P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.4 - มุมมองของแต่ละคน


วันที่ 11 มีนาคม ปี ค.ศ. 2042 เวลา 15:04 น.

ชั้นใต้ดิน B2F ของโรงพยาบาลลาริส

 

มีชายสองคนกำลังตระเตรียมอะไรบ้างอย่าง ในห้องที่มีแต่ลังแปลกๆ

“เอาล่ะ แค่นี้ก็เรียบร้อย เฮ้! วิลสัน รีบขึ้นไปรายงานกับผบ.ก่อน เดียวคืนนี้ยังมีหน้าที่ต้องเคลียร์กันอีก”

“เข้าใจล่ะจิมมี่ เดียวเช็คสักแปปแล้วกัน ฉันขี้เกียจขึ้นๆลงๆ เอามันให้ชัวร์ไม่งั้นเดียวมันยุ่งอีก”

“คุณจิมมี่ทำอะไรอยู่ค่ะ”

มีเสียงสาวน้อยดังขึ้นมา จนทำให้ชายทั้งสองหันไปทางเดียวกัน

“ไม่มีอะไรหรอกเจ พวกน้าก็แค่มาเตรียมวัตถุดิบนิดๆหน่อยๆ เดียวเย็นนี้พวกเรามีของอร่อยๆกินกัน”

ชายที่ชื่อจิมมี่ตอบกลับ ก่อนที่เด็กสาวจะถามอะไรไปมากกว่านี้

เด็กสาวทำหน้างุนงง พลางบิดคอไปมา

“แล้ว ต้องไปบอกคุณยายที่โรงอาหารเหมือนเดิมสิน่ะค่ะ”

เด็กสาวตอบเสียงใส และชายที่วิลสันจะเสริมต่อ

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ไปบอกคุณยายเขาก่อนเลย เดียวพวกน้ายังทำธุระไม่เสร็จ ถ้าเสร็จ พวกน้าจะไปหาคุณยายอีกที”

“งั้นหนู ไปตอนนี้เลยค่ะ”

เด็กสาวยิ้มอย่างเริงร่า ชายทั้งสองจึงยิ้มกลับ ก่อนที่เด็กสาวจะวิ่งขึ้นบันไดไป

ชายทั้งสองเมื่อเห็น เด็กสาวจากไป จึงเลิกยิ้มก่อนที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไป

“นี้จิมมี่ พวกเราต้องหลอกเธออีกนานเท่าไรกัน ฉันรู้สึกอึดอัดเป็นบ้า”

“จนกว่าที่เธอจะทำใจจาก ‘เรื่องนั้น’ ได้ไม่งั้นสิ่งที่พวกเราทำไปมันจะสูญเปล่ากันหมด”

“เหอะ ชายชาติทหารอย่างเราสองคนช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยใช่มั้ย”

“ถูกของแก วิลสัน”

จิมมี่ตอบกลับพร้อมย้ำกับสหายว่า

“แต่ตอนนี้ ทางเบื้องบนสั่งให้พวกเราดูแลเชลยนั้น รู้ไหมหมายความว่ายังไง”

“เฮ้ยไง แกเปลี่ยนเรื่องเฉยยังงั้นฟ่ะ” วิลสันแย้งขึ้นมาในทันที

“อย่าเพิ่งถามฉัน ฉันถามว่าแกเข้าใจความหมายที่ฉันสื่อไหม”

จิมมี่ถามผู้เป็นสหาย ซึ่งผู้เป็นสหายฟังแล้วก็นิ่งไปก่อนที่จะส่ายหน้าไปมา

“เฮ้อ! วันๆ รู้แต่ทำสงคราม ไม่หัดคิดอย่างอื่นเลย”

คำพูดของจิมมี่ทำให้วิลสันแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก

“ก็ฉัน ไม่ใช่แกนี้ว่าจิมมี่ ฉันมันก็แค่พวกด้อยการศึกษา จะไปรู้ได้ยังไงเล่า”

จิมมี่ฟังเช่นนี้ก็เดินไปยังลังประหลาดใกล้ ก่อนที่จะกวักมือเรียกสหายของตนเองให้ทำหน้าที่ต่อ ก่อนที่จะพูดว่า

“งั้นบอกให้ก็ได้ ถ้าดูผิวเผิน ก็เหมือนต้องการคนเพิ่มหรือไม่ก็ต้องการสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้านั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่”

จิมมี่พูดขึ้นมาพลางมองหน้าผู้เป็นสหาย ซึ่งก็อย่างที่เขาคาด วิลสันทำหน้างุนงงกับคำพูดของตน จิมมี่เลยกล่าวเสริม

“เอางี้ แกคิดว่าถ้าพวกเราดูแลเจ้านั้นเราจะได้ประโยชน์อะไร และจะได้โทษยังไง”

วิลสันครุ่นคิดก่อนที่จะทำท่าอ่อ ก่อนที่จะตอบว่า

“พวกเราได้ประโยนช์ที่ได้คนเพิ่ม โทษคือเจ้านั้นเป็นคนของสหพันธ์ แต่ก็แค่ความจำเสื่อม มันจะได้ความทรงจำกลับมาก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น มันคงเล่นพวกเราจนเละแน่ พวกเบื้องบนที่รังเกียจเราจะได้ไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อยใช่มั้ย”

วิลสันกอดอกพลางพยักหน้า สนับสนุนแนวคิดตนเองเต็มที่

ก่อนที่สหายตัวเองจะดีใจในเรื่องที่ไม่สมควรจะดีใจ จิมมี่จึงแย้งขึ้นมาเพื่อเตือนสติเขา

“คิดยังงั้นมันก็ถูก แต่ทุกเรื่องล้วนมีอีกด้านของมันอยู่ ถึงจะทำให้มันสวยหรู่แค่ไหนก็ตาม”

“แต่ก็ไม่ต้องสนมันหรอกม้าง พวกเราก็ส่วนพวกเรา ยังไงขอแค่ไม่คิดที่จะรับผิดชอบก็โอเคแล้วมั้ง นายชอบคิดทุกเรื่องในแง่ลบอยู่เรื่อยหัดคิดเรื่องอื่นๆในแง่ดีหน่อยเถอะเพื่อน”

อีกฝ่ายพูดแทรกทันที เพราะเขาไม่ชอบเรื่องที่มันยุ่งยาก แต่เพื่อนเขาเป็นพวกเอาจริงเอาจัง รีบเบรกเรื่องแบบนี้ได้เร็วแค่ไหนยิ่งดี

ก่อนที่จะถูกอีกฝ่ายพูดทับในทันที

“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ความคิดนาย เอาเถอะถ้ามันมีผลเสียเล็กๆน้อยๆ อย่างที่แกพูดมันก็ดีไป แต่มันไม่ได้มีแค่นั้นนี้สิ”

ห่ะ กลุ่มเราล่มนี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แล้วอย่างไหนที่แกที่เรียกว่าร้ายแรง

วิลสันแหกปากในทันที กับความคิดลับลมคมในของเพื่อนตัวเอง

จิมมี่หันหน้ากับไปยกลังต่อ ก่อนที่จะพูดอย่างเงียบๆ

“ถึงจะมีคนคิดในแบบของนายก็ตาม ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่เป็นพวกสองหน้า ทุกคนล้วนมีด้านที่ไม่อยากให้คนอื่นๆเห็น แม้แต่ฉันกับแก”

จิมมี่พูดพลางใช้มืออีกข้างชี้นิ้วไปยังวิลสัน แล้วกล่าวต่อ

“แต่เจ้านั้นที่เพิ่งความจำเสื่อม ก็เหมือนคนที่ไม่เคยเจออะไรทั้งสิ้น ต่อให้เจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหนก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก ในทางกลับกันถ้าเจ้านั้นทำอะไรผิดก็คงเป็นธรรมดาที่จะไม่รู้สึกผิด เหมือนกับแกตอนเด็กๆ ที่ชอบบี้แมลงแล้วไม่รู้สึกอะไรนั้นแหล่ะ พอที่จะเข้าใจอะไรบ้างหรือยัง”

วิลสันยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ยกของขึ้นทันที

“งั้นก็แสดงว่า พวกเขาคิดจะใช้พวกเราลองของเจ้านั่นก่อนใช่ไหม ถ้าใช่ประโยชน์ได้ ก็เอาไปใช้เลย ถึงเวลาก่อนที่เจ้านั่นจะได้ความทรงจำกับมา ก็แค่ส่งมันไปตายแค่นั้น ก็หมดเรื่อง ได้ใช้งานไม่พอ แถมยังกำจัดคนของสหพันธ์ได้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”

จิมมี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะวางลังให้อยู่ด้วยกัน

“ดูเหมือนจะพอเข้าใจแล้วสิน่ะ แต่นี้ก็แค่ความคิดของฉัน คนอื่นจะคิดยังไงฉันไม่รู้หรอกน่ะ แต่ถ้าเป็นเบื้องบนที่ไม่ได้อยู่สถานการณ์เดียวกับเรา แล้วค่อยสั่งงานอย่างเดียวก็คงต้องคิดอย่างงั้นแหล่ะ”

แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกใช่มั้ย

ทั้งสองคนหันไปยังต้นเสียงก็พบหญิงชราไม่ชุดผ้ากันเปื้อนยืนอยู่เบื้องหน้า

“อ้าว! ยายมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” วิลสันถามด้วยความตกใจ

“คงมาฟังที่พวกเราทั้งสองคนพูดเมื่อกี้สิน่ะ มีอะไร คุณแม่ของหัวหน้านอร์แมน”

จิมมี่ตอบด้วยท่าทางไม่ร้อนรนแม้แต่น้อย ก่อนที่จะตั้งใจฟังคำพูดของอีกฝ่าย

“ก่อนหน้านี้ขอพูดเรื่องที่ พวกเธอหลอกหนูเจ ฉันรู้ว่าในลังนั้นเป็นอาวุธ ไม่เห็นต้องโกหกว่า เป็นวัตถุดิบของเย็นนี้เลย”

หญิงชราส่ายหน้าด้วยความไม่พอใจ

“ถ้าสักวันหนูเจ เธอพอที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วตัวของเธอจะทำยังไง”

หญิงชราถอนหายใจ

“สภาพจิตใจของเธอยิ่งไม่ค่อยดีนัก แต่ก็คงช่วยไม่ได้ เรื่องอาหารเดียวฉันจะจัดการเอง”

หญิงชราหันหลังก่อนที่จะมุ่งหน้าไปที่บันได แต่ก่อนที่จะจากไปได้ทิ้งคำพูดไว้ว่า

“สิ่งที่เบื้องบนคิดจะทำกับหนูนิล ยายแก่คนนี้ขอไม่รับฟังล่ะคนหนึ่ง อีกอย่างจิม ต่อให้วางแผนได้ดีแค่ไหน มันก็ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้ร้อยเปอร์เซ็น บนโลกนี้น่ะมีตัวแปรมากมาย ดีไม่ดีทางที่หนูนิลเลือกอาจจะนอกเหนือจากที่คิดก็ได้”

“เดียวก็รู้เอง”

หลังจากหญิงชราจากไป ทั้งห้องก็เหลือเพียงลมหายใจของคนสองคนเท่านั้น

ก่อนที่ความเงียบงั้นจะถูกทำลายลงด้วยเสียงพูด

“นี้จิมมี่ นายคิดยังไงกับสิ่งที่คุณยายพูด” วิลสันถามอีกฝ่ายที่กำลังทำถ้าครุ่นคิดอยู่ ก่อนที่จะเห็นอีกฝ่ายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

แต่ไม่ทันที่จะสะกิด อีกฝ่ายก็เดินไปตรงทางออกแล้ว

“เฮ้ย จะไปไหนจิมมี่ เรื่องที่ถามยังไม่จบเลย”

อีกฝ่ายตอบกลับด้วยความเฉื่อยชา

“ฉันให้คำตอบนายไม่ได้แล้ว ก็อย่างที่เธอบอกตัวแปรที่ทำให้เลือก จนผลทั้งหมดกลับตาลปัตรมันเยอะเกินไป จนคิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์ หัดคิดเองสักหน่อยก็แล้วกัน”

ก่อนที่อีกฝ่ายจะเน้นหนักว่า

“งานในห้องนี้เคลียร์แล้ว แกยังจะยืนทำซากอะไรอีก”

“เอ่อ....”

ดูเหมือนฝ่ายถามจะเพิ่งรู้ตัว ก่อนที่จะวิ่งเกาหัวตามเพื่อนของตัวเองไป

 

เวลา 18:17 น. ที่โรงอาหารของโรงพยาบาล

มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังรับประทานอาหารกันอยู่ โดยที่หนึ่งในนั้นกำลังหยิบช้อนตักอาหารอย่างยากลำบาก

“นี้นิล! ตักอย่างนั้นไม่ได้ ต้องจับช้อนอย่างนี้”

เด็กชายคนหนึ่งในกลุ่มพูดพลางสาธิตให้ดู แต่อีกฝ่ายก็ยังใช้มือกำช้อนเพื่อตักอาหารเหมือนเดิม

“สอนยากน่ะเนี่ย เลิกสอนดีกว่ามั้ยสตีฟ” ฟลิบพูดแขวะเพื่อนที่กำลังสอน คนที่อายุเยอะกว่าต้น ว่าด้วยวิธีการกินอาหารที่ถูกวิธีอยู่

จนเหลือบไปเห็นคนที่อายุมากกว่าทำตาปริมๆก่อนที่จะมีน้ำไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง

“แง่!!! เขาก็พยายามแล้วอ่ะ แต่ก็ทำไม่ได้สักทีอ่ะ ใช้มือมันง่ายกว่าอ่ะ”

นิลร้องไห้ออกมา ก่อนที่จะปาช้อนทิ้งใข้มือจ้วงกินทั้งอย่างนั้น

“นี้สตีฟ เราจะทำยังไงดี ดูเหมือนพี่แกจะไม่คิดฟังพวกเราเลยสักนิด” ฟลิบถามสตีฟด้วยความอับจนปัญญา

ก่อนที่จะมีเสียง ตะโกนเสียงดังพร้อมน้ำเสียงแสดงความเจ็บปวด

เพียะ

หนึ่งคำก็อ่ะ สองคำก็อ่ะ เลิกบ่นสักที ถ้ายังใช้มืออีกแม่จะตัดมันทิ้ง

เเง ตบเขาทำไมอ่ะ มันเจ็บอ่ะ

นิลพูดไปจับแก้มที่โดนตบพลางร้องไห้ไปด้วย

เพียะ

บอกให้เงียบยังไง ถ้ายังร้องอีกไม่ใช่แค่ตบหน้าแน่

เป็นริสตี้นั้นเองที่ตบหน้านิลอย่างแรง ทำให้นิลกลับไปใช้ช้อนกินข้าวพร้อมกับข่มน้ำตาไม่ให้ร้องออกไป

เด็กทั้งสองคนดูฉากเมื่อครู่นี้ด้วยสีหน้าสยองจนถึงที่สุด ก่อนที่จะเห็นเด็กอีกคนเดินมา

“อ้าวไปไหนมาโรโต้ ไม่เห็นมาช่วยสอนนิลเลย” ฟลิบพูดเมื่อเห็นน้องชายตัวเองเดินเออระเหยมา

“ก็แค่ไปหาคนที่สามารถทำให้การสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกอย่างเรียกว่า ‘พี่นิล’ สิ ” โรโต้ตอบพลางดู คนที่ตัวเองเรียกว่า ‘พี่นิล’ กำลังจะร้องไห้ออกมา พร้อมกับเสียงตบแก้มที่ดังจน ทั้งหมดสะดุงไปตามๆกัน

“นี้น่ะ วิธีช่วยของแก เดียวก็โดนตบจนสลบแบบเมื่อวานหรอก”

ฟลิบพูดด้วยสีหน้าโกรธเล็กน้อย ก็เป็นจริงอย่างที่ฟลิบบอก เนื่องจากเมื่อวานพวกเขาทั้งหมดเล่นกันจนดึก ริสตี้ต้องตามให้ไปอาบน้่ำนอนกัน แต่ดูเหมือนนิลจะยังอารมณ์ค้างเล่นมากไปหน่อย เลยโดนริสตี้ตบแก้มจนสลบไปเลย

“แก้มยังช้ำไม่หาย ยังต้องมาโดนตบอีกนี้ พี่ริสตี้หยุดเถอะครับ” สตีฟพูดพลาง ดูไปยังนิลที่ตอนนี้แก้มช้ำแล้วยังมีรอยแดงลึกอีก

ดูเหมือนหญิงสาวจะเพิ่งรู้ตัว เลยหยุดมือ

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน ถ้ายังพูดไม่รู้เรื่องอีกคราวหน้างดข้าว”

ริสตี้พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว จนเด็กทั้งสามต้องเขาไปดูแลคนที่อายุมากกว่าที่น้ำตากำลังนองหน้า แต่ก่อนที่จะได้พูดปลอบใจ

“เอ้าล่ะ ทุกคนได้เวลาอาบน้ำแล้วจ้ะ”

จนทุกคนต้องแหงนหน้ามองไปยังนาฬิกาที่แขวนอยู่

“ตายแล้วดึกขนาดนี้แล้วหรอเนี่ย” ริสตี้อุทานออกมา เพราะเวลาบนนาฬิกา ณ ตอนนี้คือ 20.12 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เธอต้องพาพวกเด็กๆเข้านอนแล้ว

“โฮชิ พาเด็กๆไปอาบน้ำก่อนเลย เดียวฉันตามไป” ริสตี้ตอบอย่างกระอักกระอ่วน เพราะดูท่าเมื่อครู่นี้เธอจะซ้อมอย่างมันมือไปหน่อยเลยลืมดูเวลาไป

“โธ่ ริสจัง ไม่ต้องเครียดมากก็ได้ นีคุงเจ็บตัว ส่วนริสตี้จังก็ลืมกินข้าวมันแย่น่ะ”

โฮชิโนะพูดพลางชี้ไปยังนิลที่ตอนนี้ที่เจกำลังโอ่อยู่ ซึ่งเธอกับเจจะกินข้าวด้วยกันเสมอ เนื่องจากเจน้ำตาไหลง่ายมาก ถ้าริสตี้ต้องทำให้เจร้องไห้เพราะดุด่าพวกเด็กผู้ชายก็คงไม่ดีแน่

“แล้วจะให้ทำยังไง มันดื้อกว่าพวกเด็กๆอีกน่ะ” ริสตี้แย้ง

“พี่นิลไม่ได้ดื้อน่ะค่ะ อีกอย่างพี่ริสตี้อย่าพูดว่าพี่นิลไม่ใช่คนสิค่ะ”

เจพูดแย้งคำพูดของริสตี้ทันที

ริสตี้พูดไม่ออก เพราะดูเหมือนเจจะติดกับชายคนนี้มาก เมื่อคืนก็พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจะได้นอนกับชายที่กำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้า

“พี่ริสตี้พูดไม่รู้เรื่อง” เจทำปากจู้ด้วยสีหน้าไม่พอใจก่อนที่จะพูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนอึ้งกันหมด

“พี่นิลค่ะ ไปอาบน้ำกับหนูเถอค่ะ”

“ไม่ได้น่ะเจ” สตีฟแย้ง

“จะบ่าเรอะ ยัยโง่” ฟิลิบตะโกนด่า

“...” โรโต้ไม่ได้พูดอะไร

“ไม่ได้น่ะ เจ! หนูจะไปอาบน้ำกับคนอันตรายแบบไม่ได้น่ะ” ริสตี้พูดด้วยความร้อนรน ถึงอีกฝ่ายจะความจำเสื่อม แต่ก็คนของสหพันธ์ซึ่งเป็นศัตรูของพวกเธอ

ไม่รู้ล่ะ หนู่จะอาบกับพี่นิล!!” เจพูดจบก็จูงมืออีกฝ่ายเข้าห้องน้ำในทันที

ทุกคนพากันอึ้งกันหมด จนกราะทั้ง

“งั้นเดียวฉันเข้าไปอาบกับทั้งสองคนดีกว่าริสจัง ฉันเป็นห่วงเจจัง ไม่ต้องห่วงถ้านีจังคิดตุกติกฉันไม่ปล่อยไว้หรอกน่ะ”

โฮชิโนะเป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบ ทำให้ทุกคนอึ้งกันหมด

“ไม่ได้พวกเราไม่ไว้วางใจเราจะอาบด้วย” ฟลิบ พูดอย่างหนักแน่นเชิดหน้าไปอีกทาง พร้อมทั้งมีของเหลวสีแดงไหลออกมากจากจมูกอย่างน่าพิศวง

“คนอื่นเข้ามาไม่ได้น่ะจ้ะ”โฮชิโนะพูดพลางเอานิ้วแตะปากตัวเอง ก่อนที่จะพูดว่า

“เดียวคืนนี้คงมีฉัน เจจัง และนีจังนอนด้วยกันนั้นแหละ” โฮชิโนะพูดอย่างมีลับลมคมในพลางมองไปยังริสตี้

“เดียวก่อน!! ฉันจะเอาด้วย”ริสตี้พูดเสียงหนักแน่นก่อนที่จะชี้ไปยังเด็กผู้ชายอีกสามคนที่เหลือ

“พวกแกห้ามเข้ามาเด็ดขาด ถ้าเขามาตาย!!”

เด็กชายทั้งหมดต่างพากันกลืนน้ำลายก่อนที่จะเห็นสองสาวจูงเด็กสาวกับผู้ชายที่มาที่หลัง แต่กลับได้เข้าไปยังสรวงสวรรค์อย่างง่ายได้

เมื่อทั้งที่คนเดินไปจนลับตา

“อิจฉา ว้อย!!!!!” ฟลิบคำรามด้วยความอิจฉา

ก่อนที่โรโต้ กับ สตีฟจะใช้มือตบไหล่ฟลิบเพื่อพาพวกเขาทั้งหมดไปอาบน้ำด้วยความเศร้าใจ

 

หลังจากทั้งหมดจากไปก็มีเสียงพูดว่า

“ก็บอกแล้วว่า ‘เดียวก็รู้เอง’ ”

หญิงชราเดินออกมาจากประตูลับอีกด้านที่อยู่ติดกับโรงอาหาร

“ถ้าทางตัวแปรที่ทำให้เรื่องกลับตาลปัตร จะเป็นสิ่งสำคัญของพวกเรา”

จิมมี่ยังคงพูดด้วยสีหน้าเฉื่อยชา

“เห้! หมายความว่ายังไง” วิลสันพูดพลางมองหน้าทั้งสองคนไปมา

“ก็หมายความว่า.....”

ก็หมายความว่า เจ้าคนของสหพันธ์นั้นเลือกที่จะเป็นอย่างอื่นมากกว่าที่จะดึงความทรงจำของตัวเองกลับมา หมากที่เบื้องบนวางไว้เลยรวนหมด มันก็เท่านั้นแหล่ะ

หญิงชรามองไปยังคนที่พูดแทรกตนเองเมื่อกี้ ก่อนที่จะยิ้มออกมา

“อ้าว หนูอลันอยู่ด้วยเรอะ” หญิงชราพูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ตอนนี้ ผมอายุ 27 แล้ว เลิกเรียกผมว่า ‘หนู’ สักทีเถอะครับ”

หมออลันดันกรอบแว่นขึ้นก่อนพูดออกมาว่า

“ผมพนันได้เลยว่า นิลน่ะต่อให้ได้ความทรงจำกับมาก็คงไม่กลับไปยังสหพันธ์แน่นนอน ในเมื่อที่นี้มีสิ่งที่เขาอยากจะปกป้องที่สุด”

หลังพูดจบ อลันก็เดินจากไป ตามด้วยหญิงชราที่อมยิ้มสักพักก็เดินจากไปเช่นกัน

“พวกเขาพูดอะไรกัน แกรู้ไหมไอ้เกลอ”

วิลสันถามเพื่อนของตัวเองก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มก่อนเดินจากไป พร้อมพูดคำเดิมว่า

“ก็บอกไปแล้วนิ ฉันตอบไม่ได้ตัวแปรมันเยอะเกินไป หัดคิดเองสักหน่อยก็แล้วกัน”

 




NEKOPOST.NET