P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 72 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.72 - รักษา


“ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ผมจะทำการรักษาทันที” คีรีสมองดูเครื่องมือที่จำเป็นรวมไปถึงเตียงที่เข้ากำลังจะใช้งาน หวังว่าคราวนี้คงไม่มีอะไรพลาดอีกน่ะถึงจะเล็กน้อย แต่ต่อหน้าเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่เป็นรุ่นน้องของเขาอย่างริสต้าแล้ว มันก็รู้สึกเหมือนถูกถอนหงอก

“เลิกทำตาลอกแลกได้แล้ว ลงมือสักที!!!” ริสตี้เน้นเสียง คีรีสชอบทำตัวลับๆล่อๆไม่น่าไว้ใจ กริยาท่าทางภายนอกที่มองไปมองมาเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง ภายใต้หน้าตาที่ยิ้มแย้มและดวงตาที่ริบหรี่ในสถานการณ์ต่างๆเห็นแล้วน่ารำคาญชะมัด เธอไม่ชอบคีรีสตรงนี้แหล่ะท่าทางที่ดูเหมือนจะกวนบาทา แต่กลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ดวงตาคู่นั้นแผ่ออกมา

สายตาที่ส่ายไปส่ายมาเหมือนกับกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าอย่างเฉียบคม จากที่เธอเข้าใจในตัวคีรีสทั้งหมดถ้าไม่มีเรื่องที่เกินความสามารถของเธอจริงๆ เธอก็ไม่มีทางขอร้องผู้ชายตรงหน้าเป็นอันขาด ดีไม่ดีการขอร้องคีรีสแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะพาซวยด้วยซ้ำ

“ครับ” คีรีสเป่าปากออกมาเบาๆเพื่อควบคุมสมาธิ แต่ภายใต้หนังหน้าที่เรียบเนียนของเขา ทำให้เหมือนกับการทำหน้ายิ้มแย้มที่ราวกับว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าคนอื่นและสามารถกดดันคนอื่นได้ดี ทั้งที่จริงเขาไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำแค่ตีสีหน้านิ่งๆและดูปฏิกิริยาของคนอื่นเอาสนุก

ริสตี้หลับตาสนิท เธอไม่อยากเห็นหน้าของคีรีสไปมากกว่านี้ มันจะทำให้ความดันขึ้น และพอมันขึ้นที หน้าของเธอก็จะบวมเป็นมะเขือเทศ และก็จะมีเสียงหัวเราะ คริๆ ตามมาจนเธอต้องถอดรองเท้าเพื่อที่จะเอาเท้าไปลูบหน้าเจ้าของเสียงทุกๆครั้ง

คีรีสเดินไปตรงกลางของเตียงทั้งสอง ฝั่งซ้ายของเขาคือคนไข้หญิงที่ชื่อว่า บิลธิ’อาเฟียร์  อะคิล่า โดโรธี  อิสลามิ (Binti’Aarfiear Akila Doroth Isarami) ที่เป็นคนไข้หลัก และฝั่งขวานิลที่เป็นผู้ช่วยในรักษาครั้งนี้

เขาเอานิ้วชี้จิ้มที่หว่างคิ้วของทั้งคู่ข้างไว้ ก่อนที่จะมีออร่าสีเหลืองอ่อนพุ่งออกมาจากจุดที่นิ้วสัมผัส เมื่อผ่านไป 10 วินาที คีรีสจึงเก็บนิ้วของตัวเอง เขาดูออร่าที่ส่องแสงจากนิ้วชี้ทั้งสองข้างของเขา ซึ่งนิ้วชี้ซ้ายมีพลังสีเหลืองอ่อนที่ห่อหุ้มของเหลวสีฟ้าใส และนิ้วชี้ขวาที่ว่างเปล่า

“คุณริสต้า วิลลี่จะไม่มองความอัศจรรย์ตรงหน้าหน่อยเหรอครับ” คีรีสมองไปยังริสตี้ที่ยังหลับตานั่งไขว้ห้างโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าเป็นคนปกติคนจะตาลุกวาว บ้างคนลงไปกราบไหว้แล้วด้วยซ้ำ

“จะสนใจทำไหมนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่แกโชว์พาว ถึงจะไม่เคยเห็นการดูดเซลล์พิษที่ใช้คนถึงสองคน แต่ก็คงไม่ต่างกันมาก” ริสตี้ไม่สนสิ่งที่คีรีสกำลังจะทำและไม่คิดที่จะทำท่าทางเหมือนกับเห็นหมอเทวดากำลังสำแดงฤทธิ์

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเห็นสิ่งที่คีรีสทำและใช้ในการรักษา เพราะเธอมั่นใจว่าคีรีสจะรักษาได้แน่นอน ไม่งั้นเธอคงไม่มาขอร้องคีรีสให้ช่วยหรอก ถ้าเธอไม่รู้ เธอก็คงไปจี้หมอให้มารักษาตั้งแต่แรกไม่ต้องเสียเวลาตรงนี้หรอก

“คุณคงเห็นจนเบื่อสิน่ะครับ ที่จริงผมก็เบื่อเหมือนกันที่มีคนมาขอพึ่งพลังของผมแถบทุกวัน” คีรีสที่ยกแขนซ้าย-ขวาขึ้นลงเพื่อเช็คน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก “พิษ” เขาสามารถใช้พลังเวทมนตร์ในการรักษาความผิดปกติที่เกิดจากพลังอีเลเมนต์ได้โดยอ้างว่าเป็นความสามารถเชิงพลังจิตรูปแบบหนึ่ง และทันทีที่พวกนักข่าวไปใส่สีตีไข่ เขาก็ดังในช่วงข้ามคืน(ทั้งที่เดิมทีการเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ถือว่ามีชื่อเสียงอยู่แล้ว)  หัวข้อข่าวที่พาดก็มีทั้ง “องค์ชายปาฏิหาริย์” “ความหวังของโลกใหม่” “พลังแห่งการชำระล้าง” อะไรทำนองนั้นเต็มไปหมด ดูทุกวันนี้สิเขาต้องค่อยรักษาคนจำนวนมากที่ทิ้งบ้านเกิดของตัวเองไปเพื่อรักษาอาการอีเลเมนต์เป็นพิษ การติดเชื้อของอีเลเมนต์ อีเลเมนต์ไวรัส อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ ‘อีเลเมนต์’ ทุกคนต่างพุ่งเป้ามาที่เขาหมด ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจสอนเวทมนตร์ให้คนอื่นเพื่อใช้ในการรักษา เพราะเวทมนตร์เป็นของลี้ลับที่มนุษย์คิดค้นโดยอิงหลักธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณกาล ถ้าเข้าใจและจำลำดับความสำคัญของเวทมนตร์แต่ละชนิดได้ ทุกคนบนโลกนี้ก็ใช้ได้หมด

แต่มันอันตรายมากถ้าคนใช้กระหายอำนาจเหมือนกับตอนที่ชาวจีนคิดค้นดินระเบิด คนยุโรปใช้ปืนคาบศิลา คนอเมริกาคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ เหล่านักธุรกิจใช้ไวรัส และสงครามอีเลเมนต์ที่เกิดขึ้น มนุษย์ล้วนแต่เอาสิ่งที่ตัวเองค้นพบเอาไปใช้ในทางสงครามกันหมด แน่นอนถ้าเขาสอนเวทมนตร์ที่เกี่ยวกับทางแพทย์อย่างเดียวก็ไม่ได้ช่วยอะไรพอถึงเวลามนุษย์ก็เปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นอาวุธร้ายแรงได้หมด เพราะแบบนั้นคนโบราณที่ใช้เวทมนตร์จึงเก็บพลังของตัวเองไว้เป็นความลับ พวกเขาล้วนแต่ไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นถูกนำไปใช้ทำลายล้างโลก ทั้งที่โลกนี้เป็นตัวตนที่มอบพลังนี้ให้

เขาจึงสอนให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์โดยตรง ถ้ามีคนธรรมดาเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องบีบให้เขาลืมหรือเข้าร่วม แน่นอนการปฏิเสธ สิ่งที่เขาพอจะทำได้คือการมอบความตายที่ไร้ซึ่งความเจ็บปวดให้มันก็เท่านั้น

ศาสตร์แห่งความเป็น “พิษ”สิน่ะ” ริสตี้ที่กอดอก ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เธอเป็นสายเลือดผู้ดีเก่าที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับของพลังงาน เธอจึงต้องเรียนรู้กฎของโลกเบื้องหลัง และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเวทมนตร์ก็คือ ศาสตร์แห่งความเป็น”พิษ”

ริสตี้กดปุ่มบนที่วางแขนให้โซฟาเอนไปด้านหลัง “ถ้าของอันตรายอยู่ในมือเด็กก็จะทำให้เกิดหายนะ” ริสตี้นึกถึงคำพูดที่พ่อของเธอเคยพูดไว้  

ศาสตร์แห่งความเป็น”พิษ” เป็นบัญญัติที่อ้างอิงถึงธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งที่เหล่ามนุษย์ยุคบุกเบิกได้คิดค้นขึ้น เหล่าผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับล้วนแต่ต้องเข้าใจ เพราะการใช้งานเวทมนตร์หรือพลังงานลี้ลับโดยไม่ใส่ใจนอกจากจะทำร้ายคนรอบข้างแล้วยังทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้ใช้เองด้วย

“ศาสตร์แห่งความเป็น“พิษ” คืออะไรเหรอครับ” นิลที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้น เขาที่เพิ่งตื่นได้ยินประโยคนี้แล้วก็ยังรู้สึกเอะใจ

“จะรู้ไปทำไหมเหรอครับคุณนิลเรื่องแบบนี้รู้ยิ่งน้อยยิ่งดีไม่ใช่หรือ” คีรีสสะบัดนิ้วเพื่อไล่พลังอันตรายที่กำลังลุกลามเข้าไปในนิ้วของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเขาความเป็นพิษมันค่อนข้างแรงเลยทีเดียว

“ผมเจอกับมากับตัวเองสิครับ คนที่ใช้เวทมนตร์ได้ เธอแข็งแกร่งมาก” นิลนึกถึงผู้หญิงคนนั้นที่ปล่อยออร่าน่ากลัว กับผู้ชายที่บรรลุเป้าหมายของตัวเองและปกป้องเขาด้วยชีวิต

คำพูดของนิลทำให้คีรีสทำตาตี่ “วาติกันเองก็เปลี่ยนไปน่าดู คงจะมีการเปลี่ยนพระสันตะปาปา” เขาไม่แปลกใจเลยที่มันเกิดขึ้น เขาเคยไปเดินในท้องพระโรงในโรมมาก่อน และก็รู้สึกได้ถึงออร่าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนสุดขั้วทำให้เขารู้ว่า ระบบอำนาจในวาติกันคงแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ในตอนนั้นพระสันตะปาปาวินเซนต์ที่ 1 ค่อยห้ามปรามไม่ให้พวกเขาใช้เวทมนตร์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่การที่นิลได้ปะทะกับผู้ใช้เวทมนตร์เร็วขนาดนี้แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายใน และแน่นอนต้องเกิดเรื่องไม่ดีกับพระสันตะปาปาวินเซนต์ที่ 1 แน่ๆ เห็นทีเขาต้องไปที่วาติกันสักหน่อย

“นายรู้ได้ยังไงว่าเป็นวาติกัน” ริสตี้ส่ายหัว การไปพาดพิงถึงวาติกันแห่งโรมแบบนี้ มันก็เหมือนกับการกล่าวหาว่าร้ายเหล่าคริสตังทั่วโลกถึงจะเป็นเจ้าชายของซุนสเซตเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เล่นๆ

“คนที่กล้าลักพาตัวและใช้เวทมนตร์อันตรายๆแบบนี้ในอิตาลีที่เป็นพื้นที่ของโรม นอกจากเจ้าตัวแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นฝ่ายอื่น” คีรีสอธิบาย ถึงเวนิสจะเป็นเขตการปกครองพิเศษที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเอง แต่กรุงโรมก็ยังมีอำนาจเหนือพื้นที่นี้ที่ การที่พวกเขาจะส่งหน่วยลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ถ้ามีคนจากที่อื่นเข้ามาตัวพ่อย่อมต้องส่งคนไปกำจัดอยู่แล้ว การที่พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติไร้คนขวางก็สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้  ยังดีหน่อยที่พวกเขาไม่ส่งทหารและกองทัพเข้าประจำการ เพราะไม่อยากทำให้มีคนของขั้วอำนาจอื่นเข้าไปก่อวินาศกรรมภายในเวนิส

“แล้วไม่สนใจเรื่องพระสันตะปาปาเลยเหรอครับ มันอาจทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 4 เลยน่ะ” คีรีสบอก ริสตี้ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องพระสันตะปาปาเลย ทั้งที่สมัยก่อน หล่อนสนใจเรื่องนี้มากกว่าใคร เพราะเธอเกลียดสงครามมาก (น่าแปลกที่ตอนนี้เธอค่อนข้างชอบสงครามเลยทีเดียว)

“พวกวาติกันมันบ้าสงครามมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว การเปลี่ยนโป๊ปก็แค่เร่งเวลาให้เกิดสงครามเร็วขึ้น ยังไงมันก็ต้องเกิดอยู่ดี” ริสตี้ทำสีหน้ามั่นใจที่จริงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เธอเคยปะทะกับทหารของวาติกันมาตั้ง 5 ครั้ง จำได้เลยตอนนั้นเธออยู่บราซิล ตั้งหน้าตั้งตารับงานเพื่อเอาเงินเข้าองค์กร และได้รับการว่าจ้างปกป้องชาวพื้นเมืองแถบนั้น อยู่ดีๆก็มีกลุ่มทหารบุกโจมตีฆ่าล้างชนพื้นเมือง โชคยังดีสำหรับชาวบ้านที่จ้างพวกเธอสองคน ไปๆมาๆถึงได้รู้ว่าเป็นทหารของวาติกัน แถมพวกมันยังบ้าส่งคนมาล้างแค้นอีก สุดท้ายถ้าไม่ใช่ยายแก่นอร์แมนบุกไปเคาะประตูถึงหน้าพระตำหนัก ตอนนี้คงมีสงครามครั้งใหญ่ระหว่างวาติกันกับสมาพันธ์ติดอาวุธอิสระไปแล้ว

“แต่อย่างน้อยคนที่ผมรู้จักก็เป็นคนดีน่ะครับ” คีรีสยกตัวอย่างบางคนที่เขารู้จักในวาติกัน ตอนเขาเข้าประชุมสุดยอดการประชุมผู้นำโลกก็เจอคนดีๆตั้งหลายคน

“แต่พวกมันก็คงตายกันไปหมด ถ้าไม่ตายก็คงถูกจับไปทดลองทำยาเบื่อหนูแล้วมั้ง” ริสตี้หยักคิ้วสับไปสับมา

เรื่องจับคนไปทดลองถือเป็นเรื่องธรรมดามากๆ สำหรับยุคนี้ที่บ้างทีถ้าคุณไปอยู่ที่ถิ่นอันตรายอาจจะมีได้เห็นคนเป็นๆแข่งกินเนื้อดิบกับซอมบี้ก็ได้ แต่ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้รับการทดลองดัดแปลงด้วยฝีมือหัวหน้าเคิร์ก นอร์แมนให้กลายเป็นยอดมนุษย์เหมือนกับเธอก็ได้ ที่ดีที่สุดคือมันไม่เจ็บนี้แหล่ะ

“พูดถูกนะครับ” คีรีสพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เหมือนกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย ตามความเป็นจริงเขาใช้เวลาทำใจค่อนข้างนานอยู่ เขามักจะเตือนเพื่อนของเขากับคนใหญ่คนโตที่รู้จักในวาติกันให้ระมัด แต่ส่วนใหญ่พวกเขาล้วนแต่ซื่อสัตย์ต่อวาติกัน ทุกคนล้วนแต่ปฏิเสธความหวังดีของเขากันหมด สุดท้ายคีรีสก็ไม่ได้เห็นหน้าของพวกเขาอีกเลย

“พวกยูเรียลนี้ไร้หัวใจกันหมดเลยหรือไง” ริสตี้แขวะถึงตระกูลยูเรียล ตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกและในคิดของเธอ เธอเชื่อว่ายูเรียลนี้ผิดศีลธรรมมากที่สุด

“ถ้าแบบนั้นหนูเจสสิก้าก็เป็นคนเลวด้วยนะครับ” คีรีสยกเจขึ้นมาอ้าง

“ชิ!!!” ริสตี้เดาะลิ้นไม่พอใจที่คีรีสชอบเถียงเธอ เธอจึงลุกขึ้นก่อนที่จะใช้ปลายเท้าขวาที่สวมรองเท้าปลายแหลมกระทุงไปที่ฝ่าเท้าที่เปลี่ยวเปล่าของนิล

“โอย!!!!” นิลร้องลั่นถึงมันจะไม่มีแผล แต่การถูกของแหลมกระแทกที่ฝ่าเท้าถือว่าทรมานสุดๆ

“อย่าไปพาลคนอื่นสิครับ คุณนิลยิ่งสำคัญกับการรักษา” คีรีสส่ายหัวพลางดูหน้าของนิลที่บูดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด การรักษาของเขาในครั้งนี้ต้องเพิ่งสภาพจิตใจที่มั่นคงเสียด้วย

“โทษละกัน แล้ว...” ริสตี้ทำตาบูด “แล้วเมื่อไรจะรักษาเสร็จ มัวแต่เก๊กหล่ออยู่นั้นแหล่ะ”

“โทษครับ คุณอย่างให้คนที่รักษาติดพิษจนลงไปนอนชักหรือไง” คีรีสเถียงกับการรักษาพิษหรืออาการแบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เหมือนกับการกู้ระเบิดที่ต้องใช้สมาธิและขั้นตอนที่ละเอียดละอ่อน พลาดแม้แต่นิดเดียวคือตายหมู่

“เก่งไม่ใช่เหรอ?” ริสตี้ทำปากจู๋

“ผู้หญิงคนนี้อาการหนักที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา” คีรีสตอบเสียงนิ่งเพื่อกลบเสียงของริสตี้ เอาตามตรงปรากฏการณ์แบบนี้ถือว่าหนักเอามากๆ เขาอาจจะรักษาพลาดก็ได้ แต่ก็ควรจะกู้หน้าของตัวเองสักหน่อย และริสตี้ก็มอบโอกาสให้เขาใช้ข้ออ้างได้

แปร๊บ!!!!!!

นิ้วชี้ซ้ายของคีรีสส่งเสียงดัง คีรีสจึงมองไปที่นิ้วของตัวเอง

นิ้วของเขาบิดเบี้ยวผิดรูป และเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท นิ้วของเขาขดจนเหมือนก้นหอย

“เวรกำ” ทันทีที่คีรีสพูดจบนิ้วชี้ที่บิดเบี้ยวนั้นก็กระจุยเป็นชิ้นๆในทันที คีรีสดูโคนนิ้วชี้ซ้ายที่ตอนนี้กุดจนเห็นข้อต่อกระดูกชัดเจน

“ผมเสียนิ้วเลยน่ะ” คีรีสทำท่าเรียกความสนใจ

“เดียวก็มีคนทำให้ใหม่ เลิกสำออยเถอะ” ริสตี้ส่ายมือสมัยนี้ใช้การตัดต่อพันธุกรรมหรือปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ได้ คีรีสที่รวยเป็นทุนเดิมทำได้สบายๆ

“ไม่ต้องหรอก ครั้งนี้ผมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ มันทำประโยชน์ได้อยู่” คีรีสเอาลิ้นแต่แผลของตัวเอง ถึงนิ้วจะขาด แต่มันก็ทำให้เขาสามารถดำเนินแผนได้สะดวกขึ้น

“คิดเรื่องชั่วหรือไง บอกมาเดียวนี้ ไม่งั้นแม่หักคอแน่” ริสตี้เอาคางไปวางที่ไหล่ของคีรีส เธอเองก็ไม่ไว้ใจคีรีสถ้าเกิดคีรีสคิดเรื่องที่เป็นภัยต่อสการ์เล็ตเธอก็ต้องกำจัดเขาทิ้ง

“ผมไม่ได้คิดเรื่องไม่ดีหรอกครับ แค่เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการวางตัวของผมเองหลังจากนี้” คีรีสหัวเราะพลางใช้นิ้วกดแผลที่เลือดไหล

“แต่เพราะผมเสียนิ้วไป ผมจึงจัดการเจ้าสิ่งนี้ได้” พูดจบคีรีสก็ใช้มืออีกข้างลูบที่หัวของโดโรธี ก่อนที่จะมีแสงสีเหลืองอาบทั่วร่างของหญิงสาว

คีรีสรีบดึงมือออก คราวนี้บนฝ่ามือของเขามีบอลสีเหลืองที่มีของเหลวสีฟ้าใส คละกับของเหลวสีดำขนาดเท่ากับลูกบาสเกตบอล เพราะตอนที่นิ้วของเขาถูกรุกราน เขาใช้พลังของตัวเองผลักกลับทำให้นิ้วของเขาระเบิดเพราะมีพลังที่ต่างกันอัดเข้าไปเหมือนสารเคมีสองชนิดที่ผสมกันทำให้เกิดระเบิด แต่เพราะแบบนั้นเขาจึงสามารถเข้าใจถึงคุณสมบัติและเนื้อแท้ของพิษได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยการใช้นิ้วชี้ของตัวเองเป็นหนูทดลอง

“หยะแหยงชะมัด” ริสตี้ชี้นิ้วไปยังก้อนพลังที่ลอยอยู่ สีเหลืองมีสีดำ เหมือนรวมกับสีฟ้าจนออกเขียวๆดูยังไงมันก็คือของที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกายมนุษย์ชัดๆ

“เอานิ้วออกไปเถอะครับ เดียวก็เสียนิ้วเหมือนผมหรอก” คีรีสเตือน พร้อมกับโชว์มือซ้ายที่ไม่มีนิ้วชี้ ถึงเขาจะใช้พลังของตัวเองทำเป็นภาชนะห่อหุ้มอนุภาคอีเลเมนต์ที่ทำงานผิดปกติก็จริง แต่มันอาจจะทะลุผ่านออกมาได้ทุกเมื่อ ริสตี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์เฉยๆ แต่ใช้ไม่ได้ ถ้าริสตี้ถูกรุกรานเมื่อไร มันจะไม่แสดงอาการนิ้วระเบิดเหมือนกับเขา แต่จะเป็นเหมือนเชื้อโรคที่จู่โจมโดยไม่ทันรู้ตัว ทันที่มันแสดงอาการออกมา ริสตี้ก็คงไม่รอด

“อืม” ริสตี้เข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านี้ ถึงเธอจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เพราะเหตุผลบางอย่าง แต่เธอก็ศึกษาข้อดีและข้อเสียของศาสตร์แห่งความเป็น“พิษ”มา  การเอานิ้วไปชี้ใส่มันอาจจะมีเศษซากของพิษหลุดออกจากม่านพลังไปที่นิ้วของเธอ ดังนั้นอย่าเสี่ยงดีกว่า อายุขัยมันจะสั้นลงเพราะนิ้วซนคงไม่ใช่เรื่องดี

“เอาล่ะต่อไปก็บำบัดส่วนที่เหลือ” คีรีสทำท่าเกร็งมือข้างที่ปล่อยพลัง ทันใดนั้นบอลสีทองก็ถูกอัดขนกลายเป็นลูกแก้วที่ใหญ่เท่าลูกโอ๊คก่อนที่เขาจะเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ เขาต้องเอาพิษไปกำจัดในที่ๆปลอดภัยกว่านี้ เพราะมันอาจมีสิทธิ์ที่พิษมันจะรั่วไหลออกไปจนฆ่าคนทั้งโรงพยาบาล

“เอาใส่กระเป๋าเสื้อแบบนั่นไม่กลัวหัวนมบอดหรือไง” ริสตี้กังวล ไอ้ลูกแก้วนั้นมันอันแน่นไปด้วยพิษที่รุนแรง แต่คีรีสกับเอามันใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ ถ้าเกิดคีรีสพลาดขึ้นมาจนพิษมันทำให้คีรีสหมดพลัง ความเป็นพิษในลูกแก้วจะหลุดออกมาอย่างแน่นอน

คีรีสส่ายนิ้ว ก่อนที่จะเพิ่งสังเกตว่าเขาใช้มือข้างที่นิ้วขาดส่าย “ผมเคยรับผลของพิษไปครั้งหนึ่ง ผมไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่สองหรอกครับ เว้นเสียแต่ผมจะจงใจ” คีรีสพูดพร้อมกับเก็บมือซ้ายและใช้มือขวาส่ายไปมาแทน

“เหอะๆ” ริสตี้ฝืนหัวเราะแห้งๆ หลังจากที่เธอได้ยินการเน้นเสียงของคีรีส เธอก็พอจะรู้ล่ะว่าเจ้าชายเขาคิดจะทำอะไร “อย่ามาหาเรื่องกับพวกของฉันละกัน ไม่เช่นนั่น ฉันจะหักคอนาย” ริสตี้พูดข่มขู่คีรีส เธอรู้จุดอ่อนของเจ้าชายตรงหน้าดี และพอจะรู้วิธีเอาชนะคีรีสในการต่อสู้ได้ถึงแม้ชันเชิงกับความสามารถของเธอจะต่ำกว่าคีรีสแบบมดสู้กับช้างก็เถอะน่ะ

“สัญญาเป็นสัญญาตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่น่ะ ถ้าเกิดผมตาย ผมก็คงรับรองอะไรไม่ได้” คีรีสพูด

“อย่าล้อเล่นแบบนั้นดิ แกตายขึ้นมานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆน่ะ” ริสตี้แซว

คีรีสมองริสตี้ก่อนที่จะหันไปมองนิล “ผมจะเริ่มรักษา คุณนิลช่วยหลับตาหน่อยได้ไหมครับ”

“เห้ย อย่าทำแบบนี้ดิ” ริสตี้ทำตาค้อนใส่ที่อยู่ดีๆคีรีสก็เกิดเปลี่ยนเรื่องจนตามอารมณ์ไม่ทัน

“ผมว่ามันควรจะอยู่เรื่องนี้ ไม่ควรออกทะเลน่ะครับ” นิลที่นอนอยู่แสดงความคิดเห็น ตอนแรกเขาถามเรื่อง ศาสตร์แห่งความเป็นพิษ แต่เหมือนพวกเขาทั้งสองคนจะออกนอกเรื่องจนเขาฟังไม่รู้เรื่อง

พลัก!!!

“โอ๊ย!!!!!” นิลถูกริสตี้เตะเข้าที่นิ้วเท้าจนร้องลั่น นิ้วเท้าของเขาห้อยและส่ายไปส่ายมา

“ทรมานคนอื่นแบบนั่นไม่ได้นะครับ” คีรีสเอานิ้วไปสัมผัสกับนิ้วเท้าของนิลที่ห้อยอยู่

กร๊อป!!!

“จ๊าก!!!” นิลร้องลั่น คีรีสต่อข้อนิ้วเท้าด้วยกำลัง

“โทษครับ แต่ถ้าปล่อยให้นิ้วของคุณห้อยไว้แบบนี้ มันมีโอกาศที่จะทำให้การรักษาล้มเหลวได้” คีรีสพูดที่จริงแล้วนิลจะถูกริสตี้ทำร้ายตามตัวเป็นแผลผกช้ำก็ไม่เป็นอะไร แต่การรักษาของเขามันเกี่ยวกับความครบถ้วนของร่างกาย การที่ข้อหลุดมันจะทำให้มีผลข้างเคียงหลังการรักษา

“นิลจ้องไปที่เพื่อนของคุณที่กำลังนอนอยู่ด้วยน่ะครับ” คีรีสใช้มือเป็นจุดสังเกตของนิลก่อนที่จะไล่ไปหาโดโรธี

นิลทำตามอย่างว่าง่ายเหมือนกับถูกสะกดจิต เขาไม่นึกสงสัยหรือซักถามแม้แต่นิดเดียว ทันทีที่เขามองโดโรธี

เปรี้ยง!!!

“อึก” โดโรธีที่หมดสติส่งเสียงครางออกมา ร่างกายของหล่อนปรากฏเส้นเลือดมากๆ และรอยช้ำที่ขึ้นตามตัว

‘หึ...คิดใช้เจ้านั่นเป็นร่างต้นนี้เอง’ ริสตี้เข้าใจในทันทีหลังจากที่โดโรธีส่งเสียงร้อง สาวใช้กำลังถูกร่างกายของนิลเข้าแทรกแซง แต่ในทางกลับกัน

“สะ..สมอง” นิลเกร็งตัว เส้นเลือดฝอยในตาบวมปูด ในหัวเหมือนกับมีคนมาเปิดคอนเสิร์ตจนแทบระเบิด เส้นเลือดกับกล้ามเนื้อบีบเกร็ง เขาอยากจะขยับตัวเพื่อไล่สิ่งในหัวออกไป แต่ขยับไม่ได้เหมือนกับร่างกายถูกสั่งห้ามจนแข็งเป็นหิน

“พิษเยอะขนาดนั่น เจ้านิลมันจะไม่ตายก่อนเหรอ” ริสตี้เอามือสัมผัสหัวของนิล มันร้อนมากและยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน “แบบนี้สมองมันเละก่อนแน่” ริสตี้เตือนคีรีส หัวของนิลส่งแรงสั่นสะเทือนออกมาโดยตรงแบบนี้ แสดงว่าเส้นเลือดและสมองของมันคงจะรับภาระที่หนักมาก ขืนปล่อยเอาไว้สมองได้ระเบิดแน่ๆ

ริสตี้เคยเห็นวิธีการรักษาแบบนี้มาบ้าง มันเป็นกรณีที่จะใช้รักษาคนที่ติดพิษหนักมาก คือการให้ร่างกายของผู้ป่วยเชื่อมต่อกับผู้เกี่ยวข้องและผู้รักษาจะจำลองสภาพความสมบูรณ์ในร่างกายของผู้เกี่ยวข้องในรูปแบบของอักขระโบราณหรือข้อมูลและทำการส่งไปยังผู้ป่วยเพื่อซ้อนทับ ร่างกายที่เป็นข้อมูลจะทำการฟื้นตัวร่างกายผู้ป่วยและสามารถที่จะระงับผลของพิษได้ในทันที

ข้อดีของวิธีนี้คือผู้ป่วยที่รับวิธีการรักษาแบบนี้จะพักฟื้นได้เร็ว ไม่มีผลข้างเคียงที่อันตราย ที่ดีที่สุดคือผู้ป่วยที่เคยติดพิษมาก่อนและใช้วิธีนี้ในการรักษาจะมีภูมิคุ้มกันพิษชนิดนั่นกับอาการเป็นพิษที่ใกล้เคียงกับพิษที่เคยโดนเพราะร่างกายของผู้ป่วยทีได้รับความช่วยเหลือจากผู้เกี่ยวข้องจะสามารถสร้างภูมิต้านทานได้เอง ข้อสุดท้ายคือวิธีนี้สามารถใช้กับสิ่งของหรือร่างกายที่เสียหายได้ทุกรูปแบบ ไม่กำหนดว่าจะโดนพิษมายังไง โดนคำสาปหรือไม่รักษาได้หมด

แต่ข้อเสียของมันก็รุนแรงมากที่จริงไม่เรียกว่าแรงหรอก แต่มันมีโอกาสที่จะทำให้อาการบาดเจ็บของผู้เกี่ยวข้องหลุดไปในร่างผู้ป่วยด้วย ที่อันตรายที่สุดคือถ้าเกิดการซ่อนทับกันของอวัยวะขึ้นมาผู้ป่วยจะเป็นอันตราย ดังนั้นร่างกายของนิลจำเป็นต้องอยู่ครบ 32 ไม่มีร่างกายส่วนนั้นที่อยู่ผิดรูป (เช่นไหล่หลุด นิ้วหัก) และอีกข้อหนึ่งคือเนื่องจากทั้งคู่เชื่อมกันมันมีโอกาสที่พิษจะแทรกกับรักษาติดผิดไปด้วย เดิมทีการก๊อปปี้ข้อมูลของนิลไปใส่ร่างของโดโรธี คีรีสจำเป็นต้องใช้เวทมนตร์เชื่อมร่างของทั้งคู่เพื่อโอนถ่ายข้อมูล แต่มันจะทำให้พิษของโดโรธีหลุดเข้าไปในร่างของนิลด้วย ดังนั้นวิธีนี้ในสมัยก่อนจึงมักจะเรียกว่า ชีวิตและชีวิต เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิ์ตายสูงมาก

“ดูไปเถอครับ” คีรีสเอามือสัมผัสที่หัวของโดโรธี

โดโรธีเริ่มสงบลง อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเริ่มจางหายเหมือนกับความเจ็บปวดเมื่อครู่เป็นแค่ภาพลวงตา ในขณะที่นิลยังมีอาการเจ็บปวดที่รุนแรง และมันก็เริ่มรุนแรงมากขึ้น จนกระทั้ง

แวบ!!

“โอ๊ย!” ริสตี้ส่ายหัว ทัศนวิสัยของเธอขุ่นมั่วเหมือนกับมีบางอย่างพุ่งเข้าไป เธอจึงส่ายหัว เมื่อครู่เธอเห็นร่างของนิลสั่นเหมือนกับเจ้าเข้า และเมื่อเธอรู้ตัวเธอจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

สิ่งที่เธอกำลังมองอยู่ก็คือ นิลที่มีผมสีน้ำตาลและผิวคล้ำนอนหลับตา

“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น” ริสตี้รีบเข้าไปดูนิล เธอเอามือสัมผัสหน้าของนิลที่กำลังหลับตา “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้” เธอตกใจเพียงชั่วพริบตาคนผิวขาวจั่ว กลายเป็นคนผิวคล้ำไปแล้ว

“เดิมที่เขาก็คล้ำแบบนี้ไม่ใช้เหรอ” คีรีสพูดนิลนั่นมีผมสีน้ำตาลกับผิวคล้ำ ริสตี้น่าจะตกใจตอนที่เขากลับมามากกว่า

“ฉันรู้แล้วโว้ย แต่เล่นสลับสีเป็นฮีโร่ปัญญาอ่อนในทีวีแบบนี้มันไม่ตลกเลยน่ะ”

“ก็ไม่รู้สิน่ะ” คีรีสไม่ใส่ใจกับคำพูดของริสตี้หันไปมองโดโรธีแทน เพราะการเปลี่ยนสีร่างกายเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

“ตอบดีๆ” ริสตี้เพิ่มความเข้มเสียงใส่รูหูของคีรีส

“ไม่รู้โว้ย!!!!!” คีรีสตะคอกกลับ ริสตี้ตะโกนเข้าหูของเขาเต็มๆจนแทบหนวก อุตส่าห์ไม่พูดเสียงดังกลับทั้งที่เสียงของริสตี้นั่นแสบแก้วหู ขอระบายทีเถอะ

“โอ้ยเจ็บคอ” คีรีสที่ปกติจะพูดเสียงเบา แต่วันนี้กลับต้องหัวเราะเสียงดังและยังตะคอกอีก ทำให้ลำคอของเขาแห้งผาก

 

 

“เหวอ” นิลดีดตัวขึ้นมา เขาถอนหายใจ นิลดูแขนและใช้มือสัมผัสร่างกายของตนเอง เมื่อกี้เขาเหมือนกับถูกย่างบนเตา แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั่นหายไปหมด

“ผม?” นิลมองไปยังริสตี้ ก่อนที่เขาจะกระโดดลงจากเตียง เขากระโดดไปมา

“ร่างกายที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้ายังงั้นหรือ” คีรีสที่พูดไปเอามือแคะหูไป เอียงคอ คีรีสดูนิลตั้งแต่หัวจรดเท้า

‘นอกจากสีผมและสีผิวที่ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว มวลกล้ามเนื้อเองก็เพิ่มขึ้นเหมือนเมื่อก่อนกลายสภาพ วิธีการหายใจและออร่าของนิลเองก็เปลี่ยนไป’ คีรีสครุ่นคิดก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา

‘ร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกและสามารถปรับตัวได้ในทันที’ คีรีสหัวเราะออกมาเบาๆ เขานึกไม่ถึงเลยว่า ผู้ชายที่ถือกำเนิดขึ้นจากความบังเอิญกลับมีพลังแบบนี้

‘ดูแล้วจะต้องเปลี่ยนไปใช้แผน D’ รอยยิ้มของเขาฉีกขึ้น แก้มของเขาบีบติดจนทำให้ดูไปแล้ว รอยยิ้มของเขาฉีกถึงใบหู เพราะการเปลี่ยนแปลงของนิลมากเกินกว่าที่เขาคิดไว้ ถ้าเขาใช้แผนเดิมศัตรูของเขาจะสามารถใช้ขอได้เปรียบนี้ได้ทุกอย่างที่เป็นภัยต้องขจัดทิ้ง

“เฮ้ย ไม่เห็นหัวเลยหรือไง” ริสตี้ง้างขาขวาและเตะใส่คอของนิลจากด้านหลัง

ปึก! นิลยกแขนขึ้นและใช้ศอกขวารับลูกเตะของริสตี้

“.!!” ริสตี้รู้สึกแปลกใจ ถึงเธอจะไม่ได้ใส่แรงไว้ในขา เธอก็อาศัยการหมุนตัวเหวี่ยงขาใส่เพื่อเพิ่มความเร็วและความรุนแรงเป็นประจำ แต่นิลกลับรับลูกเตะของเธอด้วยศอกข้างเดียวเหมือนกับลูกเตะของเธอเป็นแค่การเหวี่ยงขาใส่เฉยๆ ที่สำคัญที่สุดคือเธอเตะนิลตอนเขาไม่ทันตั้งตัว อย่างน้อยนิลก็ต้องล้มหรือเซบ้าง

“มันเจ็บนะครับ ฮึบ!!” นิลที่ใช้ศอกขวารับลูกเตะของริสตี้คว้าขาของเธอและกดลง “เจ็บชะมัด” นิลคุกเข่าพลางออกแรงถูบริเวณศอกขวา ชุดของเขาที่ใส่สามารถรับแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังเจ็บอยู่ดี

‘เดียวน่ะ’ นิลทีเพิ่งนึกได้ถึงความรู้สึกเจ็บที่ศอก

“ริสตี้จะฆ่าผมเหรอครับ” นิลเอามือซ้ายลูบคอกับไหล่ขวา ถ้าเขาไม่ยกแขนป้องกันเอาไว้ และลูกเตะจะเข้าคอมีสิทธิ์ตาย

“อ่อ เออ? อืม? งือ?” ริสตี้เอามือลูบหัว เมื่อกี้เธอว่าเธอไม่ได้ออกแรงน่ะ แต่รอยช้ำบนแขนของนิลมันเป็นหลักฐานว่าเธอเผลอออกแรงไปนิดหนึ่ง(มั้ง?) ถ้านิลไม่ยกแขนป้องกัน นิลคงคอช้ำไม่ก็หักไปแล้ว

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คีรีสหัวเราะเสียงดัง

“หัวเราะอะไร เดียวแม่ก็หักคอทิ้งหรอก” ริสตี้ท้าวสะเอวเอานิ้วชี้ใส่คีรีส รู้สึกว่าตอนนี้เธอจะควบคุมแรงไม่ค่อยได้เท่าไรไม่เป็นไรเดียวใช้คีรีสที่ทำตัวน่ารำคาญเป็นที่ทดลองก็ได้

คีรีสเอามือปิดปากและยิ้มน้อยๆ “เปล่าครับ แค่นึกถึงวันเก่าๆ” คีรีสพูดพร้อมกับนึกถึงแต่ก่อน ตอนที่ริสต้า วิลลี่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ชอบออกกำลังใส่คนอื่นผิดกับนิสัยรักสงบของหล่อน ตอนนั่นเป็นช่วงที่เขามีความสุขที่สุดเลย

เขายังจำได้ดี

“คีรีสที่อุ้มโคลมในวัยแบบเบาะกำลังดูริสตี้ในวัยเด็กเล่นกับกิติ ริสตี้ไม่สามารถควบคุมแรงของตัวเองได้และมักจะทำลายข้าวของเพราะร่างกายที่ผิดปกติตั้งแต่เกิด แต่ 1 ในนั้นยังมีเด็กคนหนึ่งที่มักจะถูกใช้เป็นที่รองรับมือเท้าของริสต้า

“ถ้าคาร์ไมน์กับกิติอยู่ เธอจะมีความสุขที่แท้จริงเหมือนตอนนั้นไหมน่ะริสตี้”

“พูดอะไร?” ริสตี้หลับตาข้างหนึ่งมองไปยังคีรีส

“เปล่าๆ” คีรีสส่ายหัวพลางดูริสตี้ที่ใช้มือขย้ำหัวของนิลด้วยรอยยิ้ม เขาถอยหลังสะบัดชายเสื้อก่อนที่จะนั่งบนเก้าอี้

“นิล ผมฝากความสุขริสตี้ไว้กับคุณนะ” คีรีสหลับตาลงพร้อมกับสวมหูฟังเพื่อฟังเพลงที่เขาชอบ มันเป็นเพลงที่กิติและคาร์ไมน์แต่งขึ้นมาเพื่อเป็นวันเกิดให้กับเขา เพลงที่มือชื่อว่า ‘ดอกไม้แดง’ ก่อนที่สติของเขาจะดับลง

 

“เจ้าบ้าเอย” ริสตี้ที่ล็อกคอนิลอยู่พูดออกมา

“ใครบ้าเหรอครับ” นิลที่ขัดขืนริสตี้ถามโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะถูกรัดคอจนช้ำ

ริสตี้หันมาทำตาค้อนก่อนที่จะใช้กำปั้นบี้ขมับของนิลทั้งสองข้าง

“โอ๊ย!!” นิลร้องลั่นก่อนที่จะมีของเหลวบางอย่างหยดใส่แก้มของเขา แต่นิลในตอนนั่นไม่สนใจอะไร เขายังคิดว่ามันเป็นเพียงแค่หยาดเหงื่อของหญิงสาว

“หุบปาก อย่าเถียง” ริสตี้พูดพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอใช้มืออีกข้างบีบจมูกและเช็ดคราบน้ำตาให้หมดจด

‘คีรีส ฉันขอโทษ’ 




NEKOPOST.NET