P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 48 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.48 - คำพูดของทหารแก่


วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 8: 32น.

ถ้ำแห่งหนึ่งในเกาะนีเฮา หมู่เกาะฮาวาย

“พวกเขามาถึงแล้วเปลี่ยน” ทหารของหนึ่งของกลุ่มสการ์เล็ตพูดผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในห้องกระจกสีขาวขุ่นโบกมือให้กับเรือดำน้ำที่จอดเทียบท่า

ถ้ำแห่งนี้เองก็เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังมาก่อน แต่เพราะผลกระทบของสงครามทำให้ภูมิทัศน์ของเกาะเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก ตัวเกาะยกตัวสูงขึ้น ทำให้มีถ้ำใต้น้ำเกิดขึ้นมากมาย และถ้ำแห่งนี้ได้ไปเป็นสถานที่เหมาะสำหรับจอดเรือดำน้ำกับสะสมกองกำลังได้เป็นอย่างดี

ถ้ำแห่งนี้เลยมีความดันที่สูงมากเหมือนใต้ทะเลลึก กลับเป็นเรื่องดีที่มันแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนกับกระแสน้ำใต้ทะเลแม้แต่นิดเดียว ทางฝั่งสการ์เล็ตจึงสร้างเป็นฐานบัญชาการหลักถึงสงครามระหว่างกลุ่มต่อต้านกับมหาสหพันธ์จะยุติลงไปแล้ว แต่ทางกลุ่มต่อต้านก็ไม่ลดความระแวดระวังเพราะอาจเกิดเรื่องตอนไหนก็ได้ และเหตุการณ์ที่โคลัมเบียกับทั่วโลกก็บอกได้ว่าการไม่ประมาทนั้นเรื่องที่ถูกต้อง

“ยานเข้ามาแล้ว ปรับความดันกลับเป็นเหมือนเดิมได้”

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำที่สวมชุดดำน้ำลึกเปิดไฟแดงก่อนที่จะมีกระแสน้ำจำนวนมากไหลเข้ามาในจนถ้ำโลหะแห่งนี้เต็มไปด้วยน้ำทะเล

“ปริมาณน้ำถึงเกณฑ์ พร้อมปรับความดันให้เป็นปกติ” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำบอกกับโอเปอเรเตอร์ในห้องควบคุมหลัก

“รับทราบแล้ว รหัสแดง ทุกท่านกรุณาระมัดระวังด้วย”

โอเปอเรเตอร์ใส่รหัสเพื่อลดความดันน้ำในห้องให้เหมาะสมเหมือนเดิม

ปี๊บ!!! เกจวัดความดันในห้องเปล่งแสงสีเขียว

“ความดันกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว สการ์เล็ตยึดข้อต่อได้”

โอเปอเรเตอร์ติดต่อไปยังตัวเรือ

“ทราบแล้วเปิดระบบเชื่อมต่อทั้งหมด” โอเปอเรเตอร์หญิงในเรือดำน้ำเปิดระบบเชื่อมต่อของเรือ เรือดำน้ำเปิดท่อและโครงเหล็ก ทางถ้ำเองก็มีแขนกลเข้ามายึดกับเรือดำน้ำอย่างแน่นหนา พร้อมกับท่อพลังงานที่เชื่อมต่อเข้ากับจุดต่างๆของเรือ

ปี๊บ!!! เกจเชื่อมต่อในห้องเปล่งแสงสีเขียวพร้อมกับเสียงเตือนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำ

“เชื่อมต่อภายนอกเสร็จสิ้น” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำใช้ใบพัดบนชุดว่ายไปยังแท่นสี่เหลี่ยมที่อยู่ลึกที่สุดและยึดร่างของตัวเองด้วยตัวล็อกที่ติดบนแท่นนั้น

“เชื่อมต่อภายนอกเสร็จสิ้น” โอเปอเรเตอร์ในห้องควบคุมสื่อสาร

“เชื่อมต่อภายในเสร็จสิ้น” โอเปอเรเตอร์ในเรือดำน้ำตอบรับ

“ทุกอย่างเข้าที่รับปล่อยน้ำออกจากห้องภายใน 5 วินาที”

“5..4..3..2..1 ปล่อยน้ำออกได้” โอเปอเรเตอร์ออกคำสั่งก่อนที่น้ำในห้องจะถูกดูดออกจากห้องอย่างรวดเร็วผ่านทางตะแกรงขนาดเล็กๆบนพื้นจนหมด

“นี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำ ปริมาณน้ำลดลงต่ำกว่ามาตรฐาน เปิดระบบทำความสะอาด” เขากดปุ่มรูปไม้กวาดบนแท่น

ตัวถ้ำฉีดน้ำแรงดันสูงกับแก๊สสีฟ้าทำความสะอาดเรือและห้องนี้จนสะอาด และเมื่อเห็นว่าสะอาดแล้วทางห้องเองก็พ่นลมให้ห้องนี้แห้งเหมือนเดิม

“ออร์กรีน เรียบร้อยทำได้ดีมากทุกคน” เคิร์กในเรือดำน้ำพูดชมทุกคนพร้อมกับปรบมือ

“ครับ/ค่ะ” ทุกคนในที่นี้เปล่งเสียงทำความเคารพ

“เอาล่ะทุกคนบนเรือลงได้” เคิร์กพูดพร้อมกับกระโดดลงจากทางเข้าด้านล่างของเรือสำหรับดำน้ำ และประตูของเรือก็เปิดออกทั้งหมดหลังจากที่เท้าของเคิร์กแตะถึงพื้นไม่ถึงหนึ่งวินาที

“มันอันตรายนะครับหัวหน้าเคิร์ก” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำพูดเตือน หลังจากเห็นเคิร์กกระโดดจากความสูง 10 เมตรระหว่างเรือดำน้ำกับพื้น

“ไม่เป็นไรทุกอย่างเรียบร้อย ร่างกายฉันแข็งแกร่งสุดๆอยู่แล้ว”

เคิร์กเอามือตบเท้าตัวเองเพื่อจะบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

“แต่ว่ามัน..” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำพยายามแย้ง

“ต้องบอกว่าเธอตั้งหาก ไม่ได้บาดเจ็บอะไรจากกระแสน้ำเมื่อกี้ใช่ไหม”

เคิร์กถามเพราะถึงจะใส่ชุดสำหรับดำน้ำลึก แต่ความดันที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันคงทำให้ผู้สวมใส่บาดเจ็บแน่ๆ

“ผมเป็นผู้ใช้อีเลเมนต์น่ะครับ แค่นี้ไม่เจ็บอะไรทั้งนั้น” เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางน้ำคนเดิมตอบ

“งั้นก็ดี อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ” เคิร์กตบหลังก่อนที่จะเดินจากไป

“ครับ หัวหน้าก็เช่นกัน” เจ้าหน้าที่คนเดิมทำความเคารพ

ตุ้บ!!

“เห้อ ปวดคอชะมัด” ริสตี้ที่กระโดดลงมาอีกคนเอามือลูบคอที่ถูกเคิร์กรัดจนมีรอยช้ำสีเขียว

“เดียวเถอะนี้ก็อีกคนเรอะ” เจ้าหน้าที่ตะโกน

“เอาละ ถ้าไม่ยากตายก็เงียบซ่ะ”

ริสตี้ปล่อยรังสีอำมหิตจนเจ้าหน้าที่คนนั้นตัวสั่น

โป๊ก!! “โอ๊ย” ริสตี้เอามือลูบหัว

“ขอโทษทีน่ะ เด็กคนนี้เขาค่อนข้างดุเดียวฉันจัดการเอง” เคิร์กที่เอามือทุบหัวริสตี้ใช้แขนล็อกคอริสตี้และลากจากไป

“อีกแล้วเหรอหัวหน้า ปล่อยฉันน่ะ” ริสตี้ตะโกนโวยวายจนคนในห้องหันมามองกันหมด ทั้งคนที่อยู่ที่นี้กับคนบนเรือที่กำลังเตรียมบันไดเพื่อลงต่างส่ายหัว

“ไม่ได้ ไม่ได้ เธอเป็นเด็กปั้นของฉัน ฉันก็ต้องดูแลเต็มที่” คราวนี้เคิร์กออกแรงยกตัวของริสตี้จนเท้าลอยเหนือพื้นและพาไปทั้งยังนั่น ส่วนริสตี้ก็ต้องออกแรงที่อกและแขนสุดกำลังเพื่อไม่ให้โดนวงแขนของเคิร์กบีบจนหายใจไม่ออก

“เอาอีกแล้วเรอะ” สมาชิกระดับสูงนายหนึ่งออกมาจากห้องนิรภัยที่อยู่ตรงบริเวณทางเข้า เขาที่ดูอายุมากพร้อมกับผมสีเทา นอกจากเครื่องแบบที่คล้ายทหารแล้วยังมีรอยแผลเป็นที่หน้าผากขวาลากยาวไปถึงมุมปากซ้าย และริ้วรอยจำนวนมากที่เกิดจากสะเก็ดระเบิดบ่งบอกถึงสมรภูมิและประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน

“โทษทีๆ ผู้พันคอบร้า วันหลังผมจะดูแลเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้”

 เคิร์กที่รัดคอริสตี้อยู่ขอโทษด้วยท่าวันทยาหัตถ์

“เอาเถอะเคิร์กถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่มีปัญหาอะไร”

ผู้พันคอบร้าทักทายเหมือนกัน และเขาก็ไม่คิดที่จะสนใจปัญหาเล็กๆอย่างผู้ใต้ปังคับบัญชาหัวรั้น เพราะเขารู้ดีคนของเคิร์กล้วนแต่เป็นคนที่มีอาการทางจิตหรือถูกทดลองแบบแปลกๆมาทั้งนั้น

“แต่มาช้ากว่ากำหนดมาก ปกติเธอไม่มีปัญหาแบบนี้ หรือว่าที่มีความลือว่ามีหนอนบ่อนไส้จะเป็นเรื่องจริง” ผู้พันเปิดดูสมุดบันทึกส่วนตัวที่กำหนดตารางเวลาเอาไว้ ซึ่งตามที่คาดการณ์พวกของเคิร์กจะต้องถึงตั้งแต่เมื่อ 3 วันก่อนและช้าที่สุดคือเมื่อวาน แต่นี้เล่นเลทมากขนาดนี้ซ้ำยังมีข่าวลือเรื่องที่มีคนแปลกปลอมในหน่วยของเคิร์กจากเบื้องบนอีก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เรื่องนี้ผมคิดว่าค่อยพูดหลังจากที่ผมรายงานเบื้องบนให้เรียบร้อยก่อน ผมคิดว่าน่าจะว่างประมาณตอนเย็นๆเพราะพวกนั่นชอบถามเรื่องแปลกๆ” เคิร์กพูคราวนี้เขาปล่อยริสตี้แล้ว จะให้เดินล็อกคอไปตลอดทางก็คงไม่ดีเท่าไร

“ขอบคุณค่ะหัวหน้า” ริสตี้บิดคอเพื่อคลายอาการเมื่อยล้าที่คอและบิดคอจนมีเสียงกระดูกระทบกัน “เห้อไม่เห็นต้องรัดจนกล้ามเนื้อเจ็บไปหมดเลย” ริสตี้บ่น

“ขอโทษที่รุนแรงก็แล้วกัน” เคิร์กลูบหัวของริสตี้ ทางเจ้าตัวเองก็ไม่พอใจเท่าไรที่มักจะถูกกระทำเหมือนเด็กๆ แต่เธอก็แย้งไม่ได้ด้วยสิ

“หึยังอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนเลยน่ะริสต้า แต่ก็ดีแล้วคนหนุ่มคนสาวก็ต้องเร่าร้อนแบบนี้แหล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผู้พันหัวเราะ

“ไอ้แก่ แก่จะตายแบบนี้ยังไม่ยอมลงโลงอีก”

ริสตี้ด่าผู้พันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมาก

กร๊อบ!!

“กรี๊ด” ริสตี้ถูกเคิร์กดัดแขนจนร้องเสียงดังลั่นถ้ำ

“อีกแล้ว” ทหารคนหนึ่งที่กำลังช่วยยกของลงจากเรื่องพูด

“ไม่น่าปากเสียเลย” โอเปอเรเตอร์ส่ายหัว

“สมน้ำหน้า” วิลสันที่กำลังลงจากเรือหัวเราะ แต่เขาก็ต้องทำปากเจ๋อ เมื่อเห็นสายตาริสตี้ที่ซูมมายังเขา และเขายังเห็นปากของเธอบ่นพึมพำว่า ‘แกตาย’

“ซวยหน่อยน่ะครับ” นิลเอามือตบไหล่วิลสัน เพราะเขาเองก็ยังรู้สึกได้ถึงจิตมุ่งร้ายของริสตี้ที่พุ่งตรงมายังวิลสัน แต่ถ้าว่ากันตามตรงแล้วทุกคนที่นี้รู้สึกตัวกันหมดสังเกตจากสีหน้าคนอื่นและแววตาที่มองไปยังริสตี้และวิลสัน บอกได้เลยว่าไม่ต้องทำตาแหลมใส่ตะโกนมาตรงๆยังจะรู้สึกผ่อนคลายกว่านี้ตั้งเยอะ

“นั้นเรอะ สมาชิกใหม่” ผู้พันมองไปยังนิลที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะจิตอาฆาตอันรุนแรงของริสตี้

“ใช่ครับ แต่ก็ยังมีอีกสองคน แต่คนหนึ่งเจ็บค่อนข้างหนักอีกคนเลยเฝ้าอาการอยู่” เคิร์กอธิบายซึ่งนอกจากนิลแล้วยังมีลี้กับโดโรธีอีก แต่โดโรธีเฝ้ายังกับบอดี้การ์ดส่วนตัวของลี้ และเขาคิดว่าลี้ยังไม่แข็งแรงพอเท่าไรหนัก รออาการดีกว่านี้ค่อยให้ออกจากเรือก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับทางเบื้องบน

“งั้นเหรอ ดีน่ะที่อยู่ตรงนี้คือเธอ ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงจับยัดลูกกรงไปแล้ว”

ผู้พันพูดพร้อมกับหยิบซิการ์ขึ้นมาคาบไว้ในปาก และจะหยิบไฟแช็คขึ้นมาจุด

“เวรล่ะ แก๊สหมด” ผู้พันพยายามจุดไฟ แต่มันก็มีสะเก็ดไฟอย่างเดียว ดูถ้าจะประหยัดไปหน่อยจนลืมไปซื้อไฟแช็คสำหรับจุดซิการ์เสียได้

“เอาของผมก็ได้ครับ” เคิร์กสวมปอกนิ้วสีดำที่นิ้วโป้งของตัวเอง ก่อนที่จะสีนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ที่มีแหวนสีขาวอยู่แล้วจนเกิดสะเก็ดไฟ

ฟรึ่บ

เกิดเปลวไฟที่ปลอกสวมนิ้ว และเคิร์กก็ยื่นมันให้ผู้พันเพื่อจุดซิการ์

“ผมว่าเพลาๆเรื่องบุหรี่หน่อยก็ดีน่ะครับ วันหนึ่งสูบกี่ม้วนละนั้น”

เคิร์กถามเพราะบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสูบไปเสียสุขภาพเปล่าๆ

“เอาเถอะ ยังไงไอ้แก่อย่างฉันถ้าไม่สูบมันก็คงไม่มีแรงทำอะไร”

ผู้พันพูดไปสูบซิการ์ไป  

“มะเร็งทั้งนั่นน่ะครับ” เคิร์กเตือนถึงการฝึกของเขาจะค่อนข้างโหด แต่ก็เพื่อให้ผู้ฝึกมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง แต่ผู้พันที่อายุมากขนาดนั่นยังคงสูบซิการ์ตลอดเวลา ตอนอาการมันออก คนส่วนใหญ่ล้วนแต่ ทรมานจนตาย

“ถ้าฉันเกิดล้มทั้งยืนก็ยังมีเธอเป็นตัวแทนอยู่ เคิร์ก”

ผู้พันพูดเพราะปีนี้เขาก็ย่าง 90 แล้ว มีเพียงบุหรี่เท่านั่นที่ทำให้เขายังคงมีแรงอยู่ถึงมันจะมีแรงเพราะเป็นอาการเสพติดก็เถอะ แต่เข้ายังจำเป็นต้องยืนหยัด เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่เขายังต้องทำ ก่อนที่จะส่งให้คนรุ่นหลังทำต่อ

“อย่าพูดอะไรแบบนั่นสิครับ ผมยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้จากคุณอีกมาก อีกอย่างถ้าคุณเสียแม่ผมก็คงเสียใจไม่น้อย” เคิร์กกล่าวเพราะคนที่ได้ชื่อว่าสนิทกับแม่ของเขาก็คนแก่คนนี้เท่านั่น

“ลอร่าเรอะ หึนั่นสิน่ะ ตั้งแต่ที่สามีกับเจ้าหนูลูคัสตาย หล่อนก็เอาแต่เก็บตัว แล้วตอนนี้หล่อนอยู่ไหนล่ะ” ผู้พันถาม

“ถามกับคนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แล้วผมจะรู้เรื่องไหมล่ะครับ แม่ก็มักจะอยู่ในครัวเหมือนเดิมไม่ค่อยไปไหนหรอกครับ”

เคิร์กถอนหายใจ เขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของลอร่า นอร์แมนก็แค่เด็กจากคณะละครสัตว์ที่ถูกช่วยชีวิตไว้ก่อนมหาสงคราม เรื่องพวกนี้เขาคงให้คำตอบอะไรไม่ได้ เพราะเขาเองก็ไม่เคยเห็นลูคัสมาก่อน แค่รู้ว่าเป็นลูกของแม่ที่เสียไปนานมากแล้วนั่นเอง

“แต่เธอก็ไม่เลวนะที่สามารถสร้างกองกำลังยอดมนุษย์จากเศษซากสงครามได้”

ผู้พันพ่นควันสีขาวออกมา เพราะตอนที่เขารู้ว่ากองกำลังสวนตัวของเคิร์กมีแต่คนไข้จิตวิปริต พวกตกงาน และเศษเดนของสังคมยุคเก่าทำให้เขาคัดค้านอย่างหนักเลยทีเดียว แต่ก็ต้องทึ่งกับลุคใหม่ของพวกคนที่เคยถูกเรียกว่าเศษเดนที่มีศักยภาพในการรบที่สูงกว่าหน่วยรบพิเศษอเมริกันที่เขาฝึกเองกับมือมากขนาดนั่น

“แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มยาตาแล้วคงจะเรียกว่ายอดก็คงไม่ได้ สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ผมพอจะทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นคงได้แค่การเชื่อใจเท่านั่น” เคิร์กยิ้ม

“ทำแบบนั่นมากๆ ระวังจะเป็นแบบฉันก็แล้วกัน” ผู้พันเอานิ้วโป้งขวาชี้ไปรอยแผลเป็นที่หน้าผากขวา ซึ่งมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่สุดเหมือนถูกอะไรสักอย่างแทงเข้าไปในหัวจังๆ

“แต่คุณก็ถูกช่วยจากคนที่คุณเชื่อใจไม่ใช่เหรอครับ” เคิร์กตอบกลับ

“นั่นสิน่ะ ถ้าหมอนั่นไม่มาช่วยฉัน ฉันคงนอนเป็นผักไปแล้ว”

ผู้พันพูดพร้อมกับดับซิการ์ที่สูบด้วยแขนเหล็กสีดำข้างซ้ายที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง

“อย่างว่าล่ะน่ะ การได้คุยกับเธอทำให้ฉันรู้สึกดีไม่น้อยเลยทีเดียว”

ผู้พันหัวเราะพร้อมกับสวมหมวกเบเร่ต์ของเขา

“ผู้พันเบื้องบนเรียกคุณกับหัวหน้าเคิร์กเข้าพบครับ” นายทหารในเสื้อกล้ามที่ไว้ทรงผมทรงไม้กวาดและมีรอยสักธงชาติอเมริกาที่ไหล่ขวาทำท่าเคารพ

“เข้าใจละ ฉันจะไปเดียวนี้” ผู้พันติดกระดุมที่มือซ้ายและสวมถุงมือเพื่อไม่ให้คนอื่นๆสังเกต เพราะคนที่รู้ว่าแขนซ้ายของเขาเป็นแขนเทียมมีไม่กี่คน

“งั้นเจอกันที่เดิมนะเคิร์ก” ผู้พันตบหมวกและทำวัทยาหัตถ์

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะพาสมาชิกใหม่มาเจอที่นั่นก็แล้วกัน ถ้าพวกเขายังพอมีเวลาเหลือให้ผมอ่ะน่ะ”

เคิร์กทำวันทยาหัตถ์ให้ผู้พันคอบร้า

“ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาหรอก ฉันจัดการเรื่องนั่นให้ก็แล้วกัน”

ผู้พันวางมือก่อนที่จะเดินไปกับทหารคนนั่น

“ที่นั่นอีกแล้วเหรอ มีแต่พวกแก่ๆทั้งนั่น” ริสตี้บ่นอุบอิบ

“งานรวมญาติแบบเดิมก็ดีเหมือนกันจะได้ดื่มสักหน่อย เพื่อเจ้าอลันด้วย”

เคิร์กมองแคปซูลสีฟ้าที่อลันวิจัยขึ้น เพราะสิ่งนี้ทำให้เขาสามารถสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่งได้ ไม่เช่นนั่นความฝันที่จะสร้างกองกำลังเพื่อความสันติสุขของเขาก็ไม่มีทางเป็นไปได้เช่นกัน

“เจ้านั่นมันตายไปแล้ว” ริสตี้พูดปากจู่

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ดีไม่ดีมันอาจจะไม่ตายก็ได้นะ

เคิร์กที่เน้นเสียงประโยคสุดท้ายเอาศอกแหย่ริสตี้ ซึ่งหญิงสาวก็เอาศอกดันศอกที่แหย่เข้ามา

“ตายไปน่ะดีแล้ว” ริสตี้กอดอกเมินหน้าหนี

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นฉันไปก่อน ในฐานะตัวแทนของฉันฝากเธอดูแลคนอื่นๆด้วยล่ะ” เคิร์กทำท่าวันทยาหัตถ์

“ค่ะ” ริสตี้เคารพตามด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ

เคิร์กเดินตามผู้พันทีนำหน้าไปก่อนแล้ว

“เธอไม่เหมือนฉัน เธอยังเติบโตได้อีกมากน่ะ อย่าลืมพาพวกเขาไปเดินบนเกาะนี้หน่อยก็แล้วกัน” เคิร์กพูดและเดินจากไป

“เอาแต่ให้งานเลี้ยงดูอยู่ได้น่ารำคาญชะมัด หัวหน้าเคิร์ก”

ริสตี้เกาหัวของตัวเอง แต่เธอก็ต้องเก็บง่ำคววามไม่พอใจนั่นเอาไว้

“ค่อยไประบายก็ได้” ริสตี้ยิ้มพร้อมกับเสียงกระดูกที่ดังออกมาจากมือ




NEKOPOST.NET