P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 56 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.56 - ถ้ำสีมรกต


วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 21: 10น.

บริเวณแนวโขดหิน

ยานบินที่พวกนิลได้โดยสารมานั้นได้มาถึงจุดลงจอด มันเป็นหน้าผาริมทะเลสูงชันที่ส่องแสงสีเขียวยามค่ำคืน ซึ่งสีเขียวที่เรืองแสงนี้ก็คือไลเคนสายพันธุ์ใหม่ที่รับอนุภาคอีเลเมนต์มากผิดปกติจนมันวิวัฒนาการทำให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทรหดและสามารถเก็บกักพลังงานแสงในช่วงที่แสงอาทิตย์ส่องถึงได้มากเป็นพิเศษ และมันจะปล่อยพลังงานแสงส่วนเกินที่ไม่จำเป็นพร้อมกับแร่ธาตุบางอย่างออกมาเป็นแสงสีเขียวยามค่ำคืน

นิลที่มองไปยังถ้ำขนาดเล็กตรงสุดหน้าผาที่โอบล้อมไปด้วยไลเคนขนิดนี้ทำให้เขานึกถึงเจ้าสิ่งนี้นี้ในสารานุกรมชายทะเลฉบับล่าสุดที่เขาเคยอ่านกับเจถึงได้รู้ความสามารถของมัน แต่ก็ไม่ได้รู้รายละเอียดปลีกย่อย เพราะสีมันอ่อนมากไม่เหมือนกับที่เห็นในสารานุกรมสักนิด

“นิลฉันจะลงไปก่อนน่ะ” ริสตี้พูดพร้อมกับใช้เครื่องยิงตะขอที่ติดตรงปลอกแขนข้างซ้ายเล็งไปยังปากถ้ำ

“มุมลง 40 องศา ระยะทาง 68 เมตร แรงลมจากทิศใต้ค่อนข้างแรงก็ประมาณนี้ล่ะมั้ง” ริสตี้เล็งปืนยิงตะขอออกจากเป้าหมายไปทางทิศใต้ประมาณ 3 เมตรและทำการยิงตะขอใส่ ปลายตะขอเกี่ยวเข้ากับส่วนที่เป็นปากเพดานของถ้ำอย่างแม่นย่ำพร้อมกับลวดสลิงที่ขึงอย่างแน่นหนา เมื่อริสตี้แน่ใจว่าตะขอกับลวดสลิงแข็งแรงพอเธอก็ถอดปลอกเก็บลวดสลิงติดไว้ที่ตัวยานบิน และเธอก็ใช้ปลอกแขนที่ติดกลไกสำหรับปีนป่ายสไลด์ลงไปตามลวดเหล็ก

“พวกเธอทั้งสองอย่าเพิ่งตามมา” ริสตี้ที่ใกล้จะถึงปลายถ้ำพูดผ่านอุปกรณ์สื่อสาร ก่อนที่เธอจะปลดกลไกออกและกลิ้งเข้าไปในปากถ้ำ

ทางนิลเองก็เตรียมรับคำสั่งต่อไปพร้อมกับดูลาดเลาเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ทางริสตี้กำลังเช็คว่าถ้ำที่พวกเขากำลังเข้าไปปลอดภัยหรือไม่ ส่วนเขาเองก็ต้องค่อยสมทบดูลาดเลาภายนอก เพราะถ้าเกิดมีศัตรูในอาณาเขตพวกเขาก็สามารถให้ริสตี้ถอนตัวได้ทันท่วงที

“ข้างในปลอดภัย ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง”

ผ่านไปประมาณ 10 นาที ริสตี้ก็ได้เดินออกมาจากถ้ำพร้อมกับถามสถานการณ์ในตอนนี้

“สถานการณ์ตอนนี้ปกติค่ะ รัศมี 1 กิโลเมตรไม่พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตและสัญญาณความร้อนค่ะ” โดโรธีรายงานสถานการณ์ในชุดดำน้ำสีดำสนิทที่ดูรุ่มร่าม ซึ่งจากข้อมูลที่เธอดูจากหน้าจอตรวจสอบที่ไม่มีสัญญาณการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตหรือสัญญาณความร้อนที่ผิดปกติ

“งั้นรีบเอาพัสดุลงมาเลย” ริสตี้พูดเสร็จก็หยิบแท่งโลหะที่แบกไว้บนหลังออกมากางออกและทำเป็นจุดรับของพร้อมกันชน

“ครับ คุณเทย์ช่วยหน่อย” นิลบอกเทย์ “สักครู่ครับ” เทย์ออกคำสั่งผ่านคอมพิวเตอร์ทำให้ส่วนท้องยานเปิดออก ด้านในมีพัสดุที่ด้านนอกเป็นโครงเหล็ก

แขนกลของยานหยิบพัสดุนั้นไปแขวนไว้บนลวดสลิงก่อนที่จะทำการเชื่อมต่ออย่างแน่นหนา

“จะทำการปล่อยในอีก 10 วินาที” เทย์พูดสื่อสารกับริสตี้เพื่อให้เจ้าหล่อนรู้ตัวว่าจะทำการส่งของในอีกไม่ช้า

“ศูนย์!!!” ยานบินปล่อยพัสดุให้ไหลไปตามลวด ทางริสตี้เองก็ก้าวถอยหลังและเตรียมชาร์จ ทันทีที่พัสดุใกล้จะชนเข้ากับที่กันชน ริสตี้ก็พุ่งเข้าใส่ที่กันชนในทันที

“ปัง!!!” ริสตี้กับพัสดุพุ่งเข้าชนกับที่กันชนในทันทีจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

“ฮึย” ริสตี้ที่กระเด็นออกมาเพราะแรงที่พัสดุชนเข้ากับที่กันชนมันมากกว่าแรงชาร์จของเธออีก ทำให้ริสตี้ต้องรียใช้ไหล่ดันที่กันชนไว้อีกครั้ง เพราะข้อต่อของที่กันชนกับจุดรับของนั้นไม่แข็งแรง แรงของพัสดุที่เกิดจากน้ำหนักบวกกับแรงโน้มถ่วงของโลกก็มากพอที่จะทำมันพังได้

“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ” นิลถามผ่านอุปกรณ์สื่อสาร “โอเคอยู่ แค่ต้องจัดการอะไรนิดหน่อย” ริสตี้ออกแรงยกพัสดุก่อนที่จะนำตัวเชื่อมเอนกประสงค์ติดเข้ากับพัสดุ

“รับพัสดุเรียบร้อย ส่งอย่างอื่นลงมา” ริสตี้ที่พบว่าพัสดุไม่ขยับเขยื้อนแล้ว ออกคำสั่งต่อไป ก่อนที่เธอดึงคันโยกตรงที่กันชนเพื่อให้ที่กันชนกลายเป็นตัวเชื่อมกับพัสดุจะได้เอายกของออกได้ง่ายขึ้น

“ครับ งั้นคุณโดโรธีผมจะลงไปพร้อมกับเสบียงนะครับ” นิลที่แบกกระเป๋าขนาดใหญ่เอาตะขอเกี่ยวกับกระเป๋าของตัวเองก่อนที่จะเอาตะขออันนั้นเกี่ยวกับลวดสลิง

นิลกระโดดลงไปใช้ถุงมือที่มีส่วนที่ที่เป็นฟันเฟื่องโลหะสไลด์ลงไปอย่างช้าๆพร้อมกับกระเป๋า แต่กระเป๋าเองก็หนักมากทำให้ความเร็วในการสไลด์ต่ำมาก เขาเลยต้องใช้แขนช่วยไต่ไปด้วยเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่

“ช้ามาก” ริสตี้ส่ายหน้าเพราะนิลไหลลงมาช้ามาก เพราะนิลค่อนข้างกลัวตกสังเกตได้จากที่นิลค่อยไต่ลวดมากกว่าสไลด์ลง ถ้าเริ่มเร็วมากขึ้นเมื่อไรนิลก็จะลดความเร็วในทันทีสำหรับริสตี้มันค่อนข้างหน้าเบื่อ

ริสตี้ใช้ตะขอตรงข้อมือเกี่ยวตรงลวดสลิงก่อนที่จะเขย่าไปมาอย่างแรง จนลวดสลิงกระตุก

“เหวอ” นิลเอามือทั้งสองข้างคว้าลวดไว้ ถึงลวดจะกระตุกไม่มากแต่มันก็ทำให้เขาเสียสมดุลจนมือของเขาที่เกาะไว้หลุดทำให้ความเร็วในการไหลเพิ่มขึ้นมากจนเขาควบคุมไม่ได้

“เหอะ กรี๊ดเป็นผู้หญิงไปได้ น่าทุเรศสิ้นดี” คราวนี้ริสตี้เอาปลอกแขนข้างเดิมแตะที่ลวดสลิง เธอสั่นมันเบาๆ ส่วนของลวดสลิงที่ติดกับยานก็หลุดในทันที

จ๊าก!!!” นิลร้องลั่นเพราะตอนนี้มีเพียงตะขอที่เกี่ยวกับลวดเท่านั้นที่ยังยึดตัวเขากับลวดเอาไว้ และเขากำลังจะกระแทกเข้ากับหน้าผา

“เงียบหน่อยสิ” ริสตี้ใช้แขนขวาคว้ากระเป๋าของนิลไว้ได้อย่างฉิวเฉียด

“ทำอะไรครับ” นิลตะโกนใส่ริสตี้

“หุบปากและเลิกดิ้นสักทีได้ไหม” ริสตี้ชักจะอารมณ์ขึ้น ถึงเธอจะแรงเยอะเป็นพิเศษ แต่จะให้ใช้แขนข้างเดียวคว้ากระเป๋ากับคนที่ดิ้นเป็นเจ้าเข้าตรงปากถ้ำริมทะเลที่ลื่นมากก็คงไม่ไหว

ริสตี้คิดจะใช้แขนอีกข้าง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะพื้นแถวนี้ลื่นเกินไป เธอเลยต้องใช้แขนซ้ายคว้าปลายลวดที่ยึดกับปากถ้ำไม่ให้เธอร่วงลงไปอีกคน

เปรียก!

“ฮึม” พื้นที่ริสตี้อยู่เกิดปริแตกและเริ่มที่จะถล่ม ถ้าขืนยังยืดเยื้อแบบนี้เธอคงจะร่วงลงไปแน่

“อ๊ะ แขนฉัน” ริสตี้พบว่าแขนซ้ายของตัวเองจู่ๆก็เกิดอ่อนแรงจนเธอออกแรงไม่ได้ เธอก็ว่ามันแปลกตอนแรกเธอคิดว่าที่เธอดึงนิลกับสัมภาระไม่ขึ้นก็เพราะพื้นที่ไม่มั่นคง แต่คราวนี้แม้แต่แขนซ้ายของตัวเองก็รู้สึกได้ว่าไม่มีแรงแม้แต่น้อย

“ช่วยผมด้วย” นิลสั่นหนักกว่าเดิมหลังจากที่เห็นริสตี้ที่เกิดอ่อนแรง

“หนวกหูเฟ้ย แกเลิกเป็นตัวถ่วงฉันจะได้ไหมห่ะ” ริสตี้ทำตาขึงใส่นิล เพราะเสียงของนิลทำให้เธอรู้สึกอ่อนแรงมากกว่าเดิมอีก คราวนี้ริสตี้รู้สึกเข้าตาจนเสียแล้ว รู้แบบนี้ไม่น่า

“ไม่น่าปลดลวดใช่ไหมค่ะ”

“ห่ะ?” นิลรู้สึกได้ว่าจู่ๆขาของตัวเองก็มีแรง เขาจึงจับลวดเพื่อช่วยในการกระโดด

“โอ๊ย” นิลที่พุ่งพรวดกระแทกเข้ากับริสตี้ทำให้ริสตี้ที่สมดุลไม่ดีล่มไม่เป็นท่า

“หน่อยแน่แก ครั้งนี้เอาแกตายแน่” ริสตี้พยายามลุกขึ้น แต่เธอก็ลุกไม่ได้เพราะมีนิลและสัมภาระอยู่ที่สำคัญเธอรู้สึกไม่มีแรงด้วยซ้ำ

“คุณลุกเองไม่ได้หรอกค่ะ” โดโรธีใช้เชือกหย่อนตัวเข้ามาในถ้ำอย่างช้าๆ

“จะหยามกันใช่ไหม อ่ะ” ริสตี้รู้สึกเวียนหัวอย่างหนักจนไม่อาจพูดอะไรได้อีก

“ไลเคนของที่นี้สามารถปล่อยสารเคมีระเหยง่ายที่มีผลทำให้หมดสติได้เมื่อมันพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย” โดโรธีอธิบายในชุดดำน้ำพร้อมกับหน้ากากกันแก๊สพิษ

“แล้วทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก” ริสตี้พูดด้วยเสียงเฉื่อยชาเธอกำลังจะหลับแล้ว

“ขอโทษค่ะตอนแรกดิฉันก็ไม่รู้ จนกระทั่งหน้าปัดแสดงสารแคมีในอากาศมันส่งเสียงเตือน” โดโรธีพูดพร้อมกับเปิดกระเป๋าปฐมพยาบาลฉุกเฉินเพื่อหายาที่สามารถแก้อาการ

“แล้วทำไมเจ้านี้มันไม่หลับ” ริสตี้เหล่มองนิลที่ยังดิ้นบนตัวของเธอไปมา ทั้งที่เจ้าหมอนี้น่าจะมีอาการเหมือนเธอแท้ๆ

“คุณนิลค่ะ ถ้ายังมีแรงเหลืออยู่ก็กรุณาอย่าทำเรื่องลามกได้ไหมค่ะ” สาวใช้พูดเพราะตอนนี้นิลกำลังคร่อมริสตี้อยู่ แถมใบหน้ายังนอนบนหน้าอกของหญิงสาวด้วย

“ขะ ขาผม..ผมลุกไม่ขึ้น” นิลพยายามดิ้นแต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้ เพราะน้ำหนักที่ทับของกระเป๋าและขาของเขาขยับไม่ได้

ริสตี้หน้าแดงกำ

ผัวะ!!!

“ทะลึ่ง” ริสตี้ใช้แรงทั้งหมดตบหน้าของนิลด้วยความรู้สึกอายมากที่เธอเสียท่าเพราะความประมาทของตัวเองก่อนที่จะหมดสติไป

“เข่าของคุณหลุดทั้งสองค่ะ” โดโรธีดูที่ขาของนิล ซึ่งมันอยู่ผิดรูปเพราะข้อต่อเข่ามันหลุด สงสัยมันอาจจะหลุดตอนที่เธอใช้ตะขอเกี่ยวกระเป๋าของนิลและให้ยานบินยกนิล เข่าของเขาคงจะกระแทกกับพื้นมันก็เลยหลุด

“แล้วจะทำยังไงดีครับ” นิลพยายามใช้แขนดันตัวขึ้น แต่ก็ลุกไม่ขึ้นเพราะน้ำหนักของกระเป๋าและอาการปวดหัวที่ทำให้เขาไม่มีแรง แถมเจ้าสองก้อนตรงหน้าทำให้เขาควบคุมสมาธิไม่ได้อีก ใบหน้าของนิลแดงกำ เหงื่อจำนวนมากผุดออกมาจากหน้า

“สักครู่ค่ะ” โดโรธีมองไปยังกระเป๋าก่อนที่เธอจะปลดตัวล็อกออก แรงผลักกระเป๋าออกจากร่างของนิล

นิลที่รู้สึกได้ว่าไม่มีสิ่งของมาถ่วงเขาแล้วใช้แรงแขนทั้งหมดดันตัวออกจากสองก้อนนุ่มนิ่มของริสตี้

“อ๊อก!!”

นิลที่ออกแรงมากไปหน่อยจนหัวของเขาชนเข้ากับหินด้านข้างจนสลบ

“ขอโทษค่ะ” โดโรธีมองทั้งสองคนตาปริบๆ เพราะเล่นสลบพร้อมกับทั้งสองคนแบบนี้ทำให้เธอลำบากมาก แต่ไม่เป็นไรเธอพอจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่อย่างนอกก็ดีที่นิลสลบไปแล้ว เธอจึงต่อข้อเข่าให้นิลตอนนี้เลย

หลังจากที่สาวใช้ต่อข้อเข่าให้นิลเสร็จ เธอจึงหยิบเครื่องสื่อสารของริสตี้ขึ้นมาปัดสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ ก่อนที่เธอจะสื่อสารกับคนบนยาน

“ขอโทษค่ะคุณเทย์ตรงนี้เรียบร้อยดี พวกคุณไปเถอะคะดิฉันจะจัดการตรงนี้ให้เอง” สาวใช้พูดจบก็ค้นกระเป๋าสัมภาระของนิล และเจอหน้ากากกันแก๊ส

“คุณนิลพร้อมทุกเรื่องจริงๆ” โดโรธีสวมหน้ากากให้กับริสตี้ก่อน เพราะหล่อนแสดงอาการค่อนข้างรุนแรง ส่วนนิลสามารถต้านทานได้ระดับหนึ่ง เดียวไว้ค่อยใส่ให้ทีหลัง

ซ่า ซ่า!!!

“คลื่นแทรก?” โดโรธีลองปรับสัญญาณดูก็พบว่าเครื่องสื่อสารไม่สามารถใช้การได้ หรือว่า..

สาวใช้รีบปิดเครื่องสื่อสารทั้งหมดที่พวกเธอพกมาในทันที พร้อมกับใช้พลังอีเลเมนต์ของเธอปกคลุมพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้

 

“ตรงนั้นมีอะไรหรือเปล่า” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นบริเวณปากถ้ำ ก่อนที่จะมีทหารในชุดดำโผกหัวโหนเชือกเข้ามาในถ้ำ

ชายคนนั้นเปิดไฟฉายและเล็งปืนไปรอบๆโพรงถ้ำที่มืดมิด แต่ก็ไม่พบอะไรที่ผิดปกติ

ไม่มีอะไรผิดปกติ” ชายคนนั้นตะโกนให้เพื่อนที่อยู่ด้านบนได้ยิน

“เห้ย แล้วเครื่องตรวจจับสัญญาณมันจับสัญญาณเสียงกับสัญญาณไฟฟ้าได้ มันจะเตือนหาอะไรว่ะ หาดูดีๆดิ” เสียงของชายอีกคนแย้ง

“มันไม่มีจริงๆ นายดูผิดหรือเปล่านี้มันถ้ำแกมม่าไลเคนน่ะโว้ย นานๆทีจะมีกระแสไฟฟ้าก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือไง” ชายโผกหัวดำพูดอย่างไม่พอใจ เพราะเขาต้องปีนลงมาในถ้ำแกมม่าไลเคนที่น่าหยะแยงไม่พอยังโดนจ้ำจี้จ้ำไชอีก

“เห้ยเจอสัญญาณไฟฟ้าอีกแล้ว” ชายที่ถือเครื่องจับสัญญาณตะโกนขึ้น

ตูม!!!

เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่น

“เกิดอะไรขึ้นว่ะ” ชายโผกหัวถามพร้อมกับรีบไต่เชือกขึ้นไปด้านบน

เสียงระเบิดยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง แต่เสียงก็เริ่มเบาลงเรื่อยๆ แสดงว่าระเบิดๆห่างพวกเธอไปเรื่อยๆ ถึงกระนั้นโดโรธีก็ไม่คิดที่จะประมาท เธอยังคงกางอาณาเขตพลังเอาไว้ตลอดเวลา

“กางอาณาเขตไว้นานขนาดนี้ยังไม่เป็นไรเลย หรือว่าเป็นเพราะไลเคนพวกนี้” โดโรธีมองไปยังตัวถ้ำที่ส่องแสงสีเขียวตระการตา เธอรู้สึกได้ว่าตั้งแต่ที่เธอกางอาณาเขต เธอไม่มีความรู้สึกเหนื่อยแม้แต่หน่อย คงเป็นความสามารถของไลเคนพวกนี้ เพราะเธอสามารถมองเห็นอนุภาคอีเลเมนต์ของเธอแสดงปฏิกริยากับแสงสีเขียวของไลเคน

“แล้วคราวนี้จะเอายังไงดี” โดโรธีมองไปยังนิลและริสตี้ที่ยังคงสลบเหมือด พวกเธอจะพักอยู่ที่นี้ไม่ได้เพราะกลุ่มคนที่ตามสัญญาณสื่อสารของพวกเธอมาไม่น่าจะเป็นมิตรจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงอิสลามที่ยังหลงเหลืออยู่ในยุคนี้ และถ้ำแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยไลเคนที่พวกติดอาวุธเรียกว่า แกมม่าไลเคน ถ้าขืนอยู่นานก็ไม่น่าจะปลอดภัย(ชื่อของมันก็ไม่น่าพิสมัยเท่าไร ดีๆไม่ดีไลเคนพวกนี้อาจจะปล่อยรังสีแกมม่าออกมาจริงๆก็ได้)

เธอต้องคงต้องรีบพาพวกนิลออกไปจากที่นี้ก่อน จากแผนที่ๆได้มา มันบอกว่าถ้ำแห่งนี้จะมีทางออกอยู่และคนของกลุ่มสการ์เล็ตเคยใช้มันเป็นทางผ่านเหมือนหลายปีก่อน แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่เหมือนกับที่เคยบันทึกไว้

“เอ๊ะ” โดโรธีที่กำลังครุ่นคิดอยู่ส่ายหัวเพราะจู่ๆเธอก็มองเห็นไม่ชัดขึ้นมา “หัวมัน!!” สาวใช้เอามือบีบหัวของตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนสมองมันกำลังถูกบีบจนแหลก

โดโรธีสงสัยมากเพราะเธอใส่หน้ากากและใส่ชุดปิดทั้งตัวแบบนี้ทำไมยังเกิดอาการติดพิษ สาวใช้มองไปยังริสตี้ที่ผิวหนังของเจ้าตัวส่องแสงสีอ่อน

“หรือว่า” โดโรธีรีบถอดถุงมือออกก่อนที่จะพบว่ามือของเธอเองก็ส่องแสงสีเขียวเหมือนกัน

“โชคร้ายจริงๆน่ะค่ะ” โดโรธีรู้ตัวช้าไป เพราะเธอไม่ได้ติดพิษเชื้อทางอากาศ แต่มันเข้าทางผิวหนังของเธอด้วยรังสี เธอก็ว่ามันแปลกที่ถ้ำติดทะเลแห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเลยนอกจากไลเคนเลย คงเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตอื่นตายหมดและถูกย่อยเป็นสารอาหารหมดแน่ๆ

“ขอโทษค่ะท่านพี่ที่ดิฉันประมาทเกินไป” โดโรธีนึกถึงพี่ชายของเธออับดุลในช่วงสุดท้ายก่อนที่เธอร่างของเธอจะล้มสู่พื้นพร้อมกับสติที่ขาดหายไป

 

“นิลลุกขึ้นมาซ่ะ”

“ใครเรียก” นิลลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเอง

“ที่นี้มันที่ไหนกัน” นิลหรี่ตามองรอบข้างตัวเองที่เป็นทุ่งดอกไม้หลากสีพร้อมกับพืชพันธุ์นานาชนิด แต่แปลกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากดอกไม้และต้นหญ้า

“ที่นี้มันคุ้นๆแหะ เดียวก่อนน่ะ” นิลหลัยตาเอามือลูบหัวของตัวเองเพราะเหมือนเขาจะลืมอะไรบ้างอย่างไป

“เออ ใช่แล้วคนอื่นๆหายไปไหน” นิลดีดนิ้วเขาจับได้ว่าจู่ๆเขาก็วูบตอนที่อยู่ในถ้ำกับพวกริสตี้ “หรือริสตี้พาผมมาที่นี้” นิลนั่งครุ่นคิดเพราะเขาหลับไปและตื่นขึ้นมาที่นี้แสดงว่าทั้งสองคนคงแบกเขามาที่สวนดอกไม้แห่งนี้แน่นอน

“เอ๊ะ ไม่ใช่ที่นี้ เราเคยมาที่นี้ด้วยตัวเอง” ภาพบางอย่างแสดงขึ้นมาในหัวของเขาทำให้เขารู้สึกได้ว่าที่นี้มันแปลกๆ และแน่ล่ะถ้ามันแปลกมันก็ไม่น่าที่จะปลอดภัย

“ไงได้สติแล้วเหรอ” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นกลางทุ่งดอกไม้ทำให้นิลต้องมองไปยังทิศเสียงก่อนที่จะมีชายผมสีแดงคนหนึ่งโผล่พรวดออกมาพร้อมกับกลีบดอกไม้ ชายคนนั้นสวมหน้ากากสีแดงพร้อมกับผมสีแดงที่ยาวจรดพื้น เขาคนนั้นยังสวมชุดของชาวไร่ด้วย

“คุณคือ...?” นิลพยายามนึกเพราะเขาดูเหมือนจะรู้จักชายคนนี้และจะสนิทกันมากแต่ก็นึกไม่ออกเท่าไร

ปฏิกิริยาของนิลทำให้ชายผมแดงคนนั้นส่ายหน้า เพราะดูท่าทางเงอะๆง่ะๆแล้วต่อให้ตายนิลก็นึกไม่ออกเห็นทีเขาต้องให้ตัวช่วยสักหน่อย

“เอางี้ที่นี้คือโลกในจิตใจของนิล ส่วนฉันก็คือตัวตนที่มีเพื่อปกป้องจิตใต้สำนึกของเขา” ชายคนนั้นอธิบายเสียงดังฟังชัด

“เดียวโลกในจิตใจของนิล นั้นก็ฉันนี้หว่า!!!” นิลตกใจ “เออ.. นั้นแหล่ะถูกต้องที่สุด ในที่สุดก็รู้ตัวสักที” ชายคนนั้นพลิ้วปากเพราะแค่นี้ก็สามารถอธิบายง่ายขึ้นมาก

“ฉันกำลังฝันอยู่นี้เอง” นิลได้ขอสรุป จากที่ได้ยินมาทั้งหมดเขาบอกว่านี้เป็นโลกภายในจิตใจของเขา ซึ่งมันเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือเขากำลังฝัน

“โถ่เอ้ย เอาเถอะตามที่แกเข้าใจเลย” ชายหัวแดงถอนลมหายใจ นิลจะเข้าใจยังไงก็เรื่องของมันแล้ว

“แล้วคุณความฝันมีธุระอะไรกับผมหรือครับ” นิลถูมือพร้อมกับนั่งเขย่าหัวเพื่อที่เขาจะตื่นขึ้นจากความฝัน

“ไม่ใช่ฉันที่มีธุระกับแก แต่แกต่างหากที่มีธุระกับฉัน ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องถามว่า คุณมีธุระอะไรกับฉันที่นี้” ชายหัวแดงนั่งขัดสมาธิอย่างไม่พอใจ

“งั้นผมขอโทษ ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” นิลทำสีหน้าใสสื่อ “เหอะงั้นฉันต้องเป็นคนปลุกแกสิน่ะ ฉันเองก็ไม่อยากยุ่งเรื่องของแกเพราะคำทำนายของท่านแม่”

“ท่านแม่หรือว่าแม่ของคุณเป็นคนสร้างที่นี้” นิลถามเพราะนี้เป็นความฝันของเขา เขาจะเห็นอะไรในนี้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรทั้งสิ้น

“ถูก แกนี้เก่งด้านการเสี่ยงทายแหะ” ชายหัวแดงปรบมือ “ใช่มันเป็นโลกที่แม่ของฉันสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคำทำนายต่างๆไว้”

“งั้นเธอคนนั้นก็ต้องเป็นคนที่สุดยอดมากๆแน่” นิลอึ้งเพราะคนที่สามารถสร้างโลกที่สามารถเก็บของสำคัญได้ต้องไม่ธรรมดา

“เลิกทำตัวแบบนั้นสักที แกมาที่นี้เพราะคำทำนายใช่ไหม” ชายคนนั้นเสยผมตัวเอง “คำทำนายผมเองก็ไม่รู้หรอกน่ะว่ามันคืออะไร”

คำพูดของมิลไม่สร้างความแปลกใจให้กับชายหัวแดงเลยเขาเลียปากตัวเองก่อนที่จะเอยประโยคออกมาก “ไม่มีใครในโลกนี้ที่รักและเชื่อใจนายจริงๆ เพราะทุกคนที่รักและเชื่อใจนายล้วนแต่ต้องตายทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของนาย และจงจำไว้ จนกว่าจะถึงเวลาที่คนอื่นรักและเชื่อใจนายได้อย่างปลอดภัย จงอย่าคิดเปิดใจเด็ดขาด” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับดูท่าทางของนิล ซึ่งนิลนั้นตกใจมากที่เขาได้ยินประโยคนี้อีกครั้ง

“ฉันบอกได้คำเดียวว่ามันเคยเป็นความจริง” ประโยคนี้ทำให้นิลดีใจมากเพราะประโยคปริศนานั้นทำให้เขาครุ่นคิดมาตลอด แต่ถ้ามันไม่เป็นความจริงเขาก็คงไม่มีอะไรต้องห่วง

“ถ้างั้นมันก็คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผมใช่ไหมครับ” นิลถอนหายใจเพราะเขารู้สึกสมองของเขามันโล่งมากขึ้น แต่ชายคนนั้นกับส่ายหัว

“ฉันไม่รู้หรอกน่ะว่าที่แกคิดจะถูกหรือไม่ เพราะคำทำนายของเธออาจจะยังไม่หมดฤทธิ์ก็ได้ จนกว่าจะถึงเวลานั้นนายก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน” ชายคนนั้นพูดเตือนเพราะความประมาททำให้ชีวิตของคนมากมายต้องวอดวาย และถ้านิลยังประมาทอยู่แบบนี้รับรองได้เกิดหายนะครั้งใหญ่บนโลกแน่

“แล้วผมต้องทำยังไง” นิลหรี่ตา “จงใช้ชีวิตตามที่นายปรารถนาต่อไป ความฝันเป็นหน้าต่างของความจริง ถ้านายอยากจะรู้ก็จงลองดูมันให้ลึกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ชายคนนั้นพูดจบก็หลับตา ร่างของเขาค่อยๆกลายเป็นของเหลวสีแดงและซึมหายไปกับพื้นดิน ทิ้งให้นิลต้องอยู่คนเดียวกลางทุ่ง

“เหอะที่นี้คือความฝันงั้นเหรอ แล้วมันจะเดจาวูไหมน่ะ” นิลแผ่ตัวนอนบนทุ่งหญ้าพร้อมกับหลังตา เขาเองก็เคยได้ยินคนอื่นพูดว่าความฝันมันบอกอนาคตได้ เจเองก็เคยอ่านให้ฟังจากในหนังสือว่ามันเป็นอาการที่มนุษย์จะฝันและเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นในอนาคตจริงๆ แต่เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนไหนเท่านั้น คำทำนายที่พูดก็อาจจะเป็นจริงก็ได้

นิลหลับตาลง ทั้งๆที่มันเป็นเพียงแค่โลกที่เกิดขึ้นเมื่อเขาหลับ แต่มันกับรู้สึกเพลียเหลือเกิน ความเพลียทำให้เขาอยากที่จะหลับหวังว่าเขาจะตื่นขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงหลังจากที่ได้หลับในโลกแห่งนี้ 




NEKOPOST.NET