P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 49 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.49 - ฮาวาย(3)


วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 9: 11น.

ย่านการค้าภายในตัวเกาะนีเฮา

“เป็นตอนเช้าที่ครึกครื้นมากเลยน่ะ” วิลสันที่ใส่ชุดลายดอกแบบฮาวายเดินทอดน่องไปตามทางเดินกว้างๆกลางย่านการค้าแห่งนี้ นอกจากเขาแล้วยังมีนิลในชุดไปรเวทสีเทา โฮชิโนะในชุดนักบิดรัดรูป สีขาวและโดโรธีในชุดเมดพร้อมฮิญาบ

ส่วนหวังลี้ยังต้องได้รับการดูแลของแพทย์จนมาไม่ได้ และริสตี้ต้องไปยื่นเรื่องกับทางเขตปกครองของเกาะ ที่พวกเขาอยู่ เพราะเกาะนี้เป็นย่านการค้าของผู้อพยพที่กลุ่มสการ์เล็ตได้รับรองเอาไว้ ซึ่งเป็นอาณาเขตของกลุ่มสการ์เล็ตที่ทำไว้กับผู้ปกครองชั่วคราวของหมู่เกาะฮาวาย

หลังสหรัฐอเมริกาล่มสลายทำให้เกาะนี้ที่เป็นแหล่งธรรมชาติและการเกษตรกลายเป็นที่ต้องการของขั้วอำนาจต่างๆของโลก จนผู้ปกครองหมู่เกาะชั่วคราวต้องมาขอความคุ้มครองจากกลุ่มสการ์เล็ต เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางสการ์เล็ตเองก็สามารถจัดสรรพื้นที่เกาะและวางกองกำลังไว้บนเกาะนี้ได้ตามใจชอบทำให้มีกลุ่มต่อต้านมากมายมาที่เกาะนี้ด้วย ซึ่งทำให้มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มต่อต้านและทางสหพันธ์เป็นระยะในช่วงแรกๆ

ภายหลังเหตุขัดแย้งทางสหพันธ์กับกลุ่มต่อต้านจึงยอมวางอาวุธลง และผู้ปกครองเกาะก็อนุญาตให้ทางขั้วอำนาจต่างๆมาตั้งรกรากบนเกาะโดยรอบได้ แต่ไม่ให้มีเจ้าหน้าที่ของทางสหพันธ์ส่งคนมาที่เกาะนีเฮาโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะมันเป็นเกาะที่กลุ่มสการ์เล็ตใช้เป็นฐานหลักนั่นเอง

“แต่ปีนี้คนดูเงียบเหงาจังเลยน่ะ จำได้ปีก่อนนี้ที่นี้มีคนเยอะแยะเลย”

โฮชิโนะพูด เพราะเมื่อปีก่อนเธอเคยมาที่เกาะนี้ซึ่งตามถนนหนทางนี้มีแต่คน เหมือนไปงานคอนเสิร์ตนักร้องชื่อดังที่ไม่มีที่ให้ขยับไปไหม

“คงเป็นเพราะเหตุการณ์ช่วงนี้ค่ะ ตามเขตการปกครองต่างๆล้วนถูกโจมตี ผู้คนต่างกลัวจนไม่กล้าออกมาจากที่พักของตัวเอง” โดโรธีดูกระดานข้อความโฮโลแกรมที่กำลังแสดงข่าวเรื่องอาวุธชีวภาพที่โจมตีตามที่ต่างๆของโลก และเธอยังสังเกตได้ว่าบนถนนหนทางมีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่คงเป็นเหตุนี้ก็เลยทำให้ประชาชนออกมาน้อยกว่าปกติแน่ แต่คนที่เดินบนถนนนอกจากประชาชนแล้วยังมีกองทหารของกลุ่มต่อต้านกลุ่มต่างๆนอกจากกลุ่มสการ์เล็ตที่เป็นกลุ่มต่อต้านใหญ่ๆอย่าง กลุ่มวอร์ด็อก กลุ่มนีโออเมริกา กลุ่มไท่ผิง และกลุ่มย่อยอื่นๆอีกมากมาย แต่ที่เด่นที่สุดก็ต้องเป็นทหารสามคนในชุดสีขาวนวลที่มีฮู้ดสีทองกับหน้ากากสีเงินลายไม้กางเขน ส่วนแผ่นหลังมีตราไม้กางเขนสีทองที่มีใจกลางเป็นสีดำบนแผ่นหลังทุกคน

“แม้แต่ทางวาติกัน (Vatican)ยังมาด้วย” โดโรธีรู้ในทันทีเพราะทางวาติกันเองก็มีอำนาจมากขึ้นหลังสงคราม ศาสนาคริสต์ได้ทำการควบรวมนิกายกับลัทธิของศาสนาคริสต์ขึ้นเพื่อปรับปรุง เพิ่มอำนาจและความปลอดภัย จนเกิดนิกายหลักหรือนิกายวาติกันขึ้น

‘นั่นมันโฮลี่กราวด์ (Holy Ground)’ วิลสันสงสัยเพราะโฮลี่กราวด์ได้ชื่อว่าเป็นหน่วยรบพิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดของทางวาติกัน การที่มีพวกหัวกะทิระดับสูงมาป้วนเปี้ยนที่เขตของสการ์เล็ตคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่

“ขอโทษน่ะครับ คุณเป็นคนอิสลามใช่ไหมครับ” ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่กำลังเดินส่วนอยู่ทักโดโรธี

“ค่ะ นิกายซุนนีย์” โดโรธีจับชายผ้ากันเปื้อน

“โชคดีจังเลย ผมเองก็นิกายซุนนีย์” ชายคนนั่นประกบมือและไหว้สาวใช้

“คุณเป็นคนไทยใช่มั้ยค่ะ” สาวใช้พนมมือและไหว้ทักทาย

“คุณพูดภาษาไทยได้ด้วย” ชายแปลกหน้าคนนั่นตกใจ

 

“เขาพูดภาษาอะไรกันหรือครับ” นิลถามเพราะเขาได้ยินโดโรธีกับชายแปลกหน้าพูดภาษาบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ

“รู้สึกว่าจะเป็นภาษาไทย ว่าตามตรงฉันเองก็ฟังออกได้ประมาณ 80 – 90 เปอร์เท่านั่น แต่ที่แน่ใจคือเขาเคารพกันด้วยการไหว้น่ะ” วิลสันทำท่าพนมมือ

“แต่ว่าน่ะพวกเราใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษากลาง เห็นว่าภาษาไทยเป็นภาษาหลักที่พวกอาเซียนเขาใช่กัน” วิลสันนึกเพราะระบอบสังคมโลกเก่าถูกทำลายทำให้มีขั้วอำนาจพุดอย่างกับดอกเห็ด ทางจีนกับรัสเซียเองจะใช้สองภาษา ญี่ปุ่นใช้ญี่ปุ่น ทางยูโรปกับแอฟริกาใช้อังกฤษ แต่ทางอาเซียนนี้แหล่ะที่เขาใช้ภาษาไทยกัน

“แล้วคุณวิลสันรู้ได้ไงล่ะครับว่าเป็นภาษาไทย” นิลถามเพราะโฮชิโนะยังทำท่าไม่ค่อยเข้าใจภาษาที่ทั้งสองคนพูดเท่าไร

“เจ้าจิมมี่น่ะ มันมักจะพูดภาษาหลากภาษาพร้อมกันเวลาอยู่กับเจ้าวิล และฉันก็แอบฟังมาหน่อยก็เลยเข้าใจในระดับหนึ่ง” วิลสันเคาะหัวตัวเอง เพราะเขากับจิมมี่นอนห้องเดียวกัน และตอนกลางคืนจิมมี่มักจะคุยกับวิลด้วยภาษาทั่วโลก บางทีตอนจิมมี่ละเมอยังหลุดภาษาอินเดียโบราณบางเผ่าออกมาด้วย

“ขอโทษค่ะทุกท่าน คนๆนี้เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปทานอาหารมื้อค่ำค่ะ” โดโรธีบอกทุกคนยังผายมือไปให้คนแปลกหน้า

“ขอโทษที่ไม่ได้แนะนำตัวก่อน ผมชื่ออาลีเป็นชาวไทยนับถืออิสลาม ผมเป็นเจ้าของร้านอาหารนานาชาติที่อยู่ตรงหัวมุมน่ะครับ” อาลีชี้ไปยังร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีภาษาไทยเขียนว่า ‘กินอร่อย’

“ถ้าเลี้ยงพวกเราก็โอเค” วิลสันชูนิ้วโป้งของเขาพร้อมกับโชว์ฟันสีขาว

“ครับคือการที่จะหาคนอิสลามที่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตการปกครองอิสลามแบบผมในยุคนี้มันหายากน่ะครับ ก็เลยจะเลี้ยงอาหารมื้อหนึ่งให้พวกเขา ซึ่งมันก็กลายเป็นมารยาทของร้านอาหารของผมไปแล้ว” อาลีบอกเหตุผลที่เขาอยากเลี้ยงอาหารให้พวกของโดโรธี เพราะขั้วอำนาจที่นับถืออิสลามได้ทำการปิดประเทศของตัวเองตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามและเพิ่งจะเปิดประเทศไม่นาน คนอิสลามเลยหายากมากโดยเฉพาะผู้หญิงชาวอิสลามที่บอกได้คำเดียวว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ได้เจอ แต่พอฟังเรื่องของโดโรธีแล้วเขาก็พอเข้าใจเหตุผลที่เธอมาอยู่ที่นี้ในระดับหนึ่ง

“พูดอังกฤษคล่องมากเลยน่ะครับ” นิลชม

“ขอบคุณน้องชายที่ชมผม ก่อนที่ผมจะเป็นเจ้าของร้านที่นี้ครอบครัวของผมก็เป็นนักผจญภัยออกเดินทางแสวงบุญและท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆทั่วโลก ผมก็เลยได้เจอกับผู้คนแบบต่างๆรวมไปถึงเมนูอาหารมากมาย พอหลังสงครามผมก็เลยปักรากฐานที่นี้ จนตอนนี้รวยแล้วครับ” อาลีหัวเราะเพราะเขาคิดไม่ผิดที่ไม่กลับเขตปกครองอิสลามกับครอบครัว แต่สร้างร้านอาหารที่นี้จนตอนนี้เขาร่ำรวยแล้ว

“นี้ครับบัตรสำหรับห้องอาหารของคืนนี้ชวนเพื่อนคุณมาก็ได้ครับ”

อาลียื่นบัตรที่ทำจากแม่เหล็กซึ่งมันเป็นบัตรสำหรับทานอาหารห้องวีไอพี

“ของดีน่ะเนี่ยให้พวกเราแบบนี้จะดีเหรอ อาลีคุง” โฮชิโนะถามเพราะร้านอาหารของอาลีไม่น่าจะใช่ร้านอาหาร แต่เป็นภัตตาคารที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง เวลามีคนระดับสูงของขั้วอำนาจต่างๆ มาประชุมบนเกาะนี้ ภัตตาคารแห่งนี้ล่ะที่ใช้เป็นที่รับรอง และบัตรนี้ยังเป็นบัตรวีไอพีด้วย ซึ่งเธอเคยได้ยินเพื่อนในกลุ่มบอกว่าภัตตาคารนี้จะแบ่งเป็นระดับเป็น 4 ชั้น ตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปก็ต้องจองสำหรับนักท่องเที่ยว บัตรวีไอพีสำหรับชั้นสามนี้ถือว่าหายากมาก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกคุณเป็นคนรู้จักของคุณเคิร์กและคุณคอบร้า แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกครับ ทางครอบครัวของผมติดหนี้บุณคุณเขาเอาไว้มาก และถ้าผมไม่ให้เกียรติน้องสาวของคุณอับดุลก็ดูจะไม่มีมารยาทเท่าไร” อาลีอธิบายพร้อมกับผายมือไปยังโดโรธี ตอนที่เขารู้เรื่องนี้จากการสนทนาเขาตกใจมากที่ได้เจอคนดังที่เมืองนี้

“สุดยอดเลยโดโรธีจัง” โฮชิโนะพูดชม

“ดิฉันไม่อยากได้รับคำชมจากคุณแม้แต่น้อยค่ะ” โดโรธีทำตาเข้ม

“เธอคงอยากจะบอกว่าคุณสวมเสื้อไม่เหมาะสมสำหรับกุลสตรีครับ”

อาลีแปลความหมายให้ทุกคน เพราะผู้หญิงอิสลามจะต้องสวมชุดมิดชิด แต่ผู้หญิงตรงหน้าใส่รัดรูปโชว์สัดส่วนจนคนละแวกนี้มองกันตรึม โดโรธีก็เลยไม่พอใจ

“แล้วคุณอาลีไม่รู้สึกอะไรเลยหรือครับ” นิลถาม

“เออ ถึงผมจะเป็นคนอิสลาม ผมก็ไม่ได้เคร่งอะไรมากนัก ผมต้องเดินทางไปตามที่ต่างๆทั่วโลก เมื่อวัฒนธรรมต่างการแต่งตัวก็ต่าง ผมก็เลยไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่ผมเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ได้แรงบันดาลใจในการทำอาหารด้วย”

อาลีบอก ซึ่งนิลเองก็เข้าใจเพราะการที่คนเราออกเดินทางทั่วโลกจะทำให้เห็นสิ่งที่สังคมที่เราอยู่ไม่รู้ และได้รับความรู้ใหม่เพิ่มด้วย ไม่แปลกที่ชายคนนี้จะร่ำรวย

“งั้นผมไปก่อนน่ะครับ เพราะตอนนี้มีคนระดับสูงของวาติกันมาที่นี้ ผมกับลูกน้องก็เลยต้องไปรับงานด้วย ขอโทษครับ” อาลีบอกพร้อมกับรีบวิ่งกลับไปที่ภัตตาคารของเขา

“มิน่าล่ะนอกจากโฮลี่กราวด์ตั้งสามคนแล้ว ยังมีบอดี้การ์ดระดับสูงของวาติกันสุมหัวกันเต็มไปหมด”  

วิลสันบอกเพราะนอกจากโฮลี่กราวด์สามคนที่ยืนคุ้มเชิงแล้ว เขายังเห็นชายชุดดำที่มีปอกแขนรูปไม้กางเขนสีเงินอยู่คุ้มเชิงตามจุดป้องกันตามยุทธศาสตร์ด้วย ขั้นต่ำเท่าที่เห็นก็น่าจะสัก 30 – 40 คนได้

“โฮลี่กราวด์?” นิลสงสัย เพราะเขาก็พอสังเกตเห็นคนในชุดสูทสีดำเหมือนกัน แต่คนในชุดสีขาวดูแตกต่างกว่าคนอื่นๆ

“เป็นทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของวาติกันน่ะ” โฮชิโนะบอก

“ใช่ค่ะ เป็นหัวกะทิระดับสูงที่ว่ากันว่าแค่คนเดียวก็สามารถทำให้เหตุการณ์แบบที่โคลัมเบียสงบได้” โดโรธีอธิบายเพราะเธอได้ยินข่าวลือมาจากคนใช้คนอื่นกับพี่ชายของเธอเรื่องความสามารถของวาติกันที่มีกำลังพลน้อย แต่แข็งแกร่งมากในช่วงสงครามอาวุธชีวภาพเห็นว่าไม่มีอาวุธชีวภาพหลุดเข้าไปในเขตการปกครองแม้แต่ตัวเดียว

“อ่า เจ้าจิมมี่บอกว่าพวกมันใช้เวทมนตร์ได้” วิลสันบอก

“เวทมนตร์? ไม่ใช่เรื่องในนิทานเหรอครับ” นิลถามเพราะถึงเขาจะไม่เชื่อเรื่องเวทมนตร์ แต่พลังที่เรียกว่าอีเลเมนต์ก็ทำให้ประวัติศาสาตร์เปลี่ยนแปลง พลังแปลกๆย่อมเกิดขึ้นได้ มันอาจจะมีตัวตนก็ได้ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘เวทมนตร์’

“อันนั่นฉันไม่รู้หรอก ก็เจ้าจิมมี่มันบอกมาแบบนี้อ่ะน่ะ ถ้าหมอนั่นอยู่ก็คงอธิบายได้ แต่มันไม่อยู่นี้สิ” วิลสันเกาหัวเพราะคนของกลุ่มต่างๆที่เคยปะทะกับโฮลี่กราวด์ถ้าไม่ตายก็สูญเสียความทรงจำกันหมด คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแต่จิมมี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษระดับสูงสุดของกลุ่มสการ์เล็ตที่รอดกลับมาแบบครบ 32 และไม่เสียความทรงจำเพียงคนเดียว แต่เห็นว่าหมอนั่นเองก็บาดเจ็บหนักจนไม่สามารถต่อสู้แบบเดิมได้อีก ที่ใช้ไพ่เป็นอาวุธก็เพราะเขาไม่สามารถต่อสู้แบบเดิมได้ แต่ตัววิลสันเองก็ไม่เคยเห็นวิธีต่อสู้แบบดั้งเดิมของจิมมี่เลยก็เลยไม่รู้จะบอกเรื่องราวทั้งหมดให้นิลผู้ใคร่รู้ยังไง

‘การต่อสู้ของจิมมี่น่ะ เหนือสติสัมปชัญญะของมนุษย์ปกติน่ะ อธิบายไปพวกเขาก็คงไม่มีทางที่จะเข้าใจ’

วิลในหัวของวิลสันบอกตัววิลสัน

“นั่นสิ ฉันก็ไม่รู้ด้วยเพราะตอนที่ฉันเจอจิมมี่ครั้งแรกก็เมื่อนานมาแล้ว แต่หมอนั่นก็ไม่เปลี่ยนไปเลย” วิลสันนึกถึงตอนที่เขาถูกช่วยออกจากเรือนจำกลางอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั่นคนที่ช่วยเขาแหกคุกก็คือจิมมี่ ซึ่งตอนนั่นเขายังวัยรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี แต่จิมมี่ดูเป็นผู้ใหญ่อายุไม่เกิน 30 ปีและหน้าของเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงครั้งล่าสุดที่เจอ

“ชายคนนั่นไม่ใช่มนุษย์” โดโรธีบอกด้วยสีหน้านิ่งเงียบ

“ในยุคสมัยแบบนี้จะมีมนุษย์กลายพันธุ์อยู่ในกลุ่มของพวกเราก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ” โฮชิโนะพูดอมยิ้ม

“หมายความว่ายังไง” โดโรธีส่งสายตาไปยังโฮชิโนะ

“ต๊าย ลืมไปเลยว่าเธอเพิ่งเข้าใหม่ แต่ถ้าเธอเข้าไปในห้องแล็ปของอลันก็จะรู้เอง” โฮชิโนะส่งรอยยิ้มก่อนที่จะเอามือลูบปากตัวเอง

“แต่แล็ปมันระเบิดไปแล้วนี่นา ไปถามลี้สิเธอรู้น่ะ” โฮชิโนะประกบมือพร้อมกับกระพริบตาให้โดโรธีและเธอรอยยิ้มของเธอยังกว้างได้อีก หลังจากที่เห็นเส้นเลือดเล็กๆโผล่ขึ้นที่ขมับของสาวใช้

“ผมคิดว่า อย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่าน่ะครับ” นิลมองไปรอบๆ เขายกแขนทั้งสองข้างบังทุกคนเอาไว้เพื่อระวังอะไรบ้างอย่าง

“เห็นอะไรหรือไง” วิลสันถาม เขารู้สึกได้ถึงแววตาที่จริงจังของนิลมาก และดูจะมีเรื่องซีเรียสจริงๆ   

“ดิฉันไม่รู้สึกอะไรเลยค่ะ” โดโรธีมองไปโดยรอบก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากชาวบ้านกับทหารติดอาวุธบางกลุ่มที่เขม้นหน้าใส่กันก็ไม่มีผิดปกติ

“แต่ผมรู้สึกได้จริงๆ เดียวมันหายไปแล้ว” นิลพูดพร้อมกับถอนหายใจ หลังจากที่ความรู้สึกอึดอัด และแทม่งๆเมื่อครู่หายไป แต่ก่อนที่มันจะหายไปเขารู้สึกได้ชัดเจนมากว่ามีอะไรบางอย่างแน่นอน แต่เขารู้สึกว่าวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของเขามันสว่างมากเหมือนถูกแดดส่องเข้าตาโดยตรง

“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีแล้ว เอ๋! อาจเป็นเพราะว่านิลคุงลืมกินยาก็ได้น่ะ”

โฮชิโนะบอกเพราะคนไข้บางคนของอลันที่เธอเคยเข้าเวรบางคน ถ้าไม่ได้กินยาตามกำหนดจะเกิดอาการเพ้อฝัน หรือเห็นภาพหลอนแม้แต่การได้ยินเสียงประหลาด

“แต่ผมก็กินยาตามปกติด้วย เดียวน่ะ เอ่อ” นิลทำท่าเหมือนคิดอะไรออก

“ผมกินยาเกินไปสองเม็ด” นิลเอามือลูบคอ

“ยานั่นเขาห้ามกินเยอะเกินไปไม่ใช่เรอะ” วิลสันบอกเพราะอลันเองก็เคยพูดถึงยาที่ตัวเองคิดค้นขึ้นว่า ถ้ากินมากเกินไปก็อาจจะทำให้คนกินประสาทหลอนได้ และนิลก็เป็นพวกที่หน้ามืดง่ายๆอยู่ อาจจะเป็นเพราะกินยาเกินขนาดทำให้เครียดมากไป พอเครียดก็เลยทำให้สมองสร้างภาพหลอนหรือบรรยากาศผิดปกติขึ้นมาเอง

“ก็ผมเผลอทำยาตกพื้นก็เลยเสียดาย” นิลพูดด้วยความเขินอาย

“สกปรกค่ะ” โดโรธีพูด เพราะประโยคก่อนหน้านี้ของนิลทำให้เธอเอามือล้วงไปหยิบผ้าฉนวนอีเลเมนต์ที่ใช้เป็นอาวุธใต้ผ้ากันเปื้อนเพื่อป้องกันเหตุร้าย

“เอาเถอะไปรีบไปกันก่อนเถอะ ไม่งั้นเจร้องไห้แล้วฉันจะซวยเอา”

วิลสันพูดขึ้น เพราะตอนนี้เจที่ไม่ได้เจอหน้าพวกสตีฟแค่ไม่กี่วันกำลังเล่นกับพวกเขาอย่างสนุกสนาน และนิลยังรับปากเรื่องที่จะซื้อของไปให้ทางโทรศัพท์

สรุปได้สี่ข้อ หนึ่ง.ไปช้าเจร้องไห้ สอง.โดนโบยความผิดทั้งหมด สาม.โดยริสตี้กระทืบอย่างเมามันส์ และสี่. รีบไปเร็วๆดีกว่า

 

มุมมืดหนึ่งของตึก

“เกือบไปแล้ว”

โฮลี่กราวด์คนหนึ่งล้มลงเอามือจับที่ข้อมือของตนที่เลือดไหลไม่หยุด

“ดิฉันจะปฐมพยาบาลให้รุ่นพี่เองค่ะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่เสื้อสีขาวแบบเดียวกัน แต่ต่างกันที่ตราบนหลังของเธอเป็นไม้กางเขนสีแดง  เธอเอาผ้าสีขาวมัดที่ข้อมือของโฮลี่กราวด์คนนั่น

“ท่านวินเซนต์(Vincent) ไม่เป็นไรน่ะครับ” โฮลี่กราวด์อีกคนเดินเข้ามาดูอาการของเขา

“ฉันไม่เป็นไร ตอนนี้ใครกางม่านพลังอยู่” วินเซนต์ถามอย่างเหนื่อยหอบ

“ท่านมุขนายก (Bishop) กำลังสร้างม่านพลังแทนอยู่ ท่านบอกว่าให้พวกเรารีบถอยโดยด่วน” โฮลี่กราวด์คนนั่นเอานิ้วแตะที่ผ้าสีขาดที่กำลังกลายเป็นสีแดงทั้งผืน ทันทีที่แตะผ้าก็แข็งและเหมือนจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับแขนของชายคนนั่น

“งันถอยก่อน ฉันประมาทไปหน่อย” วินเซนต์ปล่อยมือออก แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ดีนักและยังไม่สามารถลุกขึ้นได้เลย

“ไม่ค่ะ ฉันผิดเองที่ร่ายเวทย์แทรกแซง และถูกคนรู้ตัว รุ่นพี่ก็เลยใช้วงแหวนเวทย์บังคับเปลี่ยนผู้ใช้เวทมนตร์” เด็กสาวคนนั่นตะโกนเสียงดัง

“ไม่เป็นไรหรอก รูฟฟ่า ฉันเองก็ไม่ทันรู้ตัว ในตอนนั่นถ้าฉันรู้ตัวว่ามีคนที่สามารถแทรกแซงวงจรเวทมนตร์ได้ก่อน ฉันเองก็คงไม่เจ็บขนาดนี้” วินเซนต์พูดปลอบใจเด็กสาว

“พูดจริงเรอะครับ ถ้าเป็นแบบนั่นมันคงไม่ดีแน่ ผมจะบอกท่านมุขนายก ให้รีบติดต่อทางวาติกันเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเร็ว” โฮลี่กราวด์คนนั่นแบมือขวาและเกิดแสงสีขาวขึ้น

 “ฝากด้วยล่ะ แต่อย่าทำให้เวทมนตร์หลุดออกไป ไม่งันได้เป็นแบบฉันแน่”

วินเซนต์บอก ถึงเลือดของเขาจะหยุดไหลแล้ว แต่เขายังรู้ตัวตอนนี้ระบบไหลเวียนโลหิตของเขาทำงานผิดปกติ เส้นเลือดขยายและบีบเร็วมากกล้ามเนื้อเกร็ง   การขยับแค่ปลายนิ้วก็ทำให้เจ็บทั้งตัว

“เข้าใจแล้ว เดียวผมจะพาคุณไปที่ๆปลอดภัย”

โฮลี่กราวด์คนนั่นกำมือที่มีแสงสีขาว และคายออกพร้อมกับละอองสีขาวที่กระจายไปทั่วและค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ

“เด็กหนุ่มคนนั่นแทรกแซงคลื่นเวทมนตร์ได้” วินเซนต์มองไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังคงลอกแลกหันหัวไปมากลางพวกพ้องของเด็กหนุ่มคนนั่น

“แม้แต่ม่านพลังบดบังวิสัยทัศน์ของมุขนายกยังรับรู้อีกเหรอ” วินเซนต์ฝืนยืนขึ้นและมองไปยังเด็กชายคนนั่นที่หายไปกับฝูงชน

“ถ้าท่านพี่รู้เขาล่ะก็ ดิฉันคง...”

รูฟฟ่าทำสีหน้าหนักใจ เพราะเธอใช้เวทมนตร์พลาดเลยทำให้แผนการที่ทางตำหนักวาติกันวางไว้พังไม่เป็นท่า

“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องนี้อยู่นอกเหนือการคำนวณของฉันและทางพระคาร์ดินัล (Cardinal) แห่งตำหนักวาติกัน ตอนนี้คงต้องรีบจัดประชุมกับทางสภาอัศวินโดยด่วน พี่สาวของเธอมุขนายกเองก็คงจะเข้าใจเหตุผลนี้ดี ไม่มีใครคิดที่จะทำให้เธอที่มีความสามารถหลุดจากตำแหน่งเทมพลาร์ (Templar) แน่ๆ”

วินเซนต์เข้าใจความรู้สึกของรูฟฟ่าถึงความน่ากลัวและความเข้มงวดของมุขนายกพี่สาวของเด็กสาวคนนี้ดี และพยายามไม่ให้เด็กคนนี้คิดมากเกินไป

“แต่ว่า..” รูฟฟ่าพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า

“เธอเป็นลูกศิษย์ของฉัน และเป็นว่าที่โฮลี่กราวด์ในอนาคต ความสามารถของเธอเองก็เป็นสิ่งสำคัญในภายภาคหน้า” วินเซนต์พูดเสร็จก็เอามือลูบหัวของเด็กสาว

‘แต่เด็กหนุ่มคนนั่นเองก็เป็นผู้วิเศษ ถ้าพวกเราได้เขามาล่ะก็คงจะดีไม่น้อย’

วินเซนต์ยิ้มออกมาเล็กๆใต้หน้ากาก เพราะความสามารถในการแทรกแซงและสะท้อนผลข้างเคียงจนทำร้ายร่างกายผู้ใช้เวทมนตร์ ความสามารถนี้ถือว่าหายากมากที่สุดในบรรดาผู้วิเศษทั้งหมด

“นอกจากท่านอัลคาร์ด (Alucard) และแม็กนัสแล้ว เด็กนั่นก็เป็นคนที่สามสิน่ะ”

วินเซนต์เก็บมือข้างที่เจ็บเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงและมองไปยังฝูงชน ถึงเด็กหนุ่มคนนั่นจะหายไปแล้ว แต่เขายังคงเห็นออร่าสีแดงทับทิมที่แผ่ออกมาได้ถนัดตาดูถ้าเขาต้องเรียกประชุมโฮลี่กราวด์โดยด่วนแล้ว 




NEKOPOST.NET