P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 74 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.74 - จุดเริ่มต้นสงครามหมากรุก (1)


วันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 00: 00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ฮาวาย

แว็บ!! “อึก” นิลสะลึมสะลือ หลังจากที่มีแสงบางอย่างเข้าตาทำให้สติที่ดับวูบเริ่มตื่นขึ้น เขาจำไม่ได้ว่าเขาหมดสติไปตั้งแต่ตอนไหน แต่ตอนนี้เขากำลังจะตื่นขึ้นจริงๆ

“นิลนายโอเคไหม” ริสตี้รีบดูนิลที่กำลังนอนอยู่ หลังเห็นนิลเริ่มมีปฏิกริยา

“ผม . . . . อ๊าก!!!” นิลที่ได้สติร้องลั่น เพราะทันทีที่เขาเริ่มมองภาพตรงหน้าได้อย่างแจ่มชัด หัวเขาก็ปวดไปหมด

“นี้ แพทย์เอายามา!!!!” ริสตี้ตะโกน ก่อนที่จะมีทหารในชุดป้องกันเชื้อที่มีตราไม้กางเขนสีแดงที่อก หยิบเข็มฉีดยาสีแดงออกมาจากช่องเก็บของนิรภัย และฉีดเข้าไปที่คอของนิล

“อึก” นิลส่งเสียงและลืมตาขึ้น ฤทธิ์ยาระงับประสาทที่ฉีดเข้าเส้นเลือดแดงใหญ่ที่คอออกผลในทันที

“โอ๊ย!” นิลเอามือจับหน้าก่อนที่จะเอนตัวขึ้นจากเตียง “แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก” นิลส่ายหัว อาการปวดหัวเมื่อครู่หายไปก็จริง แต่มีบางอย่างดังก้องในหัว

‘นิล .... มัน .... เริ่ม .... แล้ว/นิล .... มัน .... เริ่ม .... แล้ว’

“อุ๊ป” นิลตาตั้ง เสียงบางอย่างดังก้องในหัวจนสะเทือนรูหูแทบแตก เขาแคะหูทั้งสองข้าง ก่อนที่เขาจะส่ายหัว นิลพยายามมองแต่ภาพที่เขาเห็นกลับเบลอ และยังส่ายไปมาจนคลื่นไส้

‘หนีเท่านั่น/สู้เท่านั่น’

“นิลยาของนายล่ะอยู่ไหน!!!” ริสตี้ตะโกนเพราะช่วงนี้เธอไม่เห็นนิลทานยาเลย ตอนแรกก็คิดว่าเขาทานแล้วตอนเธอไม่อยู่ ทันที่เธอรีบบึ่งเครื่องบินกลับฮาวาย เพราะมีคำสั่งด่วน และตอนที่ขึ้นเครื่องนิลก็แสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงและหมดสติไป ทุกครั้งที่นิลฟื้นเขาก็จะแสดงอาการเจ็บปวดและหมดสติทุกครั้ง มันวนแบบนี้มาได้สัก 11 รอบแล้ว

เธอพยายามหายาที่อลันให้นิลมา แต่ก็ไม่เจอแม้แต่เม็ดเดียวที่เจอก็มีแต่ขวดยาที่วางเปล่า แม้แต่ผงยาก็ไม่มีให้ผสม

“มันหมดแล้วครับ” นิลพูดพร้อมกับขยี้ตาเพื่อทำให้มองภาพให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“บ้าน่ะ ยาตั้งร้อยกว่าเม็ดนายไม่มีทางกินหมดหรอก” ริสตี้แย้ง ยาที่นิลได้มาเป็นยาเฉพาะที่อลันสังเคราะห์ด้วยวิธีพิเศษที่อลันคิดค้นขึ้นทำให้สามารถผลิตได้เป็นจำนวนในระยะเวลาสั้นๆ และเธอก็ได้ยินมาจากปากของย่าลอร่าว่าฤทธิ์มันแรงมาก สำหรับพวกเธอกินแค่เม็ดเดียวก็อยู่ได้หลายวัน

“ผมปวดหัวบ่อยก็เลยกินมากกว่าปกติเท่านั้นเอง” นิลบอกตามความเป็นจริงที่จริงเขาทานยาเกินจำนวนตามที่อลันสั่งไว้ทำให้เขาสามารถเรียนรู้อุปนิสัยได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติ อย่างที่อลันบอกไว้กินตามเวลา แต่ถ้าปวดหัวให้ทานทันที นิลจึงกินยาพิเศษเหมือนกับกินลูกอม และมันเหมือนการเสพยา อาการของเขาหนักขึ้นทุกขณะ เขาปวดหัวบ่อยมากขึ้นหลังจากที่ไปถึงฮาวายในตอนแรก เขาจึงทานยาเพื่อระงับตามที่สั่ง ในตอนแรกเขาก็ไม่ใส่ใจอะไรมากจนกระทั้งเขาเพิ่งมารู้ตัวว่า ยาของเขาหายไปทุกๆคืน ตอนนั้นเขาถึงรู้ว่าถึงสติจะสั่งไม่ให้กินเพื่อปฏิบัติตามบัตรยา แต่ทุกๆคืนอาการมันก็ส่งผลถึงตอนที่เขาหลับ เขาละเมอขึ้นมากินยาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ตอนที่เขามาถึงที่เวนิส ยาของเขาก็หมดลงแล้ว น่าแปลกทันทีที่เขาหยุดยาอาการปวดหัวก็เริ่มทุเลาลงและหายเป็นปลิดทิ้ง เขาเลยสรุปว่าเขาน่าจะหายเป็นปกติแล้ว

เขาคิดผิด มันยังไม่หายดี และอาการกำลังปะทุขึ้นมาในตอนนี้ แม้แต่มองก็ยังมองไม่ชัด

“นิล” ริสตี้เอย เธอรู้สึกปวดใจมาก มันบอกไม่ถูก มันฝังใจลึก ความรู้สึกนี้มันฝังใจลึกมากเหมือนกับว่า ‘ริสตี้ผมรักคุณน่ะ’

‘กิติ’ ริสตี้ร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว มันเหมือนทุกประการ ตอนแรกนิลเหมือนกับกิติเพียงแค่หน้าตา แต่ตอนนี้ทั้งบรรยากาศ รูปร่าง และนิสัย มันเหมือนกับคนที่เธอมักจะนึกถึงเสมอๆ

“ร้องไห้เหรอครับ” นิลขยี้ตัวเองพลางถามริสตี้ถึงจะมองเห็นได้ไม่ชัด แต่เสียงกับความรู้สึกที่ใกล้เคียงนี้มันบ่งบอกถึงตัวหญิงสาว

“ก็นิดหน่อย” ริสตี้ปาดน้ำตา “แล้วนายละ ไม่ปวดหัวแล้วเหรอ” ริสตี้ถามกลับพร้อมกับทิ้งความรู้สึกทั้งหมด

“ปวดอยู่บ้าง แต่ถ้ารับยาบรรเทาอาการปวดผมก็สบายๆครับ” นิลพูดพร้อมกับเอามืออุดเลือดที่ไหลออกจากคอ ตอนที่เขาลุกขึ้นทำให้เข็มฉีดยาที่เสียบค้างอยู่บาดคอเป็นทางยาว แต่เพียงครู่เดียวเลือดก็แห้ง ตัวยาคงจะสามารถห้ามเลือดถ้ามันสัมผัสกับอากาศภายนอกโดยตรงสิน่ะ

“ทำอะไรน่ะ!!!” ริสตี้โวยวาย อยู่ๆนิลก็เอานิ้วเช็ดน้ำตาที่หน้าเธอ

“ก็พอเห็นคุณแล้ว ผมก็...” นิลไม่สามารถสื่อความหมายการกระทำของตัวเอง ร่างกายขยับไปเองตามความเคยชิน ความรู้สึกนี้ที่ซาบซ่านเหมือนไฟดูด น่าแปลก

“เอาเถอะ นายนอนที่นี้ ขืนทำตัวน่ารำคาญ ฉันจะ... ฉันจะ...” ริสตี้หน้าแดงจัด ไม่ใช่เพราะโกรธแต่เป็นเพราะความรู้สึกที่เธอมีให้กับนิลมันรุนแรงมากเหมือนกับที่เธอมีให้กับกิติ

ปัง!!! “ท่านคะ” ผู้หญิงคนนี้รีบเข้ามาในห้องนี้อย่างรีบร้อน

“อะไร? ฝ่ายบุคลากร” ริสตี้ตบหน้าของตัวเองเพื่อดึงสีหน้าที่ควรเป็นทั้งหมดกลับมา

ผู้หญิงคนนั้นเข้ามากระซิบข้างหูของริสตี้ ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นพูดจบ ริสตี้ก็แสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างชัดเจน เธอมองหน้านิลที่กำลังมองเธอด้วยสีหน้าอ่อนโยนที่ชวนโหยหา ก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปนอกห้องด้วยสีหน้าที่ขุ่นมั่ว

“มัน... มันบ้าไปแล้ว” ริสตี้บ่นออกมา มันไม่น่าเป็นไปได้ เขาคนนั่นตายไปแล้ว เขาตายต่อหน้าเธอ เธอเห็นด้วยตาของตัวเอง

“ริสตี้?” นิลพูด และในจังหวะก่อนที่ห้องนี้จะถูกปิดได้มีคนในชุดคล้ายนักบินอวกาศเดินเข้ามา 2 คน

“สวัสดีครับ สมาชิกใหม่” 1 ใน 2 คนนั้นเอยปากทักทาย

“สวัสดีครับ คุณคือ?” แป๊ป! นิลทักทายโต้ตอบ ก่อนที่หัวของเขาจะปวดเหมือนถูกไฟฟ้าดูด

“ผมเป็นหมอครับ” ชายคนนั่นนั่งลงก่อนที่จะหยิบปากกาเลเซอร์ออกมาสองแท่ง “เดียวช่วยอยู่นิ่งๆ ผมจะขอตรวจร่างกายของคุณสักหน่อย” หมอเปิดปากกาทั้งสองแท่ง แท่งหนึ่งปล่อยภาพกราฟร่างกายสามมิติ ส่วนอีกอันเป็นลำแสงสีแดง

“ครับ อ่า” นิลอ้าปาก ในขณะที่หมอก็แปลกใจที่คนไข้ที่มีความผิดปกติทางสมองจะเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่เขาได้มาจากกองกลางและการตรวจสอบในครั้งนี้คงจะใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการทดลองในอนาคต

หมอยิงลำแสงเข้าไปในปาก พร้อมกับดูข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาในกราฟ

“ดูจากการทำงานของสมอง ยาระงับประสาทสำหรับระบบประสาทส่วนกลางไม่สามารถทำงานได้เต็มร้อย” หมอคนนั้นดูกราฟก่อนที่จะหันไปบอกหมอผู้ช่วยที่อยู่ในห้องนี้อยู่แล้ว “เอา E – 421B12 มา 2 เข็ม ฉีดเข้าที่น้ำเลี้ยงไขสันหลัง”

“ครับ” ทหารเปิดช่องนิรภัยอีกครั้ง คราวนี้เขาหยิบแคปซูลสีเหลืองออกมา 2 เม็ดและบรรจุเข้าไปในเข็มฉีดยา

“ยาระงับยังออกฤทธิ์อยู่ มันไม่เจ็บหรอกครับ” หมอพูดเขายังคงส่องเลเซอร์และดูกราฟ ขณะที่หมออีกคนจับและยึดไหล่ของนิลไว้

“ผม?” นิลแสดงอารมณ์ออกมาไม่ค่อยได้ หมอบอกว่าที่ริสตี้ฉีดให้เขาเป็นยาระงับประสาทสำหรับระบบประสาทส่วนกลาง ตอนที่ริสตี้อยู่เขารู้สึกได้ถึงความหลังบ้างอย่าง หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกสงบ ประสาทสัมผัสรู้สึกได้ถึงอย่างชัดเจนถึงจะรู้สึกปวดหัวเป็นครั้งคราวก็เถอะ

จึก!

เข็มแทงเข้าไปตรงกระดูกสันหลังข้อที่ 5 ก่อนที่แพทย์จะฉีดยาเข้าไปของ

“อุ๊ป” ยาออกฤทธิ์ นิลเริ่มหยุดเคลื่อนไหว ก่อนที่ร่างกายเขาจะหยุดเคลื่อนไหวโดยสมบูรณ์

หมอดูกราฟการทำงานของร่างกายที่ลดลงเรื่อยๆจนอยู่ในระดับจำศีล เขาดูกราฟนั้นก่อนที่จะหยิบหลอดฉีดยาสีเงินออกมา

“เห้ยไอ้นั้นมัน!!!!!” แพทย์สนามท้วงเสียงดัง เพราะไอ้สิ่งที่อยู่ในหลอดสีเงินนั่นมันเป็นโค้ดพิเศษในกลุ่ม เขาที่เป็นหมอรู้จักสิ่งนั้นดีที่สุด

“มันเป็นคำสั่งจากเบื้องบน กรุณาออกไปด้วย” หมอคนนั้นพูดก่อนที่หมออีกคนจะเดินไปบังแพทย์สนาม “กรุณาออกไปด้วย” หมอคนนั้นออกแรงดันก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้มีทหารในชุดเกราะเสริมพลังเดินเข้ามาห้องเป็นจำนวนมาก ทุกคนล้วนแต่เป็นหน่วยรบพิเศษของกลุ่มสการ์เล็ตที่ขึ้นตรงต่อผู้นำระดับสูง

“คะ ครับ” แพทย์สนามคนนั้นไม่มีทางเลือก ถ้าเกิดเขาขัดขืนดีไม่ดีไอ้ยาที่อยู่ในหลอดสีเงินจะถูกใช้กับตัวเขาเอง

แอ๊ด! “ผมต้องรีบไปบอกคุณริสตี้แล้ว” แพทย์สนามคนนั้นรีบถอดชุดเสริมกำลังออก เพราะชุดเสริมกำลังจะติดตั้งระบบออกคำสั่งเอาไว้ ชุดของเขานั้นเหนือกว่าของหมอที่เข้ามาอีก แต่ระบบทุกอย่างถูกล็อก เขาเลยแน่ใจว่าทางเบื้องบนต้องว่างแผนบางอย่าง ต้องรีบไปบอกคุณริสตี้และหัวหน้าเคิร์กให้เร็วที่สุด

 

“ข้อมูลที่บอกมามันคืออะไรกัน แบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้น่ะ หัวหน้า” ริสตี้ตะโกนเสียงดัง

“เอาน่ะๆ หูฉันจะแตกเอา” เคิร์กเอานิ้วอุดหู หลังจากที่เขาให้ริสตี้อ่านข้อมูลที่ทางฝ่ายแพทย์ได้มาจากการตรวจสภาพร่างกายของนิลครั้งล่าสุด ริสตี้ก็เอาแต่ตะโกนลั่นทำเอาคนที่นี้ต้องใส่ที่อุดหูกันทุกคน ยกเว้นเขาที่ต้องพูดคุยสื่อสารเลยใช้อะไรที่มันลดความเข้มของเสียงไม่ได้

จะบอกว่าเจ้าเอ่อแดก นั้นคือกิติ อย่างงั้นเหรอ!!!!” ริสตี้ตะโกน

“มันเป็นแค่การตรวจ DNA พื้นฐาน และเก็บข้อมูลจากเซลล์สมอง มันไม่ได้เป๊ะกับ DNA ของกิติ 100 % สักหน่อย แค่ 94.6 % เอง” เคิร์กคลายนิ้วออกจากรูหูเล็กน้อย

“แบบนั้นมันก็คือกิติตัวจริงไม่ใช่เหรอ” ริสตี้ตะโกนเสียงดังลั่นห้อง คราวนี้เคิร์กไม่คิดที่จะปล่อยนิ้วแล้ว หล่อนคงตะโกนจนกว่าจะเสียงแหบแน่นอน

“เปล่าค่ะ คุณนิลไม่ใช่กิติอย่างแน่นอน นั่นคือสิ่งที่ฉันมั่นใจได้จากข้อมูลที่สรุปได้” พยาบาลที่ใส่หูฟังขนาดใหญ่ที่รวมกับเกราะบังหน้าเดินหน้ามาพร้อมกับยื่นเอกสารที่เธอได้มาจากคณะวิจัยที่ทำการตรวจสอบร่างกายและคลื่นสมองของนิล

ริสตี้มองหน้าพยาบาลคนนั้นก่อนที่เธอจะทำท่าชกใส่ แต่พยาบาลคนนั้นก็ไม่กลัว ริสตี้จึงวางมือและคว้าเอาสารนั้นแทน

พยาบาลคนนั้นก้มตัวด้วยความหวาดกลัวถึงจะใส่อุปกรณ์ป้องกัน แต่ถ้าริสตี้ออกแรงมากมันก็ป้องกันไม่ได้

“คะ... คะ..คุณนิลมีส่วนผสม DNA ของคนหลายคนผสมกันโดยที่มีรหัสของมนุษย์คนอื่นเป็นต้นแบบมากกว่า 4 คน นี้ยังไม่รวมดีเอ็นเอที่ได้รับการตัดแต่ง แต่โดยพื้นฐานร่างกายภายในมีคุณกริช วรรณศักดิ์เป็นต้นแบบ” พยาบาลคนนั้นอธิบายพร้อมกับดูท็อบเล็ตของเธอ

ริสตี้ที่อ่านข้อมูลโดยสรุปทิ้งสิ่งที่อยู่บนมือ “ไม่ใช่เขา!!!” ริสตี้หรี่เสียงน้ำเสียงเธอเปลี่ยนไป เธอเอามือปิดปากตัวเอง “ทานิกะช่วยบอกทีว่า ‘ไม่ใช่เขา’ จริงๆใช่ไหม” ริสตี้ถาม เธอพยายามให้มันแน่ใจ เพราะความรู้สึกที่เธอมีให้กับนิลมันเหมือนกับความรู้สึกที่เธอมีให้กับกิติ ถ้ามันเป็นจริงเธอจะ......

ทานิกะถอดหน้ากากออก เดิมทีเจ้าหน้ากากนี้ถูกออกแบบให้ป้องกันแรงกระแทกจากภายนอกและปรับความเข้มของเสียงให้พอเหมาะ เวอร์ชั่นที่เธอใช้เป็นแบบที่ใช้ในการวิจัย แต่เธอเอามาใส่ป้องกันริสตี้ ซึ่งตอนนี้ริสตี้นั่นตัวอ่อนยวบคงไม่ต้องใช้แล้ว

“โครงสร้างถูกตัดแต่งไม่ให้เหมือนกับคุณกริชร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จากการตรวจสอบ เบื้องลึก..” ทานิกะสูดหายใจ “ผลการทดลองที่ได้จากคนไข้นิล ระบุได้ว่า เขาเป็น ร่างโคลน ของคุณกริช วรรณศักดิ์คะ” ทานิกะหลับตาเธอไม่อยากถูกทำร้ายร่างกาย เพราะพูดหลุดปาก

“ไม่ต้องกลัวไปหรอกทานิกะ ถึงริสตี้จะเจ้าอารมณ์ แต่หล่อนเองก็มีเหตุผลของหล่อนอยู่” เคิร์กยืนบังทานิกะก่อนที่เขาจะยืนมือไปหาริสตี้ “ให้ช่วยไหม”

“มะ ไม่ต้อง ฉันไม่เป็นไร” ริสตี้จับเข่าของตัวเองเพื่อประคองไม่ให้ล้ม และใช้มืออีกข้างตบมือของเคิร์กออก “ฉันต้องการที่จะอยู่คนเดียว” เธอก้มหน้าและเดินเซไปเซมาเหมือนคนเมาเหล้า

“คุณริสตี้ค่ะ!!” ทานิกะทัก เพราะเธอเป็นห่วงผู้หญิงตรงหน้า แต่เคิร์กก็ยกมือขึ้นมาขวาง

“ให้เวลาเธอหน่อยเถอะ ริสตี้น่ะรักกิติมาก ฉันยังรู้สึกได้เลยว่านิลเหมือนกับกิติมากขนาดไหน” เคิร์กถอนหายใจ ตอนที่ผลการตรวจออก เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ตกใจมาก และตอนที่ริสตี้พานิลเข้าไปที่ห้องตรวจร่างกาย เขาเองก็รู้สึกได้ว่านิลเหมือนกับกิติมากกว่าตอนที่เจอครั้งแรก และตอนนี้เหมือนกับว่าเขาทั้งสองได้กลายเป็นคนๆเดียวกัน

“ทะ ท่าน ครับ แย่แล้ว!!!” ทหารแพทย์รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน

“หืม!!! มีอะไรเหรอ หน้าตั้งมาเชียว” เคิร์กมองไปยังทหารคนนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด วันนี้มีเรื่องหลายเรื่องเกิดขึ้นและมันก็ทำให้เขารู้สึกความดันมันจะขึ้นจนหายใจไม่ออก “และคราวนี้อะไรอีก เครื่องควบคุมแรงดันใต้น้ำเสียอีกแล้วเหรอ” เคิร์กบ่น เพราะเมื่อวานเครื่องควบคุมแรงดันใต้น้ำมันเสียง เขาต้องส่งลูกน้องดำน้ำลงไปซ่อมจนมีคนเกือบจมน้ำตาย

ทหารคนนั้นหายใจอย่างเหนื่อยหอบก่อนที่จะยืนตรงทำความเคารพ “ท่านครับ เกิดเรื่องกับคุณนิลครับ”

“ว่าไงน่ะ!?” เคิร์กหันไปมอง

“เกิดอะไรขึ้น” ริสตี้ที่อ่อนแรงพอได้ยินประโยคนี้ก็รีบวิ่งเข้ามาถามในทันทีสีหน้าของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ‘ขอร้องละค่ะ พระผู้เป็นเจ้า ครั้งนี้ขอให้เขาไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร

เรน (Rain) !! แฮ่กๆๆ” ทหารคนนั้นพูดออกมาเพียงคำเดียว คำนั้นทำให้เคิร์กหน้าถอดสี ทุกคนในห้องต่างก็เหมือนกับมานิกะที่ทำสีหน้าตกใจ แต่ที่หนักที่สุดคือริสตี้ที่น้ำตาไหล ดวงตาของเธอแดงกำ

“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้” ริสตี้พูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปจากห้องโดยไม่สนใจทุกอย่าง

“แย่ล่ะ ปล่อยไว้แบบนี้ฉิบหายแน่” เคิร์กที่คว้าตัวริสตี้ไม่ทันรีบหันไปทางทานิกะ “ทานิกะไปบอกพวกเด็กๆรหัสดำมีเรื่องแล้ว!!!!”

“คะ ค่ะ!!!” ทานิกะรีบวิ่งไปที่แท่นออกคำสั่ง ก่อนที่เธอจะเอานิ้วกดที่ปุ่มสีแดง

ตึงๆๆ!!!!! เสียงกริ่งดังไปทั่วทั้งฐานทัพก่อนที่จะมีทหารบางส่วนที่มีรูปร่างบึกบึนที่กำลังทำงานจิปาถะมองไปยังลำโพง

“เสียงอะไรว่ะนั้น” ทหารกลุ่มหนึ่งที่กำลังช่วยกันล้างจานหันไปมอง

“อะไรเสียอีกว่ะ” ทหารที่กำลังซ่อมมอเตอร์สำรองหันไปมอง

“ระเบิดที่ให้กู้อยู่ไหน!!!” ทหารในชุดกู้ระเบิดเต็มยศหันไปมองพร้อมกับยกเครื่องมือกู้ระเบิด

“แม่งเอ๊ยอะไรอีก!!!” “มันคิดว่าพวกเราเป็นเทศบาลขัดส้วมหรือไง!!!” ทหารสองคนที่กำลังช่วยกันขัดส้วมอยู่บ่นไปทางลำโพง

“ทุกคนคะ!! รหัสดำเจอกันที่บล็อก 186-A-52!!” ทานิกะบอกพิกัดที่ทุกคนในหน่วยของผู้บัญชาการเคิร์กและผู้ที่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมดให้รวมตัว

“..........” ทหารที่กำลังล้างจานถอดถุงมือกับผ้ากันเปื้อนออก

“..........” ทหารที่กำลังซ่อมมอเตอร์หยิบแท่งเหล็กแท่งเข้าไปในเครื่องมอเตอร์จนไฟลุก

“..........” ทหารในชุดกู้ระเบิดยืนค้างก่อนที่จะเก็บอุปกรณ์กู้ระเบิดไว้ที่กระเป๋าหลังและนั่งเอานิ้วกดพื้น

“..........” ทหารที่กำลังซ่อมมอเตอร์หยิบแท่งเหล็กแท่งเข้าไปในเครื่องมอเตอร์จนไฟลุก

“............................................................................................................................................................................................................................................................”

 

“รหัสดำโว้ยมีเรื่องแล้ว!!! ว้าก!!!!” ทหารคนหนึ่งตะโกนเสียงดังก่อนที่เขาจะใช้มือฉีกเสื้อกั๊กขนาดใหญ่ที่ตัวเองใส่อยู่จนขาดเป็นชิ้นๆ

สงครามโว้ย สงครามได้เวลาลุยแล้ว” ทหารคนหนึ่งพูดด้วยความดีใจ หลังจากที่พวกเขาต้องทำงานจิปาถะต่างๆในฐานทัพ ทั้งที่พวกเขาถูกฝึกมาให้สู้ตายในสนามรบ

ทหารที่กำลังเดินตรวจตราในฐานทัพเห็นทหารที่ถูกใช้ให้บำเพ็ญประโยชน์ในฐานทำตัวผิดปกติ “แย่ละ พวกมันก่อปฏิวัติ” ทหารคนนั้นเตรียมอาวุธในทันที

“เงียบไปซ่ะ ไอ้สุนัขของพวกผู้อาวุโส” ทหารที่รูปร่างบึกบึนคนหนึ่งกระโจนใส่ทหารที่เดินตรวจตรา ก่อนที่จะมีทหารอีก 4 คนกระโจนใส่ตาม

“พวกเรา! หัวหน้าออกคำสั่งแล้ว หน่วยคลังแสงฟาง เตรียมอาวุธไว้ในมา” ทหารหญิงคนหนึ่งโยนอาวุธให้ทหารคนอื่นๆในสังกัดของเธอ แต่เธอพกอาวุธมาไม่พอจึงออกคำสั่งให้พวกพ้องคนอื่นๆให้ไปเอาอาวุธที่คนของหน่วยคลังแสงฟาง เจ้าหน้าที่ฝั่งเดียวกับผู้บัญชาการเคิร์กที่ทำหน้าที่ดูแลคลังอาวุธ

“เตะตูดมัน” ทหารหญิงคนหนึ่งคำรามเสียงดังก่อนที่จะสวมเกราะเสริมกำลังขนาดใหญ่ที่ใช้ต่อต้านรถถัง

“เว้อ พวกมันมาแล้ว” ยามคุ้มกันที่ป้องกันแนวป้องกันสาดกระสุนใส่กองกำลังกบฏที่บุกโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!!!!! กองกำลังทั้งสองฝ่ายต่างสาดกระสุนและยิงระเบิดใส่กันจนภายในฐานทัพชายฝั่งถล่มจนมีน้ำทะเลไหลท่วม ถึงกองกำลังของเคิร์กจะน้อยกว่ามาก แต่กองกำลังสการ์เล็ตออคเต็ด (Scarlet Octet)ของผู้บัญชาการเคิร์ก นอร์แมนเองก็ได้ชื่อเป็นหนึ่งในกองทหารราบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ทั้งประสบการณ์และความสามารถพวกเขาล้วนเหนือกว่าทหารกองโจรดาดๆในฐานทัพจำนวนไม่ได้ทำให้พวกเขาตกเป็นรองแม้แต่น้อย แถมพวกเขายังค่อยๆยึดบล็อกและเส้นทางขนส่งภายในทีละน้อยด้วย

“ติดต่อขอกำลังเสริมได้ไหม” ทหารฝ่ายผู้จงรักภักดีใช้ขวานดับเพลิงสับท่อส่งน้ำทิ้งเพื่อทำให้น้ำท่วมในบล็อกข้างๆพวกกบฏจะได้บุกเข้ามาไม่ได้

“ไม่ได้ค่ะ!!! สัญญาณทุกอย่างถูกตัดขาด” โอเปอร์เรเตอร์ตอบ เธอพยายามติดต่อกับศูนย์บัญชาการสูงสุดเพื่อเรียกกำลังเสริมจากฐานทัพที่อื่น แต่ไม่มีสัญญาณ เธอได้ลองทุกวิธีทางแล้ว ทั้งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือการขึ้นรหัสโดยใช้อีเลเมนตร์ก็ทำไม่ได้

“แล้วหน่วยอีเลเมนตร์ของเราล่ะ?” ทหารคนหนึ่งใช้ปืนไรเฟิลกราดไปยังหุ่นแอนดรอยด์ที่ถูกชิงการควบคุมไป ยังดีที่หุ่นของสาขานี้มีประสิทธิภาพต่ำเพราะขาดเงินทุน

“ติดต่อไม่ได้เหมือนกันค่ะ โอ๊ย!!!!!!” ร่างโอเปอร์เรเตอร์หญิงกระแทกเข้ากับกำแพงจนหมดสติ

“!” ทหารที่กำลังใช้ปืนต่อสู้กับหุ่นแอนดรอยด์รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขาจึงสาดกระสุนใส่กำแพงที่ว่างเปล่า แต่ภาพตรงหน้าก็สั่นไหวเล็กน้อย และกระสุนก็ถูกหยุดไว้ด้วยอากาศ

“ระวังด้วยมีพวกล่องหน!!!” ทหารคนนั้นยิงระเบิดอีเอ็มพีใส่สิ่งแปลกปลอม

เปรี้ยง!!!!!

ระเบิดอีเอ็มพีขนาดเล็กปะทะเข้ากับเป้าหมายที่ล่องหนอยู่ทำให้ภาพตรงหน้าแสดงความเป็นจริงออกมา

“ทหารไซบอร์ก” ภาพตกหน้าพวกเขาคือหุ่นแอนดรอยด์รูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีรหัส C ที่อกที่เป็นภาษาทางการทหารหมายถึงมนุษย์ที่มีร่างกายส่วนหนึ่งเป็นเครื่องจักร

“เขาห้ามหันหลังให้ศัตรูไม่ใช้หรือ” วิลชาร์จทหารคนหนึ่งจนล้มก่อนที่จะบรรเลงเพลงหมัดใส่ไม่ยั้ง

“เกราะที่กันกระสุนได้ดีที่สุดมันอยู่ที่หลังของดิฉันค่ะ” หวังลี้พับหน้ากากก่อนที่จะชี้ไปที่แผ่นหลังของตัวเอง เพราะเธอต้องถูกใช้ในการศึกษาเทคโนโลยีไซบอร์ก ช่างเครื่องเลยซ่อมได้แค่แผ่นหลังที่ไม่ค่อยถูกใช้ในการทดลอง

“พวกระดับสูงยังชอบโกงกันเองเหมือนเดิมเลย” วิลพูดก่อนที่เขาจะเช็ดเลือดบนมือที่ได้จากการชก หน้าของทหารผู้เคราะห์ร้ายที่ใบหน้าบวมปูด “แต่การไม่ให้ฆ่าใครนี้ลำบาก” วิลนึกถ้าเขาเอาจริง เขาคงระเบิดทุกอย่างที่ขวางหน้าไปแล้ว

“ยังไงพวกเขาก็พวกเดียวกับคุณ พูดแบบนั้นไม่ดูโหดร้ายไปหน่อยหรือ” หวังลี้อุ้มร่างของโอเปอร์เตอร์หญิง คำสั่งที่เธอได้คือการทำยังไงก็ได้ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ดังนั้นออพชั่นดั่งเดิมที่ไม่มีอาวุธอะไรจึงเหมาะมาก

“เจอกันก็ไม่ได้เจอ แถมยังแย่งอาหารกับฉันอีก” วิลพูดก่อนที่จะนั่งบนร่างของทหารที่หมดสติ “แต่ก็ปล่อยพวกเขาไว้ที่นี้ไม่ได้” วิลเอามือตบหน้าทหารคนนั้น

“งั้นเราคงต้องเฝ้าพวกเขาไว้ แต่มันก็ไม่น่าจะมีศัตรูน่ะค่ะ เซนเซอร์ของฉันไม่พบสัญญาณผิดปกติภายนอก” หวังลี้พูดก่อนที่จะกดที่ขมับเพื่อฉายภาพของพื้นที่ภายนอกถ้ำใต้น้ำที่ไม่มีอะไรผิดปกติ

“มันก็ใช้ แต่ฉันรู้สึกได้ถึงบางอย่าง” วิลกรอกตา เขาเอามือขยี้จมูกตัวเองที่เหมือนจะเป็นภูมิแพ้ “หวังว่าฉันจะคิดไปเอง” วิลพูดพร้อมกับสั่งน้ำมูก

 

“ท่านครับ เราขาดการติดต่อกับหน่วยรักษาความปลอดภัย” ทหารที่อยู่หน้าห้องพักฟื้นพูดพร้อมกับพังข้าวของข้างเคียงเพื่อทำเป็นที่กำบัง ระบบการสื่อสารถูกตัดหลังจากที่เบื้องบนออกคำสั่งให้ผ่าตัดก็เกิดสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น จากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา แสดงว่าต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น

“เริ่มแล้วสิน่ะ” หัวหน้ากลุ่มพูดพร้อมกับเปิดแท็บเล็ต เขาเปิดดูคำสั่งที่ได้มาและทำการขั้นตอนทุกอย่างจนถึงตอนนี้ สถานการณ์ทุกอย่างเหมือนกับคำสั่งที่ได้

ปี๊บๆๆ เสียงดังขึ้นหลังจากที่เขาไล่นิ้วเลื่อนข้อความไปถึงคำสั่งสุดท้าย หลังจากที่ใช้สายตาใต้หมวกเหล็กไล่อ่านข้อความที่เป็นภาษาญี่ปุ่นจนจบ เขาก็กดปุ่มบางอย่างบนนั้น

“ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายหญิงคาดการณ์” หัวหน้าคนนั้นหยิบปืนลูกโม่ของตัวเองออกมา และดูกระสุนในเพลิงที่มีกระสุนเพียงหนึ่งนัด

“อ๊อก!!!!!” ทหารทั้งหมดเกิดหมดแรงพร้อมกัน “หะ หัวหน้า!!!” ทหารหญิงคนหนึ่งเอามือกุมที่หน้าอก แววตาของเธอมองไปยังหัวหน้าที่กำลังกดปุ่มในแท็บเล็ตอย่างไม่สนใจ และภาพทั้งหมดตรงหน้าก็หายไป หลังจากที่หัวหน้าของพวกเขาเก็บแท็บเล็ต

หัวหน้าก้มลงเช็คร่างกายของทหารทุกคน ซึ่งเขาต้องเอาให้แน่ใจว่าไม่มีใครรอดชีวิตเพื่อที่จะปิดปากทุกคนที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการครั้งนี้ ก่อนเริ่มภารกิจเขาแอบวางนาโนแมชชีนไว้ในไอดีโค้ดที่หน่วยของเขาทุกคนต้องฝั่งไว้ในท้ายทอยกระดูกสันหลังและหัวใจ พอแผนการดำเนินถึงเป้าหมายเขาก็แค่รันโปรแกรมให้นาโนแมชชีนหยุดการทำงานของร่างกาย

แอ๊ด!!!!

เขาใช้มือเปิดประตูห้องก็พบว่าแพทย์ทุกคนที่กำลังทำการผ่าตัดตายหมดแล้ว บนเก้าอี้ที่ใช้สำหรับการดัดแปลงมีร่างของเป้าหมายกำลังนั่งอยู่ แผ่นหลังของเขามีสายไฟจำนวนมากปักเต็มหลัง และหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังแสดงข้อมูลของสมองที่ตอนนี้ต่ำมาก

“นายหญิงทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ครับ” หัวหน้าทหารที่เหลือเพียงคนเดียวพูดขึ้น

“ใช้ได้น่ะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากปลายสาย “แต่มันก็ล้มเหลว” ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้น

“มันเป็นความผิดพลาดของกระหม่อมเอง” ทหารคนนั้นพูดพร้อมกับมองไปยังสายไฟจำนวนมากที่โผล่ออกมาจากหลังของเป้าหมาย

หน้าที่เดิมของเขาคือการเป็นสายลับทำการบ่อนทำลายองค์กรนี้ให้แตกเป็นเสี่ยงๆเพื่อง่ายแก่การควบคุม ต่อมานายหญิงได้เพิ่มคำสั่งให้สังเกตการณ์ชายที่มีชื่อว่า ‘นิล’ ด้วยเหตุผลบางประการ แต่แผนการก็เริ่มไม่เป็นไปตามที่คาด หลังพวกระดับสูงในองค์กรเริ่มไหวตัวทันและเริ่มทำการร่วมอำนาจ เขาจึงจำเป็นต้องแอบดัดแปลงคำสั่งเพื่อให้สมาชิกระดับล่างกับหน่วยปฏิบัติการเกิดความพอใจจนก่อจลาจล

“จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยด้วย ฟู่!!!” นายหญิงพูดพร้อมกับเป่าควันบุหรี่ออกมาเป็นรูปวงแหวน

“ครับ” ทหารคนนั้นปิดสายก่อนที่จะมองไปยังทหารที่ตายไป พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาที่ทำงานมาเป็นเวลานาน แถมบางคนยังทำงานอย่างใกล้ชิดและยังกินข้าวหมอเดียวกันด้วย

“ขอโทษทีน่ะ” เขาเอามือลูบหน้าของทหารหญิงคนสนิท อย่างน้อยตอนที่เธอตายไปก็อยากให้ตายตาหลับ เขาหยิบไอดีเมนเฟรมของทหารหญิงคนนั้นออกมา และทำการลบข้อมูลที่เหลือ เพราะถ้าลบด้วยเมนเฟรมหลัก มันจะสามารถลบข้อมูลไอดีและความทรงจำของคนอื่นๆในกลุ่มของเขาได้ทั้งหมดด้วยเทคโนโลยีนี้เชื่อมต่อกับสมอง

“เอาล่ะ งั้นก็ถึงเวลาของฉันแล้ว” ทหารคนนั้นใช้มือขยี้แท็บเล็ตของตัวเองทิ้ง ก่อนที่จะถอดหน้ากากออกมา และเอาปืนลูกโม่จ่อที่ขมับของตัวเอง

กุ๊บๆๆๆๆ!!!! เสียงเท้าของผู้หญิงคนนี้วิ่งเข้ามาหาเขา ทหารคนนั้นเลยเล็งปืนไปยังคนๆนั้น

“ริสตี้แห่งสการ์เล็ตออคเต็ด (Scarlet Octet)”

“อย่ามาขวาง ออกไปซ่ะ” ริสตี้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลกับทรายสกปรกเบรกกะทันหัน เธอมองไปยังทหารคนนั้นดวงสายตาเครียดแค้น

“เข้าไปเถอะ ผมไม่อยากเปลื้องกระสุนกับคุณ” ทหารคนนั้นหันปืนมาจ่อขมับของตัวเองเหมือนเดิม

ริสตี้มองไปที่ทหารคนนั้นและวิ่งเข้าไปในห้อง แต่เธอก็ไม่ประมาทหันมามองชายคนนั้นตลอดเวลา

“ริสตี้รอก่อน” เคิร์กกับลูกน้องของเขาวิ่งตามริสตี้แทบไม่ทัน พวกเขาจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ๆคุ้มทางน้ำที่ร่วมก่อจลาจลปิดและทำลายห้องบางห้องทิ้งไป เพราะการประทะกันภายในฐานทัพทำให้น้ำทะเลไหลเข้ามาและความดันภายในฐานยังผิดปกติ พวกเขาเลยต้องอ้อมมา แต่ริสตี้ที่เสียสติวิ่งฝ่ามวลน้ำเข้ามาตรงๆจนเธอได้รับบาดเจ็บ ถ้าเขาไม่เป็นคนสอนริสตี้กับตัวเอง ริสตี้คงตายไปแล้ว

“ผู้บัญชาการของสการ์เล็ตออคเต็ดเคิร์ก นอร์แมน”

“หยุดอย่าขยับ พวกเราทำการควบคุมที่นี้ไว้หมดแล้ว!!!” ทหารที่รูปร่างบึกบึนที่สุดชักปืนกลหนักเล็งไปทางทหารที่กำลังเอาปืนจ่อหัว

“เดียวก่อน! ทุกคนเอาอย่าเพิ่งใจร้อน” เคิร์กเอามือกดปืนลง ทหารของเขากำลังคึกเพราะได้ระบายอารมณ์ หลังจากที่ถูกเบื้องบนกดขี่มานาน

“ฉันอยากถามอะไรหน่อย” เคิร์กดูศพของทหารจำนวนมากที่ตาย “คุณฆ่าพวกเขาทิ้งใช่ไหม” เคิร์กพูดเน้นเสียง

“ผมทำตามคำสั่งครับ” ทหารคนนั้นพูด

“หน่อยแน่ะแก!!! รีบๆตายไปซ่ะ” ผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังของเคิร์กเล็งปืนพกไปยังทหารคนนั้น

“ไอ้พวกชอบเห็นลูกน้องเป็นเบี้ย!!!!”

“ตายๆไปซ่ะ!!!!!” เสียงโห่ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ

เงียบ!!!!!!” เคิร์กคำรามเสียงดังทำให้ลูกน้องของเขาทุกคนเงียบกันหมด “ยังไงเขาคนนั้นก็เลือกที่จะตายอยู่แล้ว” เคิร์กพูดพร้อมกับตบไหล่ทหารที่ถือปืนกลหนักที่กำลังร้องไห้อยู่ๆ

“ฉันเข้าใจ แต่เราไม่ควรเสียเวลากับคนแบบนี้ ฉันเป็นห่วงริสตี้มากกว่าอีก” เคิร์กเป็นห่วงริสตี้มาก เพราะเธอเงียบไปเลย ตอนที่เขาได้ยินคำว่า ‘เรน’ ที่เป็นชื่อเครื่องจักรสงครามรุ่นใหม่ล่าสุดที่ขุมกำลังทั่วโลกล้วนกำลังค้นคว้า เขาก็คิดว่านิลที่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อทดลองอาจจะอยู่ในสภาพที่น่าอนาถมากแน่ๆ

“ขอบคุณก็แล้วกัน” ปัง!!!!!! เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับร่างของทหารคนนั้นที่นอนลงกับพื้น

เคิร์กดูศพของคนที่ฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะหันไปทางลูกน้องของตัวเอง “หน่วยหนึ่งจัดการคนที่ต่อต้านและไปช่วยคนของเราร่วมถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการฐานทัพให้เรียบร้อย”

“รับทราบค่ะ” ทหารหญิงที่เป็นหัวหน้าของหน่วยหนึ่งรับคำสั่ง “ทุกคนตามฉันมา”

“หน่วยสองรีบซ่อมทางน้ำและทำให้เส้นทางลำเลี้ยงกลับมาใช้การได้ให้เร็วที่สุด เราจำเป็นต้องใช้เส้นทางในการเคลื่อนย้ายทรัพยากร”

“ครับ” หัวหน้าหน่วยสองกวักมือเรียกลูกน้อง

“หน่วยสามทำการตรวจตราพื้นที่ทางบกและทางน้ำในรัศมี 10 กิโลเมตร ระวังด้วย! การก่อจลาจลครั้งนี้ พวกศัตรูอาจจะรู้เรื่องเข้า และทำการบ่อนทำลาย”

“ครับ ซิกๆๆๆ” ทหารที่กำลังร้องไห้แบกปืนกลหนักไว้ที่หลัง “ไอ้เกลอไปกัน” ทหารคนนั้นวิ่งอย่างรวดเร็วจนนำหน่วยหนึ่ง และสองที่ไปก่อนหน้านี้ “หัวหน้าหน่วยรอพวกเราด้วย” ลูกน้องหน่วยสามวิ่งตามหัวหน้าของตัวไป  

“และหน่วยสี่ตรวจสอบที่นี้ให้เรียบร้อยของอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ก็เอามาให้หมด และก็....” เคิร์กก้มหน้าเคารพคนที่ตาย “จัดการร่างของพวกเขาด้วย ต่อให้เลวแค่ไหนร่างที่ไร้ชีวิตก็ไม่มีความผิด”

“ครับ/ค่ะ” หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยสี่พูด “เหลือคนไว้ที่นี้สัก 6 คน หัวหน้าต้องมีคนช่วยงาน”

เคิร์กดูลูกน้องตัวเอง หน่วยสี่เหลือคนไว้ให้เขา 6 คน

“การฟังคำสั่งมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี” เคิร์กถอนหายใจการที่ลูกน้องของเขาฟังคำสั่งของเขาด้วยความซื่อสัตย์ก็นับเป็นเรื่องดี แต่เขาไม่อยากให้ลูกน้องตัวเองกลายเป็นเครื่องมือของใคร แม้แต่ตัวของเขาเอง

 

ณ ศาลเจ้าใหญ่กรุงโตเกียว

“เป็นผู้นำที่ดีจริงน่ะ” ทามะมิที่ใส่กิโมโนนั่งในตำหนักสีขาวท่ามกลางทุ่งดอกไม้ เธอกำลังกินโซบะเย็นอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่จะทำท่านับนิ้ว

“เสียตัวหมากอีกแล้วหรือ” ผู้ชายคนหนึ่งในชุดฮากามะสีน้ำเงิน เขาวางถ้วยชาให้กันทามะมิ

“คุณค่ะ พอจะมีแผนอะไรหรือเปล่า” ทามะมิเอาร่างกายสีสามีของเธอ

“การใช้คนอื่นเป็นหมากรุกไม่ใช่สิ่งที่ฉันถนัด” ชายผู้เป็นสามีของทามะมิพูดพร้อมกับกับใช้แขนโอบร่างของทามะมิ

“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงลูกของเราเลยน่ะ” ทามะมิอ้อนหนักขึ้น

“แต่ซานะน่ะ....” ชายคนนั้นกำลังจะพูดต่อ แต่พอเห็นนัยน์ตาของทามะมิก็ทำให้เขาเงียบ

“วางใจไว้เถอะค่ะ เรื่องนี้ปล่อยให้ภรรยาอย่างฉันเถอะ” ทามะมิพูดพร้อมกับเปิดจี้ล็อกเก็ตที่ภายในมีภายนอกผู้หญิงผมสีเทาแซมน้ำตาลคนหนึ่ง หน้าตาของเด็กคนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูร่าเริง แต่ที่สำคัญที่สุดคือหน้าตาของเด็กผู้หญิงคนนั้นคล้ายกับโดโรธีมาก




NEKOPOST.NET