P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 54 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.54 - คนรู้จัก


เช้าถัดมา วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 8: 27 น.

ณ ช่องแคบอินเดีย-จีน ตลาดน้ำหลัก ท่าเทียบเรือที่ 12  

‘กรุณาจอดรอสักครู่ทางเราจะเติมเชื้อเพลิงให้ค่ะ’

เสียงประกาศของเจ้าพนักงานดังขึ้นในท่าเทียบเรือที่ 12 ซึ่งยานบินที่กำลังเทียบท่าเติมเชื้อเพลิงอยู่นั้นก็คือยานบินที่พวกนิลใช้โดยสารมานั้นเอง

“ยานบินของเราต้องเติมเชื้อเพลิงที่นี้สักพักหนึ่ง ผมคงต้องกรอกเอกสารที่นี้ให้เรียบร้อย พวกคุณไปหาอะไรทำก่อน แต่ขออย่างเดียวอย่าทำให้เป็นเป้าสายตาจนเกินไป ไม่เช่นนั้นคนของเราในอาเซียนก็คงช่วยพวกคุณไม่ได้”

นักบินพูดผ่านอุปกรณ์สื่อสารให้พวกของนิลได้รู้เอาไว้ก่อน เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในเขตของศัตรูถึงจะมีชาวบ้านของสนับสนุนกับพรรคพวกที่กบดานอยู่ค่อยให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาแล้วทางรัฐบาลอาเซียนจับไต่ได้เมื่อไร พวกเขาคงจบไม่สวยแน่ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่เดินซื้อของในตลาดน้ำแค่นี้คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

เทย์พูดพร้อมกับเปิดแท็บเล็ตเพื่อดูว่าตอนนี้ที่ตลาดน้ำมีอะไรดีๆน่าสนใจบ้าง

“แต่พวกคุณอย่ามาช้าเกินไปน่ะครับ เพราะการเติมเชื้อเพลิงและการซ่อมบำรุงปรับสภาพให้เหมาะกับสถานที่เราจะไปจะใช้เวลาไม่เกิน 40 นาที กรุณากลับมาให้ตรงเวลาด้วยครับ”

นักบินพูดจบก็ปิดสายเพราะได้มีข้อความของท่าเรือให้เขากรอกเอกสารดิจิตอล เขาจะให้อาเซียนดักจับระบบสนทนาไม่ได้เพราะอาจจะทำให้อาเซียนแกะรอยตามหาพวกเขาเจอ เจอเมื่อไรทีนี้ยุ่ง

“งั้นเราไปหาอะไรกินหน่อยดีไหม” เทย์พูดเพราะวันนี้ช่วงเช้าเห็นว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ใกล้ๆนี้ และเพิ่งได้มาดูตลาดน้ำครั้งแรกก็อยากดูหน่อยว่าที่นี้กับเวนิสที่เคยไปอันไหนน่าเดินเล่นกว่ากัน

“คุณมีธนบัตรของอาเซียนเหรอค่ะ” โดโรธีถามเพราะไพ่ที่เล่นเมื่อวานทำให้รู้ว่าทางกลุ่มสการ์เล็ตใช้คะแนนในการทำกิจวัตรซ่ะส่วนใหญ่

“ผมมีธนบัตรกลางที่ใช้ทรัพยากรแลกมาอยู่ ถ้าแลกหน่วยที่ๆแลกสักหน่อยก็คงได้ซื้ออะไรแถวนี้ได้”

เทย์พูดเพราะเขาใช้คะแนนแลกสะสมทรัพยากรและนำมันไปแลกที่ร้านรับแลกก็เลยมีธนบัตรกลางสากล เขาเลยมีเงินไว้ใช้นิดหน่อย

“งั้นพี่เทย์จะเลี้ยงพวกเราไหม” สตีฟถามเพราะเขาเองก็ไม่มีธนบัตรของที่ไว้แลกเปลี่ยนซ่ะด้วย

“คงไม่ได้เพราะผมไม่ได้ร่ำรวย แค่ซื้ออาหารกับของฝากก็คงไม่พอสำหรับทุกคน” เทย์ส่ายหัว ถึงเขาจะพกธนบัตรสากลมา แต่ก็เอามาน้อย เพราะเขาเองก็อยากใช้จ่ายอย่างประหยัด

“งั้นอดน่าสตีฟ คงต้องกินอาหารแท่งบนยานล่ะน่ะ” ริสตี้พูดพร้อมกับกดไหล่เพราะดันมีเด็กแอบติดยานมา เสบียงที่เตรียมไว้ก็เลยไม่พอที่เหลือก็มีแต่อาหารแท่งที่ไม่น่าอภิรมย์

“ดิฉันว่าคุณริสตี้ไม่สิทธิ์พูดแบบนี้หรอกค่ะ” โดโรธีพูดขณะที่กำลังใช้นิ้วไล่หน้าจอโฮโลแกรม สาวใช้พูดพร้อมกับดูตารางธนบัตรของริสต้า ซึ่งจากที่เธอตรวจสอบมา ริสต้าเก็บธนบัตรในรูปแบบบัตรเครดิต ซึ่งสามารถเบิกใช้ได้ทุกที่ทั่วโลกแต่ว่า....

“ว่าไงน่ะ” ริสตี้พูดพร้อมกับกำหมัด

“คุณไม่มีธนบัตรกลางค่ะ” โดโรธีเฉลย บัญชีของริสต้านั้นเก็บแต่ธนบัตรของอเมริกาใต้เท่านั้น

“ถ้าเป็นนั้นคุณริสต้าก็ใช้มันซื้อของที่นี้ไม่ได้น่ะครับ” เทย์เสริม เพราะแบบนี้เขาถึงได้แลกธนบัตรสากลแทนธนบัตรเฉพาะที่

“ทำไมเหรอค่ะ ปกติพี่ริสตี้ก็เป็นคนซื้อของเจตลอดเลย” เจถามเพราะตอนที่เธอยังอยู่โรงพยาบาล ริสตี้กับโฮชิเป็นคนซื้อของให้เธอตลอด

“ใช้แล้วมันจะมีปัญหาน่ะ” เทย์นั่งย่องๆบอกเจ “ถึงเราจะสามารถใช้เงินในบัตรเครดิตได้ทุกที่ก็จริง แต่ว่าทางอาเซียนออกกฎไว้ว่า ถ้าไม่มีธนบัตรกลางหรือธนบัตรของอาเซียน เราต้องไปแลกที่ๆแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่ว่า...”

“แต่ว่าทำไมหรือค่ะ” เจถามด้วยตากลมโต

“แต่ถ้าทำแบบนั้นเจต้องไปแลกที่ธนาคารกลางของอาเซียนเท่านั้น แต่กว่าจะแลกได้คงโดนจับเค้นข้อมูล” ฟลิบพูด

“แค่ถามเอง?” เจทำปากเบ๋

“ไม่ได้หรอกครับคุณเจสสิก้า เราต้องเก็บตัวตนของเราไว้เป็นความลับ จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เป็นอันขาด”

 เทย์สรุปเรื่องทั้งหมดให้ เพราะรัฐบาลอาเซียนเข้มงวดมากเรื่องธนบัตรถึงขนาดห้ามประชาชนของตัวเองมีธนบัตรต่างชาติ ยกเว้นจะยื่นเรื่องขออนุญาตไว้ก่อน และอนุญาตให้ประชาชนในเขตพื้นที่ของตนแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยธนบัตรอาเซียนหรือธนบัตรสากลเท่านั้นห้ ามใช้ธนบัตรอื่นเพื่อใช้แลกเปลี่ยน พอเป็นแบบนั้นปุ๊บคนนอกพื้นที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนธนบัตรที่ธนาคารกลางของอาเซียน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพวกเขาก้าวเท้าเข้าไปในสำนักงานคงถูกจับในทันที

“ก็ได้งั้นฉันไม่ไปก็ได้” ริสตี้พูดพร้อมกับกอดอก

“โธ่อดเลย” โรโต้โอดครวญอุตส่าห์ได้มาตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงทั้งที่ แต่เจือกไม่มีเงินซื้อของ

“งั้นใช้ของเจก็ได้นิ” เจโชว์เครดิตส่วนตัวของเธอที่พวกผู้ใหญใจดีทำให้ และเด็กสาวสามารถใช้มันได้ทั่วโลก

“ไม่ได้น่ะ เจ! เงินของเจห้ามให้ใครใช้โดยเด็ดขาด” ริสตี้จับแขนทั้งสองข้างของเจ เพราะเงินของเจจะให้ใครใช้ไม่ได้โดยเด็ดขาด

“ทำไมอ่ะ..” เจทำปากไม่พอใจ เพราะเธออุตส่าห์จะเป็นที่พึงให้คนอื่นครั้งแรกสักที แต่ก็โดนสักห้ามอีกแล้ว

“อะแฮ่ม!..” โดโรธีไอเสียงดังก่อนที่เธอจะโชว์บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดของเธอขึ้นมา

“ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามให้ดิฉันจ่ายแทนก็ได้ค่ะ”

สาวใช้เอานิ้วถูบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดจนแสงสะท้อนเข้าไปในเบ้าตาของโรโต้จนต้องทำตาโตและมีน้ำลายไหล

“แน่จ้าย ฉันคิดว่าไม่น่าปลอดภัย” ริสตี้ทำตาหรี่ไม่ไว้ใจสาวใช้ที่แสดงน้ำใจดูยังไงก็เหมือนจะติดสินบนพวกเด็กๆมากกว่า

“คุณริสต้าใจเย็นๆก่อนครับ ให้คุณโดโรธีออกค่าใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยคืนที่หลังก็ได้ครับ” เทย์พูดเตือนสติริสตี้ที่เหมือนจะปะทุได้ทุกเมื่อและโดโรธีเองก็ปล่อยรังสีเยือกแข็งจนแทบจะแช่แข็งเขาได้ในทันที เพราะสาวใช้และสาวห้าวดูไม่ถูกกันมาก คงต้องพูดกล่อมให้ทั้งคู่ใจเย็น เพราะจะให้คนหนึ่งสาดสายตารังสีเยือกแข็งกับอีกคนปล่อยสายตาไอร้อนระอุก็คงจะไม่ได้ มีหวังได้เป็นเป้าสายตาประชาชนแน่ๆ

“หึ งั้นเดียวฉันคืนให้ทีหลัง” ริสตี้ที่ดูเหมือนจะรู้ความคิดของเทย์ดัดนิ้วของตัวเองก็ที่จะยิ้มให้เจเล็กน้อย “งั้นเราไปกันดีกว่าน่ะน้องเจ”

“แล้วพี่นิลล่ะ พี่เขายังไม่ออกมาเลยน่ะ” เจถามริสตี้เพราะตั้งแต่ที่เธอร้องไห้โหวกเหวกเมื่อคืน เธอก็ไม่เห็นนิลอีกเลย

“ถ้าเป็นคุณนิล เขาออกไปก่อนหน้านี้แล้วค่ะ” โดโรธีบอกให้เจรู้ “แล้วพี่เขาไปไหนแล้วล่ะ” เจทำสีหน้าไม่พอใจ “เขาเดินไปตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มเติมเชื้อเพลิงเห็นเขาอยากเดินเล่นสูดอากาศยามเช้า เขาเลยออกไปคนเดียว”

“มิน่าล่ะไม่เห็นพี่นิลเลย” สตีฟนึกเพราะตั้งแต่ตอนที่เขาตื่นก็ไม่เห็นนิลเลย ตอนแรกคนคิดว่ายังคงพักฟื้นที่ห้องอยู่

“เดียวเราลองไปหาดูไหมเพื่อเจอระหว่างทาง” ฟลิบแสดงความคิดเห็นเพราะมีโอกาสที่จะเจอนิลระหว่างเดินเล่น

“งั้นเราไปกัน” สตีฟพูดก่อนที่จะเปิดประตูยานบินเพื่อเที่ยวชมบรรยากาศเมืองน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ณ สะพานเชื่อม ตลาดน้ำหลัก เวลา 8: 42 น.

“เหอะไม่มีเงินสักบาทเลยเรา” นิลเดินทอดน่องไปบนสะพานราวที่ทำจากเหล็กเส้นอัดคาร์บอนอย่างดีทำให้ไม่ต้องกลัวว่าสะพานจะขาด

“แต่ก็อากาศดีชะมัด” นิลเดินสูดลมทะเลเนื่องจากมีการขุดคอคอดขนาดใหญ่ทำให้แผ่นดินเล็กกลายเป็นเกาะแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ในทันที ที่นี้จึงมีบ้านเรือนประชาชนที่ใช้เรือชูชีพหรือบ้านแพลอยบนน้ำทำให้เป็นวิวที่น่าตื่นตา ผิดกับที่แกรนบาร์ซ่าร์และเมืองโร้คโดมินิค ที่นี้คึกคักตลอดเวลา ตอนที่เขาเดินมาก็เห็นเรือกับยานบินสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกเข้า-ออกตลอดเวลา และมีประชาชนหลากผิวสี เชื้อชาติ และศาสนาเข้าออก ตอนที่เขาถามกับชาวบ้านแถวนี้เลยเจอคนที่พูดได้หลายภาษาเลยสื่อสารกันรู้เรื่อง เขาเลยรู้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่นี้ได้กลายเป็นแหล่งการค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทรัพยากร สาธารณูปโภค การท่องเที่ยว และเครื่องใช้ มีแต่อาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้นที่ผลิตที่แผ่นดินใหญ่และสิงคโปร์

แน่นอนที่นี้อาหารและของที่ระลึกเพียบ ถ้าจะให้เดินดูหมดคงต้องใช้เวลาเป็นวัน เพราะบางที่เป็นเกาะลอยโดดๆต้องใช้เรือข้ามฟากถึงจะไปได้ แถมร้านค้าส่วนมากยังเป็นเรือทำให้มีการพลัดเวรกันทำมาค้าขาย จนมีธุรกิจโรงแรมลอยน้ำหรือแม้แต่โรงแรมใต้น้ำเพื่อชมการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมใต้น้ำที่ทางอาเซียนได้จัดไว้ให้ ยิ่งเมื่อกี้นักบินได้ส่งข้อความมาว่าให้เขากลับตรงเวลา แน่นอนจะให้เดินเที่ยวทอดน่องก็คงไม่ได้แถมไม่มีเงินใช้อีก โธ่! ชีวิต!

จ๊อก!!

“โอ๊ย หิว” นิลทำปากจู่พร้อมกับเอามือลูบท้อง เพราะเขาจะไปขออาหารกับคนอื่นก็คงไม่ได้ เขาสังเกตดูแล้วทุกๆเนินสะพานจะมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพกอาวุธมาเต็มอัตราศึก ถ้าเกิดเขาขออาหารขึ้นมาได้เป็นเป้าสายตาจากทุกสารทิศ

“พี่ชายไม่มีข้าวกินเหรอค่ะ” เสียงหวานๆของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทำให้ผู้คนต่างมองไปยังเขา

“เออ ปล่าว พี่ชายไม่ได้หิวข้าว” นิลส่ายมือไปมาพร้อมกับหันไปมองเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่กำลังพูดด้วยเสียงไพเราะคนนี้ไว้ผมทรงหน้าม้าที่มีสีน้ำตาลอ่อนและที่บริเวณปลายผมมีสีดำ และใส่เสื้อสำหรับเด็กซึ่งดูจากลักษณะนิสัยและส่วนสูงแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าเจเล็กน้อย

จ๊อก!!!!

“นี้ไงเสียงยังดังอยู่เลย” เด็กหญิงชี้ไปยังท้องของนิลที่มีเสียงลำไส้ร้องครวญครางจนทำให้คนแถวนั้นหัวเราะกันใหญ่

“ก็พี่ชายออกมาเดินเล่นแต่ไม่ได้เอาเงินมา” นิลเอามือลูบหัวเพราะเขาไม่อยากเป็นเป้าสายตาไปมากขนาดนี้ เพราะเขารู้สึกได้ว่าเจ้าหน้าที่ต่างพากันมองมายังเขา แถมบางคนยังพูดอะไรสักอย่างผ่านหูฟังกับคอเสื้อ แถมทหารบางคนบนเรือเร็วพากันมองมายังเขา

“งันหนูเลี้ยงมื้อนี้ให้เอาไหมล่ะ” เด็กหญิงเสียงหวานพูดพร้อมกับเปิดกระเป๋าสะพายสีชมพูอ่อนที่เหน็บไว้ข้างเอว

“คุณหนูลาเซียอาร์ไม่ต้องออกเงินเลี้ยงก็ได้ครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดออกมา ซึ่งเสียงของเขาทำให้นิลนึกขึ้นได้ว่าเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

เมื่อสงสัยเขาจึงมองไปยังต้นเสียงและพบว่าคนที่พูดเป็นเจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่สวมชุดสีเขียวที่มีหางเสื้อสองแฉกยาวไปถึงพื้น เขาสวมหน้ากากคางหม่นสีดำ สวมหมวกกัปตันสีดำ และที่เด่นที่สุดคือชุดคลุมนอกสีดำที่มีเข็มกลัดรูปสิ่งมีชีวิตที่คลายกับงูมีเขาสีทอง ดูจากชุดที่เขาใส่แล้วคงต้องบอกว่าเป็นนายทหารที่ยศสูงไม่เบา

ชายคนนั้นยกมือขึ้นมากดที่ด้านข้างหน้ากากของเขา

“เรียนถึงทุกหน่วยไม่มีเหตุอะไรผิดปกติ” ชายคนนั้นพูดก่อนที่จะมองหน้านิลอีกครั้ง และเดินมาหานิลกับเด็กหญิง

‘ผู้สังเกตการณ์พิเศษแบบนี้มันผิดกฎน่ะครับท่าน’ เสียงสื่อสารตอบกลับมาทำให้ชายคนนั้นอมยิ้ม

“หึ หึ เพื่อนของฉันเองแหล่ะ เราสองคนรู้จักที่ต่างประเทศเคยร่วมงานกันด้วย แล้วเมื่อครู่นี้เพื่อนของเขาที่ตามมาด้วยบอกว่า เขาลืมเอากระเป๋าสตางค์ออกจากยานบินที่โดยสารมา ฉันเลยรับฝากเอามาให้” เจ้าหน้าที่คนนั้นหัวเราะก่อนที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาลออกมาโชว์

“นั้นกระเป๋าเงินผมนี้” นิลตกใจก่อนที่จะมองไปยังกระเป๋าเงินนั้นที่เขาได้จากกลุ่มสการ์เล็ต ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มไปโดยปริยาย แล้วชายคนนี้มีมันได้ยังไง

“นี้ไม่ต้องตกใจก็ได้ ฉันเอง” ชายคนนั้นถอดหน้ากากออก

“จิมมี่!!!” นิลอุทานเพราะเขาดันเจอกับเพื่อนคนรู้จักที่นี้

“เออเลิกตะโกนสักที” จิมมี่ส่ายมือและเหล่ตาไปยังเจ้าหน้าที่คนอื่นๆทำให้พวกเขาทั้งหมดกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง

“คุณหนูลาเซียอาร์ครับ เราพาชายคนนี้ไปหาที่นั่งพักสบายๆหน่อยไหมครับ”

จิมมี่พูดให้เด็กสาวพร้อมกับตบไหล่ เพราะเขาเองก็เป็นจุดเด่นไม่น้อย เพราะการที่จะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสวมชุดเต็มยศมาเดินเล่นแถวนี้โดยไม่มีเหตุผลคงจะเป็นเรื่องผิดวิสัย และอีกอย่างอากาศมันค่อนข้างร้อน เขาที่ใส่ชุดปิดทั้งตัวก็รู้สึกไม่ดีเลยสักนิด

“ได้ค่ะ วันนี้หนูอุตส่าห์ได้มาที่นี้ทั้งที่ก็ขอเล่นให้สนุกหน่อยน่ะ” ลาเซียอาร์วิ่งกางแขนรอบทั้งสองคน ทางจิมมี่เองก็หัวเราะเขาเคาะหมวกกัปตันของตัวเองก็ที่จะพายมือให้นิลพร้อมกับกระพริบตา นิลที่เห็นจิมมี่ส่งซิกก็เล่นตามน้ำพายมือให้จิมมี่เช่นกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่คนอื่นคิดว่าเป็นคนรู้จักที่มีฐานะพอสมควร

“เดียวหนูจะพาไปร้านที่พี่ชายของหนูชอบพาไปบ่อยๆ” ลาเซียอาร์เดินนำหน้าชายทั้งสองคนไปย่านชุมชนที่มีคนน้อย ยิ่งเดินไปเรื่อยๆคนก็ยิ่งบางตาและสถานที่โดยรอบก็ยิ่งมีหรูหรามีระดับมากขึ้น ซึ่งเขาดูในนาวิเกเตอร์จึงรู้ว่าโซนที่เด็กหญิงกำลังพาเขาเข้าไปเป็นโซนคนรวย ในที่สุดเด็กหญิงก็พาพวกเขาทั้งหมดมาที่ร้านๆหนึ่งที่อยู่ชั้นสามของตลาดน้ำ

‘ร้านอะไรว่ะเนี่ย’ นิลนึกในใจเพราะร้านนี้เรียกได้ว่าผิดปกติมาก แค่ประตูทางเข้าที่ทำจากวัสดุประหลาดสีเขียวคล้ายงูก็กินขาด แถมข้างในร้านที่มีระอองสีเขียวลอยฟุ้งไปหมด และไม่มีที่นั่งแม้แต่ทีเดียวนี้เรียกได้ว่าแปลก

“นายไม่เคยเห็นของแบบนี้สิน่ะ” จิมมี่หัวเราะแห้งๆก่อนที่เขาจะเดินไปคุยกับพนักงานในร้านที่สวมชุดสูทด้วยภาษาที่เขาฟังไม่ออก และเขายังเห็นพนักงานพูดคุยอย่างสนุกสนานกับเด็กหญิงด้วย

ขณะที่ดูอยู่เขาก็เห็นจิมมี่ชี้นิ้วมาทางเขาให้พนักงานดูและพูดคุยเล็กน้อย ก่อนที่พนักงานจะก้มหัวให้เขาและกดปุ่มบางอย่างบนลูกแก้วสีขาวที่เขาถืออยู่

“เข้ามาสิ” จิมมี่เรียกให้นิลเข้าไปในร้าน เพราะจะให้นิลที่แต่งตัวค่อนข้างซ่อมซ่อยืนเอ๋อนอกร้านในเขตบริการระดับห้าดาวไม่ได้

“ที่นั้นเป็นยังไงบ้างตอนฉันไม่อยู่” จิมมี่ถอดชุดคลุมนอกที่สวมอยู่ เขาเอานิ้วสัมผัสละอองสีเขียวฉับพลันถุงมือเขาก็เปล่งแสงสีขาว อนุภาคสีเขียวรอบๆก็มารวมกันเป็นก้อนในทันที และกลายเป็นที่แขวนที่ลอยกลางอากาศ เมื่อเรียบร้อยจิมมี่ก็แขวนชุดคลุมของเขา

“อะไรกันเนี่ย” นิลตกใจแต่ก็เก็บอารมณ์นั้นและเปลี่ยนเป็นสนใจแทน เขาลองเอานิ้วจิ้มๆดู แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“โทษทีระบบอนุภาคของที่นี้สำหรับแขกวีไอพีเท่านั้นและต้องมีตัวออกคำสั่งด้วย เช่นถุงมืออันนี้” จิมมี่โชว์ถุงมือของเขาที่ส่องแสงสีขาวได้ ซึ่งเด็กหญิงเองก็โชว์มันเหมือนกัน

“ถ้านายจะนั่งฉันก็พอทำให้นายได้” จิมมี่ตบมือ เมื่อฝ่ามือของเขาทั้งสองข้างของเขาแยกจากกันก็มีแบบแปลงสามมิติที่เกิดจากอนุภาคก่อรูปร่าง เขาเลือกเก้าอี้ที่ดูแล้วอวบอ้วนตัวหนึ่งก่อนที่จะวางมันให้นิลใช้นั่ง

“ขอบใจ” นิลนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั่ง เขารู้สึกได้ว่ามันนั่งได้สบายแถมไม่ตกอีกตั้งหาก

“เดียวคุณหนูลาเซียอาร์เขาจะเลี้ยงอาหารมื้อนี้ให้นายน่ะ” จิมมี่พูดคราวนี้เขาใช้อนุภาคสร้างเป็นเก้าอี้อีกตัวพร้อมกับโต๊ะไว้สำหรับทานอาหาร ส่วนเด็กหญิงก็คุยกับพนักงานร้าน และชี้มายังเขาด้วย

“แปป น่ะ” นิลที่เหมือนเพิ่งนึกอะไรออกเอามือเคาะหน้าผากตัวเอง

“จะถามว่านายอยู่ที่นี้ได้ยังไง ใช่ไหม” จิมมี่พูดตัดหน้าก่อนที่นิลจะถาม

“ใช่ ใช่ ใช่ นายอยู่ที่นี้ได้ไง และชุดแบบนั้นอีก” นิลชี้ไปยังชุดที่จิมมี่ใส่อยู่ แถมจิมมี่ยังสามารถออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อาเซียนอีก

“หึ สงสัยเหรอก็ไม่แปลกหรอก” จิมมี่หัวเราะคราวนี้เขาควบคุมอนุภาคให้คล้ายกับศรีษะมนุษย์และใส่หมวกกันหน้ากากให้มัน “ฉันทำงานให้ทั้งสการ์เล็ตและอาเซียนตั้งแต่นานนมแล้ว แต่ปีไหนฉันจำไม่ได้หรอก” จิมมี่พูดอย่างเอื่อยเฉื่อย

“นายทรยศหรือไง” นิลพูดด้วยเสียงเข้ม

“เปล่า ฉันจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง” จิมมี่ส่ายมือ “ทำงานให้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้หมายความว่าฉันเป็นสปายซ่ะหน่อย”

“จะบอกว่า นกสองหัว งั้นเรอะ?” นิลขมวดคิ้วเพราะสถานการณ์ของสการ์เล็ตถือว่าค่อนข้างปลอดภัย ฐานหลักมีทำเลที่ยากแก่การบุกจู่โจมอีก ตกลงจิมมี่พยายามจะบอกเขาเรื่องอะไรกันแน่

“นายไม่รู้อะไรเลยสิน่ะ งั้นจะบอกให้ก็ได้ว่า อาเซียนรู้ตั้งแต่แรกว่าพวกนายมาที่นี้” จิมมี่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่จนทำให้นิลตาถล่น “ว่าไงน่ะ!!! จริงเรอะ”

“ใช่พวกเขารู้ถึงเนื้อหาของภารกิจที่นายต้องทำด้วย ขนาดคนทำมันยังไม่รู้แล้วอาเซียนรู้ได้ไง คิดสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” จิมมี่เอานิ้วแตะขมับตัวเองพร้อมกับผิวปาก

“ข้อมูลรั่วไหล!?” นิลทำสายตาสงสัยเพราะมันยากที่จะเชื่อ แต่ก็เป็นไปได้มาก “ถูกต้อง แถมหลุดมาเป็นโขยง” จิมมี่พูดพร้อมกับฉายข้อมูลสามมิติของกลุ่มสการ์เล็ตให้นิลดู ถึงแม้นิลจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเพราะเป็นสมาชิกเข้าใหม่ แต่รายชื่อสมาชิก ที่ตั้งที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภารกิจทั้งหมด แค่นี้ก็ทำให้เขาเชื่อในคำพูดของจิมมี่ในทันที

“นายบอกว่ามีสปายในกลุ่มที่ไม่ใช่นายใช่ไหม” นิลเหล่ตามองจิมมี่ เพราะถึงเขาจะเชื่อเรื่องข้อมูลของจิมมี่ แต่จิมมี่อาจจะเป็นสปายตัวจริงก็ได้

“ไม่ใช่ฉัน ถึงฉันจะทำตัวแบบสายลับ แต่ฉันก็ไม่คิดจะขายข้อมูลหรือบอกความลับคนอื่นหรอก” จิมมี่พูดเสร็จก็ยื่นกระเป๋าสตางค์ให้นิล

“ทางอาเซียนเองก็ลำบากมาก เพราะเดิมทีกลุ่มสการ์เล็ตได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆจากอาเซียนเหมือนกัน” จิมมี่พูดพร้อมกับส่งทำนิ้วให้พนักงานในร้านเห็นเมื่อเขาเห็นปุ๊บ พนักงานก็มอบขนมปังพร้อมกับเครื่องดื่มยามเช้าให้ทั้งสองคน

“นายจะบอกว่าถ้าขั้วอำนาจอื่นรู้เข้า อาเซียนจะตกเป็นเป้าโจมตีในทันทีใช่มั้ย  แต่พวกเราก็เกือบถูกอาเซียนจับได้แล้วน่ะ” นิลแย้งเพราะตอนที่เขากับวิลสันนั่งเรือดำน้ำเองก็เป็นน่าหวาดเสียวมาก

“ก็บอกให้คิดก่อนไงล่ะ ไม่ใช่ว่าทุกคนในอาเซียนและในสการ์เล็ตที่รู้เรื่องนี้ เพราะในอาเซียนเองก็ต้องมีสปายแฝงตัวเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่จะมีเจ้าหน้าที่อาเซียนไปจับพวกนาย นายก็เคยได้ยินบ้างนี้ที่หัวหน้าเคิร์กมีเพื่อนเป็นคนในอาเซียน แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าอาเซียนร่วมมือกับกลุ่มสการ์เล็ต”

จิมมี่อธิบายให้นิลเข้าใจ ซึ่งที่จิมมี่บอกนั้นเป็นเรื่องจริง เขาเคยจะได้ยินหัวหน้าเคิร์กพูดถึงเพื่อนที่เป็นคนอาเซียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ฉันเลยมีหลายหน้าที่ แน่ล่ะต้องทำงานให้อาเซียนตั้งหลายอย่าง และต้องค่อยจัดการกับสปายที่แฝงในอาเซียนและค่อยส่งข่าวให้กับด้วย เพราะฉันถนัดเรื่องพวกนี้อ่ะน่ะ” จิมมี่พูดพร้อมกับกินขนมปัง และเขาก็ยังจุ่มขนมปังในเครื่องดื่มร้อนๆก่อนกิน “กินด้วยสิก่อนที่อาหารเช้าจะมา”

“แต่ฉันไม่มีเวลาน่ะ อีกไม่นานต้องขึ้นเครื่องแล้ว” นิลบอกให้จิมมี่ฟัง เพราะนาฬิกาแบบสั่นที่เขาตั้งไว้เตือนว่าต้องรีบขึ้นเครื่องแล้ว

“ไม่ต้องห่วง เดียวจะมีบางอย่างส่งมาให้” จิมมี่พูดพร้อมกับดื่มเครื่องดื่มสบายอารมณ์

ปี๊บ!

นิลมองข้อความของเขาซึ่งเพิ่งได้สดๆร้อนๆจากนักบิน

‘ขอโทษน่ะครับ เวลาออกเดินทางถูกเลื่อนออกไปอีก เจ้าหน้าที่บอกว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้ท่าเรือถูกปิดและกำหนดการออกต้องถูกเลื่อนออกไปอีกครับ ต้องขออภัยด้วย จนกว่าจะรับทราบเวลาที่แน่นอน เราจะบอกอีกที แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้นโปรดระวังตัวไว้ด้วย มีความเป็นไปได้สูงว่าอาเซียนอาจจะรู้ถึงความผิดปกติ’

“บอกแล้วไง” จิมมี่พูดพร้อมกับสั่งกาแฟมาดื่มอีกแก้ว

“นายเป็นคนออกคำสั่งเรอะ” นิลถามเพราะเวลาถูกเลื่อนอย่างที่จิมมี่บอก แสดงว่าจิมมี่อาจจะเป็นคนออกคำสั่ง “ฉันเรอะเปล่า แค่วันนี้อาเซียนจะทำการจับกุมอาชญากรที่ท่าเรื่อที่ 2 เขาเลยสั่งปิดซ่ะจะได้จับรวดเดียวได้ง่ายๆ” จิมมี่บอกเพราะนั้นเป็นสาเหตุที่เขามาที่เช่นกัน เพราะเขาเป็นคนระบุตำแหน่งเองกับมือ และให้อาเซียนจัดการที่เหลือ

“ที่นายพูดเชื่อถือได้ไหม ถ้าเกิด...”

“ยากที่จะเชื่อเอาแบบนี้” จิมมี่พูดตัดหน้านิลเหมือนเขารู้ว่านิลจะพูดอะไรเป็นสิ่งต่อไป เขาเอามือล้วงเข้าไปในคอเสื้อ ก่อนที่จะมอบบางอย่างให้นิล “ขอแค่นายเก็บเรื่องที่เจอฉันที่นี้ไว้เป็นความลับ นายจะรู้ทุกสิ่งที่นายอยากรู้” จิมมี่หายใจเข้าลึกๆเพราะสิ่งที่เขาจะให้นิลนั้นมันเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขาที่เขาพยายามปิดบังไว้

“เวลาจะบอกนายเอง”

นิลมองสิ่งที่เขาได้รับ มันเป็นไอดีการ์ดสีเงินเก่าๆที่มีคราบสกปรกสีน้ำตาลเข้มเกาะอยู่เต็มไปหมด

“บัตรอะไรเนี่ย” นิลพลิกดูด้านหลังของบัตร แต่ด้านหลังของมันก็มีแต่คราบสีน้ำตาล เขาจึงใช้ลิ้นเลียดู

“นั้นคราบเลือดของคนที่ติดเชื้อไวรัสน่ะ” จิมมี่พูดเสียงเรียบ “ถุ้ย แวะ!!!” นิลถุยน้ำลายเพื่อที่จะเอาสิ่งสกปรกบนลิ้นออกไปให้หมด “ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก” นิลพูดพร้อมกับเอามือเช็ดลิ้นของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสลงคอ

“ไม่ต้องห่วง ฉันคงไม่เอาของปนเปื้อนออกมาในที่สาธารณะ ฉันฆ่าเชื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” จิมมี่ส่ายหน้า เพราะนิสัยของนิลเริ่มที่จะเหมือนกับวิลสันเข้าไปทุกที

“เออ! แล้วคุณหนูคนนั้นที่ชื่อลาเซียอาร์คือใครเรอะ” นิลพูดลิ้นห้อยเพราะเขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของเด็กหญิงที่มองมาทางเขา ส่วนพนักงานร้านก็ได้ยื่นลูกอมสีขาวให้กับนิล

“อมลูกอมนี้ไว้น่ะครับ มันสามารถฆ่าเชื้อได้ครับ” พนักงานก้มหัว ส่วนนิลก็อมลูกอมตามที่เขาได้รับคำแนะนำ ถึงจิมมี่จะบอกว่าฆ่าเชื้อไปแล้วแต่คราบเลือดยังเหลือมากกว่านั้นควรฆ่าเชื้อให้แน่ใจก่อน

เขารู้สึกได้ว่าลูกอมกำลังดิ้นไปมาในปากของเขา ซึ่งคล้ายกับดื่มน้ำโซดากลิ่นเมนทอล

“นี้ๆ ขอหนูสักเม็ดมั้งสิ” ลาเซียอาร์เอามือจับที่กางเกงของพนักงาน

“ตามที่บัญชาครับ คุณหนู” พนักงานหยิบลูกอมสีชมพูให้เด็กหญิงกิน ซึ่งเธอก็ยิ้มแก้มปริและอมมันและร้องเพลงในร้านนั้น

จิมมี่ที่มองอยู่ห่างหันหน้ากับมาหานิลพร้อมกับส่ายนิ้วไปมา

“เจก็คนหนึ่งแล้ว แกเป็นโลลิค่อนหรือไง” จิมมี่ถามพร้อมกับบ่ายหน้าหนี

“จะบ้าเรอะ เธอพาฉันมาในร้านที่มีเทคโนโลยีสูงขนาดนี้ในช่วงหลังสงครามเป็นใคร คนนั้นก็ต้องสงสัยทั้งนั้น” นิลอธิบายเพราะเป็นผู้หญิงที่ชื่อ ลาเซียอาร์ ไม่น่าใช้คนธรรมดา เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยอารักขา(ในที่นี้คือจิมมี่) แถมพนักงานในร้านยังเคารพมากขนาดนั้น

จิมมี่ที่เห็นนิลสงสัยขนาดนั้นก็อมยิ้ม

“เธอคนนั้นคือคุณหนูลาเซียอาร์ ยูเรียล แห่งตระกูลยูเรียล”

“ตระกูลยูเรียล! งั้นเธอก็เป็นญาติของ.. อุ๊บ” นิลที่กำลังพูดชื่อ เจ ออกมาถูกจิมมี่ยัดปากด้วยขนมปัง

“เรื่องของคนๆนั้นเป็นเรื่องใหญ่” จิมมี่กระพริบตาส่งซิกให้นิล เพราะประโยคที่นิลพูดทำให้พนักงานในร้านหันมามองด้วยความสงสัย

“คุณหนูลาเซียอาร์เป็นลูกสาวคนเล็กของ โคโมเอะ ยูเรียล หนึ่งในคนที่มีสิทธิ์เป็นผู้นำตระกูลยูเรียลหลัก ถ้าจะบอกว่าตระกูลยูเรียลคืออะไร นายคงจะเคยเห็นหรือได้ยินชื่อยูเรียลในข่าวมาบ้างใช่ไหม” จิมมี่พูดพร้อมกับเอามือกอดอก

“ใช่เห็นว่าเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกใช่ไหม” นิลตอบเท่าที่รู้ เพราะเขาความจำเสื่อมเลยไม่รู้หลายละเอียดมากนัก แต่ที่ได้ยินจากวิทยุหรือคนอื่นๆก็มักจะเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลนี้ทั้งสิ้น

“หน้าที่ของฉันในตอนนี้คือปกป้องเด็กคนนี้จนกว่าเธอจะกลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น แต่ยังดีที่ตัวตนของเธอยังไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณะชน เรื่องที่มีคนคิดจะลอบสังหารเด็กคนนี้เลยน้อยมาก” จิมมี่พูดพร้อมกับดูตารางประจำวันของเขาที่อีกไม่กี่วันเด็กหญิงจะกลับบ้านเกิดของตัวเอง

“เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว” นิลมองไปยังเด็กหญิงที่กำลังร้องเพลง ถึงเขาจะฟังเนื้อไม่ออกสักนิด แต่ก็รู้สึกได้ว่าเสียงและเพลงของเด็กผู้หญิงคนนี้ไพเราะมาก

“ใช่ เด็กคนนี้ยังไม่ค่อยมีใครรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ เขาเลยให้ฉันมาเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ด พนักงานในร้านนี้ต่างก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่ๆเกี่ยวข้องทั้งนั้น”

จิมมี่เหล่ตามองไปยังเหล่าพนักงานถึงภายนอกพวกเขาจะใส่ชุดเรียบร้อยเหมือนพนักงานตามโรงแรมห้าดาว แต่ทุกคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษมากฝีมือในการต่อสู้ ที่พวกเขาถูกส่งมาทำงานที่โซนสำหรับแขกวีไอพีก็เพื่อปกป้องชีวิตของเหล่าวีไอพีจากผู้ไม่หวังดีนั้นเอง

“มิน่ะล่ะ นายถึงไม่อยากให้ฉันพูดถึงเ... เออ คนๆนั้น” นิลเกือบหลุดชื่อของเจทำทีเป็นขนมปังติดคอไอเสียงดัง

“หึ เรื่องของคนๆนั้นฉันคงยุ่งไม่ได้คงมีแต่นายที่จัดการได้น่ะนิล”

จิมมี่ใช้ถุงมือเสกอนุภาคให้กลายเป็นมีดกับส้อม

“นายทำอะไร” นิลถามเพราะอยู่ๆดีจิมมี่ก็เสกของที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทสนทนา

“เอ้า ก็เรามากินมื้อเช้าที่นี้ไม่ใช่เรอะ ลืมแล้วหรือไง” จิมมี่วางช้อนส้อมให้นิล

!!!

“เออใช่ พูดถึงก็หิวข้าว” นิลเพิ่งได้นึกได้พวกเขามากินข้าวเช้ากันที่นี้ แต่ทำไมอาหารมาช้ามาก แค่ขนมปังแค่ชิ้นสองชิ้นไม่ทำให้เขาอิ่มเลย

“ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเตรียมการน่ะ” จิมมี่พูดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับทานอาหาร

“ขออภัยที่ให้รอครับ” พนักงานคนเดิมพูดขอโทษ เขาวางจานกับกับแก้วไวน์กลางอากาศ ก่อนที่เขาดีดนิ้วอนุภาคสีเขียวก็รองรับจานและแก้วในทันที

“มาแล้วๆ” ลาเซียอาร์วิ่งเข้ามานั่งที่โต๊ะ

ทันใดนั้นพนักงานในร้านก็ยกอาหารชุดใหญ่เข้ามาในห้อง แต่ละเมนูทำให้นิลเบิกตาค้าง เพราะนอกจากจำนวนชนิดและความหลากหลายของอาหารแล้ว อาหารแต่ละอย่างล้วนเป็นของชั้นเลิศที่ยุคสมัยนี้หาได้กินยากทั้งนั้น

“กินสิ มื้อนี้คุณหนูลาเซียอาร์เธอเลี้ยงนาย แล้วอย่าไปบอกคนอื่นล่ะ”

จิมมี่พูดจบก็ใช้มีดหันเนื้อติดซี่โครงกินคู่กับไวน์แดงอย่างเอร็ดอร่อย




NEKOPOST.NET