P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 60 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.60 - มึนงง คล้ายจะเป็นลม


วันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2042 เวลา 15: 58 น. ตามเวลาท้องถิ่น เวนิส

ณ ห้องโถงโซนอาหารใกล้เวลาเริ่มงานคาร์นิวัล

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โอ๊ย ปวดท้อง” ริสตี้หัวเราะจนท้องแข็ง เสียงหัวเราะของเธอทำให้เจ้าของร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงสนใจเรื่องที่เธอหัวเราะว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้หัวเราะจะเป็นจะตาย

“ถูกตุ๊กตาหลอกจนตกบ่อขี้ โอย จะโง่อะไรยังงี้” ริสตี้หัวเราะเสียงดังมากกว่าเดิมพร้อมกับทำท่าตบหลังปลอบใจโดโรธี แต่เหมือนสาวใช้จะไม่รู้สึกดีใจสักนิด

โดโรธีที่กลับมาใส่ชุดคนรับใช้แบบเดิมและยังไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากอนามัยปกปิดหน้าตา เพราะเธอเองก็รู้จักริสตี้จากท่าทางและนิสัย ริสตี้ต้องนึกเรื่องที่เธอตกบ่อบ่มปุ๋ยใต้ดินนอกเมืองระหว่างเตรียมงานแน่นอน เธอก็เลยใส่หน้ากากอนามัย ใส่แว่นและเอาวิกผมสีขาวมาใส่ อย่างน้อยจะได้ไม่มีใครรู้ว่าคนที่โชคร้ายคือใคร วันหลังเพื่อเธอได้เจอกับคนที่ได้ยินเรื่องนี้จะได้ไม่อาย

“มันไม่ตลกนะคะ ฉันเอาตัวคุณนิลกลับมาไม่ได้”

“อึ้ย อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ กะทำเนียนหรือจ้ะ” ริสตี้ทำตาหวานใส่โดโรธี

สำหรับโดโรธีแล้วการที่จะผูกมิตรกับริสตี้คงเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าไม่เสียสติซ่ะก่อน

ริสตี้กับโดโรธียังคงเถียงกันต่อไป แต่สำหรับคนรอบๆแล้ว ทั้งสองคนก็แค่เถียงกันตามภาษาผู้หญิงที่ไม่ยอมกันแค่นั่นแหล่ะ แต่ที่แน่ที่สุดคือผู้หญิงที่ดูห้าวๆคนนั่นพูดเรื่องเกี่ยวกับอุจจาระกลางที่สาธารณะโดยไม่อายใครที่แย่ที่สุดคือที่นี้มันกลางโซนสำหรับรับประทานอาหาร บางคนทำท่าคลื่นไส้แล้วด้วย

“มีคนเคยบอกไหมค่ะ ว่าอย่าพูดเรื่องแบบนี้เวลารับประทานอาหาร”

“ฉันเป็นทหารนะ จะให้กินโคลนข้างๆศพเพื่อนก็เคยทำมาแล้ว” ริสตี้พูดโดยไม่ใส่ใจอะไรมาก โดโรธีจึงคว้าแขนเพื่อเชิญออกไปจากห้องโถงโดยด่วน แต่ริสตี้กลับสะบัดแขนออก

“ฉันออกไปเองได้หน่า” ริสตี้ไม่อยากให้คนที่แรงน้อยกว่าเธออย่างโดโรธีมาฉุดกระชากเธอ ถึงเธอจะเป็นแบบนี้ก็รู้กาลเทศะ เธอขอเดินออกไปเองดีกว่า

“ฉันออกไปด้วยค่ะ” โดโรธีเองก็ขอเดินออกไปด้วย เพราะริสตี้เล่นพูดเรื่องนี้กลางห้องโถง เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนชุดใหม่หมด ถ้าเกิดยังคงใส่ชุดเดิมช่วยเจ้าของร้านทำงานคงไม่มีคนกล้าเข้ามาซื้อของ นั่นเธอเห็นบางคนกำลังพิมพ์บางอย่างลงในแท็บเล็ตมันคงเป็นเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับบทสนทนาของเธอและริสตี้แน่ๆ

“เห้ นั่นมันวาติกันนี้!” ชายคนหนึ่งตะโกนและชี้ไปยังกลุ่มนักบวชที่มาพร้อมกับขบวนไม้กางเขน

“เห้ย พวกเขามางานหน้ากากเนี่ยนะ ข่าวใหญ่ๆ” นักข่าวที่ปนมากับสตาฟหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายกันยกใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวว่ากล้องของพวกเขาดับ

“ขออภัยด้วย ทางเราไม่อนุญาตให้พวกคุณเผยแพร่ข้อมูลของเราในที่สาธารณะ” คนที่อยู่หน้าที่สุดของขบวนชูมือขึ้นก่อนที่กล้องถ่ายรูปทั้งหมดจะกลายเป็นชิ้นๆ

“นั่นไม่ใช่อีเลเมนต์นี้” เจ้าของร้านสเต็กพูดขึ้น เพราะเขาเองก็ศึกษาพลังอีเลเมนต์มาบ้างเพราะเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกในช่วงท้ายมหาสงครามและเด็กที่บ้านเขาเองก็สามารถใช้พลังอีเลเมนต์ได้จน เขาต้องแต่งเติมบ้านให้เหมาะสมกับพลังของลูกของเขา แต่สิ่งที่บาทหลวงทำมันไม่มีเค้าลางของอีเลเมนต์สักนิดเป็น

“เวทมนตร์ ใช่เวทมนตร์!” นักท่องเที่ยวคนหนึ่งพูดขึ้น

“ข่าวลือนั่นเป็นจริงเหรอ” นักข่าวคนหนึ่งรีบเอากระดาษขึ้นมาจดสิ่งที่กำลังจะขึ้นสกู๊ปหน้าหนึ่ง แต่สมุดที่จดข่าวกลับมีไฟลุกขึ้น

“สิ่งที่เรามีคือพรวิเศษที่พระองค์มอบให้ มิใช้เวทมนตร์ที่คนนอกรีตพึงใช้ ได้โปรดอย่าเข้าใจผิด และช่วยอย่าเอาเรื่องของเราไปพูดให้คนอื่น” แม่ชีคนหนึ่งที่แบกไม้กางเขนขนาดกว่า 2 เมตรบอกกับนักข่าว และทุกคนในห้องโถง

“นี้ยังคิดที่จะเขียนข่าวอีกหรือไง เดียวก็โดยเล่นหรอก” นักข่าวอีกคนสะกิดนักข่าวคนเดิมที่คิดจะใช้เครื่องเก็บเสียง เพราะดูจากของที่วาติกันพกมาที่มีทั้งไม้กางเขน และคัมภีร์ พวกเขาอาจจะโดนสาปก็เป็นได้

โดโรธีแอบมองคณะวาติกันดูถ้าเธอจะเคลื่อนไหวไม่สะดวกแล้ว คงหวังว่าริสตี้จะไม่ถูกจับได้ แต่ไม่ทันที่โดโรธีจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำก็มีคนๆหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง

อัศวินหญิงของวาติกันที่ใส่หมวกเหล็กคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำก่อนที่สายตาของทั้งคู่จะชนกัน อัศวินหญิงที่มีดวงตาดำสีเหลืองอำพันมองทะลุผ่านเลนส์ไปยังดวงตาของโดโรธีจนสาวใช้ตัวสั่น

“คุณผู้หญิงเราเคยเจอกันหรือเปล่า” อัศวินหญิงคนนั่นถามโดโรธี เพราะเธอเหมือนเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อน

“ดิฉันไม่ทราบคะ เพราะดิฉันคงไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ถ้าคุณยังสวมหมวกอยู่” โดโรธีพูดแบบนี้ออกไปถึงมันจะเสียมารยาท แต่เธอต้องพูดเพราะเธอเองก็เหมือนกับอัศวินหญิงเธอเองก็สงสัยเหมือนกัน

อัศวินหญิงมองโดโรธีตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนที่เธอจะส่ายหัวดูถ้าเอจะคิดไปเองมากกว่า “ต้องขออภัยด้วยคุณผู้หญิง ดูถ้าฉันจะคิดไปเอง” อัศวินหญิงโค้งคำนับตามวิถีอัศวินก่อนที่จะเดินจากไป

โดโรธีถอดแว่นตาพลาสติกออก และรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนที่เธอจะอ้วกในห้องน้ำ เธอสำรอกอาหารที่กินมาเมื่อเช้ากินข้าวโพดออกมาตั้งแต่คอถึงจมูกลำคอแสบร้อนดุจไฟเผา

ดวงตาสีอำพันนั่นเธอเคยเห็นมันแน่นอน “อุ๊บ...” โดโรธีอ้วกลงคอห่านอีกรอบ ความรู้สึกกดดันจนเหมือนตัวจะแตกเพิ่งจะเคยรู้สึกแบบนี้ครั้งแรก

แปะ แปะ

“.....!”

ไม่ทันให้โดโรธีคิดอะไรมากก็มีมือของใครบ้างคนลูบหลังของเธอ

“ไหวไหมเนี่ยโดโรธี” ริสตี้พูดพร้อมกับลูบหลังเพื่อให้สาวใช้อ้วกให้ง่ายขึ้น

“ริสตี้?” โดโรธีหันหลังไปมองริสตี้

“ฮ่า ฮ่า หน้าแบบนี้ดูไม่ได้เลยนะ” ริสตี้หัวเราะเพราะตอนนี้สีหน้าของโดโรธีเหมือนคนกับคนไม่ได้ความเมาเหล้า ดวงตาเหมือนคนร้องไห้ มีขี้มูกไหลออกจากจมูกปนไปกับอ้วก แถมผ้าปิดปากที่ห้อยข้างแก้มยังดูเลอะเทอะ สภาพนี้บอกคำเดียวว่า ‘รู้สึกสงสารแทน’

ริสตี้อมยิ้มเพราะโดโรธีในตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากคนอกหักที่ดื่มจนเมาหัวทิ่มหรือไม่ก็เด็กน้อยที่ร้องไห้ขี้แย ดูถ้าเธอจะมีดวงสมพงษ์กับพวกขี้แยจริงๆ

“เอานี้มันพอจะล้างคอได้อยู่น่ะ” ริสตี้หยิบเหล้าขาว 40 ดีกรีให้โดโรธีดื่มล้างคอดีนะที่เธอหยิบมันออกมาจากร้านเหล้าเพื่อเอาไว้กริบเล่น

โดโรธีคว้าขวดเหล้าบิดฝาออก เธอเทมันล้างหน้าของเธอก่อนที่จะอ้าปากและกระดกดื่มมันเพื่อล้างคอที่ตอนนี้รู้สึกสากไปหมด

“อ๊อกๆ แสบคอ” โดโรธีไอลำคอของเธอร้อนไปหมด “เห้ยนั่นร้านขาวนะไม่ใช่น้ำอัดลมกระดกอย่างงั่นคอพังหมด” ริสตี้หยิบคว้าขวดเหล้าด้วยความเสียดาย ก่อนที่จะจะดีดหน้าผากโดโรธี เธอไม่นึกเลยว่าคนชั้นสูงอย่างโดโรธีจะดื่มเหล้าไม่เป็น

“ทำไมมันแสบอย่างงี้” โดโรธีอ้าปากหายใจตอนนี้ปากเธอแดงหมดแถมแสบทั้งปาก “มันเหล้าขาวน่ะ 40 ดีกรีไม่มีใครอ้าปากเทเหล้าลงคอหรอก” ริสตี้โชว์ตัวเลข 40 ดีกรีถึงจะเป็นเธอก็มากล้ากรอกลงคอแบบสาวใช้หรอกมันแสบแถมที่จะรู้สึกดี

โดโรธีดูเหล้า 40 ดีกรีตอนแรกเธอก็ไม่ทันคิดเพราะว่ารู้สึกคลื่นไส้เลยคิดว่ามันเป็นน้ำแร่เพราะขวดน้ำแรในยุคนี้จะเป็นขวดแก้วป้องกันรังสีอย่างดีก็เลยดื่มมันโดยไม่ทันคิด ใครจะคิดว่าเป็นเหล้า

“คออ่อนจังเลยนะ” ริสตี้เยาะเย้ย “ฉันไม่เคยดื่มมันคะ” โดโรธียอมรับข้อนี้โดยไม่โต้แย้ง ที่จริงก็พอจะดื่มแอลกอฮอล์ได้บ้าง แต่ก็ได้แค่ไวน์หรือเบียร์เท่านั่น เธอเป็นคนคออ่อนทำให้เธอไม่ค่อยแตะของพวกนี้เท่าไร ยกเว้นจะชิมรสชาติหรือตรวจว่ามียาพิษปนอยู่หรือเปล่าเท่านั่น

“เอาเถอะ รีบๆเปลี่ยนเสื้อฉันจะพาไปหานิล” ริสตี้พูดก่อนที่จะหยิบกองเสื้อวางไว้ตรงข้างอ่างล้างมือ

“แต่คุณนิลถูกจับไปไม่ใช่เหรอค่ะ แล้วเราจะไปหาเขาได้ไง” ประโยคนี้ทำให้ริสตี้ทำหน้างุนงงแทน

“เธอเมาใช่ไหมเนี่ย นิลก็อยู่กับเจที่โรงแรมกลางเมืองไง เดียวเราจะไปรับตัวพวกเขา จะให้พวกนักพรตดูแลพวกเขาตลอดเวลาไม่ได้หรอก” ริสตี้พูดกับทุบหลังโดโรธีจนหลังแอ่น คราวนี้เป็นโดโรธีที่งงแทน เธอถูกหลอกจนตกบ่อหมัก ริสตี้เองก็โกรธปนขำ แต่ริสตี้เหมือนไม่สนใจเหมือนไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ

“เอ้า! ดูนี้แก้มแดงเป็นตูดลิงบาบูน” ริสตี้ชี้ไปยังกระจกทำให้โดโรธีมองตาม เธอเห็นผู้หญิงตาเหม่อลอย และแก้มทั้งสองข้างแดงเถือก “เมาจนเพ้อละสิไม่ว่า ฉันว่าเธอไปนอนก่อนเถอะ ที่เหลือชั้นคนนี้จัดการเอง” ริสตี้พูดจบก่อนที่จะอุ้มร่างของโดโรธี

‘กะ เกิดอะไรขึ้นทำไมสิ่งที่เราจำได้กับสิ่งที่ริสตี้ไม่เหมือนกัน’ โดโรธีนึกแต่เธอรู้สึกปวดหัวมาก เธอลองหันหน้าไปยังกระจกก็พบว่าหน้าเธอแดงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ให้ตายสิ คออ่อนไปมั้ง” ริสตี้อุ้มโดโรธีออกจากห้องน้ำหญิง และยังไม่ลืมที่จะจิบเหล้าไปด้วยระหว่างทาง

 

ชั้นใต้ดินของโบสถ์

เวลา ??: ?? น.

ในห้องโถงใต้ดินขนาดใหญ่ที่มืดมิดยังคงมีแสงไฟจากเปลวเทียวเท่านั่นที่ยังทำให้คนจำนวนมากที่อยู่ในห้องยังสามารถมองเห็นได้

เสียงสวดภาวนากึกก้อง เหล่านักบุญทั้งหลายต่างท่องคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า ต่อหน้าไม้กางเขนสีขาวสูงกว่า 10 เมตรที่อยู่กลางห้อง รอบด้านมีนักบวชนั่งภาวนาต่อหน้าไม้กางเขนสูง 2 เมตร และยังมีอัศวินอยู่คุมเชิงอยู่วงนอกสุด เพื่อรักษาความปลอดภัย

อัศวินหญิงกวัดแกว่งดาบของตัวเอง และมองดาบเงินของตนที่สะท้อนกับแสงเทียนสุกสกาว

“ท่านมุขนายก องค์คาร์ดินัลเรียกครับ” นักบวชคนหนึ่งคำนับด้วยความนอบน้อม

“เข้าใจแล้วบอกท่านว่า กระหม่อมมุขนายกจะไปเดียวนี้” มุขนายกพูดเสร็จก็เก็บดาบเข้าฝัก “ฝากดูแลรูฟฟ่าแทนฉันหน่อย” มุขนายกพูดก่อนที่จะมองไปยังเด็กสาวที่ใส่เสื้อมีตราไม้กางเขนสีแดงที่กำลังสวดอ้อนวอนอยู่หลังในนักบวชที่แบกไม้กางเขน “รับทราบครับ ท่านมุขนายก” นักบวชโค้งคำนับ ก่อนที่จะสั่งให้นักรบกับนักบุญระดับล่างช่วยกันดูแลเด็กผู้หญิงคนนั่น

มุขนายกเดินไปตามทางเดินใต้ดินที่มืดมิด สำหรับคนธรรมดาแล้วการเดินในเส้นทางที่มืดสนิทและอาจจะมีกับดักด้วยคงทำไม่ได้ แต่สำหรับนักรบแห่งวาติกันเธอสามารถมองเห็นได้สบายเหมือนเส้นทางนี้ส่องสว่างตลอดเวลา

เธอมองรูปวาดที่ติดอยู่ข้างทางจนไปสะดุดตากับภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพของสหายที่เสียชีวิตไปนานมากแล้ว

มุขนายกมองภาพนั่นเพราะเธอรู้สึกเหมือนเธอเคยเจอเพื่อนของเธอที่ยังมีชีวิตไม่ใช่ในภาพวาด

‘ดิฉันไม่ทราบคะ เพราะดิฉันคงไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ถ้าคุณยังสวมหมวกอยู่’ ในที่สุดเธอก็นึกออกว่าเด็กผู้หญิงที่เธอเจอเหมือนตอนบ่ายหน้าตาเหมือนกับเพื่อนของเธอ ทั้งสีผมสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ใต้วิกผมสีขาว หน้าตาที่เหมือนกันยังกับถอดแบบ และนัยน์ตาใช่นัยน์ตาสีเทาเงิน

“ใช่แล้ว เด็กคนนั่นลูกของอาเฟียร์” อัศวินหญิงนึกออกเธอจับได้ว่าก่อนที่อาเฟียร์จะตาย เธอถูกจับไปขายเป็นทาส ก่อนที่จะมีเศรษฐีอาหรับซื้อตัว และก่อนที่เธอจะรู้ว่าอาเฟียร์นั่นจากไป เธอตั้งครรภ์

เมื่อนึกได้ดังนั่นมุขนายกจึงหงายมือซ้ายขึ้นก่อนที่กำมือแบบหลวมๆ และแตะมันที่หน้าผากของตัวเองพร้อมกับสวดมนต์

“วินเซนต์ฉันมีงานให้เธอทำ”

“หืม” วินเซนต์ได้ยินเสียงในหัวของตัวเองนี้เป็นการสื่อสารทางจิตรูปแบบหนึ่งที่ใช้สื่อสารกับพรรคพวกของตัวเอง แต่การสื่อสารทางจิตวิธีนี้ก็มีขอเสีย ท่าฝีมือของผู้ส่งกับผู้รับไม่ถึงขั้น มันจะทำให้คลื่นควอนตัมในสมองรวน

“มุขนายกจะให้โฮลี่กราวด์อย่างผมทำอะไร” วินเซนต์ถามด้วยความสงสัย มุขนายกจะมีทางติดต่อกับคนอื่นผ่านทางเวทมนตร์สื่อสารแบบนี้ เพราะมันจะแสดงภาพในหัวของผู้ใช้ว่ากำลังคิดอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ติดต่อมาแบบนี้คงมีหน้าที่สำคัญให้เขาทำ

“เธอคิดที่จะจาบจวงฉันหรือ” มุขนายกทำสีหน้าเคร่งขรึม

“ต้องขออภัยครับท่านมุขนายก กระหม่อมผิดไปแล้ว” วินเซนต์รู้สึกได้ถึงคลื่นแซงที่อีกฝ่ายส่งมาทำให้เกิดอาการปวดหัวดูถ้า มุขนายกจะอารมณ์ไม่ดีมาก หรือจะเป็นเพราะเรื่องของรูฟฟ่า

ไม่ทันที่วินเซนต์จะได้คิดอะไรมากในหัวของเขาก็มีภาพของผู้หญิงใส่วิกสีขาวคนหนึ่งในห้องโถง

“จะสิ้นเปลืองเท่าไรก็ชั่ง ไปพาตัวผู้หญิงคนนี้มาให้ฉัน”




NEKOPOST.NET