P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 38 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.38 - ปัญหาใหม่


วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 10: 00 น.

ณ ท่าอากาศยานส่วนตัวของอับดุลตรงแนวสันเขาเมืองโร้คโดมินิค

“ขอบใจที่อำนวยความสะดวกให้น่ะ” จิมมี่พูดพร้อมกับเช็คสัมภาระของตัวเองให้เรียบร้อย ทั้งอาวุธ เสบียงและเครื่องแบบ เพราะพวกเขาต้องรีบออกเดินทางให้ถึงลอสแองเจลิสภายในพรุ่งนี้เช้า เพื่อที่จะได้สมทบกับพวกพ้องกลุ่มสการ์เล็ตที่รออยู่ที่นั้น และต่อเรือไปหมู่เกาะฮาวายให้ได้เร็วที่สุด ยิ่งไปถึงช้าพวกพ้องที่ลอสแองลิสก็ยิ่งแฝงตัวลำบากมากขึ้น เนื่องจากเมืองเล็กๆนอกจากเขตปกครองที่โคลอมเบียเริ่มถูกโจมตีจากพวกหมาใน ทำให้ทั่วโลกเพิ่มมาตราการป้องกันมากขึ้น ยิ่งเมืองลอสแองเจลิสที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ของโลก จึงทำให้มีกองกำลังทหารและหุ่นรบมากมายเป็นทุ่นเดิมอยู่แล้ว มันก็ทำให้การตรวจขันมากขึ้น

ซึ่งอับดุลได้มอบยานบินขนส่งทางอากาศที่มีระบบ VTOL ในตัวทำให้สามารถออกตัวได้โดยไม่ต้องใช้ลานวิ่ง ตอนนี้วิลสันได้ขึ้นไปสแตนบายเรียบร้อยแล้ว

“หึ ขออวยพรให้ถูกจับไวๆก็แล้วกัน” อับดุลพูดพร้อมกับสวมหน้ากากสีทองของตัวเอง

“เช่นกัน หวังว่าเมืองจะพินาศไวๆ” จิมมี่สวนกลับทำให้เหล่าการ์ดติดอาวุธชักอาวุธออกมาอย่างพร้อมเพียงกัน แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยสัญญาณจากอับดุล

“โดโรธีพร้อมจะไปหรือยัง” อับดุลเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะการทำตัวตีสองหน้า ไม่ใช่เรื่องที่เขาชอบเท่าไร

“ค่ะ ท่านพี่” โดโรธีเดินออกมาพร้อมกับหวังลี้ ซึ่งสาวใช้ได้สวมชุดคลุมสีขาวที่พี่ชายของเธอให้ไว้ พร้อมกับสวมฮิญาบเธอ ส่วนหวังลี้ก็ใส่ยูนิฟอร์มสีแดงตัวเก่งเหมือนเดิม แถมยังช่วยโดโรธีแบกสัมภาระด้วย

ตอนนี้สีหน้าของโดโรธีไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะเธอไม่เคยออกจากบ้านเลยนั้นเอง

“สบายใจได้น้องพี่ของที่พี่เตรียมให้คงจะเป็นประโยชน์ให้น้องไม่มากก็น้อย” อับดุลพูดขึ้นเพื่อทำให้โดโรธีสบายใจขึ้น เพราะเด็กคนนี้เขาเอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ และนี้เป็นครั้งแรกที่เธอคนนี้ต้องออกเดินทางโดยไม่มีเขาค่อยอยู่ด้วยเป็นครั้งแรก มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ แต่ก็เพื่ออนาคตของหล่อนในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปไม่จบสิ้น เขาก็ต้องยอมเสี่ยงเพื่อเส้นทางชีวิตของเธอเองที่จะเกิดขึ้น

“คุณผู้หญิงฝากดูแลน้องสาวของฉันด้วย”

“ค่ะ ฉันจะช่วยคุณดูแลเธอเอง” หวังลี้พูดพร้อมกับยิ้มให้ เมื่ออับดุลเห็นนัยต์ตาสีเดียวกันกับโดโรธี เขาก็ไว้ใจได้เปราะหนึ่งว่า น้องสาวของเขาคงจะปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง และชุดที่โดโรธีใส่อยู่ก็เป็นชุดที่เขาได้มาเมื่อวานจากผู้หญิงที่ชื่อมารี เธอบอกว่าชุดนี้จะสามารถป้องกันแรงกระแทกและแรงระเบิดได้ในระดับหนึ่งโดยไม่มีลอยขีดข่วน เขาเลยมั่นใจว่าน้องสาวเขาจะไม่เป็นไร

“แล้วอีกคนละ” อับดุลถามเพราะเหมือนในกลุ่มที่จะขาดคนไปคนหนึ่ง

“นิลเหรอ เห็นว่าไปเข้าห้องน้ำ เดียวก็คงมา” จิมมี่พูดขึ้นเพราะเขาเห็นนิลวิ่งเข้าห้องน้ำ และนิลก็แสดงท่าทีเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น เขาคิดว่าตอนนี้นิลน่าจะสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปบอกใครก่อนแล้ว

“แฮ่กๆ ขอโทษครับที่ผมมาช้าไปหน่อย” นิลวิ่งเข้ามาพร้อมกับแบกกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย

“ดูเปลี่ยนไปหน่อยน่ะ” อับดุลมองไปยังนิลที่บรรยากาศเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนแรกที่เขาเห็นเมื่อวาน

“มันจะโตเร็วไปหน่อยไหม” จิมมี่วิเคราะห์ถ้านิลเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้นเรื่อยๆอาจจะเกินผลกระทบต่อองค์กรไม่มากก็น้อย เพราะลอร่าเองก็แก่ตามวัยของเธอ เธอจึงไม่อาจสามารถที่จะป้องกันนิลได้ตลอดไป

“ไปเอาอะไรมาน่ะกระเป๋าใหญ่เบ้อเร่อเลย” จิมมี่มองไปยังกระเป๋าที่นิลแบกอยู่ ซึ่งมันใหญ่มาก

“เมื่อวานผมไปซื้อของในเมืองมา กะเอาไปฝากพวกเจด้วย” นิลพูดพร้อมกับโชว์ของฝากมากมายที่เขาซื้อมา ตั้งแต่ขนมยันของเล่นเด็กมากมาย

“งั้น วิลสันลงมาช่วยแบกของก่อน”

“เห้ย! ไงงั้นล่ะ ทำไมแกไม่ยกเองล่ะ” วิลสันตะโกนเสียงดังเขาอุตส่าห์เข้ามาก่อนคนแรก ข้างล่างเองก็มีตั้งหลายคนทำไมต้องให้เขาทำเรื่องแบบนี้ตลอดด้วย

“อย่าบ่นมาก ฉันกำลังคุยธุระกันอยู่ หวังลี้กับโดโรธีเองก็มีของต้องแบก นายว่างนายก็ต้องลงมา” จิมมี่พูดหลักเหตุผลง่ายๆให้กับวิลสันฟัง ทำให้เขาต้องลงมาอย่างช่วยไม่ได้

“เอ้า ฮึบ แมร่งหนักฉิบหาย” วิลสันตะโกนเสียงดัง แต่ไม่มีใครเห็นใจมีเพียงแค่นิลที่ช่วยวิลสันยกเท่านั้น จิมมี่เองก็เห็นว่านิลสามารถแบกวิ่งได้สาบายๆ เพราะของในนั้นดูแล้วไม่น่าจะหนักมาก วิลสันคงจะบ่นมากเพื่อที่หนีเหมือนปกติ

“เอ้า เรามาจับมือกันตามมารยาทดีกว่า” จิมมี่ยื่นมือขวาให้อับดุลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“เอาสิ” อับดุลที่สวมหน้ากากสีทองจับหมูเช่นกัน เมื่อทันทีที่เขาจับมือก็มีเสียงดังขึ้นในหัวของเขา

‘ระวังตัวด้วยอับดุล’

‘หึ เช่นกันไอ้แก่ คงต้องให้คุณดูแลโดโรธีเหมือนกับที่คุณคอยดูแลผมด้วย’

‘ไม่ต้องห่วงโดโรธีน่ะนอกจากฉันแล้วยังมีหวังลี้อีกคนค่อยช่วยด้วย และตัวเธอเองก็เป็นคนมีความสามารถแต่แค่ไม่เคยใช้มันเป็นชิ้นเป็นอัน’

‘ฝากด้วยลุงจิมมี่’ อับดุลทำสีหน้าเศร้าแต่เพราะหน้ากากที่เขาสวมอยู่จึงทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้านี้ได้

‘ได้อยู่แล้วไอ้หนู’ จิมมี่ยิ้มให้ก่อนที่เขาจะเก็บมือ

“งั้นไปล่ะอับดุล” จิมมี่โบกมือก่อนที่จะเดินขึ้นยานบินไป

“ตามสบายจิมมี่” อับดุลโบกมือให้ก่อนที่ประตูยานบินจะปิดลง

“ท่านอับดุลยานบินจะออกตัวในอีกไม่ช้า ได้โปรดให้ทุกคนออกไปจากโซนนี้ด้วย” คนขับยานบินส่งสัญญาณมาหาอับดุล

“ทุกคนถอยเข้าไปในม่านพลังก่อน” อับดุลสั่งให้ผู้ติดตามทุกคนถอยเข้าไปในม่านพลังที่ๆระบบป้องกันรังสีที่นี้กางไว้

“จุดออกตัวเคลียร์ ออกตัวได้” นักบินกดปุ่มออกคำสั่งบนหน้าปัด เพดานจึงเปิดออกทำให้แสงแดดที่รุนแรงสาดส่องเข้ามาในทันที ยานบินสีขาวรูปทรงคล้ายกระสวยอวกาศค่อยๆลอยขึ้นด้วยใบพัดที่อยู่ด้านข้างตัวเครื่อง

“โชคดีน่ะ โดโรธีถ้ามีอะไรก็บอกพวกเราเดียวพวกเราไปหา ถ้าพวกมันทำเรื่องชั่วๆพวกเราจะถล่มมันเอง”

ผู้ติดตามอับดุลต่างตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน เพราะอยู่ดีๆคนที่อยู่ด้วยกัน จะลาจากโดยไม่ทันตั้งตัวก้ทำให้พวกเขาเศร้าใจมาก และยังไม่ลืมข่มขู่คนอีกกลุ่มไม่ให้ทำเรื่องไม่ดีกับโดโรธีด้วย

“เออ หัวหน้าไม่ต้องไห้ก็ได้ครับ” ผู้ติดตามอับดุลคนหนึ่งเอามือลูบหลังเจ้านายตัวเองที่ กำลังร้องไห้อยู่ถึงจะสวมหน้ากากไว้แต่น้ำตาก็ทะลักออกมาเหมือนน้ำตกเลย

“ฉัน..ฉัน โห่” อับดุลร้องไห้เสียงดังเพราะน้องสาวที่เขารักเหมือนลูกสาวได้ออกไปจากชีวิตเขาแล้ว ทำให้เขาร้องไห้หนักมาก และผู้ติดตามก็ต้องมาโอ่เจ้านายตัวเองแทนที่จะสาปแช่งพวกจิมมี่

“เปิดระบบพรางตัว” ผู้ช่วยนักบินอีกคนใส่รหัส ทันทีหลังจากที่ยานบินลอยเหนือเพดานเล็กน้อย ยานบินก็ค่อยๆหายไปจากสายตาของผู้คน ร่วมไปถึงหน้าจอเรดาร์

“จะทำการจุดชนวนในอีก 3..2..1..จุดชนวนได้”

ยานบินพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง เสียงแหวกอากาศดังสนั่นก่อนที่เสียงจะหายไป

“อับดุลให้พวกเรานั่งของดีนี้หว่า” วิลสันกระโดดบนโซฟาที่เด้งดึ้งได้เหมือนแทรมโพลีนที่เป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ที่มากมายของยานบินนี้

“เราแค่ยืมมันเพื่อให้เราถึงที่หมายได้เร็วขึ้นวิลสัน ถ้าเราไปถึงแล้ว เราก็ต้องคืนมันให้อับดุล”

จิมมี่พูดแย้ง พลางมองออกไปยังนอกกระจกนิรภัยที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้ชัดเจน และสามารถบอกได้ว่ายานบินนี้บินได้เร็วขนาดไหน

“ถ้าเราบินด้วยความเร็วขนาดนี้เราจะถึงจุดนัดพบภายใน 3 ชั่วโมง”

หวังลี้ตรวจสอบข้อมูลความเร็ว สภาพอากาศทั้งหมดทำให้รู้ว่าวันนี้สภาพอากาศเป็นใจมาก ซึ่งมันเร็วกว่าการเดินทางแบบอื่นมาก ถ้าไปทางรถก็ต้องใช้เวลา 3 – 5 วันขึ้นกับสภาพอากาศและภูมิประเทศ แต่เราใช้เวลาทั้ง 2 วันครึ่งก็สามารถไปถึงที่หมายได้ เพราะเธอได้ข่าวจากจิมมี่ว่ากลุ่มที่ออกเดินทางก่อนพวกเธอนั้นเพิ่งถึงลอสแองเจสิสเมื่อไม่นานนี้เอง

“เราจะควรเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนลงจอดน่ะ โอ๊ะ”

นิลที่กำลังจัดกระเป๋าร้องเสียงดังทำให้เหล่านักบินคนอื่นๆหันมามอง

“ห้องน้ำไปทางไหนครับ” นิลเอามือกุมเป้าก่อนที่คนอื่นจะถอนหายใจกับไปยุ่งกับหน้าที่ของตัวเอง

“เดินไปทางด้านหน้าและหันซ้ายจะเจอค่ะ”

โดโรธีบอกทางให้นิล ก่อนที่นิลจะวิ่งไปเข้าห้องน้ำ ตอนนี้เธอนั่งนิ่งๆไม่ทำอะไรทั้งสิ้น คงเป็นเพราะเธอยังไม่ค่อยชินกับสภาพตอนนี้มากนัก ต้องบอกว่าตั้งแต่การแต่งตัวเพระปกติเธอเป็นคนรับใช้ แต่ตอนนี้เธอใส่ชุดเหมือนชุดคลุมฮู้ดรัดรูปมากกว่าเสื้อทางศาสนาเลยไม่ค่อยชินเท่าไร เห็นว่าพี่ชายของเธอเลือกมันให้เธอเพราะมันมีระบบปกป้องผู้สวมใส่ เธอก็เลยสวมมัน และพยายามตัดแต่งมันให้เรียบร้อยที่สุด

เหตุผลที่สองคงเป็นเพราะคนกลุ่มนี้ทำตัวไม่เรียบร้อยและไม่เหมาะสมมาก ร่วมไปถึงจอร์จ มาสคินที่เป็นศัตรูเก่าของเธอ

“ขออุปกรณ์สื่อสารหน่อย” เสียงของจิมมี่ทำให้โดโรธีเก็บสีหน้าให้นิ่งที่สุด เพราะเธอจะทำให้เกียรติของอับดุลพังเพราะเสียงนินทาไม่ได้

“นี้ฉันจอร์จ มาสคินทางนั้นเป็นยังไงบ้าง” จิมมี่คุยผ่านระบบสื่อสารบนยานบิน “อ่ะจิมมี่นี้ฉันเองเคิร์กสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ พวกเราเตรียมเรือไว้แล้ว แล้วพวกนายเป็นยังไงบ้างในตอนนี้” เคิร์กถามเพราะตอนนี้พวกจิมมี่น่าจะอยู่ในทะเลทรายห่งความตายที่ร้อนระอุและอันตรายมาก

“ตอนนี้สบายดี อับดุลให้ฉันโดยสารโดยยานบิน พร้อมกับนักบินอีก 4 คน” จิมมี่พูดพร้อมกับมองภายในตัวเครื่องถ้าไม่นับพวกเขากับโดโรธีแล้วก็มีนักบิน ผู้ช่วยนักบิน กับวิศวกรอีกสองคน

“งั้นเหรอ เข้าใจล่ะ งั้นนายมาเจอกับฉันที่ใต้ทางด่วนที่พิกัดนี้น่ะ ส่วนคนอื่นๆให้ไปรอที่สนามเด็กเล่นที่พิกัดนี้”

“มีงานอะไรให้ฉันทำหรือไง” จิมมี่ถามเพราะให้เขาไปเจอแค่คนเดียวในที่ลับตาคนคงมีงานอะไรให้เขาทำ ซึ่งเขาก็เป็นพวกรับทำงานสกปรกในองค์กรด้วย

“เปล่าเห็นว่าเหล่าผู้บัญชาการอย่างมีอะไรคุยกับนาย ส่วนรายละเอียดฉันไม่รู้”

“เข้าใจล่ะ งั้นฉันขอตัดสายแค่นี้ล่ะ”

“เดียวก่อน ยังไม่เสร็จ” เคิร์กตะโกนเสียงดัง “ถ้าจะคุยเรื่องงานก็ควรพูดรวดเดียว มีอะไรอีกล่ะ” จิมมี่พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เพราะเขามักจะเป็นคนที่ได้งานลำบานกว่าคนอื่น ดังนั้นก็ควรรู้งานทั้งหมดเขาจะได้กำหนดตารางได้สะดวก

“ไม่ใช่งาน แค่จะบอกว่าถ้าคุยกับพวกหัวดื้อนั้นเสร็จ คืนนี้มาดื่มกันหน่อยมั้ย” เคิร์กพูดพร้อมกับฉายภาพร้านเหล้าให้จิมมี่ดู

“ก็ได้ ฉันเอาด้วยมีใครไปบ้าง”

“ริสตี้กับโฮชิน่าจะมาอยู่แล้ว แกก็ลองชวนหวังลี้มาด้วยสิเพื่อจะได้มีอะไรคุย”

“จะลองดูก็แล้วกัน งั้นฉันดับสายล่ะ”

“อ่ะ งั้นเจอกัน”

“ตู๊ด”

“เฮ้อ มีงานอะไรอีกล่ะ พวกสติไม่ดีชอบสั่งอะไรแปลกๆ” วิลสันบ่นเพราะพวกระดับสูงต่างเป็นพวกเอาแต่ใจและมักสั่งคำสั่งแบบยากๆให้พวกเขาลำบาก

“พวกเขาเป็นผู้นำ พวกเขาต่างมองนายที่ไม่เต็มเต้ง” จิมมี่แย้งเพราะคนที่มักทำเรื่องบ้าๆก็มีแค่วิลสัน ซึ่งกิตติศัพท์ชื่อนี้โด่งดังมากจนสาขาอื่นขององค็กรก็จักวิลสัน

“เห้ยพวกเขามองฉันไม่เต็ม ฉันก็มองพวกเขาไม่เต็มเหมือนกัน”

‘ฉันเห็นด้วยกับคำพูดของจิมมี่น่ะ วิลสัน’

“ไอ้เวรวิลนี้แกก็เห้นด้วยเหรอ” วิลสันตะโกนด่าวิลหลังจากที่เขาได้ยินเสียงของวิลนินทาในหัวของเขา

‘ฉันไม่ชอบแกที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาสองคนดูต่ำทรา...’

ตู้ม

เสียงระเบิดดังพร้อมกับยานบินที่สั่นจนวิลสันกระเด็นตกจากเตียง หวังลี้คว้าตัวของโดโรธีไว้ไม่ให้เหวี่ยงไปตามแรง ส่วนจิมมี่ใช้มือคว้าที่ๆนั่งคนขับไว้ได้ทัน

“เกิดอะไรขึ้น” จิมมี่ถามคนขับ “ส่วนท้ายของยานบินเกิดระเบิดทำให้ตัวเครื่องกับท่อไอพ่นหลักได้รับความเสียหาย ส่วนปีกได้รับความเสียหายเล็กน้อย”

คนขับพูดพร้อมกับดูภาพโฮโลแกรมของเครื่องบินที่เป็นสีเขียว แต่ส่วนท้ายกลายเป็นสีแดง และส่วนปีกขวามีสีเหลืองขึ้นมาเล็กน้อย

“เราต้องลงจอดฉุกเฉินไม่งั้น ตัวยานจะได้รับความเสียหายมากกว่านี้และอาจระเบิดได้”

วิศวกรประจำเครื่องพูดขึ้น เพราะกราฟแสดงการทำงานของยานบินบ่งบอกว่าอุณหภูมิในตัวเครื่องยนต์สูงขึ้นที่ละนิด ทำให้เขาต้องปิดท่อเชื่อมเชื้อเพลิงเพื่อไม่ให้ความร้อนสูงเข้าไปยังจุดเก็บเชื้อเพลิง

“ฉันคิดว่าพวกเราคงจอดตรงนี้ไม่ได้” หวังลี้พูดหลังจากที่เธอมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างนอก คำพูดของเธอทำให้คนอื่นมองไปยังข้างล่าง ที่มีบางสิ่งวิ่งอยู่บนพื้นทราย ซึ่งก็คือพวกหมาในที่รูปร่างคล้ายเสือที่มีร่างเป็นโครงเหล็กสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์ ตามตัวมีแสงไฟสีแดงส่องออกมา ส่วนตาเคลือบด้วยกระจกสีดำ พวกมันกำลังวิ่งไล่ตามยานบินนี้ด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ยานบินเริ่มบินช้าลงพร้อมกับระดับความสูงที่ลดลง

“เราจะจอดตรงนี้ไม่ได้” จิมมี่พูดพร้อมกับออกคำสั่งให้นักบิน

“ครับ เราจะลองประคองเครื่องให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีวิธีเดียวคือการใช้ไอพ่นสำรอง แต่แรงระเบิดเมื่อครู่ทำให้ระบบการเชื่อมต่อกับแผงควบคุมได้รับความเสียหาย เราต้องไปที่ห้องเครื่องเพื่อลงมือเอง ผมต้องการให้พวกคุณช่วยไปที่ห้องเครื่องเพื่อซ่อมแซมชั่วคราว พวกเราจะได้เร่งความเร็วสูงสุดเพื่อไปยังสถานที่ปลอดภัยได้”

วิศวกรกล่าวพร้อมกับฉายภาพห้องเครื่องที่อยู่ตรงส่วนท้ายของตัวเครื่อง

“รู้แล้ว หวังลี้ มากับฉัน วิลสันปกป้องที่นี้เอาไว้ ฉันรู้สึกได้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลที่นี้” จิมมี่พูดออกมา เพราะอยู่ดีๆส่วนท้ายของยานบินก็เกิดระเบิดขึ้น และจากภาพโฮโลแกรมเขาถึงรู้ว่าส่วนท้ายของมันมีระบบลดแรงกระแทกร่วมไปถึงโลหะป้องกันภายนอกที่หนา การที่ทำลายมันจำเป้นต้องใช้เวลามาก แต่มันกลับถูกทำลายได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวทั้งที่ระบบเซนเซอร์กำลังทำงานอยู่ แสดงว่าต้องมีบางสิ่งที่ไม่ได้รับเชิญติดมากับยานบินแน่ ดีไม่ดีที่ตรวจสอบไม่พบก็แสดงว่ายานบินนี้ได้ถูกวางยาไว้ตั้งแต่แรก เขาคงต้องไปตรวจสอบระบบหลักเพื่อดูความเสียหาย

จิมมี่เลยต้องการให้หวังลี้ที่มีร่างกายอเนกประสงค์สารพัดประโยชน์(มีม่านพลังป้องกันร่วมไปถึงมีระบบแอนตี้ไวรัสที่สุดยอดมากที่อลันได้คิดค้นและติดตั้งไว้) มากับเขาจะได้ป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน

“งั้นพวกเราไปล่ะ ดูแลตัวเองด้วย” จิมมี่พูดพร้อมกับถอดชุดนอกออก เผยให้เห็นว่าอาวุธมากมายก่อนที่เขาจะสวมชุดเกราะเบาไว้อีกชั้น

“ดิฉันไปก่อน โดโรธีดูแลตัวเองด้วยค่ะ” หวังลี้พูดพร้อมกับถอดชุดนอกของเธอออกเช่นกัน คราวนี้สามารถสังเกตร่างกายที่เป็นเครื่องได้ชัดเจน ร่วมไปถึงม่านพลังสีขาวคลุมร่างกายของเธออีกชั้น และมีหน้ากากโลหะสีดำโผล่ข้างหูก่อนที่จะสวมเพื่อปกป้องส่วนใบหน้า

“ค่ะ ดิฉันไม่คิดจะเป็นตัวถ่วงใครตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

โดโรธีพูดพร้อมล้วงผ้าม่านสีขาวออกมาจากกระเป๋ากับคลี่ผ้าม่านนั้นออก

“พวกคุณมาหลบด้านหลังผ้าม่านนี้ก่อนค่ะ” โดโรธีกางผ้าม่านคลุมบริเวณที่นั่งคนขับและให้ทุกคนในห้องที่อยู่ตอนนี้เขามาหลบด้านหลังผ้าม่านก่อนที่มันจะมีออร่าสีดำเกิดขึ้นตรงด้านตรงข้ามคนขับ

“ดิฉันจะบิดเบือนมิติตรงนี้ไว้ให้ค่ะ มันพอที่จะป้องกันได้ในระดับหนึ่ง”

โดโรธีพูดออกมาพร้อมกับกางพลังบางๆไว้

“เป็นกำแพงที่สะดวกดีน่ะ” วิลสันชมขณะที่มองกำแพงที่เกิดจากผ้าม่าน ในกองกำลังสาขาที่เขาอยู่นั้นแทบไม่มีใครที่มีพลังใช้ป้องกันตรงๆได้เลย

“ได้แค่ชั่วคราวขอแค่ไม่ฝืนมากไปค่ะ”โดโรธีพูดถึงพลังอีเลเมนต์ของเธอที่สามารถบิดเบือนมิติทางกฎฟิสิกส์เพื่อที่จะเข้าไปซ่อนตัวในมิติเฉพาะของเธอได้โดยที่เธอสามารถเคลื่อนไหวและมองเห็นทุกอย่างในมิตินั้นได้ร่วมไปถึงเดินทะลุกำแพงได้ถ้าเธอต้องการ แต่เธอก็ต้องใช้สมาธิอย่างมากในการควบคุมพลังและถ้ามีปรากฎการณ์อะไรเกิดขึ้นในโลกภายนอกมันก็จะมีผลกระทบต่อโลกของเธอด้วยเพราะพลังของเธอทำลายสมดุลทางฟิสิกส์ และสิ่งโดยรอบก็พยายามจะทำให้มันกลับมาสมดุลอีกครั้งเธอจึงใช้นานมากไม่ได้

เมื่อก่อนเธอเคยใช้พลังครั้งแรกและเท้าของเธอได้จมลงไปในพื้นคอนกรีต ตอนนี้รอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนเท้าทั้งสองข้างก็ยังคงอยู่ เธอเลยฝึกควบคุมมากขึ้น จนตอนนี้เธอสามารถแตะสิ่งของต่างๆในโลกบิดเบือนได้แล้วและสามารถพาคนอื่นนอกเหนือจากเธอเข้าไปข้างในได้สองคน แต่ก็ได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น




NEKOPOST.NET