P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 73 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.73 - โลกที่ถูกแบ่งแยก


วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา xx: xx น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ณ วาติกันแห่งกรุงโรม

“เราสามารถทำลายฐานของเหล่ากบฏศาสนาที่กรีซได้สำเร็จครับ” ทหารในชุดนักบวชขาวคนหนึ่งกล่าวรายงานที่ได้รับมา สักพักก็มีทหารในชุดนักบวชขาวเข้ามาอีก 2 คน

“ท่านครับ สหพันธ์ยุโรปยอมรับข้อเสนอของเราอย่างไม่มีเงื่อนไข และกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานของเราได้เข้าประจำการตามจุดยุทธศาสตร์ในทวีปยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ” ทหารคนนั้นก้มหัวหลังพูดจบ

“ท่านครับ สหพันธ์แอฟริกาเองก็ยอมรับข้อเสนอของเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ตอนนี้กองพันทหารทั้ง 6 กองพันได้ประจำการอินเดียแล้ว พร้อมปฏิบัติการทุกเมื่อ” ทหารคนนั้นคุกเข่าพร้อมกับเอาหน้าผากแนบพื้น

“ดีมาก” มุขนายกในชุดขาวลายไม้กางเขนนั่งไขว้ห้างอยู่บนบัลลังก์ เธอทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย หลังจากได้ยินสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานเธอ ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วขอแค่รอโอกาสที่ดีก็ไม่มีใครหยุดเธอได้ แต่สำหรับคนฉลาดอย่างเธอเรื่องที่สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นนั้นไม่มีในโลก

“ทะ..ท่านครับ!!!” นักบวชคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาในห้องโถงด้วยความร้อนรน สภาพของเขานั่นบาดเจ็บ ลำตัวมีไอมีทองเรืองรอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือด

แว๊บ!!!

แสงสีทองส่องสว่างก่อนที่นักบวชคนนั่นจะได้พูดอะไรเขาก็หมดสติจนลงไปกองกับพื้น

‘มาแล้วสินะ’ มุขนายกกลับมานั่งอย่างเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่คราวนี้เธอเอาหลังพิงกับบัลลังก์จนแนบสนิท

“ไม่ได้เจอกันเสียนานมกุฎราชกุมารคีรีส ออรัม ซุนสเซต” มุขนายกกล่าวทักทาย

“เช่นกัน โคโมเอะ ยูเรียล” คีรีสเดินออกมาจากแสงสีทอง ถ้าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเหย่อหยิ่ง

“เจ้าผู้บุกรุกโสโครก บังอาจกล่าวชื่อขององค์สันตะปาปา!!!” ทหารจำนวนมากวิ่งเข้ามาในห้องโถงใหญ่พร้อมกับอาวุธครบมือ พวกเขาทั้งหมดเล็งอาวุธไปที่คีรีส

“โคโมเอะทำไมผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณถึงไม่ฟังเหตุผลเลย คุณปลูกฝังการใช้กำลังหรือยังไง” คีรีสสะบัดชายเสื้อที่ยาวถึงพื้นของเขาออกก่อนที่จะนั่ง ปรากฏเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลรองรับตัวของเขา เขานั่งบนเก้าอี้ตัวนั่นกริยาท่าทางส่อสกุลผู้ดี

คีรีสเงยหน้ามองมุขนายกอย่างทองไม่รู้ร้อน สีหน้าของมีรอยยิ้มเล็กๆที่ไม่เกรงกลัวต่ออารมณ์ที่พุ่งเป้าเหมือนเขาเป็นเพียงหินก้อนหนึ่งที่ปล่อยให้กระแสลมพัดผ่านอย่างไม่สะทกสะท้าน และปล่อยให้เสียงก้นด่าเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นที่พัดผ่านไปตามกระแสลม

“เงียบ” คีรีสพูดเพียงคำเดียวด้วยน้ำเสียงที่ไร้เรี่ยวแรง แต่เหล่าทหารกับตัวสั่นทั้งที่พวกเขาไม่รู้สึกกลัวในน้ำเสียงนั้น แต่มีบางอย่างที่ทำให้ร่างกายมันขยับไปเองเพียงครู่เดียว ทุกอย่างก็สงบลงเหลือเพียงความเงียบงัน สิ่งที่ยังคงมีกริยาในห้องนี้มีเพียงสายตาของคีรีสกับมุขนายก สายของทั้งคู่บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังคงดำเนินอยู่

“อย่าคิดว่าแกจะออกสั่งในที่แห่งนี้!!!” มุขนายกคำรามเสียงดังก่อนที่เธอจะลุกขึ้นขากบัลลังก์

ทันใดนั้นเหล่าทหารที่เงียบกริบก็กลับมาขยับอีกครั้ง พวกเขาดูร่างกายของตัวเอง เพราะเขารู้สึกว่างเปล่าก่อนที่เสียงของพระสันตะปาปาจะทำให้พวกเขากลับมารู้สึกอีกครั้ง

มุขนายกนั่งลงบนบัลลังก์แวบตาของเธอเต็มไปด้วยพลังตรงข้ามกับคีรีสที่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า “ฉันไม่คิดจะประกาศตัวเป็นศัตรูของแก แต่ถ้าขืนแกล้ำเส้น ฉันก็จะไม่ปราณี” มุขนายกพูดก่อนที่มือกว่าของเธอจะมีคฑาสีทองอร่ามปรากฏออกมา

คีรีสถอยหายใจ เขาหลับตาและลืมตาขึ้น คราวนี้แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มันมีมากมายและหลากหลายอารมณ์ที่ผันแปรในหัวใจของเขา ทั้งที่จริงเขารู้ว่าสิ่งนี้มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และเขาต้องมาพบกับมุขนายกในห้องแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อหน้าอารมณ์ที่มีทั้งหมดมันกลับมีเพียงความเศร้าเท่านั้นที่สามารถสื่อออกมาได้อย่างชัดเจน เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนที่จะหันไปทางเหล่าทหารและทำการโค้งคำนับ

“ช่วยออกไปก่อนเถอะ ผมมีเรื่องต้องคุยกับพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันเป็นการส่วนตัว” คีรีสเงยหน้าขึ้น เขาแสดงความเคารพอย่างใจจริง ความมีสง่าราศีแผ่ออกจากตัวของเขาถึงกับทำให้คนอื่นๆเคลิบเคลิ้ม แต่บางคนก็ไม่หลงไปกับความสง่างามยังคงถือว่าอาวุธอย่างไม่ประมาท

“พวกเจ้าออกไปให้หมด ฉันมีเรื่องต้องจัดการให้เรียบร้อย” มุขนายกเอยปาก ท่าทางของเธอดูเงียบสงบเหมือนกับลมสงบก่อนพายุ

“แต่ท่าน มันอันต....” คาร์ดินัลที่ยืนอยู่ข้างๆไม่ไว้ใจคีรีส เพราะชายที่กำลังทำตัวเหย่อหยิ่งตรงหน้าอาจจะดูไร้พิษสง แต่คาร์ดินัลเคยเจอมากับตัว ชายคนนี้แข็งแกร่งมากกว่าใครๆ ถ้าพวกเขาประมาทต่อให้ยกคลังแสงของวาติกันทั่วโลกมาก็อาจจะสู้ชายคนนี้ไม่ได้

“ออกไปให้หมด” มุขนากยกลั่นวาจาน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

“ขอรับท่าน” คาร์ดินัลไม่มีทางเลือกคำสั่งของพระสันตะปาปาถึงว่าเป็นคำตัดสิน เขาจึงสั่นกระดิ่งใสมือขวาก่อนที่ทหารและคนของวาติกันทั้งหมดจะหายไปในพริบตา

ห้องโถงที่สง่างามแห่งนี้เหลือเพียงคนสองคน ทั้งสองคนล้วนแต่ปล่อยสิ่งบางอย่างออกมา สตรีท่าทางองอาจที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงปล่อยรังสีที่รู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลและความเหย่อหยิ่ง ในทางกลับกันชายคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆด้วยท่าทางสง่างาม เขาไม่ได้ปล่อยรัศมีอะไรออกมาสิ่งที่อยู่รอบตัวเขามีเพียงความว่างเปล่า

“บอกมาต้องการอะไรจากฉัน” ฝ่ายหญิงเป็นคนเริ่มก่อน เธออยากจะรู้ว่าทำไมเจ้าชายแห่งซุนสเซตถึงมาหาเธอ

“ผมตั้งหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามคุณตั้งหากองค์สันตะปาปา คุณต้องการอะไร” คีรีสย้อนคำถามกลับ ทางฝั่งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่มองด้วยสีหน้าเรียบเฉย บรรยากาศที่คุกกรุ่นหายไป

“โลก” เธอตอบกลับให้คีรีส

“คงไม่ใช่แค่โลกเพียงอย่างเดียวใช่ไหมครับ เพราะถ้าเป็นแค่ ‘โลก’ ละก็รุ่นพี่แก้วก็คงมอบให้คุณได้ สิ่งคุณต้องการจริงๆคืออะไรกันครับ” คีรีสย้ำเสียง

“แก้ว ชื่อนั้นน่าคิดถึงจริงๆ” มุขนายกที่ได้ยินคำว่า แก้ว เปรยออกมา มันเป็นชื่อที่น่าคิดถึงมาก

“อย่าแสดงท่าทางแบบนั้นเลยครับ คุณฆ่าเขา คุณฆ่าสามีของตัวเอง ทั้งที่เขาทำทุกอย่างเพื่อคุณ” คีรีสพูดเน้นเสียงถึงท่าทางของเขาจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธปนไปกับความเศร้า

“ใช้แก้วเป็นคนดี แต่เขาเป็นคนดีมากเกินไป ฉันไม่มีตัวเลือกเลยต้องกำจัดเขาทิ้ง” มุขนายกพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจอะไรเหมือนกับว่าอดีตสามีของเธอเป็นแค่คนแปลกหน้า

คีรีสหลับตาปีนี้เขาก็อายุ 39 แล้วที่เขาดูไม่แก่ก็เป็นเพราะพลังชีวิตที่มากกว่าคนอื่นเพราะใช้เวทมนต์ได้ เขานึกถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่โคโมเอะ ยูเรียลทำเพื่อให้ตัวเองใช้ศาสตร์เหนือธรรมชาติได้ มันเกินกว่าความหมายของสิ่งมีชีวิต มันโหดร้ายมากเกินกว่าที่เขาคนที่ผ่านเรื่องมามากมายอย่างเขาจะนึกถึง

คีรีสลุกขึ้นก่อนที่จะคุกเข่าต่อหน้าโคโมเอะ

“นึกยังไงถึงทำแบบนี้ ทั้งที่เธอควรจะเป็นศัตรูของฉัน” มุขนายกสนใจ เธอกับคีรีสอาจจะดูเป็นมิตรกันเพราะเธอที่เป็นคนของตระกูลยูเรียลกับราชอาณาจักรซุนสเซตนั้นเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แต่ในความเป็นจริงทั้งเขาและเธอเป็นศัตรูกันอย่างลับๆ ถ้าไม่ใช่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีใครที่รู้เรื่องนี้

“ฉันไม่ฟังเธอหรอก” คีรีสพูดน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น “แต่ฉันฟังรุ่นพี่ตั้งหาก เพราะเขาเธอถึงมาได้ไกลขนาดนี้” คีรีสลุกขึ้น “ถ้าผมไม่สัญญากับรุ่นพี่เอาไว้ ผมคงจัดการคุณทิ้งไปแล้ว” คีรีสถอนหายใจ ดวงตาของเขาจ้องไปยังสตรีบนบัลลังก์

“เธอมันใจง่ายเกินไป สิ่งแบบนั่นไม่จำเป็นต่อโลก” มุขนายกพูด

“ผมยึดมั่นในสัญญาต่างหาก” คีรีสนึกถึงชายคนหนึ่งก่อนที่เขาจะสูดหายใจเข้าไป “ผมรักษาคำสัญญาที่ให้กับรุ่นพี่แก้ว และผมจะรักษามันต่อไป”

“ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย” มันเป็นคำพูดที่แก้วอยากให้ผมรักษาไว้

 

คีรีสนึกถึงอดีต มันเป็นวันเงียบๆ ตามจริงมันก็ไม่ได้เงียบมากสักเท่าไร เสียงการเฉลิมฉลองเพราะวันนี้เป็นวันที่มหาสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้จบลง มนุษยชาติได้รอดจากหายนะที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ที่มีประวัติศาสตร์ แต่มีเพียงหาดทหารแห่งหนึ่งที่ไม่มีความสุข มันเป็นบรรยากาศที่โศกเศร้า

คีรีสคว้ามือของชายคนหนึ่งไว้ มือของเขาสั่น น้ำตาของเขาไหล ร่างกายของชายคนนั้นขาดสะบั้นตั้งแต่ช่วงท้อง ลำตัวที่เหลือเน่าเปื่อยทั่วทั้งตัว ตามตัวปล่อยไอน้ำออก มีเพียงมือซ้ายเพียงส่วนเดียวของร่างกายเท่านั้นที่ยังดูเหมือนร่างของมนุษย์ เพราะคีรีสใช้พลังของตัวเองยื้อชีวิตของชายคนนั้นไว้สุดชีวิต

“คีรีสสส.... นายอยู่นั่นใช่ไหมมมมม” ชายคนนั่นพูดออกมา

“ครับ! ผมอยู่ที่นี้” คีรีสพูดพร้อมกับมองหน้าของชายคนนั้น

ชายคนนั้นพยายามหันหน้าไปมา

“โทษน่ะ ฉันมองไม่เห็นแล้ว แม้แต่ความรู้สึกก็ยัง อ๊อก!!!” ชายคนนั้นกระอักเลือดสีแดงข้นออกมา ทันทีที่เลือดนั้นออกมาจากปากของเขามันก็ละเหยในทันที ตาของเขาเละไปแล้ว ประสาททั่วทั้งตัวถูกทำลายทั้งหมด ถ้าไม่ใช้เพราะว่าคีรีสกำลังพยายามฟื้นร่างกายที่ถูกทำลาย เขาคงจะไม่อาจสัมผัสคีรีสและได้ยินเสียงของรุ่นน้องคนนี้

“ไม่เป็นไร มันแค่ชั่วคราว ผมช่วยคุณได้” คีรีสพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เป็นไปไม่ได้หรอก ร่างกายของฉันมันเกินกว่าที่นายจะช่วยได้แล้ว” ชายคนนั้นพูด เขาไม่อยากให้คีรีสต้องทำเรื่องที่เป็นไปได้อย่างการทำให้ เขามีชีวิตอีกครั้ง

“คุณต้องรอด ลูกๆที่บ้าน!!! พวกเขารอคุณกลับไปน่ะแก้ว” คีรีสพูดถึงสิ่งที่แก้วให้ความสำคัญมากที่สุด

หลังฟังประโยคนี้แก้วก็หลั่งน้ำตา “ฉันอยากพบพวกเขาเหลือเกิน” ชายคนนั้นพูดอย่างสะลึมสะลือ

“คุณต้องกลับไป” คีรีสย้ำ

“บอกพวกเขาด้วยว่า ฉันขอโทษ” แก้วตัดใจตัวเอง

“คุณต้องไปบอกพวกเขาเองด้วยตัวคุณเอง”

“ถ้าฉันกลับไปได้มันก็ดีนะ” เสียงของแก้วเริ่มเบาลงเรื่อยๆ ร่างกายของเขาเลวร้ายมากกว่าเดิมทุกขณะ แม้คีรีสจะใช้พลังของตัวเองยื้อเอาไว้ แต่มือซ้ายที่คีรีสคว้าไว้ก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีขาว เนื้อเยื่อและโครงสร้างภายในเริ่มถูกทำลาย และในที่สุด.....

แปะ !!!!

มือซ้ายของแก้วขาดทำให้คีรีสตกใจ เขาพยายามจะคว้าเอาไว้ แต่ทันทีที่คีรีสสัมผัสตัวของแก้ว เนื้อส่วนนั่นก็จะระเหิดในทันที

“สัญ...ากับฉันได้ไห... ฉัน...อร้อง” แก้วอ้าปากพูดทั้งที่ใบหน้าเริ่มแหลกเหลว ริมฝีปากเริ่มหลุดออกจากโครงหน้า

“ดะ..ได้” คีรีสเอยปากตอบรับแต่โดยดี อย่างที่แก้วพูดในฐานะรุ่นพี่ของเขา ตั้งแต่ตอนที่มือซ้ายของของแก้วเริ่มเปลี่ยนสีทั้งที่เขายังส่งพลังให้อยู่ เขาก็รู้แล้วว่าความเสียหายที่แม้แต่ไสยเวทย์โบราณที่สามารถเชื่อมต่อกับกฎของโลกก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้

“อ่า......” แก้วพยายามพูด แต่เขาเปล่งเสียงออกมาไม่ได้

คีรีสจึงเอามือสัมผัสที่คอของแก้วค้างไว้เพื่อที่จะส่งพลังให้มากที่สุด ก่อนที่จะเอาหูเข้าไปใกล้ๆปากที่กำลังขยับไม่หยุด

“...............มเอะด้วย

ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย

ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย

ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย

ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย

ไว้ชีวิตโคโมเอะด้วย”

!!!!!!!! “กะ......แก้ว???” ‘คีรีสน้ำตาไหล ทำไม???? ทั้งที่หล่อนเป็นคนทำเรื่องทั้งหมด’

แก้วพยายามฝืนยิ้มถึงสภาพของเขาจะไม่ต่างจากคนตาย แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงที่แผ่ออกมาได้ลางๆ “ฉันขอโทษที่ต้องขอแบบนั้น แต่ช่วยไว้ชีวิตโคโมเอะ และ อ่อก!!!!!!” แก้วกระอักเลือดออกมา คราวนี้ขากรรไกรล่างของเขาหลุดออก กล้ามเนื้อกับเอ็นที่เชื่อมกระดูกส่วนนั้นถูกทำลายโดยสมบูรณ์

“แก้ว.....” คีรีสหลับตา เขารู้สึกโกรธในตัวของเขาเองมากที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น ทั้งที่เขาน่าจะรู้ดีที่สุด แต่ก็กลับปล่อยให้มันเกิดขึ้นจนเรื่องบ้าๆมันทำลายทุกอย่าง

‘ทากาฮิโระ ลาเซียอาร์ และ.... แฮ่ก และ อ..ก...พ่อขอโทษ’ เหมือนกับคำสั่งเสียสุดท้ายของคนที่ไม่อาจสื่ออะไรออกมาได้ ปากที่ไม่อาจขยับ ลำคอที่ไม่ได้เปล่งอะไร แต่คีรีสกลับสามารถที่จะได้ยินได้อย่างแจ่มชัดในวินาทีนั้นก่อนที่ร่างของแก้วจะระเหิดหายไปไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

 

“ผมจะยอมรับคุณในฐานะพระสันตะปาปาวินเซนต์ที่ 2” คีรีสที่นึกย้อนอดีตลั่นวาจา สำหรับคนอื่นๆมันอาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรมากมาย แต่สำหรับเขามกุฎราชกุมารแห่งซุนสเซต การเอยปากลั่นวาจาก็หมายความว่า ราชอาณาจักรซุนสเซตได้ทำการรับรองว่า โคโมเอะ ยูเรียลคือพระสันตะปาปาอย่างเป็นทางการ และจะให้ความช่วยเหลือในเกือบทุกด้าน

“แต่อย่าได้ใจไป การยอมรับไม่ได้หมายความว่าผมจะช่วยคุณไปตลอด” คีรีสพูดก่อนที่เขาจะกลับไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง

“แค่นั้นก็พอ ฉันไม่ใช้คนโลภมาก” พระสันตะปาปาวินเซนต์ที่ 2 พอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้

“แต่คุณต้องการและปรารถนามากเกินไป มากเสียจนมันทำลายทุกสิ่งที่คุณรู้จัก” คีรีสเอย น้ำเสียงนั่นไม่พอใจ และยังมีอารมณ์โกรธเจือในน้ำเสียงนั้น

“มันเป็นธรรมชาติของทุกชีวิต ต่ำหรือสูง กิเลศล้วนจำเป็นเพื่ออยู่รอด ยิ่งโลกที่แหลกสลายมันก็ยิ่งจำเป็น” เธอกล่าว

“สามีของคุณว่าไว้ ชีวิตมันมีมากกว่านั้น และผมก็เห็นด้วย” คีรีสพูดสวนทันควัน

“แต่สำหรับฉัน สิ่งที่แก้วว่ามา มันไม่มีอะไรเลย” โคโมเอะยืนยันในความคิดของตัวเอง “อุดมการณ์กับการปฏิบัติมันแตกต่าง สิ่งนั้นมันหาผลลัพธ์ไม่ได้”

“สำหรับเขาและผม ผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองจะได้รับ แต่เป็นคนอื่นต่างหากที่สมควร”

“การปฏิเสธผลลัพธ์มันจะนำตัวเองสู่หายนะ”

“แต่ก็มีสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสียอนาคต ชีวิต เพื่อปฏิเสธผลลัพธ์นั้นไม่ใช่เหรอครับ รุ่นพี่แก้วยึดถือมันเอาไว้เสมอ จริงใช่ไหมครับรุ่นพี่โคโมเอะ” คีรีสพูดเพราะพวกเขาเคยเข้าเรียนที่เดียวกัน ทั้งแก้วและโคโมเอะล้วนแต่เป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนที่ทุกคนรักถึงสุดท้ายแก้วจะถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่เขาก็ยังเรียกแก้วว่ารุ่นพี่เสมอมา

“เธอพูดถูก แต่ฉันไม่ได้ยึดมั่นในสิ่งนั้นตามที่เธอกับแก้วเชื่อมั่น” มุขนายกพูดก่อนที่เธอจะสะบัดมือเรียกเครื่องดื่มอย่างดีที่เก็บไว้ เธอรู้สึกสนใจและก็เบื่อเวลาคุยกับคีรีส มันน่าแปลกที่มีความรู้สึกทั้งสองอย่างอยู่พร้อมกัน

“คุณต้องการสงครามสิน่ะครับ” คีรีสเปิดประเด็นสำคัญ เพราะต่อจากนี้เป็นต้นไปเขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกต่อความหลังมาทำให้ไขว้เขวอีกต่อไปถึงมันอาจจะผิดต่อความตั้งใจของแก้ว

“สงครามเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มิเช่นนั่นมนุษย์จะเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้น” คีรีสพูดสำหรับเธอโลกนั้นเสียบางอย่างที่สำคัญไป และเธอจำเป็นต้องให้มนุษย์เข้าใจถึงสิ่งสำคัญนั้น

“เข้าใจแล้ว ผมจะมอบสงครามให้” คีรีสลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เข้าใจง่ายดีนี้ แต่ฉันไม่ไว้ใจในศัตรูอย่างเธอหรอกน่ะ” มุขนายกแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

“ผมบอกแล้วไง!! ว่า ผมจะมอบสงครามให้” คีรีสออกแรงทุบเก้าอี้จนกระจายเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะเดินจากไป แต่ก่อนที่เขาจะหายไปจากห้องนี้ คีรีสหันหน้ากับมามองกับโคโมเอะรุ่นพี่ที่เขาเคยหลงใหลและรักหมดหัวใจ

“สงครามน่ะ ไม่ได้มีแค่มนุษย์หรอกครับรุ่นพี่” 




NEKOPOST.NET