P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 55 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.55 - ยุทธการซ่อนแอบเก็บความจริง


นิลและพวกพ้องได้เดินทางออกจากมหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์ พวกเขาผ่านมหาสมุทรอินเดียเพื่อมุ่งหน้าไปยังทะเลแดง และเป้าหมายต่อไปคือคลองสุเอซ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โชคเข้าข้างพวกเขามากที่ระหว่างทางไม่มีคนของสหพันธ์ไหนหรือแม้แต่พวกอาวุธชีวภาพลอบโจมตีพวกเขา และสภาพอากาศก็ปลอดโปร่งคาดว่าจะทำให้ไปถึงที่จุดนัดพบได้เร็วการกำหนดถึงแม้จะเดินทางล่าช้าที่อาเซียนก็ตาม

และเวลาก็ผ่านไป 2 วันนับตั้งแต่ออกจากท่าเรือที่อาเซียน

ปัจจุบัน วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 20: 12 น.

ณ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใกล้ชายฝั่งเกาะซิซิลี  อิตาลี 

นิลนอนบนเตียงที่เขาเคยใช้พักฟื้นตอนที่หัวฟาดพื้น ตอนนี้ก็ผ่านไปสองวันแล้วนับตั้งแต่ที่เขาเจอกับจิมมี่ครั้งล่าสุด หลังจากที่เขาฟาดมื้อเช้าสุดหรูกับจิมมี่และเด็กผู้หญิงที่ชื่อลาเซียอาร์ถึงจะรู้สึกอิ่มอร่อยกับอาหารเช้าที่แสนวิเศษ แต่ตอนกลับก็ถูกถามนู่นถามนี้จนต้องโกหกไปว่าถูกเศรษฐีใจดีเลี้ยงอาหารเช้า ซึ่งพวกสตีฟต่างตะโกนก่นด่าเขาด้วยความเสียดาย ทางฝั่งริสตี้กับเทย์เองก็สงสัยเรื่องการเลี้ยงอาหาร ส่วนโดโรธีเองก็สามารถพิสูจน์เรื่องที่เขาไปกินอาหารในร้านหรูได้ เธอคงจะมีเซนส์เรื่องนี้ดีเป็นพิเศษ เขาเลยก็ถูกคนอื่นเพ่งเล็งด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งสงสัยกับอิจฉาจนเขาไม่รู้จะทำยังไงได้แต่ปิดปากเงียบและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นทำไหน โชคดีที่จิมมี่สอนวิธีการควบคุมอารมณ์และสติเพื่อไว้เล็กน้อย

“ภารกิจที่เวนิสงั้นเรอะ” นิลมองแสงไฟขนเพดานห้อง หลังจากที่เขากินข้าวเสร็จ จิมมี่ก็เรียกเจ้าของร้านออกมา เจ้าของร้านนี้ไว้ผมทรงหางม้าสีแดงยาวถึงพื้นไม่พอ แถมยังแต่ชุดขนสัตว์สีขาวทั้งตัวยังกับอยู่ขั้วโลกใต้ ถ้าเขาไม่รู้ว่าคนในร้านนี้เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษตัวเขาเองคงคิดว่าร้านนี้มันแปลกพิกล เจ้าของร้านก็คงเป็นพวกชอบลุยเขตหนาว ซึ่งเจ้าของร้านก็หัวเราะเพราะลุคของเขานั้นไม่เขากับบรรยากาศร้านเท่าไรหนัก แต่กับพวกชนชั้นสูงกลับเข้ากันได้อย่างพอดิบพอดี เขาเลยใส่แบบนี้ตลอดเวลา

จากที่จิมมี่บอกไว้ว่าเจ้าของร้านเองก็เป็น 1 ในสายลับของอาเซียนที่ค้นพบข้อมูลเรื่องภารกิจที่นิลกำลังไปทำ โชคดีที่ข้อมูลที่รั่วไหลถูกพบทันเวลาทำให้สามารถทำลายข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานที่ รายละเอียดภารกิจและความสัมพันธ์ของสการ์เล็ตกับอาเซียนที่เกี่ยวกับภารกิจนี้ได้ทันท่วงที เจ้าของร้านที่

นิลได้สอบถามเรื่องข้อมูลที่รั่วไหลกับเจ้าของร้าน ทางเจ้าของร้านก็ไม่บอกสาเหตุที่รั่วไหล กลับเตือนเขาไว้ว่า ถึงครั้งนี้พวกเขาจะสามารถทำลายข้อมูลได้ก่อนที่ขั้วอำนาจอื่นจะได้ไป แต่ก็มีความลือเกี่ยวกับภารกิจที่ไม่ระบุสถานที่และเป้าหมาย แพร่สระพัดออกไปทั่วโลกออนไลน์ ทำให้ขั้วอำนาจใหญ่ ต่างพยายามสืบหาแหล่งที่มาของข่าวลือที่ว่า

‘คุณนิลครั้งนี้พวกคุณอาจจะรอดตัวไปได้ก็จริง แต่ครั้งหน้าอาจจะไม่โชคดีแบบนี้ ไม่แน่อาจจะเกิดเรื่องน่าสลดขึ้นในอีกไม่ช้า คุณควรทำใจไว้ก่อนก็ดี’

นั้นคือประโยคสุดท้ายของเจ้าของร้านที่เตือนเขา และมันเป็นประโยคที่เด้งเข้ามาในหัวทุกครั้งที่เขาหลับ เหมือนเป็นลางบอกเหตุร้ายมากกว่า อาจจะคิดไปเองก็ได้

‘อย่าลืมกินยาด้วย’

“อึย์ ว่าแล้ว”

นิลลูบหน้าผากตัวเองก่อนที่จะหยิบแคปซูลที่มักกินเป็นประจำขึ้นมาดู เขาเลยถูกบังคับให้กินแคปซูลสีแดงทุกวันเพื่อรักษาเกี่ยวกับสภาพของสมองเขาเอง หลายวันที่ผ่านมาเขาก็ดันลืมกินไปเสียสนิทจนเห็นภาพหลอน หรือแม้กระทั่งเสียงแปลกๆที่หาที่มาไม่ได้

“เอาล่ะ ต้องทำสมาธิ”

นิลกลืนยาลงคอก่อนที่หลับตา เขากำหนดลมหายใจทำสมาธิ เพราะถ้าเขากินยาตามที่ถูกสั่งไว้ทุกวัน อาการประสาทหลอนก็จะดีขึ้น แถมยังจดจำได้ง่ายขึ้น เท่าที่จำได้ตอนเพิ่งเขาเสียความทรงจำไป พวกสตีฟบอกว่าเขาทำตัวเป็นเด็กแดงยิ่งกว่าพวกเขาอีก ตอนนี้ตัวนิลเองกับทำตัวเป็นผู้ใหญ่จนพวกเขาตกใจมาก แต่ที่น่าตกใจกว่าคือฟลิบบอกว่าเขามีนิสัยกับวิธีพูดคล้ายกับวิลสันมากขึ้นเรื่อยๆ

“คุณนิลอยู่ไหมครับ” เทย์กดปุ่มหน้าของพักของนิล

“ครับคุณเทย์ ผมอยู่ครับ จะไปเปิดประตูให้ครับ” นิลตะโกนก่อนที่เขาจะลุกขึ้นจากเตียงไปกดรหัสปลดล็อคประตู “มีอะไรเหรอครับ”

“ใกล้จะถึงเกาะซิซิลีแล้วครับ นักบินบอกว่าเขามาส่งพวกคุณได้แค่ที่นี้ ที่เหลือเราต้องเดินเท้ากันเอง”

เทย์ในชุดเตรียมพร้อมเดินมาพร้อมกับสัมภาระของนิล

“เขาไม่พาเราไปถึงที่หมายเหรอครับ”

“ทำไม่ได้ครับ สถานที่ปลายทางของคุณมีระบบตรวจจับระดับสูงติดตั้งมากมาย ยานพาหนะของเราไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น” เทย์อธิบายเพราะเป้าหมายของพวกนิลได้รับมอบหมายมาอยู่ในพื้นที่ของสหพันธ์ยุโรปตะวันออก เมื่อใดที่ยานพาหนะเข้าไปในทวีปยุโรปเมื่อไร ก็จะถูกระบบตรวจจับได้ในทันที

“ครับแต่ขอเวลาเตรียมของสักหน่อยได้ไหมครับ” นิลขออนุญาตเพราะจะต้องจัดของให้เรียบร้อย จะได้ไม่เป็นลมกลางทะเลทรายเหมือนตอนนั้นอีก ถ้ามีทะเลทรายให้เดินอ่ะน่ะ

“ได้ครับ ผมแค่มาบอกเฉยๆ คุณคงเป็นห่วงพวกเด็กๆมาก แต่ไม่เป็นไรผมกับนักบินจะพาพวกเขาไปยังที่ปลอดภัยชั่วคราว ก่อนที่จะส่งพวกเขากลับไปที่ฐานหลักเอง” เทย์วางกระเป๋าสัมภาระของนิลไว้ข้างประตู

“ต้องขอโทษที่ทำให้ลำบากครับ” นิลกล่าวขอโทษ

“ไม่เป็นไรครับ เดิมทีผมเองก็แค่มาตรวจเช็คความเรียบร้อยเท่านั้น ยังไงก็ต้องกลับอยู่แล้ว การพาพวกเด็กๆกลับไปด้วย มันไม่ทำให้ผมลำบากอะไรเลย” เทย์ส่ายมือเพราะแค่พาเด็กไม่กี่คนกลับไปที่ฐานหลักคงไม่มีปัญหาอะไร แถมได้มีอะไรเล่นฆ่าเวลาอีกด้วย

“ผมคงต้องฝากพวกเด็กๆไว้กับคุณด้วย” นิลยื่นแขนขวาไปด้านหน้า “และก็ขอบคุณ” นิลแบมือขวาของตนให้เทย์ ทางเทย์เองก็จับมือขวาจับมือนิล “ทางนี้ก็เช่นกัน”

ทั้งคู่ปล่อยมือก่อนที่เทย์จะเดินไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เขาเดินไปยังห้องคนขับพร้อมกับเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ตัวเลขบนแผ่นกระดาษทำให้เขาขมวดคิ้ว เพราะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขบนนี้ส่วนใหญ่นั้นชำระด้วยเงินไม่ได้ เนื่องจากตลาดโลกตอนนี้กำลังเน้นไปทางทรัพยากรมากกว่าการตลาดและการธนาคาร หลังจากใช้ทรัพยากรมากมายไปในการฟื้นฟูโลกให้มนุษย์อยู่ได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อฟื้นขวัญกำลังใจประชาชนโลก แต่ก็ทำให้ระบบธนาคารกลางด้อยลงไปมาก ค่าเงินตกต่ำลงเข้าขั้นวิกฤต จนบ้างพื้นที่รับทรัพยากรแทนเงินแล้วด้วยซ้ำ โดยเฉพาะค่าซ่อมและเชื้อเพลิงที่ราคาแพงหูฉี่จนทางสการ์เล็ตต้องไปขุดเหมืองแร่เอาเองแล้ว

ป๊อกๆ!!          หูของเขาสั่นเล็กน้อยหลังได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นตรงทางออกฉุกเฉิน เขาว่างเอกสารบนช่องเก็บของในตัวยานให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินไปพร้อมกับดูมือขวาของตัวเอง และใช้มันล้วงเข้าไปในช่องว่างเล็กๆ ซึ่งมือของเขาสามารถสัมผัสบางอย่างได้

“จ๊าก!!!” สตีฟร้องเสียงหลงก่อนที่เขาจะถูกเทย์กระชากออกมาจากช่องว่างตรงประตูฉุกเฉิน

“นี้เธอเข้าไปแอบตรงนั้นทำไม” เทย์ดุสตีฟที่แอบซ่อนตัวตรงประตูฉุกเฉิน ซึ่งมันอันตรายมาก ถึงตอนนี้พวกเขาจะบินเหนือน้ำเล็กน้อยทำให้ความดันอากาศระหว่างในยานกับนอกยานนั้นไม่ต่างกัน แต่ก็อาจเป็นอันตรายได้ถ้าเกิดมีรอยรั่วตรงประตูฉุกเฉินก็อาจจะทำให้บาดเจ็บได้

“ขอโทษกร๊าบ วันหลังจะไม่ทำอีกแล้ว” สตีฟควงแขนมั่วซั่วจนเทย์ต้องเอามือปัดแขนที่เกือบจิ้มเข้าตา

“พอได้แล้ว” เทย์คว้ามืออีกข้างของสตีฟก่อนที่จะกดแขนของเด็กชายจนแขนทั้งสองข้างติดลำตัว “แล้วเข้าไปทำอะไรตรงนั้น” เมื่อเห็นสตีฟสงบลงแล้วเขาเลยถาม

“เออ ก็อยากไปผจญภัยกับคนอื่นๆด้วยก็เลยไปซ่อนตรงนั้น จะได้แอบลงได้สะดวกตอนถึงที่นั่น” สตีฟอธิบายพร้อมกับกรอกตาไปมา

“ฮึม ปิดบังอะไรหรือเปล่า” เทย์ที่เห็นท่าทางของสตีฟเขาก็รู้ทันทีว่าเด็กผู้ชายคนนี้กำลังโกหกอย่างเห็นได้ชัด “เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม” เทย์พูดเพระเขาดูถ้าจะเข้าใจสตีฟเป็นอย่างดี ตั้งแต่เห็นถ้าทางของเด็กชายที่เป็นห่วงเจมากเป็นพิเศษ และคนต้นคิดก็น่าจะเป็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเช่นกัน

“ฉันรู้ว่าผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ แต่การออกรับความผิดแทนเจ้าตัว ไม่มีอะไรดีหรอก มันจะทำให้ทั้งสองแย่ลงเท่านั้น” เทย์พูดเพราะมันอาจทำให้เจติดนิสัยหลอกคนอื่นให้รับผิดแทนตน ซึ่งทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในอนาคต แน่ล่ะว่ามันไม่ดีเอาซ่ะเลย

“คุณไม่มีสิทธิ์ว่าเจน่ะ เจคือ...”

“เจสสิก้า ยูเรียล ฉันรู้ดี” เทย์พูดดักหน้าพร้อมกับส่ายนิ้ว “ถึงจะใหญ่มาจากไหน แต่ถ้าทำเรื่องไม่ดีอย่างการหนีความผิดก็ทำลายชีวิตคนอื่นมานับต่อนักน่ะ” เทย์สะกิดไหล่สตีฟ ส่วนสตีฟก็ก้มหน้าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“แต่ถ้าไม่มีใครรู้ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ประโยคนี้ทำให้สตีฟเงยหน้าขึ้นมาน้ำตานองหน้าเขา “พูดจริงเหอรครับ”

“ลูกผู้ชายเขาไม่ตะบันสัตย์หรอกน่ะ” เทย์ลูบหัวสตีฟ “แต่ร้องไห้แบบนี้จะดีเหรอ พวกนั้นแอบมองอยู่น่ะ” เทย์เหล่ตาที่ปกติก็แทบจะไม่เห็นลูกตาจนมันแทบจะปิดสนิทมองไปยังเด็กชายอีกสองคนที่กำลังอมยิ้มแบบแปลกๆ

“ร้องไห้เหรอ สตีฟ กิ๊วๆๆ” โรโต้ชูสองนิ้วพร้อมกับเยาะเย้ย ส่วนฟลิบก็แอบหัวเราะ แต่แน่นอนว่าทั้งหมดอยู่ในสายตาของเด็กชายที่กำลังอายสุด

“หน่อยแน่แก” สตีฟเช็ดน้ำตาก่อนที่จะวิ่งไล่โรโต้กับฟลิบ แน่นอนว่าทั้งสองคนไม่อยู่ให้เจ็บตัวต่างวิ่งกันกระเจิง

“ได้โปรดอย่าวิ่งขณะอยู่ในยานค่ะ อาจจะประสบอุบัติเหตุได้”

“จ๊าก” โรโต้ตะโกนเสียงหลงเพราะอยู่ดีๆสาวใช้ก็โผล่พรึบตรงหน้าของเขา แต่แค่นี้หยุดเขาไม่ได้หรอก โรโต้วิ่งใส่สาวใช้เพราะรู้ว่าเธอเป็นคนอิสลามถ้าเขาวิ่งใส่เธอก็ต้องหลบออกแน่นอน

โรโต้วิ่งใส่โดโรธีซึ่งสาวใช้ก็ก้าวเท้าซ้ายถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างนุ่มนวล เธอใช้ปลายเท้าซ้ายเป็นจุดศูนย์กลางพร้อมกับจับชายกระโปรงหมุนตัว 180 องศาหลบโรโต้ที่วิ่งใส่อย่างงดงาม

“อ่ะ ฮ้าไม่มีใครจำฉันได้” โรโต้ตะโกนหัวเราะเสียงดัง “พี่ผมคิดว่าไม่”

“ว่าไงน่ะ” โรโต้หันกลับไปมองน้องชายตัวเองที่ตอนนี้นั่งย่องๆเอานิ้วชี้มายังเขาทำให้โรโต้สงสัยที่น้องชายชี้มายังเขาทำไม

“น้องชายคุณพูดถูกค่ะ” โดโรธีปล่อยชายกระโปรงคราวนี้เธอเองก็ชี้นิ้วไปยังโรโต้เหมือนกัน แต่ที่ทำให้เด็กชายแปลกใจคือสาวใช้ไม่ได้ชี้มาที่เขาตรงๆแต่แค่ทิศเดียวกัน สังเกตดีๆปลายนิ้วของเธออยู่เหนือหัวของเขา

“ทุกคนพูดถูก” ริสตี้พูดพร้อมกับใช้ฝ่ามือดันหัวของโรโต้จนเขาหน้าทิ่มกับพื้น

“โอ๊ย เจ๊ทำอะไรเนี่ย” โรโต้พูดพร้อมกับเอามือลูบหัวที่ปูดโน ประโยคนี้ทำให้ริสตี้ถึงกับชักสีหน้า เธอคว้าคอเสื้อของโรโต้ให้เด็กชายลุกขึ้น

“ฉันต้องถามว่าแกคิดอะไรกันแน่ นี้คิดจะแอบตามพวกฉันไปใช่ไหม” ริสตี้เขย่าคอเสื้อจนโรโต้ต้องเอามือคว้าข้อมือริสตี้ไม่ให้เขย่ามากกว่านี้

“ผมไม่ใช่คนต้นคิดน่ะ เจต่างหาก เธอเอาแต่ร้องไห้ทั้งคืนจน.. ว๊าก” โรโต้ไม่ทันพูดอะไรต่อคราวนี้ริสตี้ก็เขย่าตัวเขาจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง

“ยังจะกวนตีนอีก!!!” ริสตี้เอากำปั้นบี้หัวโรโต้ “ผมพูดจริง” โรโต้พูดด้วยความเจ็บปวดเพราะเขารู้สึกได้ว่าหัวของตัวเองจะถูกบี้เป็นเศษเนื้อ

“แล้วเด็กผู้หญิงที่นอนในห้องคือใคร ตอบมาสิ” ริสตี้พูดพร้อมกับเปิดภาพกล้องวงจรปิดภายในห้องที่เจกำลังหลับอยู่บนเตียง ซึ่งสังเกตได้จากชุดสไตล์โกธิคที่เด็กหญิงมักจะใส่เป็นประจำเสมอโผล่ออกมาจากชายผ้าห่ม

“ตัวปลอมหรือเปล่า ผมเห็นแค่ผมสีทองกับชุดอาจเป็นวิกผมก็ได้”

โรโต้เถียงสุดฤทธิ์เพราะคนที่พูดเรื่องแอบตามพวกนิลก็คือเจก็จริง แต่คนสนับสนุนกับคนวางแผนต้นคิดก็คือเขาเอง ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้โดนพี่ริสตี้อัดจนน่วมเองแน่ๆ

“แล้ววิกกับกับชุดมันดิ้นเองได้หรือไงฮ่ะ” ริสตี้เค้นเสียงเพราะก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งชั่วโมง เธอเข้าไปเช็คว่าเจหลับสนิทหรือยัง ซึ่งนอกจากจะนอนตะแคงซ้ายแล้ว ผ้าห่มของเด็กสาวยังรู้สึกได้ว่าอุ่น และเจ้าตัวยังละเมอนอนดิ้นไปมาพร้อมกับส่งเสียงอยู่เลย

“ผมว่าเราเล่าความจริงดีกว่าพี่จะได้ลดโทษลงได้บ้าง”

ฟลิบเสนอความคิดเห็นของตัวเองเพราะก็อย่างที่พี่ของเขาบอกว่าเจเป็นคนต้นคิดจริงๆ แต่คนคิดหาวิธีแอบหนีก็คือพี่กับเขาเอง นี้ถ้านักบินไม่ไปตรวจสอบที่ช่องทางออกฉุกเฉินท้ายยานพวกเขาก็คงแอบตรงนั้นแท้ และเจก็ดันยกเลิกความคิดกลับไปนอนที่ห้องอีก

“ความจริงอะไรบอกมาก่อนที่ฉันจะทุบหัวแกอีกรอบ” ริสตี้พูดพร้อมกับเตรียมง้างหมัดไว้บดหัวของโรโต้อีกครั้ง

“ก็แค่เมื่อวานเจเขาบอกว่ายามตามพวกพี่ๆอีก ผมก็เลยจัดแจงอะไรนิดหน่อย แต่ว่าคุณนักบินดันเล่นเช็คทุกซอกทุกมุมแถมจัดของซ่ะเรียบร้อย จนผมก็เลยไม่รู้จะซ่อนที่ไหนก็เลยยกเลิกแผนการกลางคันกร๊าบ” โรโต้พูดพร้อมกับกรอกลูกตาไปตา มือทั้งสองข้างถูไปมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

“เออ ก็ถูกของแกนี้หว่า เจเป็นคนต้นคิด” ริสตี้วางโรโต้ลงพร้อมกับใช้นิ้วชี้เคาะหัวตัวเอง

“บอกแล้วไงไม่เชื่อ” โรโต้พูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง ผิดกับฟลิบที่หัวเราะแห้งๆ ส่วนสตีฟเองก็ส่ายหน้าพร้อมกับสะกิดเทย์ ทางเทย์เองก็ยิ้มเล็กน้อยและพาเด็กชายเดินหลบมุมออกไป เพราะเขาคิดว่าบรรยากาศคงไม่ดีเท่าไร และเขายังมีงานต้องทำอีกดังนั้นหลบเพื่อความปลอดภัยจะดีที่สุด

ริสตี้มองไปรอบๆก็พบว่าเทย์กับสตีฟเดินหนีไปแล้ว ฟลิบเองก็ไปหมอบตรงข้างทางเดินตัว โดโรธียืนหลบมุม แต่มีจุดเหมือนอยู่คือทุกคนต่างแอบมองเธอกับโรโต้ตาไม่กระพริบและเธอยังเห็นนิลมองอย่าหวาดระแวงสุดๆ

“งั้นผมไปล่ะ” โรโต้ก้าวเท้าเดินออก แต่ก็ถูกริสตี้เอามือกดไหล่เอาไว้จนไปไหนไม่ได้

“เอาล่ะ ทุกคนเดียวฉันขอยืมห้องนูนหน่อยน่ะ” ริสตี้เอานิ้วชี้ไปยังห้องที่นิลกำลังแอบมองอยู่ แน่นอนนิลขมวดคิ้วก่อนที่เขาจะโยนสัมภาระทั้งหมดออกจากห้องจนกระจัดกระจาย ก่อนที่เขาจะออกมายืนทำท่าวันทยาหัตถ์หน้าห้อง

ริสตี้ยิ้มให้นิลก่อนที่เธอจะเคาะโรโต้ให้เดินตามทิศที่เธอต้องการ

“เจ๊ จะทำอะไรอ่ะ อุ๊บ” โรโต้พูดได้ไม่กี่คำก็ถูกอุดปากจนพูดไม่ได้

“เออผมว่าไม่ต้อง.. เออ” นิลหรี่ตาไม่เห็นด้วย แต่ก็ถูกสายตาอำมหิตของริสตี้ข่มจนต้องก้าวถอยหลัง แต่ริสตี้กับลากโรโต้มาหาเขา “นิลหรือว่าอยากโดนหรือไง” ริสตี้ที่เดินมาถึงเตะผ่าหมาก แต่นิลก็กระโดดหลบได้

“โห้พัฒนาขึ้น” ริสตี้ที่เห็นนิลหลบได้จึงลองเตะและถีบในมุมต่างๆดูบ้าง แต่นิลก็ก้มเบี่ยงตัวหลบได้หมด ริสตี้มองสีหน้าของนิลที่ทำหน้าใจดีสู้เสือ แต่แววตากลับไปกลัวเธอแม้แต่น้อย ซึ่งถ้าเป็นกรณีของเจ้าวิลสันเธอคงถีบยอดหน้าไปแล้ว

‘เป็นแววตาที่งดงามมาก’ ริสตี้มองแววตาของนิลด้วยรอยยิ้ม เพราะมันสวยมากเหมือนของกิติไม่มีผิด และเธอกลับไม่รู้สึกแย่ที่เห็นมันอีกครั้งด้วยซ้ำ

“เข้าใจล่ะ งั้นวันนี้แกรอดตัวไปน่ะโรโต้” ริสตี้ผลักโรโต้ออกก่อนที่จะกอดอก เพราะแววตาแบบนั้นทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายมากเลย

“ฟู้ว รอดแล้ว” โรโต้ถอนหายใจก่อนที่จะสังเกตเห็นพวกฟลิบกับสตีฟกวักมือเรียกว่าเขาอยู่ ทำให้เขาต้องเอามือเกาหัววิ่งไปหา

“พวกแก” ริสตี้เค้นเสียง “ครับ” เด็กชายทั้งสามตอบกลับเสียงแข็ง “ครั้งนี้ฉันจะปล่อยไป แต่ถ้ามีครั้งหน้าพวกแกตาย!!!!

“ครับผม!!!” เด็กชายทั้งสามคนพูดเสียงดัง เพราะครั้งนี้พวกเขารอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด ถ้าเกิดทำให้ริสตี้ไม่พอใจอีกรอบคงจะฉิบหายกันยกใหญ่

“นิลอีกไม่กี่นาทีเราจะต้องลงแล้วเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง” ริสตี้ถามนิลและยังไม่ลืมมองไปยังสัมภาระที่ดูแล้วน่าจะหนักเอามากๆของนิล “ของเยอะแบบนั้นจะไหวเรอะ”

“เออพร้อมแล้วก็สบายหายห่วงครับ” นิลรีบเก็บสัมภาระที่กระจัดกระจายให้เรียบร้อยก่อนที่จะแบกไว้บนหลัง ถึงแม้เขาจะเริ่มรู้สึกชินกับนิสัยของริสตี้ก็ตาย แต่ก็ยังกลัวเจ้าตัวอยู่ดี

“เรอะ งั้นโดโรธีล่ะว่าไง ถ้ามีปัญหาอะไรจะทักจะท้วงก่อนก็ได้น่ะ” ริสตี้มองไปยังสาวใช้ที่ยืนหลบมุมอยู่

“ไม่มีค่ะ ตามกฎของผู้ตาม ดิฉันต้องพร้อมเสมอค่ะ” โดโรธีพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจเล็กน้อยเพราะปกติริสตี้ไม่เคยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนแบบนี้เลย นี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินริสตี้พูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ แต่ครั้งนี้เธอก็รู้สึกได้เลยว่าเต็มไปด้วยความจริงใจ ฉะนั้นครั้งนี้เธอจะยอมตามน้ำไปก่อนก็ได้

“งั้นฉันไปที่ห้องสังเกตการณ์ก่อน จะได้ดูลาดเลาสักหน่อย” ริสตี้พูดพร้อมกับเปิดแท็บเล็ตดูแผนผังภายในตัวยาน เพราะเธอต้องไปที่ห้องสังเกตการณ์เพื่อที่จะได้เช็คสถานที่ลงจอดที่เหมาะสมและวางกลยุทธเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันได้

“เออ ฝากด้วยน่ะครับ” นิลที่พูดประโยคอย่างทุลักทุเล เขารู้รายละเอียดทั้งหมดของยานนี้เป็นอย่างดีจากข้อมูลของจิมมี่ แต่ถ้าเขาเกิดพูดออกไปคนจะสงสัยเอา เพราะตั้งแต่ขึ้นยานมาเขาก็ถูกสักห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารหรือแม้แต่ดูแผนผังของยาน และทำให้สถานการณ์ของเขาที่กำลังเป็นเป้าสายตาของกลุ่มสการ์เล็ตเพิ่มมากขึ้นไปอีก

“ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณนิลทางดิฉันเองก็ต้องจัดการเรื่องบางอย่างก่อนค่ะ” โดโรธีพูด เพราะมีบ้างอย่างที่เธอต้องไปจัดการให้เสร็จเสียก่อน “ได้ครับ” นิลอนุญาต แต่เขากลับรู้สึกทแม่งๆที่เขาเป็นคนอนุญาตสาวใช้ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นเจ้านายของหล่อนแม้แต่น้อย

นิลในตอนนี้ยืนอยู่กลางทางเดินที่ตอนนี้ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว เขาได้แต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเองมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่า ‘ตกลงเขาคือใครกันแน่ ทำไมคนอื่นๆถึงได้เชื่อใจเขานัก’

ทั้งจิมมี่ที่ยินดีมอบข้อมูลให้เขาเองก็น่าสงสัย ริสตี้ที่สงบสติอารมณ์ตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาที่เรียกว่าแปลก โดโรธีที่สงบเสงี่ยมกับเขามากกว่าคนอื่นอีก และพวกเด็กๆที่คิดว่าเขาเป็นเพื่อนอย่างสนิทใจทั้งที่รู้จักกันได้ไม่นานก็ด้วย

นิลรู้สึกตัวได้เลยว่าบรรยากาศในตอนนี้เปลี่ยนไป เขาที่ยืนคอตกอยู่คนเดียวไม่มีใครอยู่รอบข้าง รู้สึกได้เลยว่ามันมืดทะมึนมาก นี้เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกแบบนี้ ทั้งที่ไม่ได้ถูกทำร้าย ไม่ได้ถูกดูถูก ตรงกันข้ามได้รับความเชื่อใจ แต่กลับเจ็บปวดทั่วทั้งตัว

เขาได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่คนเดียว ร่างกายของเขาไม่ฟังคำสั่งของเขาแม้แต่น้อย มีแต่สั่นเทาที่ปวดร้าวไปทั้วตัว ความเจ็บปวดนี้มากกว่าตอนที่เขาได้สติจากอาการบาดเจ็บที่พวกโรโต้ทำไว้อีก และเขาเริ่มเห็นทุกอย่างมืดลงเรื่อยๆทุกขณะ

เปรี๊ยง!!!

“อั๊ก”

นิลหลุดเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้หัวของเขาเหมือนมีบางอย่างขยับไปมา ดวงตาเริ่มขุนมั่ว เขาปวดหัวมากทั้งที่กินยาตามที่อลันบอก แต่มันกลับทรมาณอยากบอกไม่ถูก

‘......ได้ยินฉันไหม’ เสียงๆหนึ่งดังขึ้นในหัวของนิล มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร มันเป็นเสียงที่ได้ยินไปแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่อาจลืมได้ ทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล แต่ที่สำคัญมันเป็นเสียงที่ทำให้เขานึกอะไรบ้างอย่างได้

“ใครน่ะ” นิลพูดพร้อมกับนึกถึงต้นเสียงทำให้เขาเห็นสถานที่บางอย่าง

ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่มีดอกไม้นานาพันธุ์หลากสี ใจกลางนั้นมีศาลาสีขาวที่มีหลังคาทรงหกเหลี่ยมที่ทำด้วยกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างนุ่มนวล ในนั้นมีชายสองคนกับเด็กผู้หญิงอีกคนนั่งดื่มชาด้วยรอยยิ้ม

แต่นิลกลับไม่รู้ว่าชายทั้งสองคือใคร แถมไม่สามารถเห็นหน้าได้เพราะแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทำให้ทัศนียภาพย่ำแย่ ศาลาทั้งหลังแทบจะกลายเป็นสีขาวสนิท

นิลกระพริบตาคราวนี้เขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง แต่เขากลับเห็นดอกไม้หลากสีนานาชนิดอยู่ในตัวยาน พร้อมกับบรรยากาศที่สดใส

“อีกแล้วเหรอ” นิลเอามือกดขมับ เขาจำได้ว่าเขาเคยเห็นภาพหลอนแบบนี้มาก่อน แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน

จากความทรงจำที่เหลือ เท่าที่จำได้ที่นั้นที่เขาเคยเห็นต้องมีซากปรักหักพังและมีคน.... ใช่มีคนอยู่  และที่คอเสื้อของเขาต้องมีบางอย่างเก็บอยู่ แต่ตอนนี้กลับไม่มีสิ่งนั้นทำให้นิลสับสนมาก

‘......นายจงระวังตัวเอาไว้ให้ดี’

“จะบอกอะไรกันแน่” นิลได้ยินเสียงอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนเสียงนั้นจะบอกเรื่องสำคัญกับเขา

‘ไม่มีใครในโลกนี้ที่รักและเชื่อใจนายจริงๆ เพราะทุกคนที่รักและเชื่อใจนายล้วนแต่ต้องตายทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของนาย และจงจำไว้ จนกว่าจะถึงเวลาที่คนอื่นรักและเชื่อใจนายได้อย่างปลอดภัย จงอย่าคิดเปิดใจเด็ดขาด’

“อั๊ก อีกแล้วตอบมาสิหัวฉัน ต้องการบอกอะไรกันแน่”

นิลพยายามตะโกนเสียงดังแต่กลับไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้เลย

‘ถ้าไม่อยากต้องเจ็บปวดเอง’

“อ่อก แค้กๆ”

สิ้นเสียงนิลอ้วกออกมาเต็มพื้น เลือดกำเดาไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง เขาหลับตาลงก่อนที่จะลืมตาอีกครั้ง ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม กลับสู่ตัวยานที่ภายในทำจากโลหะปราศจากพืชพรรณ

“ฮ่า ฮ่า”

นิลหัวเราะพร้อมกับหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เพราะตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นเหมือนหายเป็นปลิดทิ้ง อาการเกร็งก็หายแล้วด้วย เขารีบเช็ดเลือดกำเดาออกให้หมด และพบว่าตอนนี้เลือดหยุดไหล แต่คำพูดที่ดังหัวของเขายังจำได้ทุกคำ

“ที่บอกว่าอย่ารักและเชื่อใจคนอื่น นี้มันหมายความว่ายังไง”

นิลเอากลังพิงกำแพงและปล่อยร่างกายให้ค่อยๆไหลลงสู่พื้น ตอนนี้เขามีตั้งหลายอย่างที่อยากรู้จริงๆ

ตอนแรกเขาไม่มีความคิดที่จะได้ความทรงจำกลับมาเริ่มด้วยซ้ำ แต่ตอนสถานการณ์ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ตกลงเขาคือใครกันแน่ เสียงที่พูดในหัวที่สุดแสนจะคุ้นเคยเป็นของเขาคือใคร และสิ่งที่คนๆนั้นพยายามจะบอกเขามันมีหมายความว่ายังไงกันแน่

“ถ้าเรื่องที่บอกเป็นความจริง งั้นผมต้องทำยังไงดี เจ ริสตี้”

นิลมองไปยังเพดานที่มีแสงไฟส่องสว่าง เขายื่นมือซ้ายขึ้นเหนือหัว และสิ่งที่เขาเห็นก็มีเพียงแต่เงาของมือซ้ายที่บดบังทุกอย่างเท่านั้น

“ถ้าสิ่งที่พูด มันเป็นความจริงแล้วผมในตอนนี้จะต้องทำยังไง”

 

 

 

ในขณะเดียวกัน วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 20: 12 น. หรือเวลาประมาณ 08: 12 น. ตามเส้นเขตแบ่งเวลา 

ณ ถ้ำชายทะเล

“ค่ะ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนที่วางเอาไว้” โฮชิโนะนั่งชันเข่าคุยกับมาสคอตตุ๊กตาหมีที่มาในชุดหมีสีน้ำเงินสวมชุดดำน้ำ

“ดีมาก เจ้าหน้าที่พิเศษ ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและยุติธรรมเช่นเดิม”

ชุดมาสคอตเอยปากชมที่ผู้หญิงคนนี้ทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อยและสมบูรณ์แบบทุกครั้ง

“มิได้ค่ะ ดิฉันต้องขออภัยที่ล้วงเกินตอนอยู่ที่โคลัมเบีย ดิฉันไม่นึกเลยว่าคือคุณ ท่านดีนอฟ” โฮชิโนะก้มหน้า เพราะเธอไม่รู้ว่าชุดมาสคอตในตอนนั้นคือเบื้องบนของเธอ

“เรื่องนั้นปล่อยมันไป ที่ฉันต้องการคือแผนที่วางเอาไว้เท่านั้น” ดีนอฟพูดเพราะเขาอุตส่าห์สวมชุดมาสคอตดำน้ำมาถึงที่นี้ ดังนั้นเขาต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเหนื่อย

“ค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทุกคนต่างคิดว่าฉันเป็นคนทรยศของยูเรียล” โฮชิโนะสะบัดนิ้วสร้างตารางโฮโลแกรมสีน้ำเงินเพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับดีนอฟ

“สวัสดีดีนอฟ ไม่ได้เจอกันตั้งนานนม”

“เช่นกันมิสเตอร์แฟนท่อมไม่ได้เจอกันนาน” ดีนอฟทักทายนาระกลับ ทั้งคู่มองหน้ากัน ถึงอย่างนั้นก็มีเพียงสายตาของทั้งคู่ที่สามารถประจบกันได้เพราะ หน้ากากทีทั้งคู่สวมอยู่นั้นเอง และไม่นานที่ดีนอฟจะเป็นฝ่ายถอยหลังเสียเอง

“ยังกลัวฉันหรือไงไอ้ตุ๊กตาหมี” นาระพูดเยาะเย้ย

“คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเกิดผมและคุณเกิดสู้กันขึ้นมาทางผมคงเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน” ดีนอฟตอบ คำตอบนั้นทำให้นาระถอดหน้ากาก

“ฮ่าๆๆๆ แกคงกลัวถูกฉันเผาทั้งเป็นอีกสิน่ะ แต่ครั้งนี้แกคงไม่มีผิวหนังให้เผา เพราะครั้งนี้ฉันจะย่างทุกส่วนของแกและกินซ่ะ” นาระหัวเราะพร้อมกับโชว์ฟันที่แหลมคมประดุจใบเลื่อย

“ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านคีรีสคงไม่อยู่เฉย คุณไม่คิดจะประลองกับพระองค์ใช่ไหมครับ” ประโยคนี้ถึงกับทำให้นาระเงียบไปในทันที

“ถ้าเช่นนั้นเราต้องปรึกษาแผนการทั้งหมดให้เรียบร้อย เพราะถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมาโลกนี้คงถึงจุดจบ” ดีนอฟพูดเสียงเข้ม

“นั้นสิน่ะถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงไม่มีอะไรให้ทำ” นาระส่ายหัวเพราะถ้าโลกต้องถึงจุดจบขึ้นมาจริงๆ ถึงเขาจะเป็นมนุษย์ดัดแปลงก็คงไม่รอดเหมือนกัน

“งั้นโฮชิโนะ” ดีนอฟพูดเสียงแข็ง “ค่ะ ท่านดีนอฟ” โฮชิโนะเงยหน้า

“จงจับตาดูพวกยูเรียลและบอกข้อมูลของพวกมันให้ฉันตลอดเวลา” ดีนอฟพูดพร้อมกับค่อยๆปลดตัวล็อกบนหัวมาสคอตออกทีละอัน

“ค่ะ จะทำหน้าที่ให้เฉียบขาดเช่นเดิม” โฮชิโนะก้มหน้ารับคำสั่ง

“ถ้าพวกแกจะออกรับคำสั่งฉันไปดีกว่า” นาระสวมหน้ากากด้วยแววตาเฉียบคมก่อนที่เขาจะพุ่งตัวลงสู่พื้นน้ำและหายไปในเกลียวคืน

“นาระไปแล้วงั้นฉันขอถอดมันหน่อยก็แล้วกัน” ดีนอฟถอดหัวมาสคอตออก ทำให้โฮชิโนะลุกขึ้นมาดูใบหน้าของดีนอฟด้วยความรู้สึกเศร้าโศก

“ไม่เป็นไรหรอก บาดแผลไฟไหม้แค่นี้ทำให้อะไรฉันไม่ได้หรอก” ดีนอฟส่ายหัว เพราะสำหรับเขาแล้วบาดแผลไฟไหม้ที่เผาเขาทั้งตัวจนส่วนหัวมีแต่เอ็นเทียมหุ้มกะโหลกศีรษะไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่มันกลับคุ้มค่าอย่างถึงที่สุดเพราะเหตุการณ์นั้นทำให้เขาได้ทำงานรับใช้องค์ชายคีรีสจนถึงวันนี้




NEKOPOST.NET