P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 71 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.71 - ผู้เริ่มและผู้ตาม (2)


วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 13: 00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเวนิส

“ทุกท่านโปรดทราบขณะนี้เวลาบ่ายโมงตรง คนที่ไม่เกี่ยวข้องทุกคนกรุณาออกจากเขตพักฟื้น” เสียงของระบบไฟฟ้าที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเตือนทั้งคนไข้และคนที่มาเยี่ยม เพราะในช่วงบ่ายทางโรงพยาบาลต้องการให้คนไข้ได้นอนกลางวันเพื่อง่ายต้องการพักฟื้น และยิ่งอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่าจะเกิดสงครามขึ้นอีกตอนไหน ทางโรงพยาบาลเลยไม่อนุญาตให้คนภายนอกอยู่ในช่วงที่คนไข้กำลังนอนกลางวันเพื่อความปลอดภัยของทั้งคนไข้และบุคลากรในโรงพยาบาล

“..........”

นิลที่นั่งยองๆพิงกำแพงอยู่หน้าห้องผ่าตัดมองนาฬิกาวินเทจเรือนเก่าๆตัวหนึ่งที่บอกเวลาบ่ายโมง เขาเองก็เผลองีบไปเพราะถูกหมอผ่าตัดสั่งให้รอตรงนี้ เขาคงจะพิงกำแพงจนสติหลุด อันที่จริงน่ะในตอนแรกเขาก็กะจะไปนั่งหลับบนเก้าอี้หรือโซฟาหนุ่มๆเพื่อพักเหนื่อย แต่ว่าตอนนี้.......

“เห้ย ตรงนี้มีคนเจ็บ ขอเปลด่วน” อาสาสมัครช่วยกันยกชายคนหนึ่งที่ตามตัวเต็มไปด้วยแผล

“ขอยาห้ามเลือดหน่อย เด็กคนนี้ต้องการด่วน” หมอคนหนึ่งดูแผลของเด็กผู้ชายที่มีเลือดไหลไม่หยุด “ครับ/ค่ะ” พยาบาลและเภสัชกรต่างวิ่งเข้ามาช่วยกันจ้าละวั่น

พยาบาล หมอ และเหล่าอาสาสมัครที่วิ่งว่อนกันไปทั่วโรงพยาบาลเพราะนี้ถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากเมื่อคืนเกิดปรากฏการณ์อีเลเมนต์ถล่มเมืองเวนิสทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เสียหายเกือบทั้งหมดจนเกิดอุบัตเหตุมากมายตามตัวเมืองและชายทะเล จากมหานครที่งดงามที่เต็มไปด้วยแสงสี กลับกลายเป็นแสงควันไฟแทน โชคดีที่ๆนี้งานเทศกาลพอดิบพอดี พ่อค้าแม่ขายจึงเอาสินค้าของตัวเองมาช่วยผู้ประสบภัยแทนเห็นว่าทางราชอาณาจักรซุนสเซตจะมอบเงินช่วยเหลือให้กับทุกคนในเมืองที่ประสบภัย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลัวขาดทุนไม่เมื่อให้แล้วได้คืน แถมยังได้ชื่อเสียงเล็กน้อยเพื่อความก้าวหน้าในการทำมาหากินอีก คุ้มมากๆ

“นิล เป็นยังไงบ้าง” ริสตี้ถามนิลที่นั่งคอตกไม่สนใจใครทั้งสิ้น ทั้งที่เธอยังต้องไปช่วยคนอื่นในโรงพยาบาลจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดกับกลิ่นควัน

“เอ่อ เฉยๆครับ” นิลใช้ดวงตาสีแดงของเขามองไปยังริสตี้ทีหนึ่งก่อนที่จะก้มหน้าเหมือนเดิม ริสตี้มองนิลก่อนที่จะมองรอบด้าน ซึ่งคนส่วนไม่ค่อยสนใจนิลเท่าไรนักก็ไม่แปลกนั่งย่องหน้าห้องผ่าตัดแบบนี้คนอื่นๆก็คงคิดว่า ‘คนสำคัญของผู้ชายคนนี้กำลังได้รับการผ่าตัด คงไม่มีใจไปช่วยคนอื่นๆ’

แต่ว่า.... ริสตี้กับมองไปยังลูกตาดำของนิลที่รู้สึกได้ถึงความเร่าร้อนที่สุดแสนจะรุนแรงขัดกับร่างกายที่เหมือนจะไร้ชีวิตชีวา

“ลุกขึ้นเดียวนี้” ริสตี้ใช้มือจับไหล่นิลก่อนที่จะยกขึ้น

“เป็นอะไรไปไอ้หัวแดง” ริสตี้ขอสรุปลักษณะนิลเอาไว้ตรงนี้ แต่เปลี่ยนไปแบบสุดขั้วๆ เธอจึงเอามือแตะแก้มของนิลที่ยังคงมีรอยขูดอยู่เพื่อดูว่านิลตรงหน้ามีอะไรแปลกๆหรือเปล่า ถ้าแปลกจะได้ชกได้สะดวก

นิลมองหน้าเธอด้วยสีหน้าแปลกใจครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะไปเหลือบไปเห็นเส้นผมสีแดงของเขา เขาเลยถึงกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าริสตี้กำลังพูดถึงเขา(ไอ้หัวแดง)ในตอนนี้เอง

“แผลแมวข่วน” นิลพูดพร้อมกับหันหน้าออก แผลตามเนื้อตัวของเขาส่วนใหญ่เกิดจากตอนที่ผู้หญิงคนนั้นร่ายหลุมดำ และมีสิ่งของมากมายพุ่งใส่ตัวเขาตามทิศแรงดูดทำให้มักมีรอยสีกับรอยบาดเล็กน้อย โชคดีที่ไม่มีสิ่งของขนาดใหญ่พุ่งใส่ ไม่งั้นคงเจ็บตัวหนักกว่านี้ แต่คนที่บาดเจ็บจริงๆน่ะ ไม่ใช่ครับ แต่เป็นคนสองคน ซึ่งคนหนึ่งกำลังได้รับการรักษาในห้องผ่าตัด ส่วนอีกคนก็ปกป้องเขาด้วยชีวิต

เพราะแบบนั้นการแสดงท่าทีสำออยคงเป็นเรื่องที่ทุเรศมากที่สุดในชีวิตของเขา แต่ว่าตอนนี้เขากับทำสำออยนั่งหมดเรี่ยวแรงไม่ไปช่วยคนอื่น เอาจริงๆเขารู้สึกหมดแรง การพูดประโยคหนึ่งยังทำได้อย่างยากลำบาก

นิลมองเข้าไปในตาของริสตี้ที่ทำสีหน้านิ่งเฉย เขาขยับปากเพื่อจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เขากลับพูดไม่ออก ไม่รู้ทำไมเหมือนร่างกายสั่งว่า ‘ห้ามพูด’ ยังไงยังงั้น

ริสตี้ที่ได้ยินแบบนั้นค้างไปพักหนึ่ง เธอเพ่งสายตาไปยังคนตรงหน้า ก่อนที่จะเอามือกดที่แผลอย่างแรง แต่นิลก็ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาแม้แต่นิดเดียว

“ที่หมายถึงเปลี่ยนไปมากน่ะ ......สมองน่ะ!!!!” ริสตี้เพ่งพิจารณานิลที่เข้มขึ้นกว่าเดิมมาก เหมือนกับการใช้แผ่นดิสก์ยุคก่อนที่จะสามารถเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันได้โดยการสลับบนกับล่าง นิลในตอนนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างกันแบบสุดๆ

 นิลที่มีนัยต์ตาสีแดงเข้มปกปิดด้วยเปลือกตาสีขาวเนียน ทรงผมแบบเดิมที่เปลี่ยนเป็นสีแดงทับทิมแทนสีดำน้ำตาลแบบเก่า สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้นิลดูเปลี่ยนไป

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ทำให้เธอรู้สึกสงสัยแต่อย่างใด แต่ที่เธอสงสัยก็คือเธอเหมือนจะเคยพบหน้าคนที่มีลักษณะแบบนี้ของนิลมาก่อน ถึงอย่างนั้นก็นึกไม่ออกว่าเจอที่ไหน เอาเถอะตอนที่เธอเจอกับนิลครั้งแรกเธอก็คิดว่าเขาคล้ายกับกิตติเหมือนกัน

“สมอง?” นิลเอานิ้วชี้จิ้มหัวของตัวเองบริเวณขมับด้านซ้ายก่อนที่จะกดลงไปจนเลือดไหล

“ทำบ้าอะไรเนี่ย!?” ริสตี้ดึงนิ้วของนิลของจากขมับซ้ายที่ตอนนี้มีเลือดสีแดงไหลออกมาจำนวนมาก เธอดูที่นิ้วของนิลกับขมับที่เป็นแผล แผลตรงขมับของนิลใหญ่มากและทำให้เธอเพิ่งสังเกตได้ว่า ตรงขมับซ้ายของนิลไม่มีกระดูก มันเป็นชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นเพียงชั้นบางๆที่ห่อหุ้มรูตรงขมับข้างซ้ายเท่านั้น

“นิล”

“ครับ?”

“อยู่เฉยๆน่ะ” ริสตี้ใช้ผ้าก๊อซที่เธอได้มาจากพยาบาลอุดเลือดที่ไหลออกจากหัวของนิล จากรอยแผลตรงขมับซ้ายเท่าที่เธอสังเกตไม่เหมือนกับการถูกกระแทกหรือถูกเจาะรูที่หัว

ลักษณะของพื้นผิวบริเวณขมับก่อนที่จะเป็นแผลไม่มีล่องลอยผิดสังเกตใดๆทั้งสิ้น และลักษณะกระดูกบริเวณนั้นเหมือนกับจะบอกว่ามีคนผ่าตัดเอาชิ้นส่วนกระดูกขมับ(Temporal Bone)ซ้ายของนิลออก

คนที่เอากระดูกส่วนนี้ออกไปต้องมีความสามารถในการจัดโครงผิวหนังกับกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันสมองกระทบกระเทือน ทั้งยังต้องเย็บแผลได้อย่างเรียบเนียนไร้ริ้วรอยด้วย เธอในตอนนี้นึกได้เพียงคนเดียวที่สามารถทำแบบนี้ได้

“อลัน...” ริสตี้พูดชื่อของอลันคนที่น่าจะเป็นคนผ่าตัดสมองของนิล ถ้าเป็นมันก็สามารถที่จะเย็บกล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นได้ระดับที่สามารถใช้เนื้ออ่อนแทนกระดูกได้ แต่นิลคงจะได้รับบาดเจ็บหนักเกินไป มันก็เลยทำให้โครงสร้างที่อลันทำไว้เกิดการหย่อนตัว การสะกิดนิดน้อยก็สร้างแผลได้

“ผมเจ็บน่ะครับ” นิลทำสีหน้าเจ็บปวด ความรู้สึกเหมือนกับมีอะไรสักอย่างกำลังดิ้นในหัวของเขา

“ทนเอาหน่อย ใครใช้ให้แกเอานิ้วจิ้มลึกขนาดนั้น” ริสตี้เอาสารสกัดเจลาตินยอดเข้าไปในแผลของนิลให้มันแข็งตัวเพื่อแทนที่กล้ามเนื้อกับผิวหนังที่เป็นรู ตอนแรกก็กะจะให้หมอที่นี้ช่วยหาอะไรอุดไว้ แต่เดียวหมอสงสัยและรู้ว่าเธอเป็นผู้ก่อการร้ายเข้า ดังนั้นเอาเจลาตินสำหรับการแพทย์หยอดให้มันคงรูปก่อนที่จะเย็บแผลจะได้ไม่มีใครสงสัย แต่ขั้นตอนของมันคงจะเจ็บไปสักหน่อย

“เสร็จหรือยังครับ” นิลเอื้อมมือจะจับมือริสตี้ แต่ริสตี้ก็ตบมือนั้นออก

“มันสมองไม่ไหลก็บุญแล้ว ทนเถอะแผลแบบนี้ไม่ได้รักษาได้ง่ายๆหรอก” ริสตี้พูด ตามความเป็นจริงการเอาเจลาตินหยอดเข้าไปนั้นอันตรายมาก เพราะแผลของนิลลึกถึงสมอง เพราะมีความเป็นไปได้ว่าจะติดเชื้อจนถึงแก่ชีวิต แต่โชคดีที่อลันทำโครงกั้นเอาไว้ภายในเพื่อป้องกันไม่ให้สมองได้รับความเสียหายจากภายนอก เธอจึงสามารถหยอดได้โดยไม่ต้องกลัว เดียวกลับฐานแล้วค่อยให้แพทย์ที่นั้นทำแผลให้ใหม่

ปี๊ด ป๊อด!!!

สัญญาณเตือนของห้องผ่าตัดดังขึ้นเพื่อบอกว่าตอนนี้การผ่าตัดได้เสร็จสิ้น พร้อมกับแสงไฟสีแดงของห้องผ่าตัดที่ดับลง ทำให้นิลลุกในทันที แต่ทันทีที่เขาลุก เขาก็ล้มลงกับพื้น

“ไว้ไหม?” ริสตี้คว้าร่างของนิลไว้ก่อนที่เขาจะล้มลงกับพื้น เธอยังตกแต่งแผลไม่เสร็จ ถ้าเกิดนิลล้ม สมองอาจจะกระทบกระเทือนได้

“ผมไม่มีแรง” นิลพูดเสียงเบา เขารู้สึกอิดโรย เหมือนกับพละกำลังทำหมดของร่างกายนั้นหายไปทั้งหมด ทั้งที่ตอนที่แบกโดโรธีกลับมาที่เวนิสเขายังเดินไปสบายๆ ขนาดมาถึงเวนิส เขายังช่วยคนอื่นๆยกรถที่ทับคนที่บาดเจ็บได้อยู่เลย

“ดูรู้รู้แล้ว แต่มันแปลกไปหน่อยน่ะ” ริสตี้เองก็รู้สึกได้ ตอนแรกนั้นนิลแค่ทำตัวเหมือนกับคนขี้เกียจสันหลังยาว แต่ตอนนี้เธอสัมผัสได้เลยว่า ร่างกายของนิลนั้นอ่อนปวกเปียก ไหล่แคบลง กล้ามเนื้อที่เคยมีก็หายไปหมด ตอนนี้นิลเหมือนกับคนขี้โรค หรือว่า เจ้าอลันมันจะวางยาอะไรสักอย่างในตัวของนิลเหมือนระเบิดเวลา

เอี๊ยด!

พยาบาลในห้องผ่าตัดช่วยกันเปิดประตูอัตโนมัติที่ตอนนี้ใช้การไม่ได้ เพราะระบบไฟฟ้าสำรองได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด โรงพยาบาลเองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งอุบัติเหตุจากระบบไฟฟ้าและพายุที่ซัดถล่ม ตอนนี้กองกำลังป้องกันตัวเองก็ต้องเจียดทรัพยากรออกมาใช้เพื่อความสงบสุขของเมือง

“คุณหมอค่ะ เพื่อของฉันเป็นยังไงบ้าง” ริสตี้ที่ประคองนิลอยู่ถามหมอที่ตามตัวเต็มไปด้วยเลือดจากการผ่าตัด

หมอคนนั้นถอนหายใจ วันนี้เป็นวันที่แย่ที่สุดของเขา คนไข้ที่ทุกคนที่ทำการผ่าตัดล้วนบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ ทั้งยังไม่สามารถใช้อุปกรณ์อีเลเมนต์ที่ใช้ในการรักษาได้อีก เพราะพายุเมื่อคืน

“พวกเราทุกคนทำเต็มที่แล้ว แต่ขาทั้งสองข้างของคนไข้สาหัสเกินไป ผมเกรงว่าทางเราอาจจะต้องตัดขาทิ้งเพื่อยื้อชีวิตครับ” หมอพูดอย่างเหนื่อยหอบ เขาที่เป็นหมอหลักกับคนอื่นๆต้องผ่าตัดหามรุ่งหามค่ำ ผู้หญิงคนนี้ถือว่าเป็นผู้ป่วยรายที่ 7 ในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง

หมอ!!! ทำยังไงก็ได้อย่าตัดขาน่ะ” ริสตี้ตะคอกเสียงดัง เพราะตัดขาทิ้งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ยิ่งโดโรธีเป็นผู้หญิง อับดุลคงไม่ให้อภัยพวกเธอแน่ๆ

“เราเองก็เข้าใจครับ แต่ว่าเครื่องมือการแพทย์ของเราในตอนนี้ไม่สามารถยื้อเวลาได้นานถึงตอนนั้น ขาทั้งสองข้างของผู้ป่วยเกิดอาการอีเลเมนตร์เป็นพิษ ถ้าไม่มีอุปกรณ์ดีกว่านี้พวกเราเองก็คงไม่มีวิธีอื่นในการช่วยชีวิตคนไข้” หมอผ่าตัดอธิบาย ขาทั้งสองข้างของผู้ป่วยได้รับความเสียหายรุนแรง ข้อต่อกระดูกเสียหายจนไม่อาจทำให้เหมือนเดิมได้ และผู้หญิงคนนี้ใช้พลังอีเลเมนต์ได้และเกิดอาการอีเลเมนต์เป็นพิษทำให้เนื้อขาเริ่มตายและกลายพันธุ์ ขืนปล่อยไว้นานเกินไป เซลล์ขาจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง และจะเข้าสู่กระแสเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

ริสตี้ได้ฟังคำวินิจฉัยคร่าวๆของหมอ เธอก็เข้าใจตอนที่นิลแบกโดโรธีกลับมา เธอตกใจถึงแผลภายนอกนั้นจะดูธรรมดาๆ แต่เธอที่ผ่านการต่อสู้มามากมาย แค่มองแวบเดียวก็รู้ถึงความเสียหาย กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นตรงบริเวณท่อนขาและหัวเข่าถูกทำลายเกือบทั้งหมด ขาของสาวใช้เสียหายมากและนิลยังต้องแบกโดโรธีกลับมาคนเดียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง แผลจึงติดเชื้ออย่างหนัก

ริสตี้หลับตาก่อนที่จะเอยปากขอร้อง

“หมอ ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งตัดขาทิ้ง ฉันพอมีวิธีอยู่ ช่วยยื้อหน่อยได้ไหม”ริสตี้ขอร้องหมอผ่าตัดกับพยาบาล

ทางด้านแพทย์เองก็มองหน้าริสตี้ด้วยความหนักใจ ถ้าพวกเขามีอุปกรณ์ครบครันทันทีที่คนไข้ขึ้นเตียง พวกเขาก็สามารถที่จะรักษาได้สบายๆ แต่การเกิดปรากฏการณ์อีเลเมนต์ถล่มเมืองเมื่อคืนทำให้อุปกรณ์เกือบทั้งหมดเสียหาย และยังมีคนเจ็บมากันไม่ขาดสาย ถ้าพวกเขายังเจียดเวลาอีกคนผ่าจัดให้คนไข้รายอื่นๆไม่ทันแน่

หมอที่เป็นหัวหน้าทีมหันหลังมองคนไข้หญิงที่นอนให้ออกซิเจนอยู่ ก่อนที่เขาจะหันหน้ามามองผู้หญิงที่ขอร้องเขาตรงหน้า และในที่สุดเขาก็นึกออกว่าเคยเจอผู้หญิงทั้งสองที่ไหน

“เอาคนไข้ไปไว้ในห้องพักที่ 2 ก่อนล่ะกัน” หมอออกคำสั่งให้พยาบาล ก่อนที่จะหันหน้ากับไปหน้าริสตี้

“ผมพอจะเจียดห้องที่ไม่มีคนใช้ให้ได้ แต่เรื่องการรักษาต่อจากนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของคุณน่ะครับ คุณริสต้า วิลลี่” หมอโค้งให้ริสตี้อย่างมีมารยาท แต่ริสตี้กับทำตาค้อนใส่หมอผ่าตัด

ริสตี้เอาหน้าเข้าใกล้หมอ ก่อนที่เธอจะกระซิบเบาๆ

“ถ้าคุณบอกเรื่องนี้กับตระกูลของฉัน ฉันไม่ปล่อยคุณเอาไว้แน่” ริสตี้ดึงหน้าของตัวเองกลับมาทันทีที่พูดจบ เพราะเธอไม่คิดที่จะสาธยายให้มากความยิ่งพูดมากก็ยิ่งทำให้คนอื่นๆที่อยู่กับเธอในตอนนี้เดือดร้อน

หมอคนนั้นทำหน้ายิ้มให้กับริสตี้เป็นเชิงรู้ความหมาย แน่นอนการที่เขาพูดชื่อริสต้า วิลลี่ก็ทำให้หมอคนอื่นๆหันมามองหน้าริสตี้ที่ทำตาค้อน

เมื่อปฏิกิริยาเห็นแบบนั้นริสตี้จึงพูดต่อ “พวก...”

“พวกคุณช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับหน่อยละกันหน่อยก็แล้วกัน” คีรีสที่สวมฮู้ดโทรมๆพูดตัดหน้าริสตี้พร้อมกับทำนิ้วให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

“เอ่อ ได้ครับ” หมอคนนั้นพูดตะกุกตะกัก เพราะมกุฎราชกุมารถึงกับปลอมตัวเข้ามาบอกกับพวกเขาโดยตรง ดูถ้าข่าวลือเรื่องนั้นจะเป็นจริง

“และก็ช่วยเก็บเรื่องของผมเป็นความลับด้วยน่ะครับ” คีรีสเพิ่มจำนวนคนที่พวกหมอๆทั้งหลายต้องปิดปากเงียบอีกหนึ่งคน ถ้าเกิดเขาไม่ปิดบังตัวเองที่นี้คงวุ่นวายมากกว่านี้หลายเท่า

“ขอร้องล่ะครับ” คีรีสลับตาข้างหนึ่ง เพื่อไล่หมอไปให้หมดเพราะสิ่งที่เขาจะทำต่อจากนี้มันค่อนข้างทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองไม่น้อย

คีรีสเอามือกดคอหอยตัวเองเล็กน้อย ก่อนที่จะกดประมาณ 3 วินาที และปล่อยมือออก เขาอ้าปากกว้างพร้อมกับมือทำท่าขยายเสียง

“เข้าใจแล้วครับ เดียวจะพาไปส่งให้น่ะครับ” เสียงของเด็กผู้ชายที่พังแล้วอ่อนหวานดังออกมาจากลำคอของชายฮู้ดคนนั้น

ริสตี้ทำตาตี้ “เสียงเดิมยังทุเรศไม่เปลี่ยนเลยน่ะ คีรีส” ริสตี้พูดเยาะเย้ย

ทางคีรีสเองก็หันหน้ากลับมา คราวนี้มีใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็นหันมายิ้มให้เธอ  

“ยังใช้ใบหน้านั้นอยู่เหรอไง อุบาทว์สุดๆ” ริสตี้ทำเสียงเครียด เพราะเสียงอ่อนหวานของเด็กหนุ่มแรกแย้มมันไม่เขากับหน้าปลอมที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้นเลย ดูเป็นตาลุงหน้าบากที่ทุเรศที่สุด

“เอาเถอะครับ นอกจากใบหน้าที่เป็นของปลอม ทุกอย่างยังคงเป็นของจริง” คีรีสหน้าบากพูดปั้นหน้ายิ้ม ที่จริงใบหน้าที่เขาใช้มันตัดกับเสียงจริงของเขาค่อนข้างมาก แต่มันกับเป็นผลดีที่รูปร่างลักษณ์ภายนอกนี้ทำให้เขาทำอะไรได้สะดวกในฐานะของ ผู้ติดตามมกุฎราชกุมารระดับปลายแถว

ริสตี้อุ้มล่างของนิลขึ้นมาไว้บนไหล่ “เข้าเรื่องเลย ฉันต้องการให้แกรักษาเพื่อนของฉัน เอาให้หายเป็นปลิดทิ้งเลย” ริสตี้ใช้มือที่วางเคาะอกคีรีสก็ยังไม่วายมองไปที่นิลที่เธอรู้สึกว่าตัวของนิลมันเบาขึ้นกว่าเดิมเหมือนกับรีดน้ำหนักออก

“ผมจะทำเท่าที่ทำได้ แต่ถ้าเกิดผลแทรกซ้อนผมก็คงจนปัญญา เพราะตัวผมเองก็มีขีดจำกัดอยู่” คีรีสมองโดโรธีที่พวกหมอวางทิ้งไว้บนเตียงผ่าตัด ขาของหล่อนเต็มไปด้วยอุปกรณ์มากมายที่คณะแผลใช้ผ่าตัดเปิดเนื้อขาของหล่อนจนเห็นถึงกล้ามเนื้อที่เน่า เศษกระดูกที่ติดเชื้อ หรือแม้แต่หนังที่เกิดอาการอีเลเมนต์เป็นพิษจนปล่อยรังสีน่าอันตราย ถึงจะเป็นเขากับความรู้ที่ศึกษามาก็คงรักษาความเสียหายที่หนักมากแบบนั้นไม่ได้

“ไม่เห็นเก่งอย่างที่โม้เหม็นไว้เลยน่ะ”

“ผมไม่ใช่แพทย์ ผมสามารถถอนเชื้อร้ายทั้งหมดได้ก็จริง แต่มันรวมถึงเซลล์ที่กลายเป็นเชื้อร้ายไปด้วย ผมคงต้องบอกเลยว่า” คีรีสเลียฝีปากตัวเองเล็กน้อย “หล่อนคงไม่มีทางที่จะเครื่องไหวได้เหมือนเดิม” คีรีสพูดน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตร แต่น้ำเสียงนั้นริสตี้สามารถฟังได้อย่างแจ่มชัดกว่าใครๆ ในฐานะคนที่เคยอยู่ด้วยกัน เสียงอ่อนหวานเบาๆนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก

“เข้าใจแล้ว คงเป็นฉันที่เอาแต่ใจเกินไป ต้องขอโทษด้วย” ริสตี้ขอโทษคีรีสพร้อมกับหลับตา เธอคงจะกดดันเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ตรงหน้ามากเกินไป ก่อนที่จะโยนร่างของนิลเข้าไปในห้องที่หมอใช้ผ่าตัด

“โอย!” นิลส่งเสียงร้องทำไมริสตี้ชอบโยนเขาจัง และโยนแต่ละทีนี้ไม่หน้าก็ก้นนี้แหล่ะที่กระแทกพื้น เอาเถอะถ้าเขามีแรงเขาคงลุกเดินเข้าไปเองแล้ว ตอนนี้แค่ส่งเสียงยังยากเลย นิลมองไปยังริสตี้ที่เงาของหล่อนบังแสงสว่างจากหลอดไฟสำหรับฉุกเฉินบนเพดาน

“ทนหน่อยน่ะ เดียวมีคนรักษาให้” ริสตี้ใช้ทางถอดรองเท้าขึ้นเนื่อง ก่อนที่จะเอาใช้นิ้วเท้าโยนรองเท้าเข้าหน้าของนิลจนเขาหมดสติ  

ริสตี้เองก็เดินตามเข้าไปในห้องด้วย คีรีสเองก็ตามเข้าไป โชคดีที่เขาให้ผู้ติดตามกั้นคนออกจากห้องนี้เพียงครู่เดียว แต่เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีมันก็เพียงพอที่เขาจะไปยังห้องที่เขาจองไว้ได้สะดวก

คีรีสปิดประตูก่อนที่ห้องนี้จะปรากฏอักขระสีทองบดบังแสงไฟในห้อง

“อลังการงานสร้างจริงๆ” ริสตี้เอามือถูขาของตัวเองที่มีรอยอักขระไล่ตายตั้งแต่ปลายเท้า

“อย่าเช็ดมันออกสิ ยังงี้ผมก็เทเลพอร์ตคุณไม่ได้” คีรีสพูดพร้อมกับเอานิ้วชี้ไปยังมือของริสตี้ที่เลอะน้ำหมึกแสงสีทองที่เขาใช้ในการร่ายเวทย์

“ก็มันสกปรก!!! เวลาแกร่ายเวทย์ทีหนึ่งไม่ใช้ไอ้น้ำหมึกงี่เง่าได้ไหม ยี้!!!” ริสตี้ดูมือกับขาทีเริ่มมีลวดลายมากขึ้นที่จริงวงแหวนเวทย์แบบอักขระโบราณ มันจะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อวงจรเวทย์อักขระชโลมเป้าหมายเท่านั้น ที่จริงเธอก็ไม่ได้รังเกียจหรอกเนื่องจากอักชระโบราณจะใช้สมุนไพรหรือแร่คุณภาพดีเป็นส่วนประกอบจึงดีสำหรับผู้ถูกมันชโลม แต่มันดันเป็นของเหลวสีทองทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่มนุษย์ขับถ่ายออกมาแทน

‘หยึย!!! ไม่น่าจินตนาการเลยเรา’ ริสตี้เกือบสำรอก เธอจึงกลืนสำรอกกลับลงคอ

“ร่ายเสร็จมันก็หายไปเอง” คีรีสแบมือซ้ายและใช้นิ้วชี้ขวานวดฝ่ามือ

“ระฆังทองดังดึกก้อง” คีรีสพูดเสร็จก็เอานิ้วชี้ฟ้าก่อนที่จะดีดนิ้ว

ป๊อก ป๊อก ป๊อก!!!

“มันเสียงระฆังที่ไหน นี้มันเสียเคาะประตูโว้ย!!!” ริสตี้แย้ง

“วงจรโบราณเมื่อ 5000 ปีก่อนมันมีระบบเสียงที่มีประสิทธิภาพที่ไหนกันครับ” คีรีสพูดเวทมนตร์ที่เขาใช้เป็นอักขระโบราณที่ได้รับการคิดค้นโดยนักพฤกษศาสตร์และนักธรณีวิทยาชาวอียิปต์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งวิชาสมุนไพรการใช้เสียงดังอย่างไม่จำเป็นอาจจะทำให้ยาที่ทำมีผลข้างเคียงได้ ต้องบอกว่าคนโบราณชั่งพิถีพิถันจริงๆ

อักขระสีทองหายไปหลังจากที่คีรีสพูดจบ ห้องที่พวกเขาอยู่ก็กลายเป็นห้องโทรมๆที่มีเตียงเล็กๆตัวเดียวจากห้องผ่าตัดที่เต็มไปด้วยเลือด

“วาร์ปได้ดีจริงๆไม่รู้สึกตัวเลยว่าถูกวาร์ป” ริสตี้เอ่ยปากชม การเทเลพอร์ตของคีรีสจะเป็นการบิดเบือนมิติระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้าย ทันทีที่ร่ายอักขระจะเกิดน้ำหมึกสีทองกับจุดทั้งสองและทำการสลับช่องว่างทั้งสองในกรณีคือจุดเริ่มต้นมาร์กกิ้ง คีรีส นิล ริสตี้ โดโรธีกับของที่จำเป็นในการรักษากับจุดสุดท้าย ซึ่งก็คือมวลอากาศกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น แค่นี้ก็สามารถวาร์ปได้อย่างง่ายๆ

คีรีสดูหน้าปัดวงจรเวทย์ของเขาที่เซ็ตไว้ทุกครั้งให้มันปรากฏขึ้นหลังจากใช้เวทมนตร์เพื่อดูว่ามันมีผลกระทบอะไรต่อมิติหรือเปล่า เพราะการสลับตำแหน่งในบ้างครั้งนั้น มันอาจจะเอาสิ่งไม่สมควรบางอย่างที่ตกค้างในช่องว่างระหว่างมิติติดมาด้วย

“ไม่มีอะไรผิดปกติ” คีรีสดูวงจรเวทย์มิติสีทองที่สร้างจากหมึก ระบบของมิติก็เหมือนกับการทำงานของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ซึ่งจะมีคลื่นพลังหลากหลายชนิดทำงานร่วมกันตามอัตราส่วน การที่เขาสลับตำแหน่งของสิ่งของหรือเทเลพอร์ตในบ้างครั้งจะทำให้ระบบที่ว่าปั่นป่วน เหมือนกับเลือดคลั่งในอวัยวะภายในหรือมีสิ่งแปลกปลอมอย่างเชื้อโรคกับไวรัสหลุดเขามาให้ร่างกาย ร่างกายของมนุษย์ก็จะจัดการกับสิ่งที่ผิดปกติในทันที แต่บางทีผลกระทบก็อาจจะทำให้อวัยวะส่วนอื่นเสียหาย เหมือนกับมิติถ้ามีคนอุตริเจาะมิติจนเกิดหลุมดำตามปกติหลุมดำจะค่อยๆหายไปเอง แต่ถ้ามันใหญ่หรือหลุมดำนั้นมันมีบางอย่างผิดแปลกก็อาจจะทำให้อาณาเขตโดยรอบถูกทำลายได้ และเกิดมีแร่ที่เป็นอันตรายหรือพาหนะนำโรคที่เป็นอันตรายต่อมิติก็อาจะเกิดเรื่องร้ายแรงมาก (ที่จริงแล้วโอกาสแบบที่ว่ามันมักจะต่ำมากจนเกือบจะเป็นศูนย์ แต่การไม่ประมาทนั้นดีที่สุด)

คีรีสเก็บวงจรเวทย์ เขามองขอโดโรธีเอาจริงๆน่ะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ใช้หนอนแมลงทางการแพทย์กินเนื้อร้ายและใช้การปลูกถ่ายเซลล์ที่สกัดจากไขกระดูกผู้ป่วยในการรักษา แต่สาวน้อยคนนี้เป็นผู้ใช้พลังอีเลเมนต์ระดับสูง ความเป็นพิษของมันจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คณะแพทย์ที่ผ่าตัดบอกให้ตัดขาทิ้งเขาเองก็เห็นด้วย เพราะสมองของคนไข้จะจำลองอาการเป็นพิษไว้ และสร้างความเป็นพิษขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพวกหมอๆก็เลยจัดการอาการเป็นพิษที่สมองของคนไข้สร้างขึ้นมาเองไม่ได้

แต่!!!! เขามีผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถทำให้ผลข้างเคียงดังกล่าวกลายเป็นแค่ภาพลวงตา

“ริสต้า เอาคุณนิลวางไว้ข้างๆ ผมจะรักษาทีเดียว” คีรีสยืดเส้นยืดสายตามร่างกายเพื่อให้มีสมาธิเวลารักษา

“ไว้เหรอ?” ริสตี้อุ้มนิลขึ้นมารู้งี้เธอไม่โยนนิลหรอก อุ้มข้างไว้ยังดีกว่า

“ครับ คุณนิลมีร่างกายที่ค่อนข้างพิเศษ เขาสามารถขัดขวางการทำงานของคลื่นอีเลเมนต์ได้ในระดับหนึ่ง ถ้าใช้ดีๆก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาร่วมถึงจัดการผลข้างเคียงได้” คีรีสชี้ไปยังนิล ริสตี้อาจจะไม่เห็นแต่เขาสามารถเห็นได้ชัดเจน

“คนที่มีพลังอีเลเมนต์จะปล่อยคลื่นอีเลเมนต์ออกมาอย่างเบาบาง คนปกติสามารถต้านทานได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้หมดฤทธิ์ในทันที ร่างกายจองมนุษย์เลือกที่จะปรับสภาพให้มันเป็นกลางเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอันตรายต่อระบบอวัยวะภายใน กรณีของนิลคืออนุภาคที่เข้าใกล้ร่างกายของเขากลับเจือจางมาก และยิ่งเข้าใกล้อนุภาคของอีเลเมนต์เองก็ไม่แสดงผล แสดงว่าเขาสามารถทำให้อนุภาคอีเลเมนต์หยุดการทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

“หวังว่าจะไม่ได้โม้น่ะ?   ………!!!!” ริสตี้ทำท่าจะโยนนิลลงบนเตียงหยุดอยู่กับที่ สายตาของริสตี้กระทบกับตาของคีรีส

“มีอะไรไม่เข้าใจเหรอครับ” คีรีสมองหน้าริสตี้ด้วยความสนใจ ปกติผู้หญิงตรงหน้าเป็นคนมีกึ๋น แต่ตอนนี้กับทำหน้าเหมือนกับกำลังจะสำรอก

 

หางคิ้วของริสตี้เด้งขึ้นก่อนที่เธอจะกระทืบเท้าเสียงดังอย่างไม่พอใจ

“เจ้าบ้า! มันมีเตียง!! เตียงเดียว!!! แล้วฉันจะวางเขาที่ไหนเล่า!!!!”

“เออ ขอโทษครับ พอดีลืมนึก” คีรีสนึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะเทเลพอร์ตเตียงมาเพิ่ม ดันลืมเรื่องพื้นฐานธรรมดาๆแบบนี้ เวรกำจริงๆ!!!




NEKOPOST.NET