P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 42 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.42 - เช็คแฮนด์


วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 17: 17.

ณ ที่ประชุมลับกลุ่มสการ์เล็ต

พวกเราต้องการข้อมูลทั้งหมดเจ้าหน้าที่พิเศษมาสคิน

เสียงดังขึ้นในห้องสีดำสนิทที่ไร้แสงสว่าง ตอนนี้ในห้องนี้มีแค่จิมมี่เพียงคนเดียวเท่านั้น ขอบเสื้อของเขาเรืองแสงสีเหลืองในความมืดมิด ตรงหน้าเขามีเครื่องฉายภาพรูปทรงสามเหลี่ยมอยู่ ซึ่งมันฉายแค่เสียงและเงาของผู้พูดแค่รางๆเท่านั้น

“นี้ครับข้อมูลทั้งหมด”

จิมมี่หยิบแฟรชไดร์ฟที่ซ่อนไว้ที่เอวออกมาก่อนที่จะเสียบมันเข้าตรงรูเสียบของเครื่องฉายภาพเพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดในทันที

เข้าใจล่ะ เจ้าหน้าที่พิเศษเรายังคงขอให้เจ้าทำหน้าที่เดิมให้ลุล่วง

“รับทราบแล้วครับ” จิมมี่ก้มหัวก่อนที่ภาพโฮโลแกรมจะเพิ่มอีกสองช่องนั้นก็คือภาพเงาของชายอ้วนที่อยู่ด้านซ้าย และเงาของผู้หญิงที่อยู่ด้านขวา

เจ้าหน้าที่มาสคินเราต้องการคำตอบของเรื่องนี้ เงาของชายอ้วนได้ฉายภาพของหวังลี้ขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลของเธอพร้อมกับภาพของเธอที่กำลังถูกพาตัวโดยทีมแพทย์ของอาเซียน

เธอเป็นคนของเวอร์มิลเลี่ยนทำไมถึงมาอยู่กับคุณ

ชายอ้วนถามเพราะการที่มีศัตรูเข้ามาในกองกำลัง แล้วไม่มีการรายงานเรื่องนี้ถึงเบื้องบนถือว่ามีความผิดหนัก

“เธอได้รับอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ และตอนนี้เธอเป็นพวกเดียวกับพวกเรา” จิมมี่ตอบกลับพลางมองไปยังภาพเงาทั้งสามภาพ

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่เธอจะปิดบังเรื่องนี้ได้ และเรื่องที่ตอนนี้ทางอาเซียนได้ปิดล้อมพวกเธอไว้ แถมฉันยังได้ข่าวว่าพวกเธอถูกโจมตีโดยไม่ทราบสาเหตุผู้หญิงในภาพกล่าว เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อองค์กรมาก ตั้งแต่ต้องเสียจุดยุทธศาสตร์อย่างลาริสไป และศาสตราจารย์ฮิลยังถูกระบุว่าเสียชีวิตไปแล้ว มันทำให้องค์กรเสียเปรียบมากขึ้น

“ครับ ผมเข้าใจดี วันหลังผมจะแจ้งเตือนให้เอง”

ไม่ต้องกังวลไปเจ้าหน้าที่มาสคิน ทางเราได้ส่งเจ้าหน้าที่พิเศษอีกท่านไปแล้ว ขอแค่คุณให้เข้าร่วมมือกับเขา ทางเราก็พอจะวางใจได้

ผู้หญิงคนนั้นกล่าวก่อนที่จะดับภาพโฮโลแกรมในทันที

ท่านเสนาธิการได้แสดงความคิดเห็นของท่านไปแล้ว ผมเองก็ต้องพูดเอาไว้หน่อย ชายอ้วนพูดก่อนที่จะฉายแผนที่โลกและค่อยๆซูมไปที่อิตาลี

เราต้องการให้คนสองคนนี้ไปทำภารกิจที่นั้น ภาพโฮโลแกรมฉายภาพของริสตี้และนิลขึ้นมา

“ถ้ากรณีนี้ผมคงต้องบอกคุณลอร่าก่อน เพราะผมไม่สิทธิ์ที่จะออกคำสั่งโดยตรง” จิมมี่ส่ายหัว

ไม่ต้องเป็นห่วงทางเราได้จัดการเรียบร้อยแล้วและลอร่านอร์แมนก็อนุญาตแล้วด้วย พรุ่งนี้ทางเราจะมีเครื่องบินไปรับบอกให้พวกเขาทั้งสองเตรียมตัวเอาไว้ด้วย

เมื่อออกคำสั่งเรียบร้อยภาพของชายอ้วนก็หายไปอีกภาพ

ตามที่ทั้งสองคนบอกเจ้าหน้าที่พิเศษจอร์จ มาสคินกรุณาให้ความร่วมมือด้วย ตอนแรกฉันเองก็อยากให้นายไปทำหน้าที่แต่นายได้รับบาดเจ็บฉันเลยเห็นด้วยที่ส่งพวกเขาทั้งสองคนไปแท เพื่อพิสูจน์ความเชื่อใจของพวกเธอต่อเบื้องบน สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ทางเราเองก็ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างในกรณีที่มันเลวร้ายที่สุด

เงาตรงกลางพูดก่อนที่เขาจะฉายภาพของจิมมี่ในมุมมองต่างๆ

“ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ” จิมมี่ก้มหัว

เมื่อครู่นี้ทางอาเซียนและเวอร์มิลเลี่ยนได้ติดต่อมาหาฉัน ฉันคงต้องฝากหน้าที่ให้เธอต่อไป แต่ระวังตัวไว้ด้วยเจ้าหน้าที่พิเศษมาสคิน เจ้าหน้าที่คนใหม่ไม่ได้เป็นมิตรกับฝั่งนาย เงานั้นพูดเตือนเพราะทางเบื้องบนได้ส่งเจ้าหน้าที่คนใหม่มาซึ่งชื่อเสียงของคนนี้นั้นไม่ค่อยดีนัก

“ฉันคือผู้พเจรท่ามกลางความพินาศ” จิมมี่กล่าวรหัสตามมารยาท

ขอให้โชคดี ภาพโฮโลแกรมหายไป ก่อนที่แสงไฟในห้องนี้จะสว่างขึ้นอีกครั้ง

จิมมี่ยืนในห้องสีขาวที่ดูโทรมๆ และจิมมี่ก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาก่อนที่จะส่งข้อความให้หัวหน้าของเขาในทันที เพราะในห้องนี้มีเครื่องสื่อสารของทางเบื้องบน ซึ่งมันจะดักฟังคำสั่งทุกอย่างทั้งหมดเลยไม่สามารถโทรออกหรือส่งข้อความไปด้านนอกได้ตรงๆ เขาจึงต้องใช้การส่งข้อมูลแบบพิเศษมันจะทำให้เครื่องดักไม่สามารถดักจับได้ แต่มันค่อนข้างเสียงเวลาตรงที่มันต้องค่อยปรับคลื่นอีเลเมนต์ไม่ให้ถูกตรวจเจอ เขาเลยต้องรีบส่งให้เสร็จก่อนที่เบื้องบนจะจับได้และสร้างปัญหาให้เขาอีก

“เจ้าหน้าที่มาสคินกำลังทำอะไรอยู่” ทหารในชุดเกราะหนักสีน้ำตาลที่มีกลไกมากมายเดินเข้ามาในห้อง

“ผมกำลังส่งข้อความไปให้หัวหน้าเคิร์ก เรื่องที่ทางเบื้องบนสั่งมา”

จิมมี่ยังคงส่งข้อความโดยไม่สนใจอีกฝ่าย แต่มือขนาดใหญ่ก็มาจับที่มือของจิมมี่ไว้

“ผมคงไม่อนุญาตให้คุณเปิดเผยคำสั่งพิเศษให้คนอื่นๆได้เจ้าหน้าที่พิเศษ”

ชุดเกราะโลหะได้หยิบแท็บเล็ตของจิมมี่ไปก่อนที่จะบีบจนแตกเป็นชิ้นๆ

“ขอโทษที ผมเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษเฉพาะบุคคล และผมฟังคำสั่งของคุณลอร่าและคุณทรอนซ์เท่านั้น คนอื่นๆผมคงรับฟังไม่ได้”

จิมมี่พูดพร้อมกับโชว์แท็บเล็ตขนาดเล็กออกมาโชว์และมันได้ส่งข้อความไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันเป็นแท็บเล็ตที่ซ่อนอยู่ในเครื่องใหญ่เหมือนเครื่องสำรอง ถ้าเครื่องด้านนอกกำลังจะถูกทำลาย เขาก็สามารถถอดเครื่องเล็กออกมาได้เลย

จิมมี่มองหน้าชุดเกราะขนาดใหญ่ตาไม่กระพริบ มืออีกข้างมีไพ่สีขาวเล็งที่ใต้รักแร้ซึ่งเป็นส่วนที่มีอุปกรณ์ป้องกันน้อยมาก ทำให้ชุดเกราะใหญ่ไม่สามารถขยับได้ถ้าขื่นขยับเขาอาจจะตายได้

“อย่าคิดว่าผมบาดเจ็บอยู่ และพวกคุณจะดูถูกผมได้”

จิมมี่กระทืบเท้าอย่างแรง ห้องสีขาวก็เกิดรอยร้าวมากมายก่อนที่จะแตกออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งด้านนอกห้องมีเจ้าหน้าที่ของอาเซียนได้ใช้อาวุธเล็งมาที่ชุดเกราะขนาดใหญ่ร่วมไปถึงจิมมี่ทุกคน และยังมีคนของกลุ่มสการ์เล็ตที่ถูกจับกุมอีกเป็นจำนวนมาก

ซึ่งได้มีทหารสองคนในชุดเกราะหนักสีเหลืองเดินออกมา ด้านหลังของเขามีชุดเกราะสีเหลืองที่มีลายสีน้ำเงินเดินจามหลังมาบ่งบอกว่าเขาเป็นหัวหน้าของที่นี้

“ทางเราได้ข่าวว่ามีคนพบผู้ก่อการร้ายในสถานที่แห่งนี้ ทางเราเลยมาตรวจสอบ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอคุณอีกครั้ง” หัวหน้าเปิดหน้ากากก่อนที่จะทักทายจิมมี่

“นั้นสิไอ้หัวหน้าแพทย์ มาจับฉันหรือไง” จิมมี่พูดก่อนที่จะเดินเขาไปหยิบกุญแจมือมาสวมด้วยตัวเอง

“ใช่ มีคำสั่งให้ควบคุมตัวพวกคุณผมเลยมาทำหน้าที่” หัวหน้าแพทย์หยิบหัวไอ้โม้งสีดำขึ้นมาสวมให้กับจิมมี่

“มันเล็กไปหน่อยน่ะ รู้สึกเหมือนถูกบีบยังไงไม่รู้” จิมมี่พยายามปรับไอ้โม้งแต่มันก็ยังแคบไปอยู่ดี

“เอาน่า ฉันหาซื้อไม่ทัน ของพวกนี้ถูกสั่งแบนห้ามขาย แค่มีให้แกใส่ก็บุญโห่แล้ว” หัวหน้าแพทย์พูดในยุคสมัยนี้การที่จะมีคนกล้าขายของสำหรับการแกล้งกันถือว่าโง่ เพราะถ้าอีกฝ่ายคิดว่าเป็นของจริงคงเป็นปัญหา ซึ่งในอาเซียนนั้นเคร่งเรื่องนี้มาก การแกล้งกันเกิดกว่าเหตุถือว่าผิดกฏหมายต้องโดนเรียกไปปรับทัศนคติ

“อ่าๆ แล้วพวกคนอื่นๆคงไม่จับไช่ไหม” จิมมี่ถาม

“แค่ได้แกคนเดียวฉันกับลูกน้องก็ได้พักร้อนกับเงินโบนัสแล้ว ดีไม่ดีได้เลื่อนยศด้วย คนอื่นๆไม่ใช่หน้าที่ของพวกฉัน ดังนั้นชั่งหัวมัน” หัวหน้าหน่วยแพทย์พูดพร้อมกดปุ่มบนชุดเกราะของตัวเอง เกราะทีอยู่ด้านหลังก็เปิดออกก่อนที่จะมีโครงเหล็กพับกลายเป็นกรงขนาดใหญ่

“คุณมาสคินกรุณาเข้าไปด้วยค่ะ” ชุดเกราะอีกคนพูดก่อนที่จะเปิดกรง และจิมมี่ก็เข้าไปอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นว่าจิมมี่เข้าไปแล้ว เธอจึงดึงเครื่องจักรที่สะพายอยู่และประกบเข้าที่กรง ก่อนที่มันจะปิดกรงนั้นจนมองเห็นแค่หัวไอ้โม้งเท่านั้น

“เรียบร้อยค่ะ” ชุดเกราะหญิงตรวจสอบความคงทนและระบบป้องกันของกรง ซึ่งมันก็ทำงานเป็นปกติไม่ต้องกังวลเรื่องถูกขัดขวางระหว่างการส่งหมอบตัว “พวกเราพร้อมการเคลื่อนย้ายแล้วครับ เหลือแค่คำสั่งของหัวหน้าเท่านั้น”

ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับอาวุธหนัก เพราะถ้าเกิดถูกโจมตีแล้วทำให้นักโทษหลบหนีหรือเสียชีวิต ทั้งเขาและหัวหน้าคงซวยกันหมด

“เขาใจแล้ว งั้นปล่อยทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องซ่ะ แล้วทำการเคลื่อนย้ายนักโทษโดยด่วน เสร็จแล้วจะได้ไปฉลองกันหน่อย” หัวหน้าแพทย์พูดพร้อมกับหัวเราะ ก่อนที่ลูกน้องของเขาจะปล่อยคนของกลุ่มต่อด้านทุกคนในทันที

“จะปล่อยให้ถูกพาตัวไปไม่ได้” คนๆหนึ่งของกลุ่มต่อต้านพูดขึ้น ก่อนที่คนอื่นที่พึ่งถูกปล่อยตัวจะเริ่มลุกขึ้นมาเช่นกัน ทางฝั่งอาเซียนเองก็หยิบอาวุธ หน่วยสนับสนุนตั้งบังเกอร์พร้อมกับม่านพลัง ทหารของกลุ่มต่อต้านที่สวมเกราะหนักสะบัดแขนและมีมีดดีดออกมา ซึ่งทั้งสองฝั่งพร้อมที่จะประทะกันทุกเมื่อ แต่ฝั่งอาเซียนนั้นมีทหารมากกว่าและทุกคนยังมีอุปกรณ์ครบครัน ส่วนฝั่งสการ์เล็ตเพิ่งถูกปล่อยตัวดังนั้นพวกเขาจึงแทบจะไม่มีอาวุธอะไรอยู่เลย

“พอเถอะ ถ้าเกิดสู้กันขึ้นมาจริงๆ ใช่ว่าทางเราจะชนะน่ะ”

เคิร์กเอามือตบไหล่สมาชิกคนหนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าไปขวางระหว่างการทั้งสองฝ่าย เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อเชิงว่าไม่อยากจะสู้ด้วย

“แต่เราจะปล่อยให้เจ้าหน้าที่พิเศษไปกับพวกอาเซียนไม่ได้น่ะครับ ไม่งั้นทางเบื้องบนคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่” ทหารในชุดเกราะสีน้ำตาลพูดขึ้น

“ดูเหมือนว่าลูกน้องของ แกจะดื้อมากเลยน่ะเคิร์ก” หัวหน้าหน่วยแพทย์พูดพร้อมกับสั่งให้ลูกน้องของตัวเองเก็บอาวุธให้หมด

“ไม่ใช่ ถ้าเป็นลูกน้องในหน่วยของฉันคงจะไม่เสียท่าให้ลูกน้องของคุณสมศักดิ์หรอกครับ” เคิร์กหัวเราะคราวนี้มีเหล่าทหารจำนวนมากโอบล้อมทั้งสองฝ่ายในทันที แต่ที่เด่นที่สุดคือผู้หญิงที่ยืนอยู่บนเนินด้วยสีหน้าเหี้ยม

“ไม่เข็ดหรือไงไอ้ศักดิ์” ริสตี้พูดขณะที่เอามือเท้าสะเอวไว้ ส่วนแขนขวาของเธอก็กำแอปเปิ้ลไว้จนมันแหลกเป็นชิ้นๆ

“ใจเย็นๆหน่อยสิริสจัง” โฮชิพูดกล่อมริสตี้ที่ทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจสุดๆ แต่เธอเองก็ถือปืนพกไว้ในมือ และสีหน้ายิ้มแย้มของเธอก็ดูเหมือนแอบแฝงความรู้สึกที่มืดทะมึนและจิตสังหารที่รุนแรงไม่แพ้กัน

“ถ้าพวกคุณไม่คิดจะสู้ก็ควรจะหลีกทางให้พวกผมน่ะครับ”

สมศักดิ์พูดพร้อมกับโบกมือให้ลูกน้องทุกคนเตรียมเคลื่อนย้าย

เดียวก่อน

ริสตี้ ริสตี้ตะโกนเสียงดังแต่ก็ถูกเคิร์กที่คำรามเสียงดังกว่าห้ามไว้ และเขายังส่ายหัวให้เธอเพื่อไม่ให้เธอทำทุกอย่างตามอารมณ์มากจนเกินไป

“ทุกคนหลีกทางให้พวกเขาด้วย” เคิร์กพูดผ่านเครื่องสื่อสาร เหล่าทหารกล้ามโตก็หลีกทางให้ในทันที และยังมีส่วนหนึ่งไปประกบกลุ่มสการ์เล็ตอีกกลุ่มไม่ให้ต่อต้านด้วย

“สมศักดิ์ หวังว่าจะได้เจอกันอีก” เคิร์กยื่นแขนขวาของเขาออกมา

“เช่นกันเคิร์ก” สมศักดิ์สะบัดมือขวาเป็นคำสั่งให้กับชุดเกราะทำให้เกราะส่วนมือขวาแยกออกและพับกลับด้านข้าง ก่อนที่เขาจะใช้มือจริงๆจับมือของเคิร์ก

“โชคดี เชิญ!” เคิร์กเอามือซ้ายตบไหล่ขวาของสมศักดิ์ก่อนที่จะปล่อยมือเพื่อให้อีกฝ่ายได้ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

สมศักดิ์แบบมือเพื่อให้เกราะสวมเข้าที่มืออย่างอัตโนมัติ ก่อนที่เขาจะขึ้นไปนั่งรถที่เป็นตีนตะขาบเพื่อนำขบวนไปยังที่หมายที่นัดแนะกับเบื้องขน

“หัวหน้าปล่อยมันไปทำไม” ริสตี้ทำสีหน้าเคืองและทำท่าจะชกเคิร์กอยู่รอมร่อ ยังดีที่มีคนในหน่วยเข้ามาคว้าตัวของริสตี้ไว้ แต่ริสตี้ก็ใช้แรงช้างสารของเธอต่อต้าน แต่ก็มีคนในหน่วยเข้ามาล็อกเพิ่มขึ้นไปอีกจนเธอขยับไม่ได้

“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าจิมมี่มันเก่งจะตาย เดียวมันก็กลับมาเหมือนทุกทีไง”

เคิร์กพูดก่อนที่จะชี้นิ้วเพื่อให้ลูกน้องของตัวเองปล่อยตัวหวังลี้ และทันทีที่เป็นอิสระหมัดของหวังลี้ก็พุ่งใส่หน้าของเคิร์กในทันที

หมับ!! เคิร์กใช้มือรับหมัดของริสตี้ได้อย่างแม่นยำโดยที่ระยะห่างระหว่างของจมูก มือที่ใช้รับหมัดของริสตี้ห่างกันแค่ 1 เซนติเมตรเท่านั้น และเขายังใช้แรงเท้าพยุงสมดุลไว้

“ฉันเข้าใจอารมณ์ของเธอดี แต่ใจเย็นๆหน่อยก็ดีน่ะริสตี้”

เคิร์กใช้แรงกดแขนของริสตี้ลง และเมื่อเห็นหน้าของริสตี้หายแดงแล้ว เขาจึงปล่อยมือออก

“ฉันรู้ว่าเธอไม่พอใจเรื่องคำสั่ง แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ เรามาคิดเรื่องที่ว่าจะทำคำสั่งให้เรียบร้อยยังไงดีกว่า” เคิร์กเอามือลูบหัวริสตี้ที่เป็นวัยรุ่นใจร้อน แต่ก็ทำยังได้ในเมื่อเกิดเรื่องตั้งมากมายกับเธอในอดีต

“หัวหน้าแต่จะให้ทำงานกับนิล ดิฉันไม่ไว้วางใจมัน”

ริสตี้พูดอย่างเดือดดาล

“ฉันเองก็คิดแบบริสจังค่ะหัวหน้า มันอันตรายเกินไป ไม่มีหลักประกันอะไรว่านิลจะก่อเรื่อง แถมเจจังเองก็คงตามไปด้วยแน่นอน และถ้าเกิดเรื่องกับเจจังทางเราคงไม่มีหน้าไปพูดกับเบื้องบนแน่ๆค่ะ”

โฮชิเสริมเพราะตอนที่นิลไม่อยู่เจเอาแต่ร้องไห้เสียงดัง เด็กคนอื่นก็ห้ามไม่อยู่ แต่พอได้ข่าวว่าจะได้เจอนิลก็ดีใจมาก และยังแอบลอบขึ้นเรือโดยสารกลับมาที่ลอสแองเจลิสเพื่อมาหานิลโดยเฉพาะ ตอนนี้คงกำลังเฝ้านิลอยู่

“แม่ฉันก็เคยบอกว่าให้เชื่อใจเขานี้ เราต้องเชื่อใจเท่านั้น”

เคิร์กพูดเตือนถึงตอนที่แม่ของเขาลอร่าบอกพวกเขาว่าให้เชื่อใจนิล ซึ่งคนที่เชื่อใจก็ดันเป็นอลันที่ริสตี้เกลียดขี้หน้าที่สุด ผลคือริสตี้ใช้นิลเป็นที่ระบายอารมณ์แบบเดียวกับที่วิลสันโดน

“แต่ว่า” ริสตี้พยายามแย้ง

“เอางี้เดียวฉันจะให้โฮชิโนะและคนอื่นๆไปด้วย จะได้หมดห่วง”

เคิร์กพูดดัก คราวนี้ริสตี้ถอนหายใจเพราะเธอคงจะเถียงต่อไม่ได้แล้ว เธอทำสีหน้าห่อเหี่ยว จนทำให้โฮชิโนะต้องปลอบยกใหญ่

“งั้นเรากลับไปที่จุดนัดพบก่อนก็แล้วกัน เราต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยทุกคนไป” เคิร์กออกคำสั่งสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มสการ์เล็ตจึงออกเดินทางกลับในทันที

“อ่อ อย่าลืมไปรับสมาชิกใหม่ของเราที่ห้องผ่าตัดฉุกเฉินที่ท่าเรือด้วยล่ะ”

เคิร์กออกคำสั่งให้ลูกน้อง เพราะตอนนี้หวังลี้ที่มักจะเจ็บหนักอาการคงตัวแล้วต้องการคนไปรับ และได้ข่าวว่ามีสมาชิกใหม่ด้วย ถ้าเธอมีความสามารถที่ใช้งานได้ละก็ จะได้ให้เธอไปกับริสตี้และนิลซ่ะเลย

 

???? เวลา 23 : 58

“ถึงแล้วเรอะ” จิมมี่ที่สวมถุงไอ้โม้งพร้อมกับอ่านหนังสืออยู่มองไปยังประตูรถ เพราะตอนที่ออกเดินทาง ฝั่งอาเซียนก็ได้ปิดหน้าต่างจนเขามองไม่เห็นอะไรเลย

เขามองไปยังไฟสีแดงที่ส่องสว่างอยู่ที่ประตู ซึ่งสมศักดิ์บอกว่าถ้ามันถึงที่หมายไฟมันจะเป็นสีเขียว ถ้ายังเป็นสีแดงให้คาดเข็มขัดและนั่งอยู่กับที่ถ้าไม่อยากหน้าทิ่มพื้น

ตึง!!!

แรงสั่นสะเทือนจนเขาตัวสั่นถ้าไม่รัดเข็มขัดหัวคงโม่งเพดานไปแล้ว

ปิ๊ง!!

ไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว จิมมี่จึงวางหนังสือและถอดเข็มขัดออก เขาเดินไปที่ประตูก่อนที่จะเอามือวางบนที่แสกนนิ้ว

ไม่ต้องแสกนหรอก เข้ามาเลย เสียงออกมาจากลำโพงห้องจิมมี่จึงใช้มือผลักประตูออก

ข้างหน้าของเขาคือคนจำนวนมากในชุดทหารทั้งตัวที่ยืนเรียงข้างพรมแดงไปจนถึงปลายห้อง ซึ่งทหารทั้งหมดสวมชุดสีเขียวที่มีหางเสื้อสองแฉกยาวไปถึงพื้น พวกเขาสวมหน้ากากคางหม่นสีดำ และสวมหมวกกัปตันสีดำ

“เปลี่ยนไปมากทีเดียว อลังการมากเลยน่ะนั้น”

จิมมี่มองไปยังรอบๆนอกจากทหารที่เรียงแถวข้างพรมแดงแล้ว ยังมีทหารอีกจำนวนมากที่ยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งพวกเขาสวมชุดรัดรูปสำหรับภารกิจและสวมหมวกเบเร่ต์ที่มีต่างกันตามแถว ทำให้รู้ว่าพวกเขามียศต่ำกว่าทหารที่อยู่ข้างพรมแดง

“ก็ต้องเปลี่ยนสิ ตอนที่คุณนาคคุดมาเมื่อ 111 ปีก่อนตอนนั้นพวกเรายังเป็นแค่ลูกเจี๊ยบอยู่เลย” ชายที่ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ปลายทางหันกลับมา ไม่เหมือนทหารคนอื่นเขาไม่สวมหมวกและชุดของเขาก็เหมือนชุดทหารระดับสูงธรรมดา แต่เขาเป็นผู้ชายที่อายุน้อยมากถ้าเทียบกับทหารที่สวมเบเร่ต์ข้างๆ

“ยังอุตส่าห์ขุดชื่อสมัยก่อนปฏิวัติขึ้นมาอีก ต้องยอมรับเลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ” จิมมี่ตบมือให้พร้อมกับเดินบนพรมแดงไปหาชายคนนั้น

“แต่ตอนนี้ฉันใช่ชื่อจอร์จ มาสคินแล้วโปรดจำเอาไว้ด้วย ชื่อนาคคุดมันทุเรศมากทั้งในยุคนี้และยุคนั้น” จิมมี่พูดตอนนั้นเขาได้เดินทางมาที่พื้นที่บริเวณอาเซียนครั้งแรก และมีคนชื่อตั้งชื่อนี้ให้ระหว่างภารกิจ ตอนนั้นเขาไม่ได้ภาษาของพื้นที่เขตนี้ก็เลยรับชื่อนั้นมา แต่ก็มารู้ว่ามันฟังดูอุบาทว์มาก

จิมมี่พูดพร้อมกับมองทหารในห้อง ซึ่งแต่ละคนไม่มีการขยับแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ขยับ ลูกตายังไม่วอกแวกและแววตาที่เยือกเย็น ดูถ้าจะเป็นทหารที่ถูกฝึกมาดีสิน่ะ พัฒนาขึ้นเยอะถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่แทบจะไร้กฎเกฑ์และคอรัปชั่นมากมายจนมันเน่าเหม็นจนเขาไม่อยากอยู่นานๆ

“งั้นขอตอนรับสู่อาเซียนคุณจอร์จ มาสคิน”

ชายคนนั้นเดินมาหาจิมมี่ก่อนที่เขาจะยื่นมือขวามาให้

“จะยังทำงานให้เราอยู่เหรือเปล่า คุณจอร์จ มาสคิน”

เขายิ้มให้ ส่วนจิมมี่เองก็ทำสีหน้านิ่งก่อนที่เขาจะปล่อยรอยยิ้มออกมา

“วันนี้จับมือเยอะจัง แต่ก็เอาเถอะ ถ้ามันไม่ใช่งานเลวๆเหมือนแต่ก่อน”

จิมมี่จับมือ ก่อนที่ทหารในห้องจะปรบมืออย่างพร้อมเพียงกัน




NEKOPOST.NET