P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 58 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.58 - เส้นทางสู่เวนิส


วันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 23: 01 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ณ แคว้นเวเนโต อิตาลี

“เวนิสยังสวยเหมือนเดิมเลยนะ” ริสตี้นั่งเท้าคางมองนอกตัวรถม้าด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย มันนานมากแล้วที่เธอไม่ได้กลับมาที่นี้ “ถ้ากิติรู้ว่าฉันมาคงจะดีใจมากแน่ๆ” ริสตี้ดูท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้เมฆที่เต็มไปด้วยดวงดาว ผู้คนที่ยังเหลือรอดหลังสงครามคิดที่จะฟื้นฟูเมืองแห่งสายน้ำนี้ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง แสงไฟที่น้อยนิดทำให้เวนิสเหมือนเมืองเล็กๆท่ามกลางความมืดมิด เสาไฟสีฟ้าสลับเขียวที่ไม่ส่องสว่างมากนักอยู่สองข้างแม่น้ำที่เชื่อมเข้ากับตัวเมือง ทุกๆช่วงเทศกาลหน้ากากคาร์นิวัลก็จะมีผู้คนมาท่องเที่ยวที่เมืองแห่งนี้เพื่อเฉลิมฉลองวันสิ้นสุดสงคราม

สำหรับเธอแล้วเมืองนี้ไม่ใช่เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งความสงบสุขหรือยุคใหม่ของโลก แต่เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของกิติคนที่สำคัญที่สุดของเธอ ริสตี้ยังจำได้ตอนที่เธอกับเขาพบกันที่นี้ครั้งแรกตอนที่ยังไม่มีสงคราม และได้พบกับทั้งอลัน ฟาโร และอลิซตอนที่ทุกคนใช้เมืองที่นี้เป็นที่หลบภัยจากเพลิงสงครามที่กำลังเผาผลาญโลกทั้งใบ

“คิดถึงความหลังสินะค่ะ” โดโรธีพูดขณะกำลังหวีผมให้กับเจที่กำลังหลับบนตักของเธอ

“คงงั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเพราะสงครามจะทำให้เมืองนี้งดงามมากกว่าแต่ก่อน” ริสตี้นึกถึงเมืองเวนิสในอดีตที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาท่องเที่ยว กับเวนิสในตอนนี้ที่เงียบสงบมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติสวมหน้ากากถือโคมไฟเดินตรวจตรารักษาความปลอดภัยของเมืองทำให้คนภายนอกเห็นแสงไฟเล็กๆเคลื่อนไหวทุกค่ำคืนเมื่อรวมกับละอองอีเลเมนต์หลากสี สำหรับเธอแล้วเวนิสในตอนนี้เป็นเหมือนภาพวาดฝันที่เธอกับกิติเคยคิดไว้และมันได้กลายเป็นความจริงชั่งเป็นตลกร้ายสำหรับเธอที่กิติไม่มีทางได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

“เมืองนี้อยู่รอดเพราะทุกคนรักและพร้อมที่สละชีวิตเพื่อความสงบสุข” โดโรธีเองก็พอเข้าใจอารมณ์ของริสตี้เพราะเธอเองก็ไม่ต่างไปกับริสตี้ ตอนแรกเธอเคียดแค้นคนที่ทรยศหักหลังอับดุลมาก แต่ตอนนี้กับรู้สึกขอบคุณมากกว่าที่ตัวเองหนีออกจากประเทศ

พี่ชายที่ถูกเนรเทศสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองในดินแดนมั่งคั่งด้วนแร่หายากและปลอดภัยจากสงคราม ผิดกับบ้านเกิดที่ตกต่ำลงตลอดเวลาจวบจนปัจจุบัน เพราะประเทศอาหรับรุ่งเรืองได้ด้วยแร่น้ำมัน แต่ในปัจจุบันอาหรับไม่มีสิ่งที่นานาประเทศต้องการน้ำมันเองตอนนี้ก็แทบจะไม่มีใครใช้แถมยังถูกหาว่าให้พลังงานน้อยแต่สิ้นเปลื้องทรัพยากรโลก ตอนนี้เตาพลังงานนิวเคลียร์กับเตาพลังงานอีเลเมนต์คอร์เป็นสิ่งที่สามารถหาใช้ได้ง่าย ผู้ว่าฯและเจ้าเมืองต่างก็เลือกที่จะใช้มันเพราะราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ทั้งถูก ทั้งสะอาด และปลอดภัยกว่าหลายเท่าตัวจึงไม่แปลกที่เขตการปกครองส่วนใหญ่ไม่มีใครใช้น้ำมันแล้ว

“แต่เรามาถึงเร็วเกินไปหรือเปล่า ไงรถม้ามันมาถึงภายในวันเดียว” ริสตี้สงสัย “ถ้าคุณริสตี้ตื่นตลอดเวลาแบบดิฉันจะรู้ค่ะว่าทำไมถึงมาเร็วได้ขนาดนี้” โดโรธีที่ขอบตาคล้ำเล็กน้อยบอก

“เอาเถอะถ้าเธอเห็นตลอดเวลาก็คงไม่เป็นอันตราย” ริสตี้หาวฟอดใหญ่ เพราะเธอรู้สึกหลับไม่เต็มตื่นคงเป็นเพราะผลข้างเคียงของรังสีในถ้ำ

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็พักสักหน่อยเถอะค่ะถึงจะเป็นคุณ ร่างกายก็เสื่อมถอยได้เหมือนกัน” โดโรธีเป็นห่วงริสตี้ถึงริสตี้จะมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเธอหลายเท่า แต่รังสีของแกมม่าไลเคนจะส่งผลรุนแรงมากกับคนธรรมดา แต่กับผู้ใช้พลังจิตและอีเลเมนต์แล้วสามารถต้านทานได้ถ้าได้รับเพียงเล็กน้อย(และมีผลเพิ่มพลังอีเลเมนต์ด้วย)

“ยังไงก็ใกล้ถึงแล้วทนจนกว่าจะถึงที่พักก็แล้วกัน” ริสตี้ห้าวก่อนที่จะก้มหน้าหลับตาเพื่อที่จะพักสายตาชั่วคราว

โดโรธีหลับตาทีหนึ่งก่อนที่จะเหล่มองริสตี้ซึ่งเป็นอย่างที่เธอคิดทันทีที่ริสตี้หลับตาหล่อนก็หลับสนิทที่จริงแล้วเธอเองก็รู้สึกเหนื่อยมากถึงจะมีอาหารและยาบำรุงจากคนรับใช้ของทามะมิ คงเป็นเพราะรถม้าที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วแถมจะไม่มีหยุดเหมือนกำลังแข่งรถม้า นอกจากม้าที่ใช้ดูตัวใหญ่แข็งแรงกว่าม้าปกติ เธอเองก็เห็นว่านักพรตของทามะมิใช้วิชาบางอย่างคล้ายๆกับการเปิดช่องว่างระหว่างมิติของเธอสับเปลี่ยนม้าที่เหนื่อยกับม้าที่พร้อมใช้งานทำให้ขบวนคาราวานสามารถไปถึงที่หมายได้เร็วกว่าที่เธอคาดไว้มาก แต่ที่น่าสงสัยคือในมิติของพวกทามะมินั้นใหญ่ขนาดไหนถึงกับจุม้าเกือบพันตัวได้แสดงว่ามันต้องเป็นช่องว่างระหว่างมิติที่ทรงพลังมากแน่ๆ

เอี๊ยด!!!

อยู่ดีๆรถม้าก็เบรกทำให้โดโรธีเกือบหน้าทิ่มโชคดีที่เธอยันตัวเองและคว้าตัวเจไว้ทัน ส่วนริสตี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็แค่กระตุกเล็กน้อย แถมยังหลับเหมือนเดิม

ป๊อกๆ

“ขออนุญาตคะ” นักพรตหญิงเปิดประตูก่อนที่จะเข้าไปนั่งข้างริสตี้พร้อมกับโต๊ะเซตน้ำชาญี่ปุ่น

“เกิดอะไรข...”

“เงียบก่อนค่ะ ทางนี้เราจะจัดการเอง” นักพรตหญิงพูดดักโดโรธีก่อนที่จะกางโต๊ะชุดน้ำชา และราดน้ำชาตั้งแต่เสื้อของตัวเองจนถึงปลายโต๊ะ

“คุณเองก็ช่วยถือถ้วยชาไว้ด้วย” นักพรตหญิงวางถ้วยชาเขียวที่มีน้ำชาร้อนๆไหลท่วมถ้วยบนมือขวาของโดโรธีทำให้เจ้าตัวสะดุ้งจนปล่อยถ้วยชาที่อยู่บนมือจนมันเกลือกกลิ้งบนโต๊ะ

“....” โดโรธีใช้มือซ้ายถูมือขวาของตัวตรงบริเวณที่โดนน้ำชาลวกซึ่งมันแดงเป็นแถบๆ สาวใช้ใช้มือซ้ายปิดแผลน้ำร้อนลวกของตัวเอง

“มาแล้วค่ะ” นักพรตใช้มือขวากดชายเสื้อบริเวณไหปลาร้าก่อนที่จะมองไปยังคนอื่นๆ มีคนอยู่สองคนที่กำลังหลับอยู่คงไม่น่าเป็นอะไรน่าห่วง แต่ผู้หญิงที่ตื่นอยู่น่ะสิไม่รู้ว่าจะเล่นละครเป็นไหม

ก๊อกๆ

‘มาแล้ว’ นักพรตพูดพร้อมกับถูกระดูกไหปลาร้าตัวเอง

“สวัสดีคุณผู้หญิง” เจ้าหน้าที่ในชุดทหารเปิดประตูพร้อมกับส่องไฟฉายเข้ามาในรถม้า

“สวัสดียามค่ำคะ จะเอาชาสักถ้วยไหมค่ะ” นักพรตหญิงใช้มือซ้ายข้างเดียวเทชาลงในถ้วย

เจ้าหน้าที่คนนั้นมองไปยังผู้โดยสารในรถที่มีอยู่สี่คนก็พบผู้หญิงกับเด็กกำลังนอนอยู่ ส่วนผู้หญิงคนหนึ่งก็กำลังเอามือซ้ายปิดมือหลังมือขวา และคนสุดท้ายที่ใช้มือถูบริเวณอกตัวเอง

“นี้คุณผมข้อดูหลังมือหน่อยจะได้ไหมครับ” เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดก่อนที่จะใช้ไฟฉายฉายไปที่มือของโดโรธี

“อย่าดีกว่าคะ แผลพุพองของสตรีไม่มีอะไรน่าดูชม” นักพรตหญิงพูดก่อนที่จะวางผ้าเช็ดหน้าลายดอกซากุระบนมือของของโดโรธี

“ต้องขออภัยด้วยทางเราต้องทำตามหน้าที่” เจ้าหน้าที่ชราอีกคนเดินเข้ามาพร้อมกับตะเกียงเก่าๆอันหนึ่ง

“งั้นคงไม่มีทางเลือก” นักพรตหญิงเปิดชายเสื้อที่เหน็บไว้ออกให้เห็นรอยแดงทางยาวที่ไล่ตั้งแต่หัวไหลซ้ายไปจนถึงอกขวา และเธอยังเก็บผ้าเช็ดหน้าที่วางบนหลังมือของโดโรธีออกเผยให้เห็นรอยแผลพุพองขนาดใหญ่

“ต้องขอโทษที่ทำให้เจ็บตัวนะคุณผู้หญิง นี้คงพอจะช่วยได้เล็กๆน้อยๆ” ชายชราหยิบกระปุกแป้งออกจากกระเป๋าเสื้อ

“นี้คือยาสมุนไพรสูตรของปู่เองมันช่วยรักษาแผลไหม้ได้ดีและรักษาแผลเป็นได้” ชายชราวางกระปุกแป้งลงบนโต๊ะ

“แล้วคนสองคนนั่นล่ะ” ชายชราชี้ไปยังริสตี้กับเจที่กำลังหลับสบายใจเฉิบ

“การนอนตอนกลางคืนเป็นเรื่องปกติของคนท้องถิ่น แต่สำหรับเรานั่นความต่างของเวลาทำให้หลับไม่ได้” นักพรตหญิงเปิดฝาดูเนื้อยาสีฟ้าอ่อนก่อนที่จะนำมันมาทาที่ไหล่

“ปู่คงต้องขอตัวก่อน” ชายชราโบกมือลาก่อนที่จะเอามือเคาะหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนที่ทำหน้าหื่นสายตามองที่ปลายนิ้วที่ลูบไล่

“อย่าเสียงมารยาทกับแขกพิเศษ แกก็มากับฉัน” ชายชราปิดประตูเสียงดังเขาไม่พอใจที่หลานชายที่ปล่อยให้อารมณ์ครอบง่ำพาซวย

“ปู่นานๆทีจะได้ดูนะครับ” ชายหนุ่มบ่นหงุบหงิบแต่เสียงของเขาก็ดังมาถึงข้างในตัวรถ

“นานๆทีจะได้ดูใช่ แต่ดูทีแกติดคุกยาว” ชายชราตะโกนเสียงดังเพราะขบวนรถนี้เป็นของทางศาลเจ้าใหญ่ที่โด่งดัง และดูการแต่งองค์ทรงเครื่องและกริยาแล้วคนในรถน่าจะเป็นนักพรตระดับสูง ถ้าเกิดทำให้ไม่พอใจที่หวังถูกขังลืม แย่ที่สุดคือถูกสั่งเก็บดังนั่นให้เจ้าหลานชายมันอยู่เฉยๆดีที่สุด ตอนนี้เขาเหลือหลานเพียงแค่คนเดียวแล้วจะเสียคนนี้ไปอีกไม่ได้

“ก็ได้ครับ ถ้าปู่ไม่ว่าอะไร เราก็ให้ผ่านไปเถอะ” หลานชายมองไปยังขบวนคาราวานที่มีรถม้านับรวมได้ เกือบร้อยคันที่จอดเรียงให้ตรวจค้น ตอนนี้ยามรักษาความปลอดภัยมีแค่ไม่ถึง 30 ถ้าจะให้ค้นทุกคันรถคงใช้เวลานาน และถ้าพวกเขาไม่มีอะไรน่าสงสัยจริงๆก็ปล่อยไปดีกว่า พวกคนรวยล้วนแต่เป็นพวกชอบก่อเรื่องทั้งนั้น

“ไม่ต้องบอกก็จะปล่อย พวกผู้หญิงในรถไม่น่าอันตราย แต่ที่ปู่รู้สึกแปลกๆก็รถคันนั้น” คนแก่ชี้นิ้วไปยังรถม้าคันเล็กๆแต่ดูหรูหราที่สุด

“ผมก็ว่าเหมือนกันครับ มีเสียงแปลกๆออกมาตลอด” คนเป็นหลานพยายามเพ่งไปยังรถน่าสงสัยที่มีเสียงผู้หญิงหัวเราะคริๆดังออกมาตลอด แถมบรรยากาศยังชวนน่าเคลิ้มอีกต่างหาก

“หลานจ้า ปู่ว่าเราไปดีกว่า” ชายชราตบหลังหลานชาย เพราะเขาเห็นสายตาของผู้หญิงที่นั่งมากับรถม้ามองพวกเขาด้วยสายตาอาฆาตจนยามคนอื่นๆต่างเดินถอยหลังกันหมด

“งั้นเปิดทางได้” หลานชายโบกมือให้กับคนที่ทำหน้าที่ควบคุมแผงวงจรในห้องทำงาน เมื่อเขาเห็นเขาจึงปิดสนามพลังแม่เหล็กบนพื้นเพื่อให้รถผ่านไปได้

“ขอให้เดินทางปลอดภัย โชคดี” ชายชราถอดหมวกขึ้นมาโบกสะบัดเพื่ออวยพรให้ปลอดภัย เพราะถ้าเกิดไม่ปล่อยภัยพวกเขาก็จะซวยกันหมด

 

 

ขบวนรถม้าออกเดินทางอย่างช้าๆจนลับสายตาเหล่าผู้เฝ้ายามต่างมองไปยังรถม้าและโบกมือ เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาในตอนนี้ต้องการคือความสงบสุขในช่วงสางครามพวกเขาต่อสู้ปกป้องบ้านเกิดเต็มที่จนประเทศแม่เกือบล่มสลาย ตอนนี้ที่เวนิสได้จัดเทศกาลหน้ากากเพื่ออวยพรให้โลกนี้สงบสุข

“ลุงมีคนมา” เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บนหอคอยตะโกนบอกชายแก่เพราะตอนนี้มีคนๆหนึ่งกำลังผ่านที่นี้

ชายชรากับหลานชายคนนั้นส่องกล้องอินฟราเรดก็เห็นชายคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมที่ทำจากขนสัตว์ปกปิดทั้งตัวกำลังเดินมาที่นี้

“ทุกคนฉันไปก่อน” ชายชราออกคำสั่งก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่ห้องพัก เพราะแค่คนๆเดียวเขาคงไม่ต้องออกมาดูก็ได้

 

 

 

ในรถม้าคันเล็กที่แสนหรูหรา

นิลที่ตอนนี้หน้าบวมแดงจนเป็นมะเขือเทศ เขาอยู่ท่ามกลางผู้หญิงหกคนในรถม้าเล็กๆ นิลพยายามเก็บแขนและขดตัว แต่ก็ถูกผู้หญิงเหล่านี้กอดรัดฟัดเหวี่ยงจนเลือดกำเดาไหล

“ต๊าย เลือดออกน่ารักจัง” ผู้หญิงที่สวมชุดกิโมโนเปิดอกใช้นิ้วปาดเลือดกำเดาของนิลมาป้ายที่เชิงอกของตัวเอง

“นี้แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว ถ้าเกิดรูดซิปลงนี้จะขนาดไหนกันน่ะ” ผู้หญิงในชุดทหารสุดเซ็กซี่ทำท่ารูดซิปกางเกงของตัวเองจนนิลต้องเอามือกุมเป้าตัวเองไม่

“คริ คริ/ฮ่า ฮ่า” ผู้หญิงในรถต่างหัวเราะเพราะพวกเธอที่มักทำงานให้ศาลเจ้าแทบจะไม่ได้เจอกับผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้ม นายหญิงอนุญาตให้อ้อนได้เต็มที่ ต้องรีบหน่อยไม่งั้นจะต้องเปลี่ยนกะให้คนอื่นมาสนุกแทน

“อ๊าก”

“........!!!” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้เหล่าผู้หญิงที่กำลังสนุกต่างตกใจ คนที่อยู่ใกล้หน้าต่างที่สุดเปิดหน้าต่างมองไปยังทิศเสียง

“นั้นมัน....!?” ผู้หญิงคนนั้นเห็นแสงไฟพร้อมกับเสียงตะโกนโหยหวน

“ตรงนั้นมันที่ๆพวกยามอยู่กันนี้” ผู้หญิงอีกคนนึกได้ว่ารถม้าของพวกเธอถูกตรวจสอบโดยพวกเขา

“มีบางอย่างเกิดขึ้น รีบบอกนายหญิงเร็ว” ผู้หญิงที่สวมเสื้อกล้ามบอก ก่อนที่ผู้หญิงชุดกิโมโนจะคลี่กระดาษพร้อมกับหลับตา

“บอกแล้ว ตอนนี้นายหญิงบอกว่าให้พวกเราระวังให้เต็มที่” ผู้หญิงชุดกิโมโนพูดก่อนที่จะลืมตาพร้อมกับเผากระดาษที่ถืออยู่

 

“มันก็สนุกดีนะ” ชายในชุดขนสัตว์หนังเป่าปากบนก้อนหินก้อนหนึ่งก่อนที่จะเขาจะถอดเสื้อขนสัตว์ออก

“แก...” หลานชายนอนจมกองเลือดของตัวเอง เขาพยายามมองไปยังชายคนนั้นที่บุกโจมตีพวกเขา

“พลาดไปงันเรอะ คงเป็นเพราะไอ้แก่นั่นสินะ” นาระนึกตอนที่เขาใช้แขนเสียบร่างของชายคนนี้ แต่ก็มีชายแก่คนหนึ่งกระโดดเขามาขวางเอาไว้คงเป็นเพราะตอนนั่นทำให้พลาดจุดตายไป

นาระเอามือลูบคางก่อนที่จะพบว่ามือของเขาเต็มไปด้วยเลือด เขาจึงใช้ขนสัตว์เช็ดคางกับมือของตัวเอง แต่ก็ทำให้เขาเพิ่งนึกได้คนสัตว์ที่เขาได้มาเขาก็ถลกหนังหนีทั้งเป็นทำให้เสื้อของเขาเต็มไปด้วยเลือด จนทำให้แสงของเปลวไฟสะท้อนเข้ากับตัวเขาจนส่องแสงสีแดงฉาน

“แกต้องการอะไร...” หลานชายมองไปยังนาระที่ทำสีหน้าสบายใจเฉิบด้วยความเครียดแค้น

“ก็แค่มีธุระที่เวนิสนิดหน่อย พอผ่านที่นี้ก็เลยเล่นอะไรสนุกๆ” นาระแลบลิ้นสีดำที่แหลมยาวเลียเลือดที่ติดอยู่ที่ปลายคางจนสะอาด

“ธุระงั้นเรอะ แล้วแกมาอาละวาดอะไรที่นี้” ชายคนนั้นพยายามลุกขึ้นแต่ที่อกของเขามีแผลขนาดใหญ่ทำให้ไม่มีแรงลุกขึ้น

“ก็มีคนสั่งมาให้ทำตามใจอ่ะนะ” นาระเดินไปที่ศพของชายชราก่อนที่จะเอานิ้วแทงเข้าไปที่อกของเขา

“แกจะทำอะไรปู่ฉัน” หลานชายที่เห็นนาระบรรจงเอานิ้วแทงเข้าไปที่อกทีละจุดดึงนิ้วที่เปื้อนเลือดออกมาเลียอย่างเอร็ดอร่อย

“ก็เลือดของไอ้แก่นี้รสชาติใช้ได้ก็เลยเลียเล่น” นาระพูดก่อนที่จะตักเลือดออกมาจากอกของชายชราขึ้นมาดื่ม

“แกพวกหมาในเหรอ...” หลานชายมองไปยังนาระเพราะมนุษย์กินคนในยุคนี้มีแต่พวกหมาในเท่านั่น

“เห็นไอ้นี้ก็น่าจะรู้น่ะ” นาระเปิดท้ายทอยของเขาให้ดู ท้ายทอยของเขามีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่สีดำและถ้าสังเกตดีๆจะเห็นโลหะโผล่ออกมากลางหลังด้วย

“มนุษย์ดัดแปลงจริงๆ...อัก!!!” หลานชายหมดแรงที่จะพูด เขาเสียเลือดมากเกินไป แถมอารมณ์โกรธก็ทำให้เขาหมดแรง

“เอาไปดีกว่า หวังว่าที่เวนิสจะมีอะไรสนุกๆให้ทำ” นาระพูดจบก็เตะร่างของหลานชายจนกระเด็นไปชนเข้ากับต้นไม้

หลานชายที่สติเลือนรางมองไปยังนาระที่กำลังเดินท่ามกลางแสงไฟ ก่อนที่ฝนจะตกลงมาชำระล้างเลือดบนตัวของนาระจนสะอาด สิ่งที่สุดท้ายที่เขาเห็นคือนาระที่โชว์ฟันอันแหลมคมภายในปากสีดำสนิท




NEKOPOST.NET