P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 66 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.66 - ลูกสาวของอาเฟียร์


วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 01: 51 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ณ ดาดฟ้ามหาวิหารซันมาร์โก

“เป้าหมายได้รับบาดเจ็บ ตามหาตัวให้เจอ” ทหารคนหนึ่งกำลังออกคำสั่งให้ผู้ติดตามของตนตามหาเป้าหมายที่กำลังหลบหนี หลังจากที่เขาใช้ปืนไรเฟิลยิงเข้าที่ขาขวาของเป้าหมายจนบาดเจ็บสาหัส

เดิมทีเป็นแค่การจับกุมเป้าหมายธรรมดาๆตามแผน แต่เพราะอนุภาคอีเลเมนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเหนือน่านน้ำทำให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณนี้ผิดปกติจนเกิดพายุฟ้าผ่าที่รุนแรงมาก เป้าหมายเป็นผู้ใช้อีเลเมนต์ระดับสูง เป้าหมายที่ตรวจพบความผิดปกติของอนุภาค เธอจึงรู้ตัวว่ามีคนลอบโจมตีทำให้เขาต้องยิงเป้าหมายเพื่อตัดกำลัง

“เจอคราบเลือดครับ คงหนีลงไปในท่อระบายน้ำ?” ทหารวาติกันนายหนึ่งพบคราบเลือดที่ยังสดบริเวณฝาท่อเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าเลือดนี้เป็นของเป้าหมายหรือเปล่า เพราะฝนที่ตกหนักมากทำให้ตัดสินได้ยากว่าคราบเลือดนี้เป็นของเป้าหมายหรือไม่

“อย่าเพิ่งส่งคนลงไปทั้งหมด มันอาจเป็นกลลวง พลทหารขอความช่วยเหลือกับหน่วยใกล้เคียง และลงไปสำรวจก่อน ถ้าพบอะไรเข้าให้ติดต่อกลับมา” นายกองของวาติกันของคำสั่ง เพราะเป้าหมายอาจจะจ้างคนให้เอาชุดเปื้อนเลือดของเธอไปสวมแทนเพื่อลวงพวกเขาให้ไปทางอื่นก็เป็นได้

‘ท่านครับเราพบศพพวกเราครับ หนึ่งไม่สิมีคนของเราเสียชีวิต 14 คน’ ทหารที่ลงไปสำรวจถึงกับตะลึง เพราะเขาพบศพของทหารวาติกันในสภาพที่ร่างกายถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆ จนท่อระบายน้ำเหมือนกับโรงชำแหละเนื้อสัตว์ เต็มไปด้วยคราบเลือดและเศษเนื้อ

“หึม แบบนี้ต่อให้พลิกแผ่นดินหาก็ต้องหาให้เจอ จะทำให้สหายของเราตายอย่างเสียเปล่าไม่ได้” นายกองโมโหมาก แค่ผู้หญิงคนเดียวทำให้เขาเสียทหารที่มีค่าถึง 14 คน ทั้งที่เป้าหมายถูกยิงเข้าที่ขาก่อนที่จะรู้ตัวอีก แต่ก็ยังสู้กับทหารของเขาได้ขนาดนี้ ดูถ้าพวกเขาจะประมาทเกินไป ท่านวินเซนต์พูดถึงเป้าหมายมีค่ามากจริงๆ

“เราไม่พบเป้าหมายในท่อระบายครับ ห้องใต้ดินที่เชื่อมอยู่ก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยครับ” เหล่าทหารค่อยๆกลับมารายงานทีละคน หลังจากที่พวกเขาลงไปหาในท่อระบายน้ำ และทางเชื่อมห้องใต้ดินของมหาวิหารเพราะพวกเขาตรวจพบเลือดของเป้าหมายที่นั่น แต่ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น

“นี้ เธอหายไปได้ยังไง” พลทหารคนหนึ่งตรวจดีเอ็นเอของเลือดที่พบ มันก็ตรงกับข้อมูลดีเอ็นเอเป้าหมาย ‘บิลธิ’อาเฟีย อะคิล่า โดโรธี อิสลามิ’ ชาวอิสลามเชื้อสายอาหรับ-รัสเซีย เขาดูข้อมูลอย่างละเอียดก็แน่ใจว่าเลือดนี้เป็นของเธอแน่นอน

“หล่อนหายไปไหน!!” ทหารหญิงคนหนึ่งถึงกับกุมขมับ เธอเห็นผู้หญิงที่เป็นเป้าหมายนี้ไปทางนี้แน่ๆ แต่พอเธอตามไปกับไม่พบและยังเป็นทางตันอีกต่างหาก

คำรายงานถึงกับทำให้นายกองควันออกหู นี้เขากับลูกน้องทำงานพลาด ทั้งที่เป้าหมายเสียเลือดมากเพราะอาการบาดเจ็บ แต่กลับหนีไปแบบไม่มีใครรู้ตัวได้ไง

“ใจเย็นๆในกอง ถ้าเราลองไปตรวจสอบรายชื่อคนเข้าเมืองเราอาจจะพบกับผู้สมรู้ร่วมคิดก็ได้ รู้ไว้ก่อน เพื่อพวกเราจะได้เจอเป้าหมายที่จุดนัดพบ” วินเซนต์เอามือตบไหล่เพื่อให้ทหารของเขาใจเย็นลง คนที่ออกคำสั่งให้จับก็คือเขาเอง แต่ก็ไม่คิดว่าผู้หญิงที่มุขนายกต้องการตัวมากจะเก่งขนาดสู้กับทหารวาติกันที่ฝึกมาอย่างดีทั้ งๆที่ตัวเองบาดเจ็บสาหัส ถึงว่าล่ะว่าทำไมมุขนายกถึงอยากได้ตัวมากถึงขนาดนั้น

วินเซนต์เรียกหน้าต่างรายชื่อคนที่เข้าเมืองในช่วง 3 วันนี้ เพื่อลองหาว่ามีคนที่น่าสงสัยนอกจากเป้าหมายหรือไม่ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ และสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยคือข้อมูลของเป้าหมายที่อยู่ในเมืองนี้หายไปทั้งหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังสามารถเรียกใช้งานจากฐานข้อมูลได้อยู่ ตอนนี้เขาต้องใช้ข้อมูลเก่าที่ทหารของเขาเก็บเอาไว้ยามฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว  

ท่อระบายน้ำทิ้งใกล้กับบ่อหมักนอกเมือง

“พวกวาติกันต้องการอะไรกันแน่” โดโรธีใช้แขนทั้งสองข้างดันกำแพงเพื่อช่วยพยุงร่างกายที่บาดเจ็บ ขาขวาของเธอตอนนี้ไม่มีความรู้สึกแล้ว

โครม!

เพดานเกิดถล่มทำให้โดโรธีต้องกระโจนออกเพื่อหลบซากคอนกรีตที่หล่นใส่

“อุ๊บ” โดโรธีที่หลบคอนกรีตได้เอาหลังพิงกำแพง ตอนนี้เธอเสียเลือดมากไปจนอย่างจะหลับ แต่ก็หลับไม่ได้ เพราะถ้าเกิดหลับไปเกรงว่าเธอจะไม่ตื่นอีกเป็นครั้งที่สอง

“ฮ่า ฮ่า”

โดโรธีที่เหนื่อยหอบนึกถึงตอนที่อนุภาคอีเลเมนต์คลุ้มคลั่งทำให้เกิดพายุขนาดใหญ่ ตอนนั้นริสตี้ส่งข้อมูลแปลกๆมาให้เธอ ตอนที่เธอกำลังวิเคราะห์มันอยู่นั้นเอง เธอก็รู้สึกได้ว่าอนุภาคอีเลเมนต์ได้กระทบกับสิ่งของบางอย่างจนมันเคลื่อนที่ผิดปกติ โดโรธีรู้ทันทีว่ามีคนแอบมองอยู่ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรก็โดนยิงที่ต้นขาขวา

โดโรธีเอามือกดแผลที่ขาขวาของตัวเองด้วยเศษผ้าเพื่อไม่ให้เสียเลือดไปมากกว่านี้ ยังดีที่เธอถูกยิงส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อกับไขมันไม่ใช่เส้นเลือดใหญ่และกระดูก เธอเลยสามารถประคองสติมาถึงที่นี้ได้ มันอาจเป็นโชคดีในความโชคร้ายที่เธอใช้ทางกลับตอนที่ตกบ่อหมักเป็นทางหนี เพราะที่นี้ไม่มีใครใช้แล้ว มันจึงเก่าและอันตรายมาก ขนาดทางออกยังต้องใช้พลังของเธอเปิดช่องถึงจะผ่านได้ พวกวาติกันคงยังไม่รู้ว่าเธอมีความสามารถนี้ เธอก็เลยใช้ท่อระบายน้ำที่ติดกับมหาวิหารเป็นตัวล่อ

โดโรธีเปิดช่องว่างระหว่างมิติตรงบริเวณแผลของตัวเองเพื่อที่จะเอาเนื้อส่วนที่เน่าและเศษซากกระสุนที่ตกค้างอยู่ออกให้หมด มันงั้นอาจจะต้องตัดขาตั้งแต่ใต้สะโพกไปก็ได้

เธอใช้ส่วนเข็มของกิ๊บหนีบผมจิ้มหนองจนแตกและเขี่ยเนื้อที่ตายออก วิธีนี้อาจจะแย่เล็กน้อยตรงที่ความสามารถของเธอไม่อาจที่จะลบความเจ็บปวดทั้งหมดได้ก็จริง แต่ข้อดีคือเร็วกว่าไปหาหมอผ่าตัด จัดการง่ายและสะอาด ช่องว่างระหว่างมิติของโดโรธีนั้นไม่มีอะไรเลยก็จริง เพราะมันสะอาดมากด้วยดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่าจะติดเชื้อแต่อย่างใด

เธอค่อยๆใช้พลังแหวกเส้นประสาทเพื่อที่จะเช็คว่ายังมีเนื้อที่เน่าหรือไม่ ถ้ามีเธอก็ได้เอามันออกอย่างช้าๆ ถ้าเร็วมากเกินไปอาจจำทำให้เป็นอัมพาต เมื่อตรวจสอบว่าโอเค เธอก็ใช้ด้ายที่เธอพกไว้ตลอดเวลาบรรจงเย็บแผลผ่านช่องว่างนั่นอย่างเร่งด่วน ยังดีที่เธอมีพลังอีเลเมนต์ เพราะมันทำให้เธอสามารถสอดด้ายผ่านช่องว่างมิติทะลุชั้นเนื้อได้เลยไม่กลัวอักเสบ ด้ายจะสามารถเชื่อมแผลได้ในทันที แม้จะคลายพลังไปแล้วก็ไม่เจ็บแผล

เวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ไม่ทราบในที่สุดโดโรธีก็เย็บแผลของเธอจนเสร็จถึงมันจะไม่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีอุปกรณ์เพียงพอและท่อระบายน้ำยังสกปรก แต่แค่นี้ก็พอจะทำให้เธอเดินได้สะดวก

“ต้องรีบไปพบทุกคน” โดโรธีเอาเศษสมุนไพรที่เก็บตามทางที่ขึ้นในท่อระบายน้ำเอามาปิดปากแผลและมัดด้วยผ้า เธอจะได้รีบไปหาพวกนิลได้สักที

“เจออะไรไหม” เสียงตะโกนทำให้โดโรธีขวัญอ่อนในทันที เพราะจากเสียงทุ่มต่ำของผู้ชายแบบนี้คงไม่ใช้เสียงของนิลแน่ๆ

“เธอต้องอยู่ในนี้แน่ๆ รีบหาให้เจอ ระวังด้วยเป้าหมายเป็นพวกต้องสาปมีความสามารถในการทะลุผ่าน” ทหารวาติกันต่างอยู่ในสภาวะพร้อมรบเต็มพิกัน เพราะเป้าหมายเป็นคนมี ‘พลังต้องสาป’ ความประมาทเพียงเล็กน้อยจะทำให้พวกเขาตายกันหมด

“มาที่นี้ได้ไง” โดโรธีพยายามก้มตัวให้ต่ำพร้อมกับคลานหนี ทำไมพวกวาติกันถึงตามหาตัวเธอจนมาถึงที่นี้ได้ ทั้งที่การที่มาบ่อหมักต้องผ่านชั้นหินที่ถล่มเพราะก่อสร้างมานับร้อยปี และที่สำคัญที่สุดทำไมพวกเขาถึงรู้ว่าเธอมีความสามารถในการทะลุผ่านมิติได้

ไม่ทันให้หญิงสาวคิดอะไรมาก ทหารของวาติกันก็เริ่มที่จะทำลายท่อระบายนี้ทิ้ง ในความคิดของเธออีกฝ่ายคงแน่ใจว่าเธอที่มีพลังอีเลเมนต์ระดับสูงสามารถที่จะมีชีวิตรอดได้ถึงแม้จะถูกฝัง รอถูกฝังก่อนค่อยจับกุมเธอหลังจากหมดสภาพก็ไม่สาย

โดโรธีแบกร่างที่บาดเจ็บเดินฝ่าสิ่งกีดขวางมากมายในความมืด เธอได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักจึงต้องประหยัดพลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แสงไฟเริ่มส่องเข้ามาในอุโมงค์ที่มืดสนิททำให้โดโรธีรู้ตัวแล้วว่าอีกไม่นานวาติกันก็จะมาถึง เธอกระพริบตาทีหนึ่งนึกวิธีที่จะจัดการ

‘ช่วยไม่ได้’ เธอตัดสินใจเปิดช่องมิติเพื่อลงไปให้ลึกกว่านี้ เธอแน่ใจว่าเธอน่าจะคุ้นเคยกับเส้นทางใต้ดินมากกว่าอีกฝ่าย เพราะวาติกันเลือกที่จะทำลายกำแพงและเพดานเข้ามาด้านใน แทนที่จะส่งหน่วยพิเศษเข้ามาโดยตรง เธอต้องใช้โอกาสนี้สร้างความได้เปรียบคงต้องสู้จนกว่าพวกวาติกันจะเปิดโอกาสให้เธอหนี

โดโรธีฉีกกระโปรงออกส่วนหนึ่งเอามาผูกกับชายเสื้อตัวเอง ก่อนที่จะถอดเสื้อนอกออกมาผูกกับท่อน้ำตรงจุดโค้งหักศอกพอดีและคลุมจนปิดบริเวณนั่นทั้งหมด เธอใส่พลังลงไปในผ้าจนเธอสามารถมองทะลุผ่านผ้าได้เหมือนมองพลาสติกใส เธอแขวนมันอยู่ตรงนั่นที่เหลือก็แค่ล่อพวกมันมาติดกับดักเท่านั่น

โดโรธีถอดเสื้ออีกตัวก่อนที่จะม้วนมันไว้ที่แขนขวาจนเหมือนมัมมี่ และรีบลงลึกไปเรื่อยๆ จนถึงส่วนที่น่าจะเคยเป็นสุสานเก่าใต้เมือง ที่นี้คงจะเหมาะที่จะใช้ข้อเสียของอนุภาคอีเลเมนต์ได้

โดโรธีมองไปยังโครงกระดูกเก่าๆที่กองตั้งเป็นภูเขาถึงมันจะมืดสนิทเพราะอยู่ใต้ดิน แต่เธอก็ยังสามารถมองเห็นคลื่นอีเลเมนต์สีเหลืองบางๆที่กระจัดกระจายบริเวณโครงกระดูกได้อย่างชัดเจน เธอพอจำสีของเกลียวคลื่นของโครงกระดูกมนุษย์ได้ ถึงที่นี้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบของสงครามเพราะอยู่ใต้ดิน แต่อนุภาคอีเลเมนต์ที่เป็นพิษก็ยังเล็ดลอดมาถึงและทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในนี้

แม้ความเป็นพิษของมันจะลดลงจนแทบจะทำอะไรกับมนุษย์ไม่ได้แล้ว แต่สำหรับคนที่ใช้อีเลเมนต์เป็นอย่างเธอที่นี้เหมือนกับป้อมปราการเหล็กส่วนตัว

ปึก!! ผ้าที่พันเป็นมัมมี่ของเธอก็กระตุกอย่างแรง

“มาแล้ว” สาวใช้ฉีกผ้าส่วนหนึ่งก่อนที่จะยัดเข้าไปในโครงกระดูกที่สีของคลื่นอีเลเมนต์เข้มมากที่สุด ทันใดนั่นก็มีบางอย่างปรากฏขึ้นในโครงกระดูก

“เหวอ ฉันมาอยู่ที่นี้ได้ไง” ทหารวาติกันวาร์ปมาอยู่ในโครงกระดูกในทันที เท่าที่เขาจำได้ก็คือเขาวิ่งนำหน้าคนอื่นๆและพอถึงหัวมุม หน่วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ตรวจสอบแล้วว่าโค้งหักศอกปลอดภัยก็สั่งให้เขานำไป แต่พอรู้สึกตัวอีกทีเขาก็อยู่ในห้องที่มืดสนิทแม้แต่กล้องอินฟาเรดก็มองไม่เห็น และก็ถูกลากมาที่นี้

ทหารคนนั่นขยับตัวไม่ได้ เขารู้สึกเหมือนถูกบางอย่างรัดแน่นติดกับตัวเหมือนกับถูกมือขนาดใหญ่บีบ

“แก นังแม่มดแกใช้ศาสตร์ชั่วยังงั้นเหรอ” ทหารวาติกันเห็นหน้าของโดโรธีผ่านอินฟาเรดก็ได้แต่สบถออกมา

“พวกคุณเรียกผู้ใช้พลังอีเลเมนต์อย่างดิฉันว่าความชั่วร้ายสินะคะ” โดโรธีมองไปยังร่างกายของทหารวาติกันก็พบว่าพวกเขาไม่มีอนุภาคอีเลเมนต์เลยแม้แต่นิดเดียว

“พระเจ้าต้องลงทัณฑ์พวกอสูรอย่างพวกแก” วาติกันตะโกนด่าพร้อมกับพยายามดิ้นให้หลุด ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาถูกเขาสามารถต้องห้ามของพวกนอกรีตเข้าแล้ว

“สิ่งที่คุณยึดถือกับคำสอนที่ดิฉันเคารพมันคนละเรื่องกัน” โดโรธีเถียงกลับก่อนที่จะยื่นมือไปแตะหน้าทหารวาติกันคนนั่น แต่ก็น่านับถือที่เป็นทหารธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์คาถา กลับมีความซื่อสัตย์และเชื่อมั่นทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะตายแทนที่จะร้องขอชีวิต เขาเลือกที่จะสาปแช่งเธอแทน น้ำเสียงก็ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย พระเจ้าที่เขาเคารพนับถือก็น่าจะดีใจที่ได้สาวกที่ดีแบบนี้ไปอยู่เคียงข้าง

โดโรธีบีบหน้าของทหารของวาติกันและรีบดึงออกพร้อมกับกระโดดถอยหลัง ทันใดนั่นโครงกระดูกจำนวนมากก็เริ่มที่จะบดขยี้ร่างของทหารคนนั่น

“ปีศาจใช้วิชามารอะไรกับฉัน”

“ก็แค่ใส่อนุภาคอีเลเมนต์ที่มีผลกับพวกโครงกระดูกเล็กน้อย หลักวิทยาศาสตร์ตามโทรทัศน์คะ” โดโรธีตอบมันเป็นปรากฏการณ์ที่อนุภาคอีเมนต์ที่มีคุณสมบัติต่างกันมาเจอกันต่างฝ่ายจะข่มกันเองและวัสดุด้านข้างที่ปนเปื้อนจะเริ่มบดเข้าด้วยกัน ที่เธอทำก็แค่ใส่อนุภาคที่เป็นพิษลงไปเล็กน้อยในร่างของผู้ชายคนนั่น เมื่ออนุภาคที่มีคุณสมบัติต่างกันเจอกันย่อมพยายามข่มกันเอง ผู้ชายคนนี้ไม่มีอนุภาคอีเลเมนต์แม้แต่นิดเดียวเมื่อเธอใส่มันเข้าไปในร่างจะทำให้ร่างกายเขาเหมือนสายล่อฟ้าที่ทำหน้าที่ล่อฟ้าผ่า ร่างกายก็จะดึงดูดอนุภาคอีเลเมนต์รอบข้างในทันที ผลก็คือ..

“อ๊าก!” เสียงสุดท้ายของทหารคือเสียงของความเจ็บปวด ร่างกายของเขาถูกโครงกระดูกมากมายเสียบแทงจนพรุน และร่างของเขาก็เริ่มเน่าอย่างรวดเร็ว

โดโรธีเดินไปยังศพที่กำลังกลายเป็นโครงกระดูก เธอฉีกเศษผ้าความยาวประมาณ 1 คืบเอามาผูกไว้ที่ข้อมือของตนก่อนที่จะสะบัดมือหนึ่งทีปรากฏผ้าจำนวนมากหลากสีที่มีความยาว 1 คืบที่โบกสะบัดท่ามกลางสุสานใต้ดิน ตอนนี้สุสานแห่งนี้ไม่ได้มืดมิดอีกต่อไป อนุภาคอีเลเมนต์เกินการสั่นพ้องจนโครงกระดูกทั้งหมดต่างพากันเรืองแสงจนข้างในสว่างเหมือนตอนกลางวัน

 

“ท่านครับ! สัญญาณชีวิตของทหารหน่วยเราหายไปเรื่อยๆเลยครับ” ทหารสื่อสารตรวจสอบดูหน้าปัดอิเล็กทรอนิสก์ด้วยความตกใจ เพราะสัญญาณทหารที่เข้ามาตามล่าเป้าหมายตามจุดต่างๆค่อยๆหายไปทีละจุด และสัญญาณของคนอื่นๆยังหายไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ

“ว๊าก!?” คราวนี้แม้แต่สัญญาณชีวิตของทหารสื่อสารเองก็หายไปด้วย

“ศัตรูเป็นแม่มดทุกคนถอยก่อน” คนเป็นหัวหน้าออกคำสั่งให้ลูกน้องรีบถอยก่อน ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เครื่องตัวจับอนุภาคของเขาที่ตอนแรกไม่มีสัญญาณอะไร ตอนนี้ดีดเหมือนกับมีสึนามิเข้าตอนแผ่นดินไหว นอกจากนั่นสุสานใต้ดินเองก็เริ่มสว่างมากขึ้นจนสังเกตได้ว่าโครงกระดูกที่ใช้สร้างเป็นทางเดินส่องแสงสว่าง แล้วมีบางชิ้นก็เริ่มจางหายไปด้วย เป้าหมายใช้เวลาเพียงแปบเดียวก็สร้างเครือข่ายคลื่นอีเลเมนต์ที่ทรงพลังขนาดนี้ได้ต่อให้มีเครื่องสลายอนุภาคขนาดใหญ่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว

“ทุกคนถอยไปให้หมด ฉันจะจัดการตรงนี้เอง” วินเซนต์ยืนบังมวลคลื่นอีเลเมนต์ที่ซัดใส่ทหารของเขา

‘ฉลาดไม่เบา’ วินเซนต์สรุปความคิดของหญิงสาวสั้น เขาเข้าใจเป้าหมายของหญิงสาวในทันทีและเขาจะให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

วินเซนต์ประกบมือก่อนที่จะมีวงแหวนสีฟ้าออกจากฝ่าเท้าและเกิดเป็นม่านพลังไม่ให้อนุภาคทะลุผ่าน เธอคงรู้แล้วว่าทหารของวาติกันจะไม่มีคุณสมบัติของอีเลเมนต์เลยคิดจะทำให้ร่างกายพวกเขารับอนุภาคจนเกิดเป็นตัวนำอย่างดี และร่างกายของพวกเขาจะรองรับอนุภาคไม่ไว้จนเกิดอาการอีเลเมนต์เป็นพิษและทำให้โครงกระดูกจำนวนมหาศาลที่ปนเปื้อนอีเลเมนต์อยู่แล้วแสดงคุณสมบัตตามพลังของผู้ใช้ที่สามารถทะลุผ่านมิติได้ เมื่อเป็นแบบนั่นจะทำให้ทางเดินใต้ดินแห่งนี้ที่เสียตัวค้ำจุนและเกิดถล่มทำการฝั่งศัตรูทั้งเป็น เป็นการย้อนแผนที่ฉลาดมาก เป้าหมายแค่กระตุ้นอนุภาคให้สั่นสะเทือนมากขึ้นเครื่องมือต่อต้านก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

“ช่วยไม่ได้” วินเซนต์ร่ายเวทย์อีกบทเพื่อลองหาคนที่ยังรอดชีวิตอยู่ เขาต้องพาคนที่ยังรอดออกไปให้หมดก่อนที่จะร่ายมนต์บทสุดท้าย วินเซนต์ใช้สติทั้งหมดหาพวกพ้องของตัวเอง แต่สิ่งที่เขารู้สึกได้คือทหารของตัวเองที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสและเขาไม่อาจช่วยอะไรได้เลย

“ทุกคนอย่าอยู่ในรัศมี 300 เมตร ฉันจะสวดภาวนา” วินเซนต์ออกคำสั่งเด็ดขาดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถอยไปให้หมด เขาจะต้องใช้เวทมนตร์บท ‘นี้’ ที่นี้เพื่อจัดการเธอแล้ว  คงจะพาเป้าหมายกลับไปได้ไม่ครบ 32 ถึงจะรู้สึกผิดต่อมุขนายก แต่ก็ต้องทำเพื่อรักษาชีวิตของลูกน้อง

“พื้นปฐพีจงฟังข้า” วินเซนต์คลายมือก่อนที่จะสะบัดมือ ทันใดนั่นเพดาน กำแพงและพื้นก็เกิดสั่นไหว

“จงจับผู้ต้องสาป” เขากระทืบพื้นอย่างแรงทำให้พื้นสงบในทันที “ดูสิว่าเธอจะหนีไปได้ไหม” วินเซนต์ทำมือเป็นรูปสามเหลี่ยม

“หมดสักที” โดโรธีเหนื่อยหอบถึงที่นี้จะเป็นสถานที่เหมาะสำหรับเธอในการต่อสู้ก็จริง แต่ก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงมากเป็นข้อแลกเปลี่ยน เพราะถึงอนุภาคอีเลเมนต์ที่นี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถก็จริง แต่กลับมีความเป็นพิษที่สูงมากไม่แพ้กัน จะแตกต่างกันที่ว่าจะเป็นพิษแบบไหนเท่านั่น เช่นถ้ำแกมม่าไลเคนที่ทำให้เธอสดชื่นกับเพิ่มพลังแต่ก็ทำให้หมดสติและรอถูกไลเคนย่อยเป็นสารอาหาร ส่วนที่นี้ก็ทำให้เธอประหยัดพลังงานเวลาใช้ความสามารถได้มาก แต่ทำให้อนุภาคอีเลเมนต์ที่เป็นพิษแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทำให้เหนื่อยล้าแถมทำลายโครงสร้างร่างกายอีกต่างหากเลยสู้นานในนี้ไม่ได้

โดโรธีต้องค้นศพทหารก่อนที่จะเตรียมตัวออกไปจากที่นี้อย่างน้อยก็ลองหาของจากพวกทหารที่ตายแล้ว เพื่อเจอของที่สามารถใช้ได้หรือได้ข้อมูลอะไรดีๆจะได้ไม่เจ็บตัวฟรี

เปรี้ยก!!

โดโรธีเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงบางอย่างแตก เธอรีบมองไปรอบตัวก็พบว่าแสงจากอนุภาคอีเลเมนต์เริ่มหายไปถ้ำใต้ดินเริ่มมืดลง เธอรู้สึกเสียวสันหลัง พลังของเธอเองก็ใช้ไม่ได้ด้วย

หมับ!!

โดโรธีมองไปที่ขาตัวเองก็พบว่าพื้นดินก่อรูปเป็นแขนขนาดใหญ่จับขาทั้งสองข้างของเธอไว้

“กรี๊ด” เธอร้องลั่นเพราะคราวนี้มีคลื่นดินจำนวนมากพุ่งขึ้นมาตั้งขาจนถึงคอ เธอพยายามใช้พลังอีเลเมนต์ แต่ก็ใช้ไม่ได้ดินมันดูดอนุภาคไปหมด

“อย่าขึ้นมานะ อย่า..” ดินพุ่งเข้าไปในปากของโดโรธีจนโดโรธีถูกดินโคลนปกคลุมทุกสวนของร่างกายจนตัวเธอในตอนนี้กลายเป็นตุ๊กตาโคลน

‘เจ็บ’ โดโรธีที่เจ็บไปทั้งตัวเหมือนร่างกายของเธอกำลังถูกดินอัดจนแบน มันทรมานมาก ดินที่เข้าไปในปากเองก็ทำให้เธอคลื่นไส้เหมือนดินข้างในกำลังบดขยี้ลำคอของเธอ แต่แปลกที่ดินรัดตัวเธอจนไม่มีช่องว่างกลับมีรูที่ตาให้เธอมองเห็นได้  

“นังแม่มด” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของโดโรธีทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน เสียงนี้ไม่เหมือนกับเสียงของทหารที่ด่าสาปแช่งเธอก่อนตาย

“อยู่นี้เองเหรอ ไอ้ปีศาจ” เสียงของคนจำนวนมากดังขึ้นรอบตัวโดโรธีทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความกลัวที่ทะลวงไปถึงหัวใจ ดวงตาของเธอพยายามมองไปด้านข้างแต่ก็เห็นแต่ความมืดมิด

“ตายซะ เถอะ”

กร๊อป!! บางอย่างกดที่ลำตัวของหญิงสาวอย่างแรงกระดูกซี่โครงของโดโรธีหักจนเกือบหมดในการบีบเพียงครั้งเดียว ความเจ็บปวดจำนวนมากถาโถมจนเธอแทบทนไม่ได้

“ตาย ตาย ตาย ตาย” คราวนี้ไม่ใช่แค่กระดูกซี่โครง ขาทั้งสองข้างถูกบีบจนเสียงกระดูกดังกร๊อบแกร็บ แขนเธอเหมือนถูกมือบีบจนกระดูกหัก

หญิงสาวร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัวคงเป็นเพราะว่าเธอกำลังจะถูกบางสิ่งที่เธอไม่รู้จักฆ่าทิ้ง ดวงตาเธอเห็นแต่ความมืดมิด ร่างกายที่ขยับไม่ได้ถูกบางอย่างบดขยี้

“รู้สึกยังไงบ้างละเวลาที่กำลังตาย จะถูกฆ่าทั้งที่รู้ตัวแต่ขัดขืนไม่ได้” เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่แสงไฟจะส่องใส่ตาของโดโรธี แต่เธอลำตาไม่ได้เพราะถูกเปลือกตาติดกับโคลนทำให้โดโรธีต้องเจ็บปวดกับแสงไฟที่สว่างมากจนตาของเธอปวดแสบไปหมด

“ที่จะฆ่าเธอนะคือเจตจำนงของคนที่ถูกเธอฆ่า ความแค้นของเหล่าผู้วายชนม์ที่ถูกเธอใช้งานเพื่อสังหารผู้อื่น” วินเซนต์ที่แบมือในมือนั่นมีลูกแก้วส่องแสงเข้าตาของโดโรธีแสดงให้ถึงคนจำนวนมากที่ก่นด่าสาปแช่ง หน้าตาของพวกเขากลวงโบ๋เลือดและหนอนชอนไชเต็มใบหน้า

“พอแค่นี้ คนที่ตายแล้วไม่ควรทำร้ายคนเป็น” วินเซนต์ขยี้ลูกแก้วทิ้งก่อนที่ดินโคลนในห้องจะส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจ “ข้ารู้ว่าพวกคุณอย่างให้เธอคนนี้ตาย เพราะหล่อนมารบกวนการหลับใหล และเหล่าทหารของข้า ข้าวินเซนต์จะพิพากษาสตรีผู้นี้ในภายหลังเอง ขอให้พวกเจ้าจงหลับใหล และหวังว่าจะได้ไปพบกับพระองค์ท่านในเร็ววัน”

คำพูดของวินเซนต์ทำให้ดินโคลนสงบลง แต่ก่อนที่จำสงบนั่นมันกลับหักขาซ้ายของโดโรธีจนขาบิดผิดรูป ก่อนจะมีเสียงกระดูกหักตาต่อมาเป็นทอดๆและ ความเจ็บปวดนั่นทำให้หญิงสาวหมดสติไปเลย

วินเซนต์คลายมนต์ก่อนที่จะลองไปดูสภาพของเป้าหมายถึงตอนนี้จะกลายเป็นตุ๊กตาโคลนเพราะถูกจิตวิญญาณของคนที่ตายแล้วพยายามบดร่างให้กลายเป็นธุลี แต่เขาก็พอวิเคราะห์ได้

“กระดูกซี่โครงหักเกือบหมด กระดูกแขนขาหัก กะโหลกร้าว กระดูกแทบทั้งตัว ส่วนขาซ้าย” วินเซนต์ลองดูขาซ้ายที่บิดผิดรูป เขาเห็นเศษกระดูกทะลุเนื้อของหญิงสาวจนโผล่ออกมาด้านนอกร่างกาย อาการแบบนี้ขาซ้ายก็คงใช้งานไม่ได้ เมื่อรวมกับขาขวาที่เจ็บหนักอยู่ตั้งแต่แรก เธอก็คงจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต

“เอาเถอะ ถ้าใช้มนต์บทนี้ก็คงหวังให้ครบ 32 ไม่ได้” วินเซนต์อุ้มร่างของเป้าหมายก่อนที่จะเดินออกไปข้างนอก

วินเซนต์เดินไปเรื่อยๆระหว่างทางเขาพบศพของลูกน้องที่บางคนถูกฝั่งในดินทั้งเป็น บางคนร่างกายแยกส่วนจนที่นี้กลายเป็นบ่อเลือด ลูกน้องของเขาคงแค้นที่ถูกฆ่าอย่างทรมานเลยพยายามฆ่าผู้หญิงคนนี้ด้วยวิธีเดียวกันกับที่ตัวเองต้องได้รับ

ในที่สุดวินเซนต์ก็อุ้มร่างของโดโรธีออกจากทางใต้ดิน ตอนนี้เขาอยู่ตรงเนินเขาไกลชายฝั่ง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ววินเซนต์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร

“ได้ตัวเป้าหมายมาแล้วครับ” วินเซนต์ติดต่อหามุขนายกที่เป็นคนออกคำสั่งให้เขา

“ดีมาก พาเธอมาหาฉัน” มุขนายกพอใจกับคำตอบของวินเซนต์มาก

“แต่ท่านครับ ผมเสียทหารถึงหนึ่งหมวด ผู้หญิงคนนี้มีค่าพอขนาดนั่นเลยหรือครับ” วินเซนต์เพราะภารกิจครั้งนี้เป็นการออกคำสั่งโดยพลการของมุขนายกทำให้ทหารของเขาไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยอื่นในกองร้อยได้ ถ้าเบื้องบนรู้เข้า กองร้อยของเขาต้องรับโทษหนัก แถมที่แย่ที่สุดคือเขายังเสียทหารตั้งมากมายไปในวันเดียว

“ไม่ต้องสอดหรอกว่าคุ้มไม่คุ้ม ขอแค่ผู้หญิงคนนี้อยู่กับฉันก็ไม่มีปัญหาอะไร” มุขนายกไม่สนใจกับผลเสีย เพราะผลเสียเรื่องนี้เธอจัดการได้สบายๆ

“ครับ” วินเซนต์ปิดมือถือก่อนที่เขาจะเรียกเฮลิคอปเตอร์ของลูกน้องเพื่อกลับฐาน ขืนไม่รีบกลับมีหวังผู้ตรวจสอบในกองร้อยจะติดต่อกับทางเบื้องบน

แต่ระหว่างที่เขารอฮอล์กลับโบสถ์ เขาขอทิ้งอะไรไว้สักอย่างก่อนเพื่อพิสูจน์ความคิดของตัวเอง

“ถ้าเด็กคนนั่นมีความสามารถแบบเดียวกับท่าน เขาก็น่าจะเข้าใจ” วินเซนต์เอานิ้วจุ่มลงไปในกองโคลนที่อยู่ฝั่งซ้ายของตัวเองก่อนที่จะดึงออก ถ้า ‘พร’ของ เด็กคนนั่นเป็นของจริง เขาน่าจะแกะรอยเพื่อมาช่วยเพื่อนของตัวเองได้

“ท่านครับได้เวลาแล้วครับ” คนขับฮอร์เปิดประตูเครื่อง

“ฉันอยู่นี้แล้ว” กลับเป็นวินเซนต์ที่นั่งรอคนขับในฮอร์ตั้งแต่แรกพร้อมกับเป้าหมายที่จับกุมได้

“อะ ต้องขออภัยด้วยครับ” คนขับฮอร์รับขับกลับฐานทันที เขาได้รับคำนสั่งจากท่านมุขนายกให้มารับของภารกิจ แบบไม่ต้องถาม แถมยังบังคับให้รีบกลับภายในครึ่งชั่วโมงคงจะถามท่านวินเซนต์ว่า ‘ท่านไปทำอะไรมาหรือครับ’ ก็ไม่ได้เดียวถูกสั่งเก็บ

 

 

 

วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 05: 07 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

แป่ะๆๆ ซ่าๆๆๆๆๆ!!

ห่าฝนตกลงสู่โบราณสถานที่ถูกทำลาย ทั้งที่แต่ก่อนมันเคยเป็นสุสานใต้ดินที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงหลุมขนาดใหญ่ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

“นี้มันเกิดอะไรขึ้น!!” ชายคนหนึ่งที่กางร่มมองไปยังกองซากศพจำนวนมาก เขาถอนหายใจท่ามกลางห่าฝนที่ตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

“โดโรธีเธออยู่ที่ไหน” ชายคนนั่นเก็บร่มทำให้มองเห็นหน้าเขาได้ชัดๆเป็นนิลนั่นเองที่ออกมาตามหาโดโรธีเพียงคนเดียวท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ่ม

“อุ๊บ!!” นิลอ้วกออกมาตอนนี้เขาปวดหัวไม่พอยังรู้สึกปวดตามเนื้อตามตัว คงเป็นเพราะยาแก้ที่คีรีสให้มันช่วยขับฮอร์โมนในตัวเขาในทันทีได้ก็จริง แต่ตัวคีรีสเองก็บอกมาว่ายาที่เค้าใช้มันมีผลข้างเคียงค่อนข้างหนักอยู่ และยังกำชับว่าห้ามขยับตัวมาก

“ตามฉันมา”

นิลที่กำลังจิตตกผงกหัว เขาว่าเขาได้ยินเสียงแปลกๆก็จริงอยู่ แต่เสียงแบบนี้ไม่มีทางใช่เสียงของมนุษย์

“ตามฉันมา”

“เธออยู่ที่นี้”

ประโยคที่ได้ยินเริ่ม

“อึก” นิลกระอักทีหนึ่ง ดวงตาพร่ามัวจนมองเห็นไม่ชัด แต่มีกลับมีบางอย่างเข้ามาในทิวทัศน์ของเขาแทน เขามองเห็นทุ่งดอกไม้สีแดงเพลิงส่องสกาว ท้องฟ้าสีขาวที่เต็มไปด้วยดาวสีแดงฉาน

 

ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงหลากหลายเฉก สถานที่ภายในจิตใจของคนบางคน

สวนดอกไม้สีแดงส่องแสงเรืองรองผิดปกติ เกสรฟุ้งกระจายปล่อยมวลละอองสีแดงดำดูน่ากลัว สีของเกสรเหมือนละอองเลือดไม่มีผิด

“ใช่ได้นี่” ชายผมสีแดงคนเดิมที่นั่งดมเกสรดอกไม้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง มิติสีแดงแห่งนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอย่างช้าๆ ทั้งดอกไม้หรือแม้แต่ท้องฟ้าล้วนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจนหมด

“ถ้าใช้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันก็คงไม่ต้องเป็นห่วงมากขนาดนี้” ชายผมสีแดงเปิดหน้าของตัวเอง หน้าตาของเขาเหมือนกับนิลทุกประการเว้นเพียงสีของผลและดวงตาที่เป็นสีแดง แต่ตอนนี้เส้นผมและตาของเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เขาไอเล็กน้อยไม่คิดเลยว่าผลกระทบของนิลจะส่งผลต่อเขาโดยตรงมากขนาดนี้

ชายคนนั่นมองตัวเองผ่านกระจกเพื่อดูว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากขนาดไหน เขาโชว์ฟันของตัวเองพร้อมกับเสยผม

‘สีผิวยังเปลี่ยนเลยเรอะ’

ชายคนที่ตอนนี้มีลักษณะเหมือนกับนิลทุกประการหลับตาทิ้งตัวนอนลงบนทุ่งดอกไม้สีน้ำตาล “ไปเลย ไปแสดงให้มันเห็น!! ว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมที่จะแบกรับชะตาของโลกใบนี้ไว้” ชายคนนั่นพูดก่อนที่จะหลับพักผ่อนเฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา และเขาจะตื่นขึ้นจากการหลับใหลก็ต่อเมื่อมันถึงเวลาที่ “นิล” จะต้องการความช่วยเหลือของเขาเหมือนกับทุกๆครั้งไป แต่ครั้งนี้เขาอาจจะหลับนานหน่อย

‘ถ้าฉันไม่ตื่นก็อย่าโทษกันก็แล้วกัน’




NEKOPOST.NET