P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 69 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.69 - ไว้ใจได้แน่นอน (3)


ตูม!!!

วินเซนต์เพิ่งได้สติหลังจากที่สลบจนฝันถึงเรื่องเก่าๆ แต่ตามความเป็นจริงต้องบอกว่าเขาฟื้นเพราะถูกเวทมนตร์ของมุขนายกอัดใส่ต่างหาก

“คุณครับไม่เป็นอะไรน่ะครับ” นิลหันหลังกลับมาถามด้วยความเป็นห่วง ผู้หญิงตรงหน้าใช้มือผลักอะไรบางอย่างใส่เขา เขาจึงคิดใช้ร่างกายป้องกันมันเอาไว้เพราะมีคนเจ็บอยู่ข้างหลัง แต่มันกลับทะลุผ่านตัวของนิลจนชนเข้ากับวินเซนต์ที่สลบอยู่จนเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“ไม่ต้องสนใจฉันหรอกเจ้าหนู ช่วยเด็กคนนั้นซ่ะ” วินเซนต์ใช้เวทมนตร์ยกแขนขึ้นเพื่อให้ชี้ไปยังตัวหญิงสาว

“ครับ แต่เหมือนคนตรงหน้าจะไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้” นิลเอามือลูบหน้าตัวเองด้วยความกลัว เมื่อกี้เขาชกผู้หญิงตรงหน้าเต็มแรกก็จริงอยู่ และเห็นลงไปนอนกองบนพื้น แต่เหมือนเธอจะไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิด แถมยังใช้ทริกอะไรสักอย่าง ตอนนี้แผลของเธอหายหมดแล้ว ชักเสียวๆยังไงชอบกล

“อย่าไปกลัว ลุยเข้าไป ฉันจะระวังท้ายไว้ให้” วินเซนต์เองก็ใช้เวทมนตร์กับตัวเองเหมือนที่มุขนายกทำ เดิมการดวลสำหรับผู้ใช้เวทย์จะจบลงภายในยกเดียว แต่พอมีคนเข้ามาขัดจังหวะ มันก็ทำให้มีเวลามากพอที่เขาจะใช้เวทมนตร์ฟื้นฟูกับตัวเอง ตอนนี้เข้าสามารถขยับท่าพื้นฐานได้

ถ้าให้เด็กคนนี้ช่วยคงสามารถเปิดโป่งเรื่องที่มุขนายกทำเอาไว้ได้ทั้งหมด แต่ก่อนอื่นต้องจัดการเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘โดโรธี’ เสียก่อน

“ครับ” นิลตั้งท่าขึ้นพร้อมต่อย ถึงเขาจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ก็เถอะ แต่เขารู้สึกได้เลยว่าหัวใจมันร้อนรุ่มเหมือนกับจะบอกว่าให้ชกคนข้างหน้าให้เละไปเลย ‘ความรู้สึกนี้คงเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับของริสตี้’

วินเซนต์เอามือวางบนแผ่นหลังของนิลจนนิลตัวสะดุ้ง “ทำตามที่ฉันบอก ไว้ใจได้แน่นอน” วินเซนต์ตอบประโยคนี้ออกไปตอนที่เขาสัมผัสร่างของเด็กหนุ่ม เขาก็พบว่านี้มันสุดยอด มันทรงพลังมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก ไม่สิจะบอกว่าทรงพลังมากกว่ามันไม่ถูกต้องบอกว่า มันเกิดระดับความเข้าใจ และสามัญสำนึกของมนุษย์

“ไว้ใจได้แน่นอน?” นิลรู้สึกเสียวสันหลังวาบถึงจะพูดแบบนี้ก็เธอ แต่ผู้หญิงตรงหน้าเหมือนจำร่ายอะไรบางอย่างที่เขามองไม่เห็น ส่วนคนที่อยู่ข้างหลังของเขาก็เจ็บไปทั้งตัว แต่ที่สำคัญที่สุดคือ โดโรธีเธอคงจะไม่ไว้แล้ว

มุขนายกที่กำลังคว่ำมืออยู่วางมือลง ก่อนที่จะจับชายเสื้อยาวของตัวเอง

“มันคงจะเสียมารยาท ถ้าไม่แนะนำตัว ดิฉัน โคโมเอะ ยูเรียล แห่งวาติกัน ลำดับขั้น มุขนายก” มุขนายกแนะนำตัว

“เออ ถ้าแบบนั้น” นิลยืนตัวตรงก่อนที่จะทำท่าวันทยาหัตถ์

“ผมนิล สมาชิกใหม่ของกลุ่ม สการ์เล็ต” นิลแนะนำตัวตามอีกฝ่าย

มุขนายกเก็บมือจากการทักทายในทันที เมื่อกี้เธอจงใจถามเด็กหนุ่มผมแดงตรงหน้าเพื่อวิเคราะห์ความสามารถผ่านนิสัยกับบทพูด และสามารถสรุปได้ 3 พยางค์ คนตรงหน้ามันโง่มาก

“ถ้าแบบนั้นก็คุมที่จะลอง” มุขนายกชี้นิ้วใส่วินเซนต์ก่อนที่ยิงไฟฟ้าเล็กๆใส่

“ระวังครับ!!” นิลเอาตัวเขาไปขวางวินเซนต์

เปรี้ยง!!!

วินเซนต์โดนมนต์ไฟฟ้ายิงใส่จนหลังโก่งแถมร่างกายยังเกิดอาการชาเล็กน้อย “อุ๊บ” วินเซนต์กัดปากตัวเองจนเลือดออกเพื่อไม่ให้สติหลุด เวทย์ไฟฟ้าจะมีพลังทำลายทางกายภาพต่ำกว่าเวทย์โจมตีชนิดอื่นก็จริง แต่มันทำให้ร่างกายชา สมองถูกกระแสไฟฟ้ารบกวนจนหมดสติและไฟฟ้ายังทำให้ระบบประสาทอื่นๆทำงานผิดพลาด

“เป็นอะไรมากไหมครับ” นิลถามวินเซนต์แต่เขาก็ไม่กล้าละสายตาจากคนตรงหน้า เพราะหล่อนอาจยิงของแปลกๆใส่อีก

“อย่างที่คิดจริงๆ” มุขนายกเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่ถูกชกเธอถึงบาดเจ็บกว่าที่คิดทั้งที่เธอใช้เวทมนตร์ป้องกันเคลือบร่างกายเอาไว้ แถมวงจรเวทย์บริเวณผิวหนังยังทำงานผิดปกติยังกะคอมพิวเตอร์ติดไวรัส

เด็กคนนั้นไม่รับผลของเวทมนตร์ไม่ใช้เพราะต้านทาน แต่เวทมนตร์มันทะลุผ่านไปเลย ความสามารถแบบนี้เมื่อสัมผัสกับวงจรเวทย์มันจะทำให้วงจรปั่นป่วน เพราะพลังเวทมนตร์ตรวจจับสิ่งตรงหน้าได้แต่ทำปฏิกิริยาไม่ได้จนเวทมนตร์เกิดสงสัยและคิดว่าตรงหน้าไม่ใช้เป้าหมายและจะย้อนพลังเข้าหาผู้ใช้แทน

มันจึงพิสูจน์ได้ว่าทำไมเธอถึงบาดเจ็บหนักกว่าปกติ แต่มันก็แค่เล็กน้อยเท่านั้นนั้นที่เธอทำก็แค่คลายวงจรและสร้างใหม่ แค่นี้ก็ทำให้ความสามารถของเด็กหนุ่มไร้ผล และถ้าตามที่เธอคิดไว้ เธอก็รู้วิธีจัดการเด็กคนนี้ได้แล้ว

“มีร่างกายที่น่าสนใจ แต่ถ้าเก็บตอนที่ตายแล้วน่าจะดีกว่า” มุขนายกชี้นิ้วทั้งสิบไปยังวินเซนต์ และร่ายเวทย์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ใส่

“ของใหญ่น่ะครับเนี่ย” นิลมองลูกบอกแสงไฟฟ้าขนาดเกือบ 2 เมตรที่ส่งเสียงน่ากลัวสุดๆ แต่เมื่อกี้หล่อนจะยิงอะไรบางอย่างใส่ แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น

“เจ้าหนูระวัง!!” วินเซนต์ที่ฟื้นตัวจากอาการชาสังเกตได้ถึงความผิดปกติ เขาชกเข้าที่แผ่นหลังของนิลเพื่อให้นิลสะดุ้งตัว เขาจึงกดหัวของนิลลง เพื่อหลบแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ที่พุ่งใส่นิล

“ฉลาดไม่เลวเลยนิวินเซนต์ ถ้าแกไม่ช่วยล่ะก็ ปานนี้เจ้าเด็กนั้นหัวขาดไปแล้ว” มุขนายกเอยปากชมวินเซนต์ที่อ่านวงจรเวทมนตร์ของเธอออก

คร๊อบ!!! แผ่นเหล็กพุ่งเข้าไปในลูกบอกไฟฟ้าและถูกบดขยี้กลายเป็นเหล็กก่อนเล็กๆในทันที และนอกจากเหล็กแผ่นแล้วยังมีเหล็กเส้น โลหะนานาชนิด และอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าต่างก็ถูกดูดเข้าไปในลูกบอลไฟฟ้า

“เวทมนตร์หลุมดำจำลอง เจ้าหนูของยืมหลังหน่อยน่ะ” วินเซนต์ประกบมือ เพราะเขาจำเป็นต้องใช้มนตร์แม่เหล็กไฟฟ้าอีกประเภทต่อต้านมัน แต่เขาจำเป็นต้องมีที่เหยียบที่มั่นคง ตอนนี้หลุมดำจำลองเริ่มดูดอย่างอื่นที่ไม่ใช่โลหะแล้ว อีกไม่นานก็คงกลายเป็นหลุมดำของจริง

“โอ้ย หลุมดำจำลอง!?” นิลที่ได้ยินตั้งท่าก่อนที่วินเซนต์จะใช้หลังของเขาชนหลังของนิลเอาไว้ เพราะเด็กคนนี้ไม่รับผลของแรงดูดมหาศาล เขาน่าจะใช้เป็นที่ยืนที่มั่นคงได้สักระยะ

“ใช่ แม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังจนดูดและบดขยี้ทุกอย่างด้วยแรงอัดมหาศาล ถ้าขืนปล่อยเอาไว้มันจะกลายเป็นหลุมดำของจริง” วินเซนต์อธิบาย ขืนปล่อยไว้แบบนี้เขาจะถูกดูดเข้าไป ส่วนเด็กที่ชื่อ ‘นิล’ คนนี้จะถูกข้าวของต่างๆอัดจนเป็นเศษเนื้อ

“เว้อ!!” นิลเริ่มเสียสมดุล เพราะชายที่อยู่ข้างหลังเริ่มดันตัวเขาเรื่อยๆ และแรงก็มากขึ้นๆ

“เจ้าหนูฟังน่ะ ทันทีที่แผ่นหลังของพวกเราหลุดจากกัน เธอก็รีบวิ่งไปทางฝั่งซ้าย” วินเซนต์ชาร์จบอลไฟฟ้าที่มือทั้งสองข้าง ลูกซ้ายสีขาวและลูกขวาสีแดง

“คะ ครับ” นิลเริ่มยืนอย่างไม่มั่นคงเพราะพื้นแตกเป็นชิ้นๆ ถึงร่างกายของเขาจะไม่ได้รับผลอะไรทั้งสิ้นก็จริง แต่เขาเองก็ไม่ได้โง่พื้นถูกแรงดูดจนมันพยายามเข้าไปที่หลุมดำ จนเขาเท้าลอยขืนปล่อยไว้นานกว่านี้เขาถูกดูดเข้าไปแน่ๆ

“ได้เวลาแล้วสิน่ะ” มุขนายกดูลูกบอกไฟฟ้าที่หายไปจนเกิดหลุมอากาศสีดำขนาดเล็กที่ดูดทุกอย่างเข้าไปข้างใน

“ว้าก!! ถูกดูดแล้ว” นิลตะโกน เขาถูกดูดเริ่มถูกดูดเข้าไปในหลุมประหลาด สมดุลเริ่มสั่นคลอนยิ่งมีคนแปะอยู่ข้างหลังเป็นภาระอีก เขาก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก

“ใจเย็นๆ” วินเซนต์ใช้เวทย์ผลักช่วยควบคุมทิศทางของตัวเขาให้สมดุลมากที่สุด หลังของเขาติดกับนิลในแนวขนาน และค่อยควบคุมไม่ให้นิลเสียสมดุลตอนเริ่มถูกมิติดูด สิ่งเดียวที่ตัวเขาต้องการในตอนนี้คือเวลาขอเวลาอีกนิด

“อย่างที่คิดเวทมนตร์ทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ถ้ามิติถูกเจาะรูแบบนี้ เธอก็ไม่อาจหลบหนีจากกฎของมิติได้” มุขนายกวางมือ เพราะตอนนี้หลุมดำได้ที่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องควบคุมมัน ปล่อยมันไปตามธรรมชาติพอเวลาผ่านไป หลุดดำขนาดเล็กทางมิติจะทำให้ให้ช่องว่างเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ (หรือก็คือหลุมดำจะหายไปเองตามกาลเวลา)

‘แต่ฉันก็อย่างรู้จริงๆว่าแกจะใช้อะไร’ มุขนายกทำท่าครุ่นคิด เธอเองก็รู้ว่าวินเซนต์เริ่มร่ายมนตร์บทใหญ่เพื่อทำลายหลุมมิติ

เดิมทีก็คิดจะขัดขวางอยู่หรอก แต่ชายหนุ่มตรงหน้าที่วินเซนต์มั่นใจมากเหมือนเป็นอาวุธลับทำให้เธอไม่กล้าเสี่ยง เธอไม่แน่ใจว่านอกจากความสามารถในการปล่อยให้เวทมนตร์ทะลุผ่านไปแล้ว เขาคนนั้นยังมีความสามารถอื่นที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์หรือไม่

เพื่อความแน่ใจเธอเลยใช้หลุมดำเป็นขอพิสูจน์ถึงเวทมนตร์บทนี้มันจะออกฤทธิ์ช้า แต่ก็แน่นอนกว่ามนตร์บทอื่นๆขณะต่อกรกับศัตรูที่ไม่อาจระบุความสามารถ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มากที่สุดด้วย

วินเซนต์ชาร์จพลังงานมหาศาลไว้ในลูกแก้วทรงกลมสีขาวขุ่นขนาดเล็ก นิลเองก็สนใจเหมือนกันเขาเลยหันไปมองแวบหนึ่งก่อนที่จะตกใจกับลูกแก้วที่เขาจะคุ้นเคยกับมันมาก ในที่สุดวินเซนต์ก็ดันตัวเองออกจากหลังของนิล

…..!

นิลทำตามที่วินเซนต์บอก ทันทีที่เขาทั้งสองแยกจากกัน นิลก็วิ่งไปทางฝั่งซ้ายเข้าหามุขนายก

“เข้าใจล่ะ” มุขนายกตบมือ เจ้าวินเซนต์รู้ทิศทางการดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของหลุมดำดี เนื่องจากมิติต้องการให้หลุมมิติหายไป มันจึงจำเป็นต้องให้หลุมดำสร้างแรงดึงดูดในเชิงก้นหอยเพื่อที่จะสร้างภาระกับตัวมิติให้น้อยที่สุด มันก็เลยให้เด็กคนนั้นวิ่งเข้าทางด้านขวาของเธอ ซึ่งการที่วิ่งเข้ากับแรงดึงดูดจะทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นไม่พอ ยังไม่ถูกสิ่งของอื่นๆชน สร้างความได้เปรียบในเชิงการบุกได้ไม่เลว แถมยังใช้หลักจิตวิทยาอย่างการเอาหลังชนกัน และตัวของวินเซนต์เองก็จะสามารถทำมุมให้พอดีเพื่อให้เด็กคนนั้นวิ่งไปยังมุมที่เข้าต้องการได้อย่างแยบยล สมแล้วที่เป็นมือหนึ่งของโฮลี่กราวด์

แต่ว่ามันยังไม่พอหรอก........

มุขนายกเอามือล้วงเข้าไปในหลุมดำในทันที ท่ามกลางความตกใจของวินเซนต์ เพราะถึงแม้มุขนายกจะเป็นคนร่ายและใช้เวทมนตร์ต้านแรงดึงดูดค่อยค้ำจุ้นก็น่าจะรู้ตัวว่าตัวเองก็ยังเป็นคนที่ยังอยู่ในกฎของมิติ แต่เธอกลับเอามือล้วงเข้าไปดื่อๆแบบนั้นเวทมนตร์ต่อต้านที่ทรงพลังมากก็ไม่มีทางต้านแรงดูดของมิติได้ ทำแบบนี้มันฆ่าตัวตายชัดๆ

มุขนายกยิ้มให้วินเซนต์ก่อนที่เธอจะหยิบดาบสีเงินเล่มหนึ่งออกมา สร้างความตกใจให้วินเซนต์มากกว่าเดิม แต่ไม่ทันคิดอะไรมากมุขนายกก็ใช้มันฟันนิลแล้ว

“อ๊าก!!” นิลถูกฟันเข้าที่ท้องน้อยข้างซ้ายเต็มๆจนล้มลง นิลเอามือปิดบาดแผลที่ท้องของตัวเองที่มีเลือดไหลไม่หยุด

“พลังทำลายวงจรมากกว่าที่ฉันคิดเสียอีก น่าสนใจจริงๆหนุ่มน้อย” มุขนายกดูดาบเงินที่บิดเบี้ยวผิดรูปเหมือนกับหญ้าคา เพราะตอนที่ฟันร่างของเด็กคนนี้ดาบเงินที่สร้างด้วยเวทมนตร์ และเคลือบด้วยพลังต้านแรงดึงดูดถูกทำลายลงทันทีที่สัมผัสตัว มันก็เลยเสียรูปทรงและถูกแรงดึงดูดๆจนผิดรูป

“เธอถือว่าโชคดีน่ะเนี่ย หนุ่มน้อย” มุขนายกก้มลงดูบาดแผลของเด็กหนุ่มที่โดนฟันจากดาบที่บิดเบี้ยวผิดรูป ส่วนคมจึงเฉือนเข้าเนื้อไปเพียง 4 เซนติเมตรเท่านั้น และกระดูกซี่โครงอาจจะร้าวทั้งแถบ แต่ก็ไม่ถึงกับหัก แค่ตัวไม่ขาดก็ถือว่าไม่เลว

“ส่วนวินเซนต์เธอเองก็ฉลาดไม่เบาน่ะ” มุขนายกพูดก่อนที่จะหันไปมองวินเซนต์ที่ลอยนิ่งกลางอากาศ “ใช้เด็กคนนั้นเป็นตัวล่อ และวิ่งอ้อมเข้าสู่ใจในอีกทิศหนึ่งก็ฉลาดไม่เลว แต่ว่า...” มุขนายกหมุนตัวกลับไปทางนิลก่อนที่จะแบมือ

ตูม!!!!

“ที่สุดยอดที่สุดก็คือการใช้ร่างปลอมพร้อมกับการล่องหนนี้แหล่ะน่ะ” มือของมุขนายกมีคลื่นพลังสั่นสะเทือนก่อนที่ร่างของวินเซนต์ที่ล่องหนอยู่จะปรากฏตัวออกมา และร่างของวินเซนต์ที่อยู่ก่อนหน้าก็ได้สลายหายไป

วินเซนต์อาศัยจังหวะที่นิลวิ่งเข้าไปหายตัวก่อนที่จะแอบไปทางด้านหลังของนิลเพื่อลอบโจมตี เขาพุ่งตัวเหมือนเหยี่ยวห่างจากหน้าของเขามีลูกแก้วสีขาวขุ่นที่ปล่อยพลังงานมหาศาลต้านกับมุขนายก

“สมที่เป็นเธอจริงๆประมาทไม่ได้” วินเซนต์ใช้พลังของเขาที่ยังเหลือทั้งหมดเข้าชนกับมุขนายกตรงๆ เพราะถึงพรสวรรค์ของมุขนายกจะสูงกว่าเขาหลายเท่า แต่จากการใช้เวทมนตร์ที่ใช้พลังมากอย่าง เถ้าธุลีต้องสาป เวทมนตร์หลุมดำจำลอง และยังต้องแบ่งพลังเพื่อใช้เวทมนตร์ต้านแรงดึงดูดอย่างต่อเนื่อง เธอคงไม่มีพลังมากพอที่จะปะทะกับเขาซึ่งๆหน้าได้อย่างแน่นอน

มุขนายกมองเข้าไปในดวงตาของวินเซนต์ก่อนที่จะเก็บมือ “ถูกต้อง ฉันไม่เหลือเวทมนตร์มากพอที่จะต่อกรกับเธอได้แม้แต่นิด” มุขนายกพูดจบก็ทิ้งตัวเข้าไปหาวินเซนต์ “งั้นก็มาแลกกันหน่อยไหม”

วินเซนต์สงสัยกับท่าทางของมุขนายกที่เลือกทิ้งตัวมาหาเขาแทนหลบการโจมตี

วินเซนต์รู้ดีว่ามันอาจเป็นกับดัก แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกเหลือ เพราะแรงดึงดูดที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากหลุมมิติที่หายไปทำให้เขาเสียสมดุล

 ตอนนี้เขาจึงไม่สามารถหลบได้การตอบโต้ของหล่อนได้ ในตอนนี้มีเพียงการแลกกับมุขนายกเท่านั้นอย่างน้อยก็ต้องสร้างแผลที่ทำให้มุขนายกไม่สามารถใช้เวทย์ฟื้นฟูได้ก็พอ

วินเซนต์ทุ่มการโจมตีสุดตัวเหมือนกับมุขนายกที่พุ่งสุดแรง แต่ทันทีที่พลังของวินเซนต์สัมผัสกับร่างของมุขนายกมันกลับทะลุผ่านตัวไป วินเซนต์อึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“ทำได้แบบนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วล่ะ” ทันที่พูดประโยคนี้จบร่างของวินเซนต์ก็ทะลุตัวของมุขนายกไปครึ่งตัวแล้ว

“ได้ยังไง หรือว่า!!!” วินเซนต์มองไปยังมุขนายกและมองไปยังโดโรธีที่อยู่ในของเหลว

“เป็นเกียรติมากที่ถูกดิฉันสังหารในการต่อสู้” โดโรธีโค้งคำนับ ต่อร่างของวินเซนต์ที่ตกลงสู่พื้น ตัวของวินเซนต์ขาดสองท่อน แต่ที่น่าแปลกคือสำตัวส่วนท้องหายไปโดยสิ้นเชิงเหลือเพียงช่วงอก กับท่อนล่างของตัวเท่านั้น

วินเซนต์หายใจร่วนริน เลือดจำนวนมากไหลไม่หยุด เขารู้แล้วว่าทำไมมุขนายกถึงมั่นใจมากขนาดนี้

วินเซนต์เหล่มองไปยังโดโรธี เขาไม่นึกเลยว่า เถ้าธุลีต้องสาปในตำนานจะมีความสามารถแบบนี้อีกด้วย ชั่งเป็นเวทมนตร์ที่อันตรายจริงๆมิน่าล่ะ พระองค์สันตะปาปารุ่นแรกถึงได้ตรัสห้าม

“อย่างน้อยก็อย่างให้ตายตาหลับ ถูกต้อง! เถ้าธุลีต้องสาปนอกจากจะเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นคำสาปสังหารหมู่ไม่แพ้ไวรัสที่เหล่ามนุษย์ชั้นต่ำใช้กัน มันยังสามารถทำให้ฉันสามารถใช้ความสามารถของผู้มีพลังอีเลเมนต์ได้ด้วย” มุขนายกอธิบายในอดีตเธอเคยใช้มันอยู่หลายครั้งเพื่อสืบหาสิ่งที่เธอต้องการหรือไม่ก็ทำลายล้างประเทศทั้งประเทศ ในที่สุดเธอรู้ว่านอกจากใช้เป็นอาวุธล้างชีวิตได้แล้ว

มันยังสามารถเชื่อมคลื่นพลังอีเลเมนต์ของผู้รับคำสาปโดยตรง และในฐานะที่เธอเป็นคนใช้มนตร์บทนี้กับเด็กสาวที่สามารถใช้พลังอีเลเมนต์ มุขนายกจึงสามารถใช้พลังของเด็กสาวได้สบายๆ

“พลังเหมือนกับอาเฟียร์ทุกอย่าง” มุขนายกนึกถึงเวลาที่เธอใช้พลังนี้ ร่างของเธอสั่นสะท้าย ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความดีใจ ยิ้มแก้มปริ ฟันสีขาวของเธอสะท้อนกับแสงไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้องที่ถูกทำลายย่อยยับ

“ในที่สุดฉันก็ได้มันกลับมา เคี๊ยก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!!” มุขนายกระเบิดเสียงหัวเราะเสียงดังลั่นด้วยความสะใจ “ความรู้สึกแบบนี้ใช้ความรู้สึกแบบนี้ ชั่งสุดยอด ชั่งรู้สึกดีอะไรแบบนี้” มุขนายกหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ตอนที่เธอทดสอบใช้คำสาปนี้กับอาเฟียร์และได้ความสามารถนี้มาโดยบังเอิญ มันสุดยอดมาก สุดยอดจนไม่อาจอธิบายได้แม้แต่นิด ไม่มีใครต่อกรเธอได้แม้แต่คนเดียว แม้แต่องครักษ์ของพระสันตะปาปาก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ จนเธอสามารถไต่เต้าจนถึงตำแหน่งมุขนายกแห่งวิหารนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ยศศักดิ์เป็นรองเพียงพระสันตะปาปาแห่งโรมเท่านั้น

เมื่อเห็นทุกอย่างเป็นไปตามแผนเธอจึงกำจัดอาเฟียร์ทิ้ง จนได้รู้ข้อเสียของ เถ้าธุลีต้องสาปเมื่อผู้ทำสัญญาตาย ความสามารถของอาเฟียร์ที่เธอได้มาก็หายไปทั้งหมด อาเฟียร์ ตอนนั้นเธอรู้สึกเสียดายมากที่บังเอิญทิ้งความสามารถนั้นไป

ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่ได้รับความรู้สึกแบบนี้คืนมาซ่ะแล้ว แต่นี้เธอกับโชคดีเจอ ‘ลูก’ ที่สืบสายเลือดของอาเฟียร์ เนื่องจากเธอเคยใช้พลังของอาเฟียร์มาก่อนจึงสามารถรู้ได้เลยว่าเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าโดโรธีเป็นลูกของอาเฟียร์ที่มีพลังแบบเดียวกันกับอาเฟียร์คนเป็นแม่อย่างแน่นอน

เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าความสามารถอีเลเมนตร์จะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากแม่สู่ลูกได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็จะสามารถใช้ความสามารถนี้ได้ตลอดตราบเท่าที่สายเลือดที่เป็นต้นกำเนิดความสามารถยังคงอยู่

หมับ!

วินเซนต์ที่ตัวขาดครึ่งใช้มือขวาเปื้อนเลือดจับที่ข้อเท้าของมุขนายกไว้

“ยังไม่ยอมตายหรือไง” มุขนายกเตะมือของวินเซนต์ออก ก่อนที่จะใช้กระดาษชำระที่พกไว้ตลอดเวลาก้มตัวลงเช็ดคราบเลือดที่เลอะออกให้หมด เพราะรอยเลือดของคนที่กำลังจะตายด้วยความทรมานก็เป็นตัวตั้งต้นของคำสาปได้เหมือนกัน

แต่ทันทีที่เธอลุกขึ้น มวลเลือดของวินเซนต์ที่ไหลนองพุ่งใส่มุขนายก

“เล่นแบบนี้เหรอ? ได้!” มุขนายกใช้พลังอีเลเมนต์ทำให้มวลเลือดทะลุผ่านไป แต่ทันทีที่ทะลุผ่านมวลเลือดก็กลายเป็นบอลเลือดบดบังทัศนวิสัยทั้งหมดของมุขนายก

“ถึงคุณจะทะลุผ่านได้ทุกอย่างจนผมทำอะไรคุณไม่ได้ แต่ผมก็ยังไม่ตายน่ะครับ” วินเซนต์ใช้แขนซ้ายยันร่างกายเอาไว้ และใช้มือขวาร่ายเวทย์ อย่างน้อยก่อนที่จะตายก็ต้องขัดขวางมุขนายกให้ถึงที่สุด การใช้เวทมนตร์ควบคุมเลือดบดบังทุกอย่างของมุขนายกถึงหล่อนจะสามารถทะลุผ่านมิติได้ แต่ถ้าเขาใช้เวทมนตร์ควบคุมมวลเลือดให้กลายเป็นบอลเลือดและหมอกเลือดเพื่อให้มองเห็นไม่ชัดสำหรับมุขนายกที่พลังเวทมนตร์เหลือน้อยก็พอจะซื้อเวลาได้นิดหน่อย

วินเซนต์ใช้สติที่มีทั้งหมดสัมผัสตัวต้นของมุขนายก เขาเคยจัดการเด็กสาวเจ้าของความสามารถมาก่อนก็เลยรู้ว่าถึงจะซ่อนตัวในช่องว่างระหว่างมิติจนตรวจจับไม่ได้แต่ยังรู้สึกได้ถึงความแปรปรวนของอนุภาคอีเลเมนต์ เขาเลยใช้ความแปรปรวนแบบเดียวกันตรวจจับตัวต้นของมุขนายก ตราบเท่าที่ยังรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน เขาก็แค่ใช้มวลเลือดที่เดิมทีมีธาตุเหล็กอยู่แล้วผสมกับโลหะหนักบดบังทัศนวิสัยบริเวณนั้นซ่ะ

“อยากรู้จริงว่าจะทำอะไรต่อ?” มุขนายกที่รู้ดีว่าตัวเธอเองไม่เหลือพลังเวทย์และถูกบดบังทัศนวิสัยแบบนี้คงทำอะไรไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจนั่งลงกับพื้น แต่เธอก็ยังไม่ประมาท เพราะเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกเธอโจมตีจนลงไปนอนครวญครางอาจจะลุกขึ้นมาตอนไหนก็ได้ เธอจับเป็นต้องระวังไว้เพราะความสามารถของเด็กนั้นอาจจะโจมตีเธอได้เหมือนกับกรณีที่เถ้าธุลีต้องสาปส่งผลต่ออีเลเมนต์ ความสามารถของเด็กนั้นก็อาจจะส่งผลต่อเธอในกรณีนี้ได้เช่นกัน

หมับ!!

มุขนายกรู้สึกได้ถึงแรงจับที่แขนขวา แต่เธอกลับมองไม่เห็นสิ่งที่มาจับ เธอเห็นเพียงรอยนิ้วสีเลือดที่แขนเท่านั้น

“หรือว่า!!!?” มุขนายกใช้ความสามารถของโดโรธีเพื่อสะบัดสิ่งที่ถูกจับออก แต่มันไม่หลุด!! และยังรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่เธอเบ่งพลัง

ฉัวะ!!!!

อึ๊ก!!!!

แขนขวาของมุขนายกขาดจนเลือดสาดกระเซ็นหลังจากที่เธอปล่อยพลังจนถึงขีดสุด เธอร้องเสียงหลงออกมา และเมื่อวินเซนต์ได้ยินเสียงร้องเสียงหลงของมุขนายก เขาจึงคลายพลังออกทั้งหมด

ม่านเลือดหายไปปรากฏคนที่กำลังยืนอยู่สองคน

“แฮ่กๆ นี้แก!!!!” มุขนายกเอามือซ้ายบีบแขนขวาเหนือแผลเพื่อห้ามเลือด พร้อมกับกัดฟันด้วยความเครียดแค้น

“ผมทำได้!?” นิลมองไปยังมุขนายกก่อนที่จะมองที่มือซ้ายของตัวเองที่ยังจับแขนของมุขนายกไว้แน่น ก่อนที่เขาจะคลายมือทำแขนข้างนั้นตกพื้น เพราะตกใจกับเลือดจำนวนมากที่เลอะมือของเขา

มุขนายกที่เสียเลือดมากมองไปยังแผลที่ท้องของนิลก็พบว่าแผลมันเล็กว่าตอนแรกมาก เธอเลยรู้ว่าเธอพลาดแล้ว

“วินเซนต์ ฉันแพ้แกสิน่ะ” เข่าของมุขนายกกระแทกพื้น เธอไม่สามารถต่อสู้ได้แล้วด้วยสภาพของเธอในตอนนี้ที่วงจรเวทย์ถูกทำลายและปริมาณพลังไม่เหลือ เธอเองก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์รักษาได้ แค่สมานแผลไม่ให้เลือดออกมากกว่านี้ก็เต็มกลืน

“ทำได้ยังไง” มุขนายกที่เหงื่อกาฬไม่หยุด มองไปยังนิลที่มีน้ำตาไหลอาบแก้ม

“เขาช่วยล่อคุณเอาไว้” นิลพูดก่อนที่จะมองไปยังวินเซนต์ที่ยิ้มเล็กๆทั้งที่ตัวขาด

“งั้นเหรอ ถ่ายทอดดารา สิน่ะ” มุขนายกพูดชื่อบทเวทย์ที่เธอพอจะคิดได้ เวทมนตร์ที่ทำการสร้างร่างเทียมของเป้าหมายที่มีคุณสมบัติเหมือนกับร่างต้นทุกประการ แต่จะมีพลังน้อยกว่า และถ้าร่างเทียมได้รับบาดเจ็บ ร่างต้นก็จะได้รับบาดเจ็บในอัตราที่น้อยกว่าร่างเทียม เธอไม่คิดเลยว่าวินเซนต์จะร่ายเวทย์ใส่เด็กคนนั้นดูถ้าโกคนนั้นจะมีความสามารถแบบอีก

“ถูกครับ ถ่ายทอดดารา” วินเซนต์พูดก่อนที่จะกระอักเลือดสดๆออกมาทำให้นิลต้องรีบเขาไปดูอาการของเขา “อย่าเพิ่งพูดน่ะครับ ไม่งั้นอาการของคุณจะ...” นิลพยายามที่จะหยุดเลือดแต่ลำตัวของวินเซนต์ขาดครึ่ง ทุกทีล้วนเต็มไปด้วยเลือดจนเขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง

วินเซนต์วางมือของตัวเองลงบนมือของนิลพร้อมกับส่ายหน้าด้วยใบหน้าที่ไร้เรี่ยวแรง “ฉันไม่รอดแล้ว” คำพูดของวินเซนต์ทำให้นิลน้ำตาทะลัก

“อย่าพูดแบบนั้น มันเหมือน มันเหมือน....” นิลปวดหัวก่อนที่จะมีภาพของคนๆหนึ่งอยู่ตรงหน้าเขาแทนวินเซนต์ มันเป็นภาพของคนที่นอนจมกองเลือดที่นอนอยู่ในอ้อมกอกของเขา ภาพนั้นทำให้นิลแสดงสีหน้าปวดร้าวพร้อมกับน้ำตาไหลอาบแก้มเพราะมันเป็นภาพที่เขากลัวมากที่สุด

วินเซนต์มองที่ใบหน้าของนิลก่อนที่จะใช้แรงทั้งหมดชี้ไปยังโดโรธี “เธอต้องช่วยเด็กคนนั้นให้ได้” วินเซนต์ทิ้งแขนของตัวเองที่ไม่สามารถใช้การได้แล้วเพราะตอนนี้ไม่มีเลือดเข้าไปเลี้ยงแขนข้างนั้น

นิลมองไปยังโดโรธีที่ถูกแช่ในของเหลวก่อนที่จะหันมามองที่วินเซนต์

“ผมทิ้งคุณไว้ไม่ได้” คำพูดของนิลทำให้มุขนายกที่นั่งฟังอยู่แล้วเกิดความสนใจ

“หึๆ ฮ่าๆ” มุขนายกหัวเราะก่อนที่จะใช้เสกเวทย์ไฟเผาแผลของตัวเองให้เลือดหยุดไหล เธอหัวเราะด้วยความเจ็บปวด แต่สำหรับเธอแล้วเพื่อเป้าหมายความเจ็บปวดแค่นี้นั้นไม่คณามือเธอแม้แต่นิด

“ได้เจอเด็กแบบเธอนี้มัน...” มุขนายกบ้วนเลือดในปากออก นอกจากแขนที่ส่งกลิ่นไหม้เกรียมแล้วร่างกายยังปวดร้าวเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เธอที่วงจรเทมนตร์เสียหายทุกครั้งที่ใช้เวทมนตร์ร่างกายก็ต้องรับภาระมากผิดปกติ

“มันชั่งเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง” เธอพูดดังนั้นก่อนที่จะลุกขึ้น มุขนายกดูแขนขวาที่เสียไปก็รู้ได้ในทันทีว่าคงใช้เวทมนตร์สร้างแขนใหม่ไม่ได้ เพราะวงจรเวทมนตร์ในร่างกายยังผิดปกติเห็นทีต้องปล่อยเรื่องแขน ตอนนี้ต้องหนีเท่านั้น

มุขนายกมองที่เด็กหนุ่มก็รู้ว่าเขาไม่สนใจเธอแม้แต่นิด แต่แบบนี้ก็ดีเธอหยิบการ์ดสีดำที่มีลายไม้กางเขนสีขาวใบหนึ่งขึ้นมา และปามันลงพื้นจนมีแสงสีขาวส่องสว่างอย่างนุ่มนวล

“หวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีก!” มุขนายกมองไปยังโดโรธีด้วยความเสียดาย ถึงจะมีความคิดที่จะเอาตัวไปด้วย แต่ตอนนี้แค่หนีไปคนเดียวก็หนักหนาสาหัสมาก ไม่เป็นไรถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีก เพียงแต่ครั้งหน้าเธอคงไม่พลาดท่าแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

เมื่อแสงหายไปมุขนายกก็มลายหายไป

“หายไปแล้ว!!” นิลมองไปยังรอบๆ เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะลอบจู่โจม

“ไม่ต้องก..กลัว นั้นมันเวทย์วาร์ปฉุกเฉิน อึก!!” วินเซนต์พูดไปกระอักเลือดไป ลูกตาที่เต็มไปด้วยเลือดยังคงมองไปยังหญิงสาวที่ยังไม่ได้สติ

“ครับๆ แต่คุณต้องไม่เป็นไรน่ะ” นิลกำมือของวินเซนต์ไว้แน่น

“ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ไปช่วยเพื่อนของเธอก่อนดีกว่า” วินเซนต์เอามือผลักนิล

“แต่ว่า.....”

“ฉันก็บอกไปแล้ว ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางรอด” วินเซนต์พูดเพื่ออย่างให้เด็กคนนี้รู้ว่า เขาที่ตัวขาดครึ่งแบบนี้ไม่มีทางรอด

นิลหลับตา เขารู้ดีถึงอาการบาดเจ็บของชายคนนี้ แต่เขาไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้ที่ช่วยเขาตาย “อย่างน้อยก็ช่วยบอกชื่อของคุณได้ไหม” นิลพูดพร้อมกับมองเขาไปในตาของชายที่ใกล้ตาย

“วินเซนต์” วินเซนต์พูด แต่นิลหลับตาและส่ายหัว “ชื่อเต็มได้ไหมครับ” นิลเองก็ได้ยินคำว่าวินเซนต์จากผู้หญิงที่ท่าทางชั่วร้ายมาก แต่มันเหมือนฉายามากกว่าชื่อจริง เขาอย่างได้ยินชื่อจริง

วินเซนต์ส่ายหน้า “ฉันไม่มีชื่อ มีแค่นามว่าวินเซนต์” วินเซนต์พูดพร้อมกับนึกถึงที่มาของชื่อ ตอนที่เขาเป็นเพียงเด็กข้างถนนที่วันๆต้องกินขยะที่คนอื่นๆทิ้งและปล้นชิงทรัพย์สิน ตอนนั้นเองที่องค์สันตะปาปาได้ทรงเมตตาอุ้มชูสั่งสอนและมอบนาม วินเซนต์ ให้เพื่อให้เขาเริ่มชีวิตใหม่ในฐานะของมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อสังคม

“ครับ คุณวินเซนต์ ผมน่ะ...” นิลพยายามจะพูด แต่เขาก็ต้องหยุด และมองหน้าของชายที่อยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาที่ชีวิต กับร่างกายที่แน่นิ่ง

“ผม..คง...” นิลเอามือปิดตาของวินเซนต์ให้เขาหลับตาลง ชายที่ชื่อว่าวินเซนต์ตายแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่นิลเคยอ่านเจอในนิทาน แต่ตรงหน้าเป็นของจริง เขาถูกความรู้สึกปกคลุมทั้งตัว แต่เขาร้องไห้หรือปล่อยโฮ่เหมือนในนิทานไม่ได้สักนิด ความรู้สึกมากมายจุกอยู่ในอกจนไม่อาจเปร่งเสียงออกจากคอหอย มันทรมานเหมือนในตัวมีไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญจนคอไหม้เป็นจุล

นิลวางร่างของวินเซนต์ลงบนพื้นด้วยมือที่สั่นเทาถึงเขาคนนี้จะเป็นศัตรูที่เคยทำร้ายโดโรธี แต่เขากับเกลียดวินเซนต์ใหม่ลง ชายคนนี้สารภาพเรื่องที่ทำร้ายเพื่อนของเขาจนพิการ และยังสละตัวเองเพื่อคนที่เพิ่งรู้จักกัน เขาเกลียดชายคนนี้ไม่ลงจริงๆ และหัวใจที่ร้อนยังบอกว่าคนๆนี้คือ ‘เพื่อนคนสำคัญ’

นิลเก็บท่อนล่างของวินเซนต์ที่ก่อนที่จะเห็นลำตัวส่วนกลางที่โผล่ออกมามากลางอาการ ดูถ้าพลังของโดโรธีจะคลายออกทำให้ร่างกายที่ถูกชิงไปในอีกมิติกลับคืนมา

นิลที่จัดท่าร่างของวินเซนต์เสร็จจึงบรรจงประกอบร่างของวินเซนต์ เขาหยิบเศษกระเบื้องทิ่มเข้าไปในเนื้อของวินเซนต์ให้เป็นร่อง ก่อนที่จะใช้ด้ายที่หลุดออกชุดของนิลเองยึดร่างของวินเซนต์เอาไว้ อย่างน้อยเขาก็อย่างให้ร่างของคนที่เพิ่งได้เป็นเพื่อนของเขาเพียงพักเดียวดูให้เหมือนปกติมากที่สุด เพื่อมีคนสำคัญของคนๆนี้มาพบจะได้เอาร่างที่ครบถ้วนกลับไปทำพิธีได้

นิลที่เย็บเสร็จมองดูลูกแก้วสีขาวขุ่นที่ยังอยู่ในมือของวินเซนต์ ลูกแก้วในมือเป็นของเขาเอง ตอนที่วินเซนต์ชาร์จพลังอยู่ นิลเห็นว่าลูกแก้วของเขา และของวินเซนต์เหมือนกันทุกอย่าง วินเซนต์จึงเปลี่ยนแผนของตัวเองโดยการเอาลูกแก้วของนิลมาชาร์จพลังเพื่อหลอกสายตาของศัตรู ซึ่งที่จริงวินเซนต์นั้นร่ายเวทย์ใส่ตัวเขา และนิลเลยรู้ว่าความสามารถของนิลที่ทำให้พลังวิเศษทะลุผ่านได้แล้ว เขายังสามารถรับพลังได้ตราบที่เขามีใจมุ่งมั่นที่จะรับมันจริงๆ วินเซนต์ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ และใช้ลูกแก้วของเขาที่ใส่พลังลงไปโจมตีมุขนายกเพื่อดุว่ามุขนายกมีกับดักอะไรหรือเปล่านั้นเอง

นิลเก็บลูกแก้วที่เปื้อนจนสกปรกมาขัดถู ก่อนที่เขาจะไปสังเกตเห็นนาฬิกาที่วินเซนต์เก็บไว้อย่างดีในแขนเสื้อ นิลจึงถือวิสาสะเก็บมันขึ้นมา นิลอย่างให้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ระลึกกับตัวเขาสักระยะหนึ่ง พอถึงเวลานิลก็กะจะเอาไปคืนให้กับคนรู้จักของวินเซนต์ตามที่เขาเห็นว่าเหมาะสม

นิลที่เคยโชว์ลูกแก้วสีขาวขุ่นให้เจก่อนที่หล่อนจะไม่เอาและคืนมันให้เขา นิลแลบลิ้นออกมาจนสุด ก่อนที่จะใช้ลิ้นเลียลูกแก้วจนสะอาดไร้ฝุ่นก่อนที่จะเก็บไว้ในกำมือ

นิลไม่อยากเช็ดทำความสะอาดลูกแก้วนี้ให้สะอาดเอี่อมอ่อง เพราะมันจะเหมือนกับการทำลายความทรงจำของเขากับวินเซนต์ อย่างน้อยเขาก็อยากที่จะเก็บสิ่งเหล่านั้นที่แปดเปื้อนบนลูกแก้วไว้ในตัวของเขาเอง เขาจะได้ไม่มีทางลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นอันขาด

นิลเก็บลูกแก้วและนาฬิกาไว้ในถุงเล็กๆสีขาวเปื้อนเลือดที่วินเซนต์พกไว้ เพราะเขาจำเป็นต้องมีที่เก็บของสำคัญสองสิ่งนี้ต่างหากและสังเกตได้ง่ายเพื่อไม่ให้หาย นิลเลยต้องทำตัวไม่ดีเอาของๆคนที่เสียไปแล้วมาใช้อีก

“ผมจะไม่มีทางลืมคุณ” นิลหันลุกขึ้นและหลังให้วินเซนต์ ก่อนที่จะเดินไปหาโดโรธีพร้อมกับหยิบเสื้อนอกของตัวเองไปด้วย แต่เขาเองก็ยังหันมามองวินเซนต์เป็นระยะๆ

นิลที่เดินมาถึงแคปซูล และวางเสื้อนอกลงบนพื้น ก่อนที่เขาจะใช้มือสัมผัสตัวของโดโรธี

ทันใดนั้นผิวของเธอที่เคยเป็นสีดำก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ลวดลายต่างๆก็หายไปโดยสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงรอยแผลแตกที่ยังคงมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย

นิลมองเนื้อตัวที่เปลือยเปล่าของโดโรธีที่เต็มไปด้วยบาดแผล ตอนนี้ในหัวใจเขามีแต่ความว่างเปล่าในใจเขานอกจากความเศร้าแล้วก็ไม่มีความคิดแบบอื่นเลย

นิลอุ้มโดโรธีออกมาจากแคปซูล และวางลงบนเสื้อนอกที่เขาวางไว้

“ผมต้องช่วยคุณได้แน่” นิลมองไปที่ขาทั้งสองข้างของโดโรธีที่ดูปกติ แต่เขาพอที่จะสังเกตได้ว่า ขามันตรงและแข็งเกินไป โครงกระดูกข้างในคงถูกทำลายจนผิดรูป ‘ขาของโดโรธีก็คง…..’

นิลห่อตัวของโดโรธีด้วยเสื้อนอกและม้วนเหมือนดักแด้ ก่อนที่จะพันด้วยเชือกรองเท้า และเขายังใช้ยางยืดในขอบกางเกงที่เขาฉีกออกเองใช้ผูกตัวโดโรธีให้แน่นอีกทอด สุดท้ายเขาหยิบตัวเกี่ยวสำหรับปีนเขายึดไว้กับผ้าด้วยเพื่อที่ใช้ตัวสะพายที่ติดอยู่บนชุดประจำใช้แบกโดโรธีกลับไปยังตัวเมืองเวนิส

นิลที่จัดแจงทุกอย่างเสร็จ เขาก็แบกโดโรธีขึ้นหลังในทันที และเกี่ยวตัวล็อกเพื่อไม่ให้โดโรธีหล่นจากแผ่นหลังของเขา

นิลเปิดไฟฉายอัจฉริยะที่ติดกับอกเสื้อของหน่วย ตอนนี้นอกจากห้องนี้ที่มีแสง ส่วนอื่นๆนั้นมืดสนิทเพราะเขาและโดโรธีอยู่ใต้ดินที่อยู่ลึกเอามากๆ

“ถ้าคนอื่นๆยังรอดก็น่าจะดีน่ะครับ” นิลหันหน้าไปพูดกับร่างของวินเซนต์ ตอนที่เขาเข้ามีคนจำนวนมากโจมตีเขาเหมือนคนเสียสติ แต่ทันทีที่เขาสัมผัสตัวคนเหล่านั้น พวกเขาก็กระอักเลือดและลงไปนอนกันหมด จากสภาพพวกเขาคงถูกสิ่งที่คุณวินเซนต์เรียกว่า ‘เวทมนตร์’ เล่นงาน

นิลเองก็หวังว่านอกจากคุณวินเซนต์แล้วจะไม่มีใครตายอีก และเขาก็พอจะใจเย็นลงบ้างเมื่อที่ๆเดิมทีที่ๆเคยมีคนนอนอยู่มันว่างเปล่า และคนอื่นๆที่นอนเดี้ยงต่างหายกันไปหมด คงจะคิดในแง่ดีได้ว่าพวกเขาหนีรอดกันไปหมดแล้ว

นิลสะพายโดโรธีจนมาถึงทางออกที่เป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยพืชจำพวกระยางค์และโขดหิน มันเป็นฐานลับที่ดีมาก เพราะทางเข้า ออกของมันไม่เหมาะกับคนจำนวนมาก แต่ฐานลับที่นี้ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว คงเหมือนกับฐานใหญ่ของสการ์เล็ตที่ฮาวายล่ะมั้ง อยู่ในถ้าน้ำลึกที่ไม่มีทางเข้าไปได้ ถ้าไม่มีเรือดำน้ำชั้นไต้ฝุ่น

นิลมองท้องฟ้าที่พระอาทิตย์นั้นส่องแสงเจิดจ้า มันชั่ง...... งดงาม

แสงแดดลอดผ่านแนวเขา แสงสว่างตัดลำธารเล็กๆกับโขดหิน ลำแสงถอยผ่านแนวหินที่ขรุขระเกิดเงามืดที่ระบายเหมือนคลื่นทะเล ในสายตาของนิลที่เพิ่งเจอเรื่องแบบที่เลวร้ายแบบนั้นมา บรรยากาศธรรมชาติช่วยทำให้หัวใจที่เปล่าเปลี่ยวรู้สึกชุ่มชื่นและอบอุ่นมาก

นิลมองท้องฟ้า เขาเห็นก้อนเมฆก้อนหนึ่งที่มีเหมือนกับใบหน้าของวินเซนต์ เขาจึงหยิบก่อนที่จะพูดกับก้อนเมฆนั้น

“คุณวินเซนต์ครับ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมกับโดโรธีสบายดี ไว้ใจได้แน่นอน เพราะฉะนั้นลาก่อนน่ะ คุณวินเซนต์”

นิลพูดจบก็ดูลูกแก้ว และนาฬิกาทรายที่อยู่ในถุงสีขาว เพื่อระลึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก่อนที่เขาจะย่างเท้าออกเดินทางมุ่งหน้ากลับเวนิสตามที่เขาเคยให้คำสัญญาไว้กับเจ้าชายคีรีส ออรัม ซุนสเซต

 

 

 

 

วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา xx: xx น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ห้องแล็ป

ร่างของวินเซนต์นอนสงบอยู่ในชั้นใต้ดินที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาเล็กน้อยเพราะเสียหายจากการต่อสู้ ร่างของวินเซนต์ที่นอนสงบนั้นเหมือนกับงานศิลปกรรมของจิตรกรยุคกลางไม่ผิดเพี้ยน ร่างที่เปื้อนเลือดสีแดงกับผิวขาวผ่องที่กระทบแสงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างที่นิ่งเงียบกลายเป็นประติมากรรมชั้นยอด

แต่ก็ได้มีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างปรากฏตัวขึ้นในสถานที่สงบแห่งนี้ เงาของคนสองคน จากเงาของทั้งสองคนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิง

ทั้งสองคนคุกเข่าตรงร่างของวินเซนต์ ผู้ชายใช้ผ้าขาวคลุมหน้าของวินเซนต์ และวางไม้กางเขนไว้บนนั้นเพื่อสักการะ

“พี่ทำเกินไปแล้ว!!!!” ผู้หญิงอีกคนปล่อยโฮ เธอร้องไห้โดยไม่สนใจถึงความเงียบสงบ

ชายคนนั้นสำรวจร่างของวินเซนต์ก่อนที่จะหันไปหาหญิงสาว

“ท่านรูฟฟ่า มันหายไป!!” คำพูดของชายคนนั้นทำให้รูฟฟ่าที่กำลังร้องไห้เงียบในทันที เธอกระชากของอีกฝ่าย

“หายไปไหน !?” รูฟฟ่าเขย่าอย่างแรง

“หรือว่า” รูฟฟ่าส่ายตาไปมา “พี่เอาไป ถ้าแบบนั้น” รูฟฟ่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สิ่งที่เธอตามหาคือนาฬิกาทรายที่เป็นของดูต่างหน้าของพี่เขยที่เสียไปฝากไว้กับวินเซนต์อาจารย์ของเธอ ถ้ามันอยู่ในมือของพี่สาวเธอแบบนี้สิ่งที่วินเซนต์ทำไว้ทั้งหมดจะศูนย์เปล่า

“ที่เราทำได้ในตอนนี้คือ ‘ถอย’ วินเซนต์คงไม่อยากให้เธอเป็นอะไร” ชายคนนั้นจับมือของรูฟฟ่า สิ่งที่เขาต้องเตือนหญิงสาวคือ ‘ใจ’ หล่อนต้องนิ่งเข้าไว้

“ผมจะพาศพกลับไปเอง คุณก็รีบกลับไปรายงานองค์คาร์ดินัลเรื่องนี้เถอะครับ”

ชายคนนั้นบอกรูฟฟ่าต่อ ตอนนี้องค์สันตะปาปาต้องสูญเสียบุคลากรชั้นยอดอย่างวินเซนต์ไปแล้ว รูฟฟ่าคือคนที่องค์สันตะปาปาทรงต้องการ เขาจึงต้องปกป้องหล่อน ถ้าเกิดคนของฝ่ายมุขนายกมาเจอเข้า เขาและรูฟฟ่าในตอนนี้คงรับมือไม่ไว้แน่

รูฟฟ่าที่ได้ยินดังนั้นเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะเช็ดน้ำตา เธอลุกขึ้นก่อนที่จะใส่หน้ากากของโฮลี่กราวด์ที่วินเซนต์ได้มอบให้ยามที่เธอสำเร็จวิชาและได้เลื่อนขั้นเป็นโฮลี่กราวด์

“ฉันยังไม่กลับ” รูฟฟ่าตบผ้าคลุมของตัวและสะบัดทำมุม 180 องศา

“แต่รูฟฟ่า สถานการณ์ตอนนี้ เราต้องถอยไปตั้งหลักกันใหม่น่ะครับ” โฮลี่กราวด์คนนั้นแย้ง

“นี้คือคำสั่ง คุณกลับไปก่อน ดิฉันมีบางอย่างที่ต้องไปสืบให้แน่ใจกับตัว ตอนนี้เราไม่มีทางให้ถอยแล้ว” รูฟฟ่าออกคำสั่งชัด ตอนนี้ในวาติกันอำนาจของโคโมเอะ ยูเรียลพี่สาวของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนพระสันตะปาปาเริ่มเป็นห่วงถึงอนาคต แต่เหล่าคาร์ดินัลต่างสนับสนุนตัวพี่สาวของเธอ พวกเขาต่างว่ากันว่าวาติกันภายใต้อำนาจของมุขนายกจะยิ่งใหญ่ทรงพลัง แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็ยังมีอยู่ องค์สันตะปาปาไม่เห็นด้วยกับวิธีของมุขนายกที่ต้องหลั่งเลือดมากมายเพื่อเป้าหมาย

“คะ...ครับ ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบเอง” โฮลี่กราวด์คนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง ก่อนที่เขาจะร่ายเวทย์และพาศพของวินเซนต์วาร์ปกลับไป

รูฟฟ่าที่เห็นว่าโฮลี่กราวด์คนนั้นไปแล้ว เธอจึงเริ่มกัดเล็บตัวเอง ก่อนที่จะเดินตามรอยเลือดหนึ่งไป

รูฟฟ่านึกถึงใบหน้าของวินเซนต์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ยิ้มอย่างนั้นเหรอ” รูฟฟ่าบ้วนเศษเล็บในปากก่อนที่จะเปลี่ยนนิ้วกัดใหม่

เขาที่ท่านอาจารย์จะบอกคือใครกันแน่” เธอแกะรอยจนมาถึงข้างนอกฐานลับ รูฟฟ่าร่ายเวทมนตร์ก่อนที่จะมีเครื่องหมายเป็นรูปดอกทานตะวันชี้ไปยังทิศตะวันออก

“เวนิส?” รูฟฟ่ามองไปยังทางทิศตะวันออกที่เธอสามารถมองเห็นหอคอยแห่งเมืองเวนิสได้ไกลๆ เมืองนั้นต้องมีคนที่เธอต้องการจะเจอแน่ๆ

“ฉันจะตามหาคุณเพื่อฆ่าพี่!!!!”

รูฟฟ่าที่คำรามถึงเป้าหมายของตัวเอง มองไปยังเมืองเวนิสที่ส่องสว่างกลางแสงอาทิตย์ เธอจึงออกเดินทางไปยังเวนิสเพื่อหาคนที่วินเซนต์ฝากความหวังเอาไว้




NEKOPOST.NET