละลายกลายเป็นเลือด ดังนั้นอีกฝ่ายต้องใช้ความสามารถที่เกี่ยวกับเลือดได้แน่ๆ แต่ก็น่ะ....

โฮชิโนะโยนระเบิดที่ซ่อนไว้ในปลอกแขนใส่กองเลือด

ตูม!! เสียงระเบิดนั้นค่อนข้างเบา และผลที่ได้คือน้ำแข็งสีแดงที่แช่ทุกอย่างร่วมถึงศพจำนวนมากที่กองกันเป็นภูเขา

“ระเบิดไนโตรเจนเหลว ความคิดดี” เสียงของเทย์เลอร์ดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ระเบิดไนโตรเจนทำงาน เปลี่ยนห้องนี้ที่เต็มไปด้วยเลือดกลายเป็นไอติมแท่งสีแดง

“แล้วจะเอายังไง” โฮชิโนะหยิบระเบิดออกมาอีกสองลูก ถ้าอีกฝ่ายโผล่หัวออกมาก็ใช้เจ้านี้ ทนได้แค่ไหนถ้าในตัวยังมีเลือดก็ยังจัดการได้สบายๆ

‘ออกมา’

‘ออกมา’

‘ออกมา’

เงียบ

“......................” มันนานแหะ โฮชิโนะนึก มันนานจริงๆนั่นแหละ เมื่อเธอจะอยู่ในห้องนี้คนเดียวนานเกินไปแล้ว

แวบ!! หน้าจอหลักในห้องทำงานทั้งที่ระบบไฟฟ้าสำรองไม่น่าจะมีพลังงานเหลือแล้ว

“ยังอยู่อีกเหรอครับ” ภาพของเทย์เลอร์ที่เปลือยเปล่ากำลังนอนแช่ในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำสีแดงสด

“หนีไปแล้วยังงั้นเหรอ” โฮชิโนะเอาด้ามปืนเคาะหัว เธอโดนมันต้มจนสุก เทย์เลอร์น่าจะหนีไปตั้งแต่ตอนที่ตัวสลายไป ‘น่าขายหน้าชะมัด’

“เดิมทีระเบิดแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้ มันก็ถูกตั้งให้เผ่าพันธุ์ของผมใช้ได้ตั้งแต่แรก”

“ระเบิดแม่เหล็กไฟฟ้า!” โฮชิโนะดูศพจำนวนมากที่กองกันเป็นภูเขา ซึ่งมันเกิดจากระเบิดแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในร่างผู้เคราะห์ร้าย พอระเบิดศพก็จะกระจุกกัน แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะมีระบบที่ใช้สำหรับการเทเลพอร์ตด้วย พวกแวมไพร์นี้อันตรายจริงๆ

“ยังไงเทคโนโลยีที่พวกมนุษย์ใช้ส่วนใหญ่ เผ่าพันธุ์ผมก็เป็นคนคิดค้นขึ้นมาทั้งหมด มันน่าแปลกใจหรือยังไงที่ผมจะใช้ระบบวาร์ป” เทย์เลอร์ลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำ ก่อนที่จะใช้ผ้าเช็ดตัวสีดำเช็ดของเหลวสีแดงสดออก

โฮชิโนะทำตาครุ่นคิดก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ “อยากคุยเรื่องธุรกิจใช่ไหมค่ะ” โฮชิโนะเอยถึงสิ่งที่เป็นไปได้ มันน่าสงสัยตั้งแต่ที่หมอนั่นโชว์ของ ระบบในการเทเลพอร์ต แถมสุดท้ายมาในมาดของประธานเพลย์บอย

“ถูกต้องที่สุด” เทย์เลอร์หยิบชาขึ้นมาดื่ม “คนฉลาดอย่างเธอคุยกันง่าย” เทย์เลอร์ดีดนิ้ว ก่อนที่จะมีบริกรหญิงในชุดผ้าโปร่งที่ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวใสคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับถ้วยปรุงแต่งรสกาแฟ ผู้หญิงคนนั้นดูสง่างามทุกทั่วท่า เว้นแต่ดวงตาที่ปิดด้วยหน้ากากสีดำขนาดเล็ก เธอยื่นถ้วยชาให้เทย์เลอร์อย่างมีมารยาท

“ขอบคุณน่ะ กำลังอยากได้ชาเพิ่มอยู่พอดี” เทย์เลอร์นั่งตรงขอบอ่างอาบน้ำก่อนที่จะดื่มชาแก้วใหม่ “แต่ว่ามันขมมีนมไหม”

“เข้าเรื่องเลยดีกว่า ตอนการอะไร ‘ตัวหมาก’ในสงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้นใช่ไหม” โฮชิโนะพูด ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าแสงไฟของหน้าจอเริ่มหมดลง เธอจึงหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวออกมา และเสียบเข้าที่หน้าจอเพื่อต่อเวลาแบตตอรี่

ตัวหมากที่เธอจะให้ผม มันคืออะไร” เทย์เลอร์เลียของเหลวสีแดงที่เปื้อนหน้า ผู้หญิงคนนี้ฉลาดมากและยังไม่ธรรมดา เจ้าตัวรู้เรื่องเกี่ยวกับสงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกด้วย

“คงบอกไม่ได้ในเมื่อพวกแวมไพร์อย่างพวกคุณเองก็ยังไม่พร้อมกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้น” ประโยคนี้ของโฮชิโนะทำให้เทย์เลอร์ยิ้ม เขาลืมตาขึ้นเผยให้เห็นนัยต์ตาสีแดงสดที่มีใจกลางตาดำเป็นรูปไม้กางเขนสีขาว เขาชักจะอยากได้เจ้าหล่อนมาเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์เสียจริง

“ติดต่อผมผ่านเจ้านี้ล่ะกัน” เทย์เลอร์ส่งข้อมูลให้กับแท็บเล็ตที่เชื่อมกับระบบไฟฟ้าหลัก “แล้วค่อยมาคุยธุรกิจกันทีหลัง เพื่อผมจะมีโบนัสให้” เทย์เลอร์เอานิ้วจิ้มลงในโฟมนมและทำการขน และภาพนั้นก็ดับไป

 

“ไปแล้วเหรอเนี่ย” โฮชิโนะดึงแท็บเล็ตของเธอ ก่อนที่จะดูภาพที่ปรากฎขึ้นมา

“เทอราสคอมปานี่ (Terrras Company)” บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่ใหญ่ที่สุด ‘คนในบริษัทนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นเหรอ’

“เอาเถอะ ฉันก็ไม่คิดว่าครั้งนี้มนุษย์จะเป็นตัวหมากเมื่อทุกครั้ง” โฮชิโนะปิดแท็บเล็ต ก่อนที่จะเดินไปที่ทางออก ก่อนหน้านั้นเธอก็เตะน้ำแข็งสีแดงจนแตกละเอียด

“อย่าคิดดูถูกมนุษย์ให้มากนัก”

 

ณ โซนที่พักแขกวีไอพีพิเศษบริษัทเทอราส คอมปานี่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

บริษัทเทอราส คอมปานี่เป็นบริษัทที่คิดค้นเทคโนโลยีล้ำสมัยตั้งแต่ปากกาไฟฟ้า จนถึงอาวุธรุ่นใหม่ล่าสุดที่สังคมมนุษย์แถบทุกทีใช้งานเป็นกิจวัตร

หุบเขาที่เต็มไปด้วยหญ้าที่สวยงาม และหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้โดยเด็ดขาด ซึ่งที่นี้คือที่พักพิเศษสำหรับชนชั้นสูงรวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่ทำงานให้กับเทอราส คอมปานี่

“จะดีเหรอค่ะ ท่านประธาน” เลขาฯส่วนตัวของเทย์เลอร์พูดคณะที่กำลังนวดไหล่ของเขา ตอนนี้เธอไม่ได้ใส่หน้ากาก

“อะไรงั้นเหรอ” เทย์เลอร์พูดพร้อมกับจิบชานม

“มนุษย์ชั้นต่ำแบบนั้นควรค่าที่ท่านจะให้เกียรติด้วยหรือ ท่านมีเป็นชนชั้นสูงของพวกเรา ไม่ควรไปคู่กับผู้หญิงแบบนั้น” เลขาฯคนนั้นเผยตาสีแดงที่คล้ายกับของเทย์เลอร์ แต่ต่างกับที่ตาดำของเธอดูปกติเหมือนตาของมนุษย์และเธอมีผมสีดำที่มีผมขาวแซมนิดๆ

“อย่าพูดแบบนี้สิ พวกเราเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่แค่คนละสกุล (Genus) ถ้าเทียบกับลิง ก็ลิงชิมแปนซีกับลิงอุรังอุตัง” เทย์เลอร์พูดพร้อมกับยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ก็อย่างที่ตัวเขาเคยบอกกับโฮชิโนะ ถึงเผ่าอัลคาร์ด (Alucard) ของพวกเขากับมนุษย์จะมีสกุลที่แตกต่างกัน แต่โดยพื้นฐานก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เอาที่จริงถ้าไม่นับเรื่องที่เผ่าของเขาแข็งแรงกว่า ทนทานกว่าและมีคุณสมบัติของเลือดที่พิเศษกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆทั้งหมดที่มีสติสัมปชัญญะสูง พวกเขาก็มนุษย์ดีๆนั้นเอง

“ไปสู้กับนิชิกิ โฮชิโนะมาหรือยังไงเทย์เลอร์ ทาการาสุ” เสียงของชายแก่คนหนึ่งดังขึ้น

“ตอนนี้ผมเป็นประธานของเทอราส คอมปานี่ ชื่อเทย์เรสคาร์ โบร์อสเวน (Terreackarr Beuocwien) นะครับคุณคอบร้า” เทย์เลอร์ซดชานมจนหมดและวางลงบนที่รองแก้ว

“มันเป็นสิ่งที่ควรพูดกับผู้อาวุโสกว่าอย่างงั้นหรือ” คอบร้าพูดก่อนที่จะเอามือไปสัมผัสตาข้างที่บอด

“นั้นสิครับ ถ้าเทียบแล้วผมยังอายุน้อย ที่มีวันนี้ก็เพราะเทอราส คอมปานี่กับครอบครัวของผม งั้นก็เรียกผมว่าเทย์ก็แล้วกัน ผมชอบให้ถูกเรียกสั้นๆมากกว่า” เทย์พูด

“งั้นเทย์จะดีหรือที่ปล่อยผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ เธอมันตัวอันตราย” คอบร้านั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าเธอตายเผ่าของผมจะลำบากเอา” เทย์สีมือของตัวเองพร้อมกับอ่านหนังสือโบราณ “ก็อย่างที่เธอบอก เผ่าพันธุ์ของพวกเรายังไม่พร้อมกับหมากกระดานนี้ ถ้าจะให้เทียบกับเผ่าอื่นๆ เผ่าของผมยังไม่พร้อมที่จะสู้ซึ่งๆหน้าเหมือนกับเผ่าอื่นๆที่พร้อมตลอดเวลา”

“แล้วตัวที่ใช้สร้างหมากล่ะ พอจะบอกได้ไหมว่าคือใคร” คอบร้าถาม

“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะครับ” เทย์ปิดหนังสือพร้อมกับเหล่ตา

“ถ้าไม่มีใครสร้างหมาก และเตรียมกระดาน ผู้เล่นก็ไม่สามารถเล่นได้” คอบร้าพูดอย่างมีหลักการ ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่ได้มาจากความว่างเปล่า และไร้เหตุผล

การจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงครามก็ต้องมีทหารที่มีเหมาะสมกับการศึกในแต่ละครั้ง และต้องมีข้อมูลเพื่อที่จะสามารถเอาไปใช้เพื่อชนะข้าศึก

เทย์หยิบหนังสืออีกเล่มขึ้นมาเปิด หนังสือนั้นใหญ่มากขนาดของมันคือ กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 45 เซนติเมตร และหนา 7 เซนติเมตร เขาเปิดหน้าหัวข้อข่าวของปี ค.ศ. 1800 ถึงปี ค.ศ. 2000 “ผมไม่แน่ใจนักหรอก แค่รู้ว่าแผนนี้มันเสี่ยง พลาดขึ้นมาเผ่าอัลคาร์ด (Alucard) จะได้ไม่คุ้มเสีย” เทย์พูดพร้อมกับเปิดหน้าของหนังสือที่ระบุว่าปี ค.ศ. 1900 ซึ่งหน้านั้นมีจดหมายหนึ่งขึ้นอยู่

“บัตรเชิญสำหรับการแข่งหมากรุก???” คอบร้าจ้องกระดาษแผ่นนั้นตาเป็นมันส์

“ครับ” เทย์ลุกขึ้นพร้อมกับบิดตัว “อยากจะรู้จริงๆว่าฝั่งอื่นๆจะเอายังไงกันแน่” เทย์หัวเราะออกมาเบาๆ เขาดันลืมไปเสียได้ว่าเขาเอาบัตรเชิญอันแสนสำคัญมาใช้แท่นที่ขั้นหนังสือประวัติศาสตร์โลก

“ต่อให้แพ้ พวกเราก็ไม่เสียอะไรแม้แต่นิด”

 

 

ณ ศาลเจ้าใหญ่แห่งกรุงโตเกียว

ศาลเจ้าใหญ่แห่งกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กกลางทะเลสาบที่รอบล้อมไปด้วยป่าไม้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รอบนอกมีวัดวาอารามและบ้านเมืองที่ได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย

วันนี้ภายในหอหลักมีการประชุมครั้งใหญ่ของทางวัด ทางศาลเจ้าจึงไม่อนุญาตให้มีคนเข้ามาสักการะ

ภายในหอประชุมตกแต่งด้วยศิลปะสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ลำดับชั้นในหอมีความสูงต่ำไล่เป็นแท่นตำหนักถึง 8 ขั้น  ยิ่งสูงตำหนักก็ยิ่งน้อยลง ยิ่งขั้นที่ 8 มีเพียงตำหนักเดียวเท่านั้น และตอนนี้มีคนจำนวนมากกำลังถกเถียงกันอยู่

“พวกอัลคาร์ดกำลังคิดอะไรอยู่” เสียงดังมาจากสตรีท่านหนึ่งที่นั่งหลังม่านบนขั้นที่ 4

“คงจะเหมือนครั้งก่อนๆ ไม่ยอมเข้าร่วมสงครามตรงๆและให้สายของพวกมันในสังคมมนุษย์จัดการ ยังไงพวกมันก็ไม่เคยกลัวความพ่ายแพ้” ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งหลังม่านบนขั้นที่ 6 พูดขึ้น

“จะยังไงก็ช่าง ครั้งนี้พวกเราจะแพ้เหมือนครั้งก่อนไม่ได้” ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่บนขั้นที่ 6 อีกคนพูดพร้อมกับเอามือทุบพื้น สงครามครั้งก่อนพวกเธอแพ้จนต้องเสียอาณาเขตไปมาก

“ถูกต้องครับ แต่เราจะบุ่มบ่ามไม่ได้ไม่งั้นพวกเราก็จะแพ้กันอีก” ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งบนขึ้นที่ 3 พูดออกมาจากหลังม่าน “เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในครั้งก่อน”

“แล้วจะเริ่มจากที่ไหนก่อน เกิดเดินหมากพลาดจะโดนทั้งโคบอลต์ (Kobold) และการูด้า (Garuda)จัดการจนแพ้อีก เราไม่มีทรัพยากรเหลือแล้ว” ผู้หญิงคนเดิมพูดพร้อมกับสูบยาหอมหลังม่าน 

“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการทุกอย่างไว้แล้ว” ทามะมิในชุดกิโมโนนอนตะแคงบนหมอนพลางสูบไปป์บนตำหนักที่อยู่สูงที่สุดคือขั้นที่ 8 เธอใส่ชุดกิโมโนขนาดใหญ่และที่ข้างหัวมีหน้ากากจิ้งจอกสีดำแดง

“แต่ท่านค่ะ พวกเราไม่ได้มีอำนาจที่จะแทรกแซงสังคมมนุษย์ได้เหมือนแต่ก่อน ถ้าเกิดเราเดินหมากพลาด คราวนี้เราคงอยู่ต่ำกว่าพวกหน้าสุนัขแน่ๆ” สตรีที่นั่งบนแท่นขั้นที่ 7 ที่รองจากทามะมิพูด เธอไม่ได้มีม่านบังหน้าเหมือนคนอื่นๆ และเธอสวมหน้ากากจิ้งจอกสีฟ้าแทน

“เมื่อครั้งก่อนเราแพ้ เพราะฉันเองก็ไม่คาดคิดว่าพวกโคบอลต์จะไปช่วยมนุษย์ในสงคราม ฉันยอมรับว่าฉันพลาดเองในครั้งนั้น” ทามะมิพูดพร้อมกับพ่นลมควันออกมาจากปาก “แต่ครั้งนี้เราจะเอาคืนบ้างให้มันรู้เสีย ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ปกครองโลกที่แท้จริง” ทามะมิพูดพร้อมกับเอามือลูบหางของตัวเองที่มีสีดำ เธอสะบัดหางของตัวเองที่มีแปดหาง หางทุกหางล้วนมีสีดำและมีลายลูกน้ำสีขาวที่ปล่อยละอองสีขาวจางๆ

“เดิมที่เราใช้งานมนุษย์ก็เพื่อเพิ่มอำนาจของพวกเรา” ทามะมิพูดพร้อมกับใช้หวี หวีขนบนหางของเธอ

‘นิลเธอช่างเหมาะสมอะไรเช่นนี้’ ทามะมิพูดออกมาเบาๆ

“โฮะ โฮะ โฮะ” ทามะมินึกในใจก่อนที่จะเริ่มหัวเราะนิ้วที่เรี่ยวยาวปิดบังปากของเธอ เพราะถ้าใช้แผนของเธอ พวกเธอก็จะไม่มีทางแพ้สงคราม ถึงครั้งนี้อาจจะต้องใช้มนุษย์บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ แต่พวกเธอก็ต้องไม่ แพ้ เพื่อเผ่าพันธุ์ของเธอ และเพื่อลูกสาวของเธอด้วย 




NEKOPOST.NET