P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 41 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.41 - มหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์


วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 17: 13 น.

ณ ท่าเรือลอสแองเจลิส

ยานบินปล่อยแสงเลเซอร์สีส้มใส่บริเวณท่าเรือ ก่อนที่จะมีโกดังหลังหนึ่งปล่อยแสงสีเขียวเข้าที่แผ่นรับสัญญาณใต้ยานบิน

“เราถึงช้าที่กำหนดไปหนึ่งชั่วโมง” จิมมี่ที่กำลังนั่งอยู่บนวีลแชร์มองกำหนดการบนแท็บเล็ต ตอนนี้เขากำลังอยู่ในห้องพยาบาลในยานบินกับนิลที่ตอนนี้ได้สติแล้ว

“ทางเราเกิดเรื่องนิดหน่อย พวกเขาน่าจะให้อภัยพวกเราได้น่ะครับ”

นิลพูดพร้อมกับยิ้มให้แต่สีหน้าเขากลับไม่ดีเอาเสียเลย

“นิล ไม่เป็นอะไรแน่น่ะ” จิมมี่มองดวงตาของนิลดูเหมือนจะดับทุกเมื่อ ตอนนี้นิลกำลังนั่งบนเตียงและมีเครื่องตรวจการเต้นของหัวใจกับวัดคลื่นสมองเช็คอาการตลอดเวลา

“ไม่เป็นอะไรครับ ผมแค่ต้องการเวลาพักสักหน่อย ตอนนี้ผมโอเคขึ้นมากแล้ว” นิลถอนหายใจ เขาไม่รู้ตัวอะไรเลยหลังจากที่เขาได้ยินชื่อที่ชื่อว่า ‘แฟนท่อม’ หัวของเขามันร้อนจนแทบระเบิด และพอเข้ารู้สึกตัวอีกทีเขาก็อยู่ที่ห้องพยายาลแล้ว แต่เขากลับจำคำๆหนึ่งได้

“คุณจิมมี่ครับรู้จักคนที่ชื่อว่า ‘เวรัม’ หรือเปล่าครับ” นิลถามจิมมี่เพราะตอนที่เขาตื่นขึ้น เขาก็พบว่าเวลาเขาจะคิดถึงเรื่องอื่นก็จะเจอคำว่า ‘เวรัม’ เสมอถึงมันจะลางๆก็เถอะ

“ฉันเคยได้ยินน่ะคำนั้น แต่ดูเหมือนจะลืมไปแล้ว ขอโทษทีน่ะนิล”

จิมมี่พูดบ่ายเบี่ยง เพราะชื่อเวรัมนี้เป็นศัพท์ที่อันตรายมากสำหรับคนที่รู้ความหมายของมัน และเขาเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่รู้ ตอนนี้นิลยังจำอะไรไม่ได้ก็ไม่ควรฝืนให้เจอกับชะตากรรมที่เลวร้าย แต่แฟนท่อมรู้เรื่องนี้แล้ว

“คุณดูแปลกๆไปน่ะครับ” นิลถามพร้อมกับหรี่ตาตาม แต่ก็เห็นจิมมี่ที่ยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าเล็กๆ

‘โตและสุขุมขึ้นมากกว่าที่คิดเอาไว้มาก’ จิมมี่นึกในใจ ทุกครั้งที่นิลเกิดหมดสติแบบไม่ทราบสาเหตุ ความคิดของนิลก็จะเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ถ้าไม่อันตรายกับพวกของเขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก

“เออ นิลอย่าลืมกินยาที่อลันให้ไว้ด้วยล่ะ มันน่าจะช่วยควบคุมอาการหมดสติกระทันหันของเธอได้” จิมมี่เตือนเพราะยาที่อลันให้นิลนั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับหวังลี้ก็จริง แต่ก็ของหวังลี้จะเน้นการควบคุมสภาวะร่างกายและจิตใจ ส่วนของนิลจะเน้นไปที่ระบบการทำงานของสมองไม่ให้สมองทำงานมากกว่าปกติ ที่นิลเกิดหมดสติคงเป็นเพราะสมองถูกกระตุ้นมากจนรับไม่ไหว

“ทุกท่านยานบินกำลังลงจอดแล้ว เนื่องจากยานของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก โปรดระวังแรงกระแทก” นักบินค่อยๆลงจอดยานอย่างช้าๆ ส่วนหลังคาของโกดังก็เปิดออกเพื่อให้ยานบินได้ลงจอด ซึ่งไอพ่นหลักกับใบพัดของยานบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ตัวเครื่องสั่นจนกระทั้งมันถึงพื้นดิน

“ยานบินจอดเรียบร้อยแล้ว ปิดหลังคาได้ หน่วยแพทย์ทำหน้าที่โดยด่วนมีคนได้รับบาดเจ็บสาหัส”

เจ้าหน้าที่ในชุดทหารสีน้ำเงินตัดกับสีเหลืองคนหนึ่งพูดผ่านเครื่องขยายเสียง พร้อมกับมีแพทย์สนามพร้อมกับทหารวิ่งเข้ามาที่ตัวยาน

“ประตูได้รับความเสียหายจนเปิดไม่ได้แล้ว พวกคุณพังเข้าเขามาเลย”

นักบินพูดผ่านเครื่องสื่อสาร ก่อนที่ทหารช่างในชุดสีน้ำเงินตัดเหลืองจะใช้ที่ตัดเหล็ก ทำลายประตูในทันที

“พวกเรามาแล้ว ผู้ป่วยอาการสาหัสอยู่ที่ไหน” หน่วยแพทย์ในชุดสีขาวที่มีตราพานสีเหลืองบนพื้นหลังสีน้ำเงินวิ่งเข้ามาถาม

“ตอนนี้มีคนกำลังทำการผ่าตัดฉุกเฉินอยู่ แต่เธอไม่สามารถผ่าตัดได้อย่างละเอียดเชิญทางนี้เลยครับ ส่วนอีกสองคนตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ก็ต้องการหมอเพื่อตรวจสอบอาการแทรกซ้อน” วิศวกรคนหนึ่งวิ่งนำทางเหล่าแพทย์ในทันที ก่อนที่จะมีแพทย์ที่เหลืออีกสามคนไปที่ห้องพยาบาลในทันที

“อ้าวคนของอาเซียนนี้น่าสวัสดีครับ” จิมมี่กล่าวทักทายเล็กน้อย

“สวัสดีครับ อ๊อก” นิลพูดทักทายก่อนที่จะอ้วก

“นี้จอร์จงั้นเหรอ ทุกคนถอยก่อน” เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์คนหนึ่งถอดหน้ากากออก ก่อนที่จะยกแขนห้ามปรามหมอคนอื่นๆ เพราะเขารู้จักสมาชิกสการ์เล็ตที่ลูกเล่นแพรวพราวอย่างจอร์จ มาสคินดี

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ตอนนี้กล้ามเนื้อของผมได้รับความเสียหายอย่างหนัก แค่พูดก็ยังเจ็บทั้งตัว” จิมมี่พูดอย่างยากลำบาก ถึงมันจะไม่ได้เจ็บอะไรมากหนัก แต่นั้นก็ต่อเมื่อนั่งอยู่เฉยๆเท่านั้น

“ก็ได้ทุกคนระวังตัวด้วย ถ้าไม่ยากถูกหักเงินเดือนเหมือนกับฉันก็อย่าไปคุยกับมันให้มาก” หัวหน้าหน่วยแพทย์ออกคำสั่งให้กับลูกน้องของตัวเองให้ระมัดระวัง ต่อให้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่เขาเคยถูกจอร์จเล่นงานจนซวยโดนเบื้องบนหักเงินเดือน แถมยังต้องไปขัดห้องน้ำสาธารณะตั้งครึ่งปี

 “พวกเธอสองคนไปดูอาการของคนที่อาเจียน ส่วนฉันจะดูอาการของจอร์จ มาสคิน” หัวหน้าแพทย์ออกคำสั่งก่อนที่จะใช้เครื่องแสกน แสกนตัวของจิมมี่ เพื่อที่จะให้ยารักษาให้หายไวๆ ส่วนแพทย์หญิงอีกสองคนก็ได้นำเครื่องตรวจเสียบเข้ากับเครื่องวัดการเต้นของหัวใจกับคลื่นสมอง

“หัวหน้าค่ะคนไข้รายนี้มีอาการแพ้อย่างรุนแรง แถมคลื่นควอนตัมสมองยังผิดปกติด้วยค่ะ” แพทย์หญิงดูหน้าปัดที่แสดงผลออกมา คนไข้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง และคลื่นควอนตัมสมองยังขยับขึ้นลงมากเกินไปที่อาเจียนออกมา คงเพราะส่วนของสมองที่ควบคุมการทรงตัวถูกรบกวนคนไข้เลยอาเจียนและหมดสติ

“นี้ให้เจ้านี้กินยาตัวนี้ซ่ะ มันเป็นยาที่ออกแบบให้เขาโดยเฉพาะ” จิมมี่พยายามใช้หัวชี้ไปยังขวดแก้วใส่แคปซูลสีแดงกับสีฟ้า

“แล้วมันต้องใช้สีไหนกันค่ะ” แพทย์หญิงมองขาอย่างงุนงงเพราะปกติยาที่เป็นแคปซูลมักจะเป็นยาที่ใช้เฉพาะทาง การให้ยาพิษอาจส่งผลเสียต่อร่างกายขึ้นรับก็ได้

“ได้ทั้งสองสีครับครับ มันเป็นยาที่ศาสตราจารย์อลัน ฮิลคิดค้นขึ้นมาเพื่อคนไข้รายนี้โดนเฉพาะ เขาน่าจะคาดการณ์ผลกระทบตั้งแต่แรกได้”

“ศาสตราจารย์อัจฉริยะอลัน ฮิลคนนั้นเหรอ” แพทย์หญิงคนหนึ่งทำสีหน้าตกใจ เพราะอลัน ฮิลได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เธอเคยเห็นศาสตราจารย์ฮิลในข่าวที่จบปริญญาเอกสาขาการแพทย์ได้ตั้งแต่ยังเล็ก และยังจบการศึกษาที่สถาบันฝึกสอนพลังอีเลเมนต์ด้วย ในตอนนั้นเขากำลังเริ่มโปรเจกต์ลับบ้างอย่างกับทางสหพันธ์ จนมีข่าวลือว่าเขาจะเป็นคนได้รับรางวัลโนเบิลคนต่อไป แต่เขาก็หายสาบสูญไปก่อนที่โปรเจคจะสำเร็จ ทางสหพันธ์ก็ส่งคนค้นหาแต่ก็ไม่มีวี่แวว

“ใช่ครับ อลัน ฮิล เขาเป็นคนคิดค้นยานี้ขึ้นมาเพื่อรักษาอาการผิดปกติของคนที่ได้รับผลกระทบของอีเลเมนต์ไวรัส ดังนั้นมันจึงได้ผลแน่นอน”

อลันบอกซึ่งที่จริงเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันได้ผลจริงหรือเปล่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอาการของนิลเป็นผลกระทบของอีเลเมนต์ไวรัสหรือเปล่า และต่อให้เป็นก็ไม่แน่ใจว่าจะรักษาได้หายขาด เพราะอลันพึ่งคิดค้นยานี้ได้ไม่นานและคนที่ได้ลองยาเป็นกลุ่มแรกก็มีนิลกับหวังลี้สองคนที่ได้ทดสอบ คงต้องลองฤทธิ์ยาตรงนี้แหล่ะ

“เขาเป็นคนของศัตรูเราจะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่าค่ะหัวหน้า”

แพทย์หญิงอีกคนถามพลางใช้ที่คีบ คีบยาแคปซูลสีแดงออกมา

“ให้เขาลองไปเถอะ ยังไงซ่ะนั้นก็คนของพวกมันเอง ถ้าจะตายก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรพวกเรา”

หัวหน้าออกคำสั่งก่อนที่จะฉีดยาเข้าไปในตัวของจิมมี่โดยไม่สนใจ

“แต่ว่า...” แพทย์หญิงอีกคนพูดพูด เพราะในฐานะคนที่เป็นหมอแล้วการที่เอายาอันตรายให้คนไข้ทาน มันจะผิดจรรยาบรรณคนเป็นแพทย์

“งั้นก็ปล่อยให้มันตาย เพราะเราเองก็ไม่มีความสามารถที่จะรักษาคนไข้ที่ติดพิษเพราะอีเลเมนตไวรัส” หัวหน้าบอกพร้อมกับดูหน้าปัดที่แสดงสภาพร่างกายของจิมมี่ เพราะพวกเขามาที่นี้ด้วยคำสั่งของเบื้องบน การอยู่ที่นี้เป็นเวลานานคงจะไม่ดีต้องเร่งรักษาให้เสร็จและรีบไป

“ค่ะ” แพทย์หญิงคนแรกรับคำสั่งและฉีดยาแก้ปวดให้นิลก่อนที่จะใช้นิ้วแหย่เข้าไปในปากของนิล และอ้ามันออก

ส่วนอีกคนก็ได้นำยาทั้งสองสีแหย่เข้าไปในคอของนิลด้วยที่คีบของเธอและปล่อยมันลงไปก่อนที่จะปิดปากของนิล

“อัตราการเต้นของหัวใจลดลง คลื่นสมองลดลงมากกว่าปกติ!”

แพทย์หญิงคนหนึ่งมองที่กราฟที่ตอนนี้มันต่ำจนเกือบเป็นศูนย์

“อย่าเพิ่งใจร้อนไป” หวัหน้าหน่วยแพทย์เอาที่ฟังเสียงหัวใจทาบลงบนอกของนิล ถึงเสียงที่เขาได้ยินมันจะเบามาก แต่มันก็ยังคงเต้นอยู่และเสียงมันก็ค่อยๆดังขึ้น พร้อมกับกราฟที่ค่อยๆเพิ่มตัวเลขขึ้น

“นี้เป็นของดีน่ะเนี่ย” หัวหน้าหน่วยแพทย์หยิบยาแคปซูลขึ้นมาดู ก่อนที่จะหยิบตัวยาอย่างละสีออกมาใส่ในขวดกันกระแทกของเขา

“ถ้าฉันจะขอยานี้ไปตรวจสอบดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรน่ะ คุณมาสคิน”

“ตามสบายขอแค่ไม่เอาไปหมดฉันก็ไม่ว่าอะไร” จิมมี่กล่าวเพราะทางเขาก็ต้องนำยานี้ไปเพื่อรักษาคนไข้คนอื่นๆอีก และนิลคงต้องใช้ยานี้อีกนาน

“อย่าคิดว่าฉันเจ้าเล่ห์เหมือนคุณ ถึงจะเหมือนโหดแต่เวลาทำอะไรก็ต้องมีสัจจะ อีกอย่างแค่ได้เห็นข้อมูลของผู้ป่วยกับตัวยานี้มามันก็เพียงพอที่มหาสหพันธ์รัฐเอเชียอาคเนย์จะได้เปรียบ”

หัวหน้าหน่วยแพทย์พูดพร้อมกับโชว์สัญลักษณ์ของเขาอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของมหาสหพันธ์รัฐเอเชียอาคเนย์ที่เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลก

ในปัจจุบันหลังมหาสงครามโลกครั้งที่สามทำให้อเมริกาที่เป็นเป้าของมหาอำนาจอื่นล่มสลายจนกลายเป็นรัฐย่อยๆ และขั้วอำนาจที่ขึ้นมาแทนก็มี มหาสหพันธ์โลกที่พยายามร่วมอำนาจการปกครองไว้เป็นจุดเดียว แต่ก็มีบางขั้วอำนาจที่ขึ้นมาค้านอำนาจซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือมหาสหพันธ์รัฐเอเชียอาคเนย์ที่ได้รวมประเทศทั้งหมดในกลุ่มอาเซียนเดิม แถมยังรับผลกระทบของสงครามนิวเคลียร์กับสงครามไวรัสน้อยที่สุดจึงมีผู้คนมากมายหลีภัยมาทำให้เป็นขัั้วอำนาจที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่สามของโลก ซึ่งมากพอที่จะค้านอำนาจกับมหาสหพันธ์โลกและจีนได้เลย

“เอาเถอะครับ ถ้าพวกคุณพอใจแล้วก็ควรไปช่วยอีกคนที่อาการสาหัสน่ะครับ” จิมมี่พูดก่อนที่จะขยับแขนกับขาของเขาที่ตอนนี้ขยับได้แล้วถึงจะยังไม่สามารถพับแขนได้สุดแต่ก็ดีขึ้นมาก

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมได้รับการติดต่อว่าผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้ว”

หัวหน้าหน่วยแพทย์ยื่นแท็บเล็ตของเขาให้ดู ซึ่งตอนนี้หน่วยแพทย์ได้นำร่างของหวังลี้ใส่ไว้ในหลอดฟื้นฟูที่จะปล่อยอนุภาคอีเลเมนต์ซ่อมแซมร่างกายแล้ว

“แต่ก็แปลกน่ะครับที่มีไซบอร์กที่มีร่างกายใกล้เคียงเนื้อมนุษย์มากขนาดนี้”

“ก็ไม่เห็นแปลกก็นี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยน กับอลัน”

“หึ งั้นก็ไม่แปลกแล้วล่ะที่ได้เห็นของดี แต่ฉันขอยืนตัวหล่อนไปสักคืนจะได้ไหม เดียวพรุ่งนี้จะคืนให้”

“เห้ยๆ มันเกินไปมั้ย” จิมมี่แย้งเพราะดูแล้วคำขอนี้มันจะล่ำเส้นเกินไปหน่อย

“ไม่เกินไปหน่อยหรอก ทั้งที่เป็นศัตรูแต่ต้องช่วยพวกคุณมากขนาดนี้ ทางเราก็ต้องเอาของคืนให้คุ้มหน่อย” หัวหน้าหน่วยแพทย์ถอดหน้ากากก่อนที่จะยี้ฟันให้ ทางจิมมี่เองก็ส่ายหัว เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่กลางดงทหาร เขาในตอนนี้ไม่สามารถที่จะสู้ได้ ส่วนวิลสันกับวิลคนเดียวคงจะรับมือไม่ไหว และเขาต้องรีบติดต่อกองกำลังหลักให้ได้เร็วที่สุดดังนั้นคงต้องยอมอย่างเดียว

“แต่อย่าไปทำอะไรหล่อนล่ะ เธอเองก็เป็นคนน่ะ”

จิมมี่พูดก่อนที่จะพยายามลุกขึ้นอย่างช้า เพื่อจะไปหยิบเครื่องสื่อสารไร้สาย

“เอ้านี้ อย่าคิดอะไรแผลงๆล่ะ ฉันไม่ชอบความรุนแรง” หัวหน้าหน่วยแพทย์หยิบเครื่องสื่อสารของตัวเองให้จิมมี่

“ขอบใจล่ะกัน” จิมมี่รับเครื่องสื่อสารก่อนที่จะกดเบอร์โทรศัพท์

“สวัสดีค่ะใครค่ะ” เสียงของหญิงสาวที่นุ่มนวลดังออกมาจากเครื่องสื่อสาร ซึ่งเสียงนั้นทั้งมีมารยาทและอ่อนช้อยจนคนเจ้าหน้าที่อาเซียนที่ใช้เครื่องดักฟังแอบฟังเนื้อหาอยู่ถึงกับเคลิ้ม

“นี้ฉันเอง”

“ใครเหรอค่ะ ดิฉันได้ยินเสียงคุณไม่ค่อยชัด” อีกฝั่งถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทางจิมมี่เองก็เครียดเพราะกล้ามเนื้อเขาตึงทุกส่วน ทำให้เสียงของเขาเปลี่ยนไปอีกฝ่ายคงจะไม่เคยได้ยินเสียงนี้แน่

“ฉันจิมมี่เอง” จิมมี่พูดก่อนที่จะใช้นิ้วอีกข้างมาอุดหูของตัวเองเอาไว้

“....”

“.....”

จิมมี่แกอยู่ที่ไหนกันห๊า!!!!!” เสียงดังทะลุโสตประสาทจนจิมมี่หัวสั่น ส่วนเจ้าหน้าที่ที่แอบฟังอยู่ถึงกับตัวดีดกันเป็นแถบ

“ใจเย็นๆริสตี้ ตอนนี้ทุกคนบาดเจ็บกันหมด ช่วยเบาๆหน่อย”

จิมมี่พูดก่อนที่จะคลายนิ้วที่อุดหู

อย่าอ้าง! แกอยู่ที่ไหน!

ริสตี้ตะคอกใส่โทรศัพท์จนจิมมี่ต้องดึงเครื่องสื่อสารออกจากหู เพราะมันเสียงดังมากขึ้น ถ้ายังขืนใช้หูแนบฟังอีก คงได้หนวกเข้าสักวัน

“ตอนนี้พวกเรา..”

นั้นมันวิลสันนิ นี้แกถูกพวกอาเซียนจับงั้นเหรอ!

“ขอโทษ” จิมมี่พูดขณะที่เอาเครื่องสื่อสารวางบนโต๊ะ แต่เสียงที่แสนเดือดดาลของริสตี้ก็ดังจนคนทุกห้องได้ยินทุกคน

“เออคือ..”

หุบปาก แกอยู่ในยานนั้นใช่มั้ย!

ริสตี้ตะโกนเสียงดังมากขึ้นทางจิมมี่เองก็เอามือถูแขนตัวเอง เพราะเสียงสุดดังความถี่สูงของริสตี้ทำให้เขาปวดกล้ามเนื้อมาก

หัวหน้าจะทำอะไร อย่าเพิ่งฉันยังพูดไม่จบ เดียวก่อนสิค่ะ”

เมื่อได้ยินเสียงที่ค่อยๆหายไปของริสตี้ จิมมี่จึงมองที่เครื่องมือสื่อสาร เขามองคนอื่นๆในห้องที่ใช้นิ้วอุดหูของตัวเองกันหมด

“ครับ หัวหน้า” จิมมี่พูดพร้อมกับกับใช้นิ้วก้อยแคะหู เสียงนรกแตกของริสตี้ทำเขาหูอื้อไปหมด และคนของอาเซียนคนอื่นที่อยู่นอกประตูต่างมองเข้ามาในประตู จิมมี่จึงส่ายมือว่าไม่มีอะไร พวกเขาจึงกลับไปประจำตำแหน่งเหมือนเดิม

“ไง จิมมี่ ฉันได้ยินเรื่องที่พวกนายถูกโจมตีแล้ว ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

เคิร์กพูดผ่านโทรศัพท์

“ผมคงจะสู้ไม่ได้ไปสัปดาห์หนึ่ง หวังได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนิลตอนนี้ไม่เป็นไร แล้วจิมมี่ล่ะครับ” จิมมี่ถามเคิร์กเพราะริสตี้เจอวิลสันเข้าให้แล้วตอนนี้คงจะ...

“เห้ย อย่ามั่วแต่มองไปช่วยเขา เดียวเขาก็ตายหรอก”

“ไม่ต้องบอกก็ได้ครับ” จิมมี่พูดก่อนที่จะหรี่เสียงเพราะเข้าได้ยินเสียงคำรามของริสตี้กับเสียงร้องโหยหวนของวิลสันที่ฟังแล้วเหมือนเสียงของวิญญาณเหี้ยนที่กำลังทุกข์ทรมาณ




NEKOPOST.NET