P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 68 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.68 - ไว้ใจได้แน่นอน (2)


วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 06: 12 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ห้องแล็ปแห่งหนึ่ง

Electricity Stable! (ระบบไฟฟ้าไม่มีความผิดปกติ)

Element Particle Sample Extraction Complete! (การสกัดตัวอย่างอนุภาคอีเลเมนต์เสร็จสมบูรณ์)

Infection Damage Level: Yellow! (ค่าความเสียหายจากการติดเชื้อระดับสีเหลือง)

Test Complete! (การตรวจสอบเสร็จสิ้น)

Ready for treatment (เตรียมพร้อมสำหรับการรักษา)”

ระบบคอมพิวเตอร์สรุปสภาพโดยรวม หลังการทดสอบสภาพร่างกายของโดโรธีที่ถูกจับแช่ของเหลวสีเขียวนอนไม่ได้สติอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรมากมาย คนในชุดเหมือนนักบินอวกาศมากมายดูผลการทดสอบที่ได้มาก่อนที่จะเปิดไฟเขียวอนุญาตให้มีคนเข้ามาในห้องนี้ได

วินเซนต์ที่ใส่ชุดป้องกันขนดาใหญ่เดินเข้ามาในห้องนี้ เขาดูอาการบาดเจ็บของโดโรธี ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์แสดงอาการบาดเจ็บพร้อมกับสลับกลับมามองร่างของโดโรธีที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล

เขาสั่งให้หมอเปิดม่านพลังระหว่างเขาและคนไข้เพื่อที่จะไม่ต้องสัมผัสกับอนุภาคอีเลเมนต์โดยตรงเวลาถอดหมวกกับถุงมือ เพราะพวกเขาที่ในตัวไม่มีอนุภาคอีเลเมนต์แม้แต่นิดเดียว ถ้าเกิดเขาสัมผัสกับอนุภาคเข้าอาจจะติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากอนุภาคอีเลเมนต์เป็นพิษได้

“เตรียมพร้อมสำหรับการรักษา ฉันจะไปต้อนรับท่านมุขนายก” วินเซนต์ถอดถุงมือชั้นที่สองออก

“ครับ” แพทย์สนามที่อยู่ในห้องรับคำสั่ง พวกเขาเรียกใช้แขนจักรกลจำนวนมากที่ใช้สำหรับการต่อวงจรความละเอียดสูงโดยเฉพาะเพื่อทำการสร้างโครงร่างกายของเป้าหมายที่เสียหายหนักใหม่ทั้งหมด

“สวัสดีตอนเช้าท่านมุขนายก” วินเซนต์โค้งคำนับให้กับสตรีผู้เป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงของเขา

“สวัสดียามเช้า” มุขนายกตอบโดยไม่สนใจวินเซนต์แม้แต่น้อย

“เธอบาดเจ็บมากขนาดไหน” มุขนายกถามอาการของโดโรธี

วินเซนต์ยืนตัวตรงเอามือตบอกทำความเคารพ “เป้าหมายบาดเจ็บสาหัสมาก ต้องขออภัยด้วยท่านมุขนายก เป้าหมายเธอแข็งแกร่งมากเกินไป ผมจึงจำเป็นต้องจัดการขั้นเด็ดขาด” วินเซนต์จำเป็นต้องพูดตรง เขาไม่อาจขัดคำสั่งมุขนายกได้ และถ้ามุขนากยเกิดคาดโทษ เขาก็จำเป็นต้องรับโทษแทนลูกน้องทั้งหมด เพราะในตอนนี้แทบจะไม่มีใครเลยในวาติกันที่จะคาดโทษท่านมุขนายกได้

มุขนายกกลิ้งตาก่อนที่จะหยิบเครื่องหอมออกมากระปุกหนึ่ง

“ฉันไม่คาดโทษอะไรหรอก ขอแค่ไม่ตายก็พอ” มุขนายกพูดประโยคนี้เสร็จก็นึกบางอย่างได้ “ช่วยพาฉันไปหาเธอคนนั้นได้ไหม” มุขนายกหยิบผงเครื่องหอมออกมาป้ายหน้าเป็นลายไม้กางเขนและรูปดอกไม้ห้ากลีบ

“ท่านครับ มันอันตรายน่ะครับ” วินเซนต์เข้าใจความหมายของลายหน้าที่มุขนายกร่ายดีที่สุด มันเป็นมหาเวทโบราณที่ทรงพลังมากก็จริง แต่เพราะความอำมหิตและผลกระทบที่รุนแรงเป็นเงาตามตัวของมัน เวทบทนี้จึงขึ้นในบัญญัติต้องห้ามระดับสูงสุด ถ้าไม่ใช่ผู้มีอาญาสิทธิ์ของวาติกันจะไม่มีทางได้รับอนุญาตให้ใช้มนต์บทนี้

“ไม่เป็นไร ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อวาติกัน” มุขนายกร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้วทั้งสิบนิ้วจนตัวอักษรอัลฟ่าขึ้นทุกนิ้ว

“แต่ท่าน เวทย์เถ้าธุลีต้องสาป มันอันตรายต่อโลกน่ะครับ” วินเซนต์แย้ง เพราะอนุภาพของมันเคยทำให้โลกนี้เกือบพินาศมาแล้ว แต่มุขนายกกลับต้องใช้มันใส่เด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง แถมเด็กคนนี้ยังเป็นผู้ใช้พลังอีเลเมนต์อีกตั้งหาก แบบนี้เท่ากันการเอาโลกทั้งใบมาแลกเพื่อแผนการณ์ของมุขนายกที่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะสำเร็จ

“เวลาผ่านไป ฝีปากกล้าขึ้นมากน่ะ”

“ขออภัยครับ” วินเซนต์คุกเข่า

“เรื่องที่ว่ามันจะอันตรายต่อโลกหรือไม่ มันไม่จำเป็นต้องห่วงแม้แต่น้อย ในเมื่อ.....” มุขนายกพูดก่อนที่จะเทผงเครื่องหอมออกมาทั้งหมดเพื่อเป็นการขั้นตอนสำหรับการทำพิธีขั้นสุดท้าย “โลกใบนี้มันตายกลายเป็นเถ้าธุลีไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” มุขนายกร่ายมนต์จบก่อนที่จะดึงหนังหน้าของตัวเองออกมาเพื่อใช้เป็นถุงหุ้มศักดิ์สิทธิ์

แต่ใบหน้าของมุขนายกกับมีสองชั้นสร้างความตกใจให้กับผู้คนโดยรอบ พวกเขารู้ดีว่าเถ้าเครื่องหอมนี้เต็มไปด้วยคำสาปโบราณที่ทรงพลัง วิธีเดียวที่สามารถควบคุมไม่ให้มันหลุดออกมาได้จำเป็นต้องใช้หนังหน้าสดๆของผู้ร่ายเป็นภาชนะป้องกัน แต่ท่านมุขนายกกลับมีใบหน้าถึงสองชั้น

“ทะ..ท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์” ทหารวาติกันคุกเข่า พวกเขาได้เห็นมหาเวทย์ต้องห้ามไม่พอยังเห็นกับตาว่าผู้ใช้ไม่ได้รับผลกระทบของมหาเวทย์ กรณีนี้มีแบบเดียวคือเป็นนักบุญที่เป็นที่รักของพระผู้เป็นเจ้าตามตำนาน

ในสถานการณ์แบบนี้มีเพียงวินเซนต์คนเดียวที่เห็นด้วยถึงมุขนายกจะเป็นนักบุญ แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีของมุขนายก ‘หนังของทากาฮิโระ!!!’

“พาฉันไปหา เธอเดียวนี้”

“ครับ/ค่ะ!!” เสียงเชียร์ดังกึกก้องพวกเขาพามุขนายกไปหาเป้าหมายในทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้งใช้ แต่ท่ามกลางเสียงเรียกร้องด้วยความยินดีมีเพียงวินเซนต์กับคนเพียงเล็กน้อยที่ทำใบหน้าบูดบึ้ง แต่เพียงครู่เดียววินเซนต์ก็หลุดยิ้ม

วินเซนต์ที่คุกเข่าอยู่เมื่อเห็นมุขนายกเดินไปแล้ว เขาจึงมองไปยังภารโรงคนหนึ่งกำลังแอบมองเขาอยู่ ภารโรงคนนั้นเดินเข้ามาหาวินเซนต์ก่อนที่จะเอียงหูฟัง

วินเซนต์กระซิบเรื่องบางอย่าง ก่อนที่ภารโรงจะพยักหน้า “รับทราบ ครับท่านวินเซนต์ แต่แบบนี้ท่านโคโมเอะคงไม่พอใจแน่ครับ”  

“ไม่เป็นไร ‘มุขนายก’ คงทำอะไรไม่ได้ในเมื่อคนที่กำลังจะมาคนนี้ นี้แหล่ะที่สมควรได้รับความเคารพอย่างแท้จริง” วินเซนต์ดูที่กลางฝ่ามือของเขาที่มีรูปอักษรตัว A ขึ้นแสดงว่าเขาคิดถูกเด็กผู้ชายเป็นบุรุษในตำนานจริงๆ

 

ห้องแล็ป

มุขนายกมองไปยังโดโรธีที่ตอนนี้ถูกแช่แข็งในของเหลวสีเขียว เธอดูสภาพร่างกายของหญิงสาวคนนี้ที่บาดเจ็บอย่างหนักอย่างพินิจพิเคราะห์

“พวกแกทุกคน! ฉันจะให้เห็นมหาเวทย์เถ้าธุลีต้องสาป ถอยออกไปให้หมด” ประโยคของมุขนายกทำให้หมอที่กำลังทำการรักษาโดโรธีให้ออกไปให้หมด

มุขนายกเอามือวางบนใบหน้าของโดโรธีพลางลูบเบาๆ มันเหมือนจริงๆใบหน้าของอาเฟียร์ แต่ว่า....!

หมับ!!  มุขนายกบีบปากของโดโรธีจนอ้าออกก่อนที่จะวางถุงหนังหน้าบนใบหน้าโดโรธี เธอหลับตาก่อนที่จะมีออร่าสีแดงเจิดจรัส

“ฉันโคโมเอะ ยูเรียลขอบัญชาต่อหน้าเถ้าธุลีแห่งผู้มาก่อน บัดนี้ได้ถึงเวลาแล้ว ฉันขอมอบร่างนี้เป็นแก่นเพื่อโลกที่เต็มไปด้วยธุลีสีชาด” ทันที่ที่มุขนายกกล่าว ร่างของโดโรธีก็เกิดลวดลายรูปตาข่ายขึ้นทั่วทั้งตัว แสงสีแดงส่องออกมาจากลวดลายและฉายเป็นภาพตัวอักษรบางอย่างในรูปแบบสามมิติ

ร่างของหญิงสาวสั่นรัว เลือดเริ่มไหลออกมาตามตัวของโดโรธี และดวงตาของเธอเต็มไปด้วยเลือด ในที่สุดเลือดก็เริ่มเลยไหลออกมาจากหูและจมูก

“จงรับใช้ฉันเพื่อนำพาสันติสุขที่แท้จริงกลับมาสู่โลกที่ตายแล้วใบนี้ด้วยเถอะ” ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ย โดโรธีก็กลับเข้าสู่ความสงบ ลวดลายรูปตาข่ายหายไป แต่เลือดก็ยังไหลอยู่เหมือนเดิม

“เรียบร้อย” โคโมเอะดูร่างของโดโรธีที่ลอยนิ่งในของเหลวสีเขียว พิธีกรรมเสร็จสิ้น เธอร่ายเวทย์สดยอดไว้แล้วถึงเวลาแค่ส่งเด็กคนนี้กลับไป ตระกูลยูเรียลก็จะต้องตกเป็นของเธอ

 

วินเซนต์ดูนาฬิกาทรายสีใสด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เด็กผู้ชายคนนั้นมาถึงช้าเกินไปพิธีกรรมของมุขนายกร่ายเสร็จไปแล้ว และตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าพลังของเด็กคนนั้นจะจัดการกับคำสาปเถ้าธุลีได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้เขาก็ต้องสู้กับมุขนายกซึ่งๆหน้าเพื่อนำพาความยุติธรรมที่เท้จริงกลับมา

วินเซนต์ดูนาฬิกาทรายสีใสสุดรักสุดห่วงที่เขาพกไว้ตลอดเวลาพลางนึกถึงหน้าของเพื่อนสนิทที่สำคัญมากคนหนึ่งในชีวิตเขาถึงกับยกสิ่งสำคัญนี้ให้เขากับตัว

“ไว้ใจได้แน่นอน” เขานึกประโยคของผู้ชายคนนั้นที่ดังก้องอยู่ในหัว

“แต่เมียนายกลับ!!! โธ่ นายน่าจะฟังฉัน!!! แม้สักนิดก็ดี” วินเซนต์ต้องกลืนน้ำลายแห่งความแค้นลงคอ เมื่อเขาต้องนึกถึงเรื่องนั้นทุกครั้ง ตอนที่ชายคนนั้นเลือกที่จะแต่งงานกับโคโมเอะ ยูเรียลด้วยความรักหมดหัวใจ ในตอนนั้นตัวเขาเองเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานอย่างแรง เพราะผู้หญิงคนนั้นอันตรายเกินไป และอย่างที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิด เพื่อนของเขาต้องตายอย่างโดดเดี่ยว และเด็กๆที่เกิดมาก็มีค่าเพียงคำว่า ‘ผลประโยชน์’ เท่านั้น

 

มุขนายกยังคงตรวจสอบวงจรเวทย์เพื่อดูว่าลำดับเวทมนตร์ทำงานถูกต้องหรือเปล่า ก่อนที่เธอจะได้ยินเสียงบางอย่างเล็ดลอดเข้ามาในหู สิ่งนั้นทำให้เธอชักสีหน้า อารมณ์ที่แปรปรวนถึงกับทำให้ห้องแล็ปเปล่งแสงเกินความสามารถของมัน หลอดไฟระเบิดเป็นพลุ หน้าจอไฟฟ้าร้าวแตก ไฟฟ้าช็อตทำลายเอกสารภายใน เครื่องจักรถูกบดขยี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนข้างในต่างพากันคุกเข่าด้วยความกลัว

“มีผู้บุกรุก” มุขนายกดึงมือออกจากใบหน้าของโดโรธี เธอเสกลูกแก้วแสงขึ้นมา แต่ในนั้นกลับไม่มีภาพอะไรขึ้น ทั้งที่จริงมันเป็นเวทย์ที่ใช้สำหรับการสังเกต แต่มันกลับใช้การไม่ได้แสดงว่ามีคนใช้ปล่อยคลื่นแทรกแซงวงจรเวทย์ของเธอ

มุขนายกตบชายเสื้อเช็คคราบฝุ่นเวทย์ ก่อนที่จะชูนิ้ว 5 นิ้ว “ฉันให้เวลาเพียง 5 นาทีจัดการผู้บุกรุก ไม่เช่นนั้น...” มุขนายกกำมือก่อนที่จะปล่อยอาณาเขตสีฟ้าออกมาจนทุกคนต้องดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด

ใบหน้าของทุกคนในห้องยกเว้นมุขนายกมีรอยสักรูปไม้กางเขนขึ้นที่ใบหน้า และพวกทุกคนก็เริ่มก้มหัวลง ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกเหมือนเครื่องจักร

“ไปจัดการผู้บุกรุก” มุขนายกออกคำสั่ง ทุกคนในห้องวิ่งออกไปด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เธอดูที่กลางฝ่ามือที่มีรูปไม้กางเขนสีฟ้าเข็มไม่มีอะไรคิดปกติก็สรุปได้ว่า การใช้หุ่นเชิดเรียบร้อย แต่มีบรรยากาศน่าสะอิดสะเอียดเกิดขึ้นที่หน้าประตูแบบนี้แสดงว่าผู้ใช้ไม่คิดที่จะซ่อนจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย

“ใช้เวทย์ หุ่นเชิญมนุษย์ กับลูกน้องตัวเอง?” วินเซนต์เดินเข้ามาในห้อง เขามองไปยังมุขนายกที่ใช้เพียงหางตามองเขา “คิดว่าลูกน้องตัวเองเป็นอะไร” เขาที่เหลืออดกับการกระทำชักดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวปาใส่ด้วยความแม่นยำ ดาบเล่มนั้นเล็งไปที่ท้ายทอยของมุขนายกเพื่อบั้นหัว

มุขนายกเพียงแค่หมุนเท้าซ้ายเพียงรอบเดียวเพื่อช่วยในการหมุนตัว เธอก็สามารถที่จะก้มตัวคว้าดาบเล่มนั้นได้อย่างง่ายดาย “คิดจะก่อกบฏหรือไง” มุขนายกปาดาบปักพื้นก่อนที่จะมือขวามีแสงสีฟ้าพวยพุ่ง

“กบฏ? คุณต่างหากที่เป็นคนก่อกบฏ” วินเซนต์ใช้เวทมนตร์เสกดาบสีขาวสั้นออกมา 5 เล่ม เขาตั้งท่ายืนรับดาบ “คุณโคโมเอะเพื่อสิทธิ์ขาดในตระกูลยูเรียลของคุณ มีชีวิตคนมากมายต้องสูญเสีย” วินเวนต์คว้าดาบสองเล่มขึ้นมาควง “และตอนนี้คุณเองก็ได้ใช้ชีวิตของเหล่าสาวกแห่งวาติกันอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป้าหมายของคุณ ในฐานะที่เป็น โฮลี่กราวด์ ผมขอจัดการคุณ” วินเซนต์สั่งให้ดาบมวลเวทย์ 3 เล่มพุ่งโจมตีมุขนายก เพียงพริบตาดาบของเขาก็อยู่ห่างจากหน้าของมุขนายกไม่ถึง 10 เซนติเมตร

มุขนายกเองก็ไม่ยอมให้วินเซนต์ลบหลู่เธอได้ง่ายๆ เธอจึงเสกดาบมวลเวทย์ขนาดใหญ่สองเมตรขึ้นมาสกัดการโจมตีของวินเซนต์ จนดาบของวินเซนต์กระเด็นออก แต่วินเซนต์ก็ใส่ให้ดาบมวลเวทย์ทำการโจมตีต่อ

ดาบมวลเวทย์ของทั้งสองปะทะกันจนเสียงดังสนั่น ก่อนที่ดาบทั้งสามเล่มของวินเซนต์จะแตกเป็นเสี่ยงๆ “ฉันคิดว่าเลิกเล่นดีกว่า ทั้งที่แกรู้ว่าฉันเหนือกว่าแกทุกด้าน แต่การที่แกยังกล้าต่อการกับฉัน แสดงว่าแกมีเป้าหมายอื่น” มุขนายกโผล่ที่ด้านหลังของวินเซนต์ เธอใส่แรงเหวี่ยงดาบใหญ่เวทมนตร์จากด้านซ้ายของวินเซนต์เพื่อกำจัดชายคนนี้ที่อาจจะกลายเป็นเสี้ยนหนามในอนาคตของเธอ

เพล้ง!

วินเซนต์ใช้ดาบคู่รับการโจมตีจากด้านหลัง แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ดาบคู่เวทมนตร์แตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่เขาจะถูกแรงเหวี่ยงของมันซัดกระเด็น ก่อนที่จะร่างของเขาจะกระแทกกับกำแพง มุขนายกได้ร่ายวงแหวนเวทย์เพื่อระเบิดวินเซนต์ให้เละเป็นเศษเนื้อ

“ผมรู้ดีว่าคุณเป็นคนยังไง” วินเซนต์หมุนตัวกลางอากาศ และในจังหวะก่อนที่วงแหวนจะทำงานเพียงเสี้ยววินาที เขาก็ใช้ขาขวาที่ลงอาคมไว้ตั้งแต่แรกถีบทำลายวงแหวนเวทย์นั้นทิ้ง “ในเมื่อผมเองก็เป็นคนที่ต่อต้านการแต่งงานของคุณกับแก้ว” เขาหมุนตัวก่อนที่จะลงพื้นอย่างระมัดระวัง

“พูดมากแบบนั้นระวังจะเสียเลือดจนตาย” มุขนายกบีบดาบใหญ่จนมันกลับไปเป็นวงจรเวทมนตร์แบบเดิม ก่อนที่จะเดินไปดูโดโรธีที่ตอนนี้ตัวเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะเถ้าธุลีต้องสาปได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว “ยังไงแกก็ต้องตาย ดังนั้นช่วยออกไปข้างหน้าจนกว่าฉันจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยได้ไหม?”

วินเซนต์ที่ต้องนี้ยืนนิ่งไม่ไหวติ่งมองไปยังโดโรธีที่ตัวกลายเป็นสีดำสนิทก็นึกสงสาร เขาไม่น่าทำตามคำสั่งของโคโมเอะเลย แต่เพราะแบบนี้เขาถึงได้เห็นสิ่งเลวๆที่นังปีศาจตัวนั้นทำไว้ทั้งหมด

“ขอปฏิเสธ” เขาไม่มีความคิดที่จะถอย เพราะถ้าขืนเขาถอยเขาคงไม่หน้าไปพบแก้ว และไม่มีทางเป็นอาจารย์ที่ยุติธรรมให้รูฟฟ่าไม่ได้

“บาดเจ็บขนาดนั้นคงสู้ไม่ได้แล้วล่ะ” มุขนายกรู้ดีว่าวินเซนต์เจ็บขนาดไหน ลำตัวด้านซ้ายคงจะบาดเจ็บเพราะอนุภาคเวทมนตร์ได้ทำลายกล้ายเนื้อแขนซ้ายกับช่วงอกและมันอนุภาคเวทมนตร์ยังกัดกร่อนต่อไปเรื่อยๆ ส่วนขาขวาที่ใช้ทำลายวงจรเวทย์ก็บาดเจ็บหนักเพราะเธอใส่เวทมนตร์ถึงสองบท โดนที่เวทมนตร์บทที่สองจะทำให้เซลล์แตกตัวจนขาของวินเซนต์ละลายเป็นของเหลว

จากที่กล่าวมาข้างต้น แค่วินเซนต์ใช้เวทมนตร์เพื่อประคองสภาพของเซลล์ไม่ให้เสียหายมากกว่านี้ก็ต้องใช้สมาธิมากคงร่ายเวทย์ต่อสู้กับเธอในตอนนี้ไม่ได้แล้ว

การประชันเวทย์ของคนที่มีพรระดับต่างกันนั้น ส่วนใหญ่มักจะจบลงในเวลาพริบตาสำหรับวินเซนต์ตอนที่ถูกฟันกระเด็นจนเท้าสัมผัสพื้นไม่เกิน 5 วินาที เขาสามารถใช้เวทมนตร์ระดับสูงอย่าง มนต์ต้านการกัดกร่อน มนต์เจาะอนุภาค มนต์เร่งความเร็ว และมนต์สลายวงจรได้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ชายคนนี้แข็งแกร่งมากทั้งที่ระดับพรต่ำกว่าเธอ การที่เธอใส่มนต์กัดกร่อนต่อเนื่องให้มันตายที่นี้คงจะเป็นตัวเลือกที่ฉลาดที่สุด

ตูม!!! เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านบนห้องแล็ปใต้ดิน พื้นห้องเกิดรอยแยก เศษโลหะจำนวนมากตกลงสู่พื้น และในที่สุดโครงเพดานที่รับน้ำหนักไม่ไว้ก็ถล่มลงมา

มุขนายกมองเพดานที่เริ่มถล่มด้วยสีหน้าตกใจ ต่างกับวินเซนต์ที่เดินเข้ามาหามุขนายกด้วยดวงตาเฉียบแหลม

มุขนายกเอานิ้วแตะปากก่อนที่จะสะบัดร่ายเวทมนตร์สร้างกำแพงใสป้องกันโลหะและคอนกรีตที่ถล่มลงมาอย่างทันท่วงทีเธอใช้มือซ้ายร่ายเวทย์ยันเหล็กกับคอนกรีตที่หนักนับสิบตัน แต่จังหวะนั้นเอง วินเซนต์ที่ชาร์จพลังเวทย์ไว้ในด้ามดาบมวลเวทย์ที่แตกเป็นเสี่ยงๆตั้งแต่ตอนแรก จนกลายเป็นเข็มพลังทำลายล้างสูงจำนวนมากปาใส่มุขนายกที่เปิดช่องโหว่

“แผนแบบนี้ทำอะไรฉันไม่ได้” มุขนายกยกแขนขวาขึ้นมาทางวินเซนต์ ก่อนที่ฝนเข็มพลังทำลายสูงจะพุ่งชนเข้ากับกำแพงโปร่งแสงขนาดใหญ่จนความเร็วของมันตกลง แต่ฝนเข็มก็ยังคงพุ่งไม่หยุด และหมุนอย่างรวดเร็วเหมือนสว่านเพื่อเจาะทำลายกำแพงใสที่เหมือนกับกำแพงยาง อีกไม่เกิน 10 เซนติเมตร เข็มก็เกือบเข้ามาถึงตัวของมุขนายก

“ฮึม!!!” มุขนายกใช้แขนขวาผลักกำแพงสะท้อนเข็มทั้งหมดออก และยังใช้กำแพงใสอัดร่างของวินเซนต์เข้ากับกำแพงห้องแล็ป

เลือดสีแดงไหลเต็มพื้น เสียงกระดูกแตกดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง วินเซนต์ถูกบดเข้ากับกำแพง แต่เขายังไม่ยอมแพ้เขาใช้เวทมนตร์เสริมความแข็งแกร่งให้กับอวัยวะที่สำคัญอย่างสุดกำลัง

วินเซนต์ที่ทุ่มทุกอย่างรู้หน้าที่ของตัวเองเพียงอย่างเดียว และในไม่ช้ามุขนายกที่กำลังรับมือเพดานที่ถล่มก็เข้าใจเป้าหมายของวินเซนต์

“แก!! แกตั้งใจยืดเวลา” มุขนายกเข้าใจเป้าหมายของวินเซนต์แล้ว ทั้งที่วินเซนต์เลือกที่จะสู้กับเธอแทนที่จะโจมตีด้วยพลังทั้งหมดตั้งแต่แรก เขากลับใช้เวทมนตร์สร้างดาบมวลเวทย์ถึง 5 เล่ม แทนที่จะใส่ชุดใหญ่ในตอนที่เธอน่าจะประมาท

เธอเสียท่าแล้ว วินเซนต์ไม่มีความคิดที่จะเอาชีวิตตัวเองแลกกับเธอ เขาคิดที่จะเอาชีวิตของตัวเองแลกกับเวลาเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่เป้าหมายที่ว่าคืออะไร ทั้งที่เธอก็ไม่ใช่ผู้บัญชาการของที่นี้ย่อมไม่มีผลประโยชน์อะไรให้แย่งชิง

หรือว่า....!!?

มุขนายกที่ยังร่ายเวทย์มนตร์มองไปยังหญิงสาวที่หลับใหลไม่ได้สติอะไร

‘หรือว่ามันคิดยื้อเวลาเพื่อให้คนมา ถอนเวทมนตร์’ ความคิดนี้เข้ามาในหัว ‘เป็นไปได้เวทมนตร์’ มุขนายกเสกเสาหินเพื่อนยันเพดานที่ถล่มไว้ชั่วคราว พลางนึกถึงความสามารถของเถ้าธุลีต้องสาป

มันเป็นเวทมนตร์ที่ใช้เถ้ากระดูกของนักบุญที่ถูกทรมานจนเต็มไปด้วยความชั่วร้ายรวมกับเลือดเนื้อจำนวนมากของผู้ใช้ทำให้มันเป็นวงจรเวทมนตร์มีชีวิต ไม่สามารถที่จะทำลายหรือถอนได้ เพราะทันทีที่มันสามารถหาร่างให้สิงมันก็จะยึดร่างนั้นไว้ต่อให้พยายามทำลายมากขนาดไหน มันก็ยังเหลือหน่ออ่อนเพื่อสร้างวงจรของมันขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา

ผั๊วะ!!!

“เอ๊ะ?” มุมมองของมุขนายกเกิดบิดเบี้ยวจนภาพที่เธอเห็นมันหมุนอย่างรวดเร็ว และความรู้สึกที่แก้มซ้ายมันคืออะไร ความรู้สึกร้อนๆที่เหมือนมีบางอย่างกดลงบนใบหน้านี้มันอะไร

แก้มซ้ายของมุขนายกเว้าเข้าไปในหน้า ร่างของเธอลอย ก่อนที่ล้มลงกับพื้นและในที่สุดเธอก็เพิ่งได้สติ

“อ๊อก!” มุขนายกเอามือจับแก้มซ้ายที่บวมแดง เลือดไหลออกจากมุมปากและแก้ม น้ำตาจำนวนมากไหลออกจากตาซ้ายที่บวมเพราะแรงกระแทกที่สะเทือนถึงดวงตา

วินเซนต์ที่ยังได้สติอยู่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ตั้งแต่ต้นยันจบยิ้มบางๆ ดูถ้าการเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า

“แกเป็นใคร! บังอายต่อยฉัน อ๊า....!” มุขนายกพูดไม่ชัดก่อนที่จะอ้าปากกว้างขึ้นเพราะความเจ็บปวดที่เธอเอามือสัมผัสแผล

เธอเอามือออกและมองไปยังชายผมสีแดงคนหนึ่งที่ต่อยเธอ เธอไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นมากขนาดนี้มาก่อน

วินเซนต์มองไปยังเด็กหนุ่มผมสีแดงคนนั้น ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนภาระที่เขาแบกเอาไว้มานานหลายปีทั้งหมดหล่นลงสู่พื้น เพราะเขามองคนไม่ผิด เด็กคนนี้แหล่ะคือผู้ถูกเลือกที่เขาตามหามาอย่างยาวนาน

คนที่เขาและพวกพ้องใช้เวลาตามหาจนเหลือตัวเองเพียงคนเดียวที่ยังตามหา เขาหลับตาพลางนึกถึงตอนที่เขากำลังเตรียมถ่ายรูปเจ้าบ่าวเพื่อนสนิทที่กำลังเข้าพิธีวิวาห์

“นายเอาจริงหรือ แก้ว ฉันว่าโคโมเอะไม่น่าไว้ใจน่ะ” วินเซนต์ที่กำลังเช็คฟิลม์เตรียมถ่ายรูปเตือนเพื่อนของตัวเอง เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ แม้แต่คนในตระกูลยูเรียล และคนอื่นๆในวาติกันต่างก็ไม่เห็นด้วย

แก้วเจ้าบ่าวในงานนี้ที่กำลังขัดนาฬิกาทรายขนาดเล็กสุดห่วง ยังคงใส่ชุดทหารวาติกันไม่เหมือนกับคนที่กำลังแต่งงาน เอามือวางบนไหล่ของวินเซนต์

“วินเซนต์ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงเรื่องของฉันกับโคโมเอะ แต่ช่วยเพลาๆเรื่องแบบนี้หน่อยเถอะ ฉันคิดว่าแทนที่นายจะเอาเวลาไปใช้คิดเรื่องแบบนี้ มาช่วยฉันจัดชุดหน่อยเถอะ” แก้วเก็บนาฬิกาทรายเข้าไปใต้แขนเสื้อ ก่อนที่จะติดกระดุกคอ

“ทำเองสิ แต่.....เอาเถอะ ฉันจะช่วยถ่ายรูปให้นาย” วินเซนต์ส่ายมือ กล้องตัวนี้เป็นรุ่นเก่าสุดแรร์ ประสิทธิภาพสูงที่อายุแก่กว่าเขาอีก จะให้เอาของสุดรักสุดห่วงของครอบครัวไปแขวนทิ้งไว้ที่อื่นก็ไม่ไว้ใจ เพราะต่อให้เขาจะเก่งกาจด้านเวทมนต์มากแค่ไหน แต่ในยุคสมัยที่มีสิ่งมีชีวิตมีความสามารถเหนือความเข้าใจของมนุษย์ ถ้ากล้องของเขาถูกขโมยไปดีไม่ดีคงไม่มีทางได้กลับคืนตลอดกาล

“กล้องถ่ายรูปของนายสำคัญกว่าความเป็นมิตรของพวกเราหรือไง” แก้วหัวเราะก่อนที่เขาจะใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างเขียนภาษาโบราณกลางอากาศ เมื่อเขียนเสร็จตัวอักษรก็หายไปในทันที ตัวของเขาส่องแสง เมื่อแสงจางลง เขาก็สวมชุดเจ้าบ่าวเรียบร้อยตัวหล่อเรียบร้อย

แชะ!

วินเซนต์ถ่ายรูปทันทีที่แก้วเสกชุดเสร็จ

“ให้ฉันดูหน่อยสิ” เจ้าบ่าวเอามือจับกล้องถ่ายรูป

“ไม่ได้! เครื่องรุ่นเก่ามันใช้ฟิล์ม ต้องรออีกสอง-สามวัน” วินเซนต์ตบมือของแก้วออกจากกล้องถ่ายรูป

“รู้แล้วน่ะ” แก้วตอนเด็กๆเองก็เคยเห็นพ่อของเขาใช้กล้องถ่ายรูปยี่ห้อนีก้อน แล้วเกิดอย่างใช้มั้ง แต่เขาดันออกแรงมากไปหน่อยก็เลยทำมันหักคามือจนโดนพ่อตีก้นจนบวมเป็นลูกท้อ

วินเซนต์ก็พอจะรู้ว่าแก้วคิดเรื่องตอนที่ทำกล้องถ่ายรูปพัง เพราะแก้วเล่นลูบก้นตัวเองในชุดหล่อ ก็น่ะในตอนนั้นเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็เลยรู้ดี“เวลาแกเล่นกับเอาจริงมันต่างกันมากน่ะ ฉันล่ะอย่างให้นายเอาจริงทุกทีทุกเวลา” วินเซนต์ลองเปรียบเทียบสภาพของแก้วตอนที่กำลังอยู่ในสนามรบกับตอนปกติ

“เอาน่า! เพราะเป็นฉันไงไว้ใจได้แน่นอน” แก้วชี้นิ้วโป้งเข้าหาตัวพร้อมกับหัวเราะ

“แต่แกก็ไม่เคยทำให้ฉันไว้ใจได้เลย” วินเซนต์พูดก่อนที่จะยกกล้องเตรียมถ่ายรูป “เร็วๆเข้าฉันจะถ่ายรูปอีก 2 ใบจะได้พาแกไปเข้าพิธี”

“เข้าใจแล้วครับ” เสียงของแก้วเข้มขึ้นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเหมือนเป็นคนละคน

“ชิ ถ้ามันเก๊กท่าแบบนี้ทุกครั้งก็ดี”




NEKOPOST.NET