P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 37 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.37 - การประชุมสุดยอดผู้นำ (ค้าพลอยหรือค้าอาวุธ?)


วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 9: 00 น.

ณ ห้องอาหารชั้นดาดฟ้าโรงแรมเมืองโร้คโดมินิค

“เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ดีจริงๆ” วิลสันพูดพร้อมกับกินอาหารมื้อเช้าแบบบุพเฟ่ต์อย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้เขากำลังนั่งกินอาหารกับนิลที่กำลังกินอย่างเรียบร้อย

“ทำไมกินช้าอย่างนั้นว่ะ” วิลสันถามเพราะนอกจากเรียบร้อยแล้วนิลยังกินอย่างสุขุมด้วย

“เจบอกว่าเวลากินอาหารต้องเรียบร้อย” นิลยิ้มให้

“ก็ไม่แปลกที่เจจะบอกอย่างนั้น” วิลสันนึกถึงเจที่นอกจากมีมารยาทและเรียบร้อยมากแล้ว ยังใส่ชุดเด็กผู้หญิงสไตล์กอธิค เอาจริงไม่เหมาะกับกลุ่มต่อต้านที่ต้องสมบุกสมมันลุยโคลนลุยทรายเลย

“ขอโทษค่ะที่มาช้า” หวังลี้กล่าวขอโทษ

“โอ่ วันนี้ใส่อะไรมาเนี่ย” วิลสันถาม เพราะตอนนี้หวังลี้ใส่ชุดคลุมสีขาวเรียบร้อยแบบชาวอิสลาม และยังมัดผมทรงหางม้าด้วย

“คือนอกจากชุดยูนิฟอร์มสีแดงแล้วฉันเองก็ไม่มีชุดอื่นเลย คุณโดโรธีเลยให้ดิฉันใส่เสื้อของเธอไปก่อน” หวังลี้ชี้ไปยังโดโรธีที่สวมชุดเหมือนกับหวังลี้จะต่างกันแค่สาวใช้จะสวมฮิญาบ ส่วนหวังลี้จะมัดผมทรงหางม้า

“แล้วคุณจิมมี่ละค่ะ”

“หมอนั้นมีธุระฉันก็เลยมากินข้าวกับนิลก่อน” วิลสันตอบพร้อมกับกินอย่างมูมมาม

“โดโรธี ชื่อนี้เพราะดีน่ะครับ สวัสดีครับผมชื่อนิลครับ” นิลยิ้มทักทายให้กับโดโรธี

“ค่ะ โดโรธีค่ะ” ซึ่งเธอเองก็ทำความเคารพให้เช่นกัน

“อ้าวทำไมวันนี้ไม่ใส่ชุดเมดล่ะ เมื่อวานตอนเดินกับจิมมี่ดูสวยกว่านี้อีกน่ะ” วิลสันถาม ถึงสาวใช้จะเป็นคนที่แต่งชุดเรียบร้อยและมิดชิด แต่เพราะชุดเมดมันจึงทำให้สิ่งมีชีวิตเพศชายจินตนาการถึงสิ่งที่อยู่ใต้เนื้อผ้า แถมหน้าตาของสาวใช้ยังสวยมากๆด้วย ทำให้ยิ่งคิดเตลิดไปไกล

“คุณแอบตามดิฉันมาด้วยเหรอค่ะ” โดโรธีทำตาสงสัย เพราะเธอโผล่ในห้องของพวกเขาแค่แปปเดียวเท่านั้น และเธอก็ไม่เห็นใครเดินตามเธอกับมาสคินเลย

“ความลับ” วิลสันทำตาหรี่และหัวเราะ ที่จริงแล้วตอนที่เขาออกจากห้อง วิลได้แอบแฮกมอนิเตอร์จิ๋วที่จิมมี่ประดับไว้บนอก และดูสถานการณ์ทั้งหมดไว้ เขาเลยรู้ว่าสาวใช้นั้นสวยมาก เวลาเดินนี้ก้นงามสุดๆ

ทางสาวใช้เองก็ดูรังเกียจวิลสันมาก เธอเดินไปยังมุมโต๊ะอีกมุมก่อนที่จะนั่งลง ก่อนที่จะจัดโต๊ะของเธอให้เรียบร้อยก่อนที่จะลุกไปเอาอาหาร

“เดียวสิ บอกก่อนสิว่าทำไม่ถึงใส่ชุดนี้เหรอ” วิลสันทำปากจู่ ท่ามกลางสายตารังเกียจของคนอื่นๆในห้องกินอาหาร

“นิล มานั่งตรงนี้น่ะ” หวังลี้กวักมือเรียกให้นิลมานั่งข้างๆเธอซึ่งนั่งติดกับโดโรธีเพราะ เธอเองก็อายมากเหมือนกันที่กินข้าวโต๊ะเดียวกับวิลสัน และการกินอาหารท่ามกลางสายตาของคนอื่นๆคงจะกินข้าวไม่ค่อยลงเท่าไรนัก

 

  ณ ห้องประชุมของโรงแรมเมืองโร้คโดมินิค

“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” อับดุลที่สวมหน้ากากทองคำทักทาย บุคคลกลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ในห้องกระจกนิรภัยตามมุมต่างๆในห้อง ซึ่งสามารถสื่อสารด้วยความโฮโลแกรมได้ ตอนนี้ในห้องนี้ถ้าไม่นับรวมเขากับบอดี้การ์ดในห้องแล้ว ก็มีผู้ร่วมธุรกิจ 17 คน

“เช่นกันคุณอับดุล ตอนนี้จะทำเมืองให้กลายเป็นเมืองเวนิสเหรอ” ชายชราในชุดยูนิฟอร์มสีเงินที่มีตราไม้กางเขนสีทองและมีลายปลาคาร์ฟอยู่ข้างๆ หัวเราะเพราะสภาพของเมืองในตอนนี้มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมืองจนชาวบ้านใช้เรือกับหมด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณนิชิกิ คุณเองก็มักจะให้ความช่วยเหลือผมบ่อยๆ วันนี้ตามสบายไม่ต้องมีมารยาทก็ได้ครับ อีกอย่างเรื่องน้ำมันก็เกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังจะคุยด้วย” อับดุลกล่าวทักทายชายชราจากตระกูลนิชิกิที่มีสิทธิ์ผูกขาดอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

“แต่สามในสี่ของตระกูลใหญ่มากันหมดแบบนี้ ผมคิดว่าธุรกิจคงจะรุ่งเรืองมากแน่ๆ” อับดุลถอดหน้ากากวางไว้บนโต๊ะก่อนที่จะลองไล่สายตาดูรายชื่อของผู้เข้าร่วมซึ่งถ้าเทียบแล้วคนที่มีอำนาจมากที่สุดในที่นี้คงมีแค่

1.     ตัวแทนของตระกูลนิชิกิ ผู้อาวุโสคง

2.     ตัวแทนตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน คนรับใช้ที่มาจากตระกูลสาขา

3.     ตัวแทนตระกูลยูเรียล องค์หญิงเออร์เรีย ชไนเดอร์ว่าที่เจ้าบ้านคนปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในคนที่มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งราชาของราชอาณาจักรซุนสเซต

4.     ตัวแทนของกลุ่มมหาสหพันธ์โลก

5.     พระคาร์ดินัลจากกรุงโรม

6.     ตัวแทนจากกลุ่มมหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์(อาเซียน)

7.     ตัวแทนจากญี่ปุ่นกลุ่มทวิภาคี

เมื่อมองรายชื่อผู้เข้าร่วมแล้วอับดุลจึงถอนหายใจ

“น่าเสียดายที่ทางเอเชียบูรพากับตระกูลยาตะไม่เข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย”

“พวกคอมมิวนิสก็คงไม่มานั้นแหล่ะวันๆเอาแต่สร้างอาวุธ” ผู้อาวุธโสคง พูด เพราะเขาเคยไปประชุมที่จีนเรื่องข้อพิพาทถึงจะรู้ว่า ที่นั้นเข้มงวดมาก แถมยังเอาเงินไปสร้างอาวุธมากมาย และระบบราชการ แถมได้ยินว่ามีโปรเจคโคลนนิ่งมนุษย์ด้วยซ้ำ

“นั้นสิน่ะค่ะ เหมือนพวกยาตะเลย” เออร์เรียพูดเสริมถึงตระกูลยาตะ ทำให้ทั้งห้องส่งเสียงซุบซิบนินทากันสนั่น

เอาที่จริงแล้วตามความคิดของเธอควรเรียกตระกูลนี้ว่าเป็นพวกคนป่ามากกว่า พวกเขาไม่ได้มีอำนาจ ทรัพย์สิน ประชากร อาณาเขตหรืออาวุธที่เหนือกว่ากลุ่มอำนาจอื่นๆ แต่เพราะพวกเขามีทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ทหารคนเดียวของยาตะก็เพียงพอจะถล่มฐานทัพทางการทหารขนาดกลางได้สบาย มีครั้งหนึ่งที่อาเซียนได้ยกทัพไปถล่มหมู่เกาะลับแลทางตอนใต้ของญี่ปุ่นที่เป็นที่ตั้งของพวกยาตะ ก่อนที่จะพบกับความพ่ายแพ้จนไม่มีใครกล้าไปมีเรื่องอีกเลย

“เอาละ เรื่องอื่นค่อยว่าที่หลัง ถ้างั้นผมขอเริ่มธุรกิจนี้เลยละกัน” อับดุลพูดพร้อมกับฉายภาพอัญมณีจำนวนมาก

“ป็อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่จะมีคนรับใช้คนหนึ่งเข้ามาในห้อง ก่อนที่เขาจะกระซิบให้กับอับดุล

“เข้าใจละ รู้สึกว่าจะมีแขกอีกคนมาร่วมด้วย ทุกคนอนุญาตให้เธอเข้ามาไหมครับ”

“ฉันอนุญาตค่ะ การที่มีคู่ค้ามากขึ้นก็ทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวโลกจะได้พัฒนา” ตัวแทนของตระกูลเวอร์วิลเลี่ยมพูดขึ้น

“ไม่เป็นไร ตอนไอ้แก่คนนี้มาที่นี้ยังเกือบมาไม่ทัน” ผู้เฒ่าคงเห็นด้วย เพราะกลางทะเลทรายที่มีรังสีอันตรายและมีอุณหภูมิสูงมาก ถ้ายานพาหนะไม่มีการป้องกันรังสีกับระบบหล่อเย็นดีๆ คงได้ตายกลางทะเลทรายแน่ๆ

“ขอโทษค่ะที่มาช้า บังเอิญว่าเกิดปัญหาระหว่างเดินทางนิดหน่อยค่ะ”

“เชิญครับ” คนรับใช้ผายแขนนำทางหญิงปริศนา

“ขอบคุณค่ะ”

ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกาวสีขาวมีฮู้ด และมีลายสีฟ้าอยู่บนชุดกาวเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับคนที่สวมชุดแบบเดียวกัน ก่อนที่คนรับใช้ที่สวมหน้ากากของอับดุลจะนำทางไปยังที่นั่งในห้องนิรภัย

“สวัสดีคุณผู้หญิง พอจะเอยนามได้หรือเปล่า เพราะอย่างน้อยก็ควรจะมีชื่อเรียกเพื่อจะได้มีความน่าเชื่อถือ” อับดุลเตือน เพราะตอนนี้ทุกคนในห้องล้วนแต่เป็นตัวแทนอำนาจขั้วต่างๆของโลก บางคนเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งการโดยตรง การที่จะมีคนแปลกหน้ามาในการเจรจาธุรกิจ คงจะไม่เหมาะเท่าไรถ้ามาคิดที่จะเอ่ยชื่อ

“ฉันชื่อมารี ยินดีที่ได้รู้จักค่ะทุกท่าน” มารีลุกขึ้นโค้งคำนับก่อนที่จะนั่งกลับที่เดิม

“เรามาดูกันต่อ นี้คือเหมืองแร่และเหมืองอัญมณีที่เราค้นพบเมื่อไม่นาน”

อับดุลชี้ไปยังจุดๆหนึ่งบนแผนที่ก่อนที่มันจะซูมเข้าไป จนเห็นเป็นธารน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านทะเลทราย

“โอ้ แม่น้ำกลางทะเลทราย แถมยังไหลแรงมากซ่ะด้วย” ผู้อาวุโสคงเกาคาง เพราะมันเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกมาก เพราะในทะเลทรายจะมีปริมาณน้ำมากขนาดนี้ก็มันฝนตกหนักเท่านั้น แต่นี้มีแม่น้ำไหลผ่านกลางวันแสกๆ

“มันเป็นแม่น้ำที่เกิดจากหลุมทะเลที่ผมลองให้ลูกน้องลองระเบิดเมื่อวาน ซึ่งผมไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นหลุมทะเลที่ใหญ่ และเชื่อมไปยังหลุททะเลบริเวณนั้น มันก็เลยท่วมมาถึงเมืองของพบ แต่สิ่งที่ได้ก็คุ้มมากกับประชาชนที่นี้”

อับดุลฉายภาพคนงานในชุดป้องกันเต็มอัตราเอามือล้วงเข้าไปในแหล่งน้ำ และหยิบแร่รัตนชาติขึ้นมา ผู้คนในห้องประชุมต่างคุยกันเสียงดังเพราะสิ่งที่เห็นคือแร่ไพรินทร์ขนาดเท่าใหญ่กว่ากำปั้น และอีกคนก็หยิบแร่อีกชนิดขึ้นมา

“ครับ หลุมทะเลที่ค้นพบเป็นแหล่งรวมแร่รัตนชาติมากมาย ผมคิดว่าคงเป็นเพราะสงครามทำให้พื้นดินชั้นเปลือกโลกเกิดเปลี่ยนแปลงทำให้แร่ต่างที่ควรจะลึกกว่านี้หรือควรไม่อยู่ด้วยกัน มาอยู่ที่เดียวกัน”

อับดุลอธิบายพร้อมกับผายมือ คราวนี้พื้นแยกออกและมีอัญมณีมากมายกองอยู่บนแท่นวางที่ปรากฎ

“นี้คือของที่ผมลองให้ลูกน้องเก็บขึ้นมา เพื่อที่จะให้ทุกท่านได้รับชม ซึ่งกระผมได้ให้ช่างอัญมณีผู้เชี่ยวชาญทำการเจี่ยระไนให้เรียบร้อยแล้ว”

อับดุลกดปุ่มบนแท่นก่อนที่แท่นที่วางอัญมณีมันจะแยกออกจากกันและมุ่งหน้าไปยังคนที่ร่วมประชุมทุกคน

“ทุกท่านสามารถตรวจสอบอัญมณีเหล่านี้ได้เพื่อความมั่นใจ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันไม่ได้มาที่นี้เพื่ออัญมณี” มารีกล่าวออกมา

“งั้นคุณมางานนี้ทำไมครับ”

“ดิฉันด้วยเหตุผลเดียวกับคุณนิชิกิ กับคุณเออร์เรีย” มาเรียพูดพร้อมกับถือปากกาเลเซอร์ชี้ไปนอกกระจกนิรภัย ก่อนที่จะฉายภาพโลหะนานาชนิด

“เธอเองก็อยากได้แร่โลหะเหมือนกับฉันเหรอ” เออร์เรียพูดพร้อมกับดื่มไวน์แดงในแก้ว เพราะดูถ้าจะมีคนที่คิดแบบเดียวกับเธอด้วย

“ฟังจากเสียงแล้วยังเด็กอยู่เลย ฉลาดไม่เบานี้แม่หนู” ผุ้อาวุโสคงกล่าวชมให้มารี “ขอบคุณค่ะ ท่านผู้อาวุโสนิชิกิ”

“งั้นก็ได้ครับ เราจะเก็บเรื่องอัญมณีไว้ทีหลัง เรามาคุยเรื่องแร่โลหะก่อนดีกว่า เพราะเรื่องนี้ใหญ่กว่าอัญมณีอีก” อับดุลไอก่อนที่จะเปิดไฟในห้อง

“อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่าตอนนี้มีแม่น้ำไหลผ่านเมืองของผม ถึงมันจะมีแร่รัตนชาติมากมาย แต่สิ่งที่แฝงมากับน้ำก็ทำให้พวกเราลำบากไม่น้อย”

“โลหะปนเปื้อนสูง” เออร์เรียพูดพร้อมกับวางแก้วไวน์ลง

“ใช่ครับ น้ำในหลุมทะลส่วนใหญ่จนปนเปื้อนโลหะหนักและใช้การไม่ได้ทำให้พวกผมแน่ใจว่าต้องมีเหมืองแร่โลหะหนักอยู่บริเวณนั้นแน่ๆ ผมเลยต้องการสปอนเซอร์ในการจัดการโลหะหนัก โดยที่ทรัพย์สินที่ได้จากโลหะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ผมจะยกให้เลย โดยไม่ต้องผ่านโควต้ากลาง”

“น่าสนใจมากอับดุล ดูถ้าตาแก่คนนี้จะยอมไม่ได้แล้วละ” ผู้อาวุโสคงพูดพร้อมกับสั่งให้ลูกน้องตัวเองติดต่อกับตลาดกลางของตระกูล

“เมื่อผู้อาวุโสเริ่มแล้ว ดิฉันก็ขอติดต่อท่านพี่เพื่ออนาคตของประเทศก็แล้วกัน” เออร์เรียพูดพร้อมกับกดมือถือพกพาเพื่อติดต่อใครบ้างคน

ซึ่งตอนนี้ในห้องประชุมทุกคนต่างสื่อสารเพื่อเรียกผู้นำระดับสูงของตัวเองในการตัดสินใจ

“เมื่อทุกท่านต้องการเวลา งั้นผมอับดุลคงต้องขอตัวก่อน การเจรจาทางธุรกิจนี้จะเริ่มขึ้นอีกทีตอน 11 โมงตามเวลาท้องถิ่น งั้นผมขอตัวก่อน”

อับดุลกล่าวก่อนที่จะเดินเข้าไปหลังม่านพร้อมกับคนรับใช้ของเขา ซึ่งตอนนี้กระจกนิรภัยที่ทุกคนอยู่ตรงมุมต่างๆของห้องได้ทึบขึ้น โดยที่ยังสามารถมองเห็นภายนอกได้ตามปกติ ยกเว้นคนในกระจกนิรภัยด้วนกันที่เห็นห้องอื่นมืดสนิด เพื่อให้คนเจรจาทุกคนสามารถวางใจได้ว่าไม่มีคนแอบดูนั้นเอง

“จิมมี่รู้อะไรบ้าง” อับดุลพูดกับคนรับใช้ของตัวเอง

“ก็ได้มาเยอะ” จิมมี่ถอดหน้ากากออกก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ “แต่ไม่มีคนคิดที่จะออกมาจากห้องนิรภัยเลย แหะ” จิมมี่มองไปยังผ้าม่านที่ออกแบบเป็นพิเศษโดนที่พวกเขาสามารถมองเห็นคนข้างนอกได้ตามปกติ โดยที่

“ถ้าออกมาก็จะถูกดักฟัง แผนธุรกิจคงไม่มีใครกล้าออกมาหรอก” อับดุลพูดพร้อมกับมองนาฬิกา มันยังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมงกว่าจะเริ่มการเจรจาอีกครั้ง

“เมื่อถึงตอนนั้นกลุ่มเอเชียบูรพาก็คงมาถึงแล้วละ” จิมมี่พูดพร้อมกับกินเคบับที่เขาเก็บไว้เป็นมื้อเช้า “คนที่เข้าร่วมต้องมีสายของจีนกับรัสเซียแน่ๆ พวกเขาคงคิดที่จะดูท่าที่ของการเจรจาก่อนที่จะมางานเจรจา” จิมมี่ชี้ไปยังผุ้ร่วมเจรจาคนหนึ่งที่กำลังคุยกับแท็บเล็ตอยู่

“ส่วนคนอื่นๆ คงไม่ได้มาเพื่อโลหะกับอัญมณีกันทุกคนหรอก”

“ถ้าเป็นนักการเมืองก็คงคิดที่จะยึดอำนาจของเมืองโดยการส่งทหารซึ่งปลอมเป็นคนงานเข้ามาในเมืองเพื่อเอาผลประโยชน์หรือยึดอำนาจ” จิมมี่ชี้ไปยังนักการเมืองที่กำลังคุยกับคนคุ้มกัน

“ส่วนที่เด็ดที่สุดคงเป็นสามคนนั้น” จิมมี่ชี้ไปยังผู้อาวุโสคง องค์หญิงเออร์เรีย และมารี

“นิชิกิ คงเป็นผู้อาวุโสของตระกุลนิชิกิซึ่งเอาจริงๆแล้ว ตระกูลนิชิกิมันก็เบ๊ตระกูลยูเรียลดีๆนั้นเอง แต่ คุณคงนั้นจะไม่เห็นด้วยกับทางตระกูลยูเรียลเท่าไร นัก เขาคงคิดที่จะตัดขาดกับตระกูลยูเรียลสักวัน แต่คนในตระกูลที่เป็นลูกมือของยูเรียลคงจะไม่ยอม ดังนั้นเมืองนี้จึงเป็นฐานด้านกำลังรบ และทรัพยากร ถ้า นิชิกิ คง ได้ธุรกิจแห่งนี้คงคิดที่จะร่วมมือกับตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนโค่นล้มตระกูลยูเรียลแน่ๆ”

“จะบอกว่าผู้อาวุโสคง กับ ตัวแทนเวอร์มิลเลี่ยนร่วมมือกันงั้นเหรอ” อับดุลมองไปยังชายชรา กับตัวแทนของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน

“ใช่ ถึงตอนนี้สงครามจะจบลงไปแล้วก็จริง แต่การจะก่อสงครามครั้งใหม่ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ดูสิอาเซียนที่เคยเป็นลูกไล่คนอื่นตอนนี้มีอำนาจและกำลังพลมากพอที่จะสู้กับจีนและรัสเซีย สงครามของตระกูลยูเรียลกับเวอร์มิลเลี่ยนที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ตอนนี้ขอแค่มีกำลังทหาร ทรัพยากรอาวุธ ที่ทำให้ครองโลกได้ทุกขุมกำลังก็พร้อมที่จะประหัตประหารกันทุกเมื่อ”

“หึ จะบอกว่าให้ฉันมีประเทศเป็นของตัวเองหรือไง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆน่ะ” อับดุลหัวเราะเพราะเขาเข้าใจความหมายของจิมมี่ดี การที่จะอยู่รอดจากสงครามที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ แค่กำลังพลเพียงเมืองๆเดียวคงไม่พอแน่ ถ้าไม่กำลังพลระดับประเทศก็คงจะไม่มีประเทศพันธมิตรที่ไหนค่อยให้ความช่วยเหลือ

“แกก็คิดจะสร้างประเทศตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ เพราะรู้ว่าจะเกิดสงครามขึ้นเลยให้โดโรธีหนีไปกับพวกฉันนิ” จิมมี่หัวเราะเพราะเขาเองก็อยู่มานานมากว่ารูปลักษณ์ภายนอกมาก การหาข้อมูลทั้งหมดก็เป็นเรื่องง่ายๆ

“แกรู้ตั้งแต่แรก” อับดุลใช้นิ้วม้วนหนวดของตัวเอง “หึเอาเถอะ แล้วอีกสองคนละ” อับดุลมองไปยังเออร์เรีย กับผู้หญิงปริศนาที่ชื่อมารี

“เออ์เรีย ชไนเดอร์ ผู้ที่จะเป็นผู้นำตระกูลยูเรียลคนต่อไป และยังเป็นพระราชธิดาของราชาเอ็ดเวิร์ด ชไนเดอร์ที่ 1 แห่งราชอาณาจักรซุนสเซต เป็นหนึ่งในสองผู้มีสิทธิ์สืบทอดบังลังภ์ รองจากพระเชษฐาเจ้าชายคีรีส ออรัม ซุนสเซต”

จิมมี่ลุกขึ้นก่อนที่จะมองไปยังองค์หญิงเออร์เรียที่นั่งไขว้ห้างคุยมือถือ พร้อมกับยิ้มแย้มในเวลาเดียวกัน

“ที่เธอมางานนี้ก็เพื่อที่จะหาหนูทดลองมากกว่า”

“หนูทดลอง?”

“ก็อย่างที่นายรู้ เพราะการตีกันของสองตระกูลใหญ่ระดับโลกยังทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 มาแล้ว คนบนโลกตายไปตั้งมาก การเพิ่มจำนวนทหารในตอนนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการเถลิงอำนาจ แต่ถ้าเกินทหารร่วมมือกันก่อกบฏขึ้นมา อำนาจที่กล่าวไว้ก็จะล้มไม่เป็นท่า” จิมมี่พูดพร้อมกับมองไปยังเจ้าหญิงที่ทำแววตาแปลกๆเวลาคุยดทรศัพท์ รวมไปถึงออร่าประหลาดที่เจ้าหล่อนปล่อยออกก็ทำให้รู้สึกคลื่นไส้มาก

“อ้อ จะบอกว่าเพื่อให้ได้ทหารที่ฟังคำสั่ง เลยเริ่มการทดลองมนุษย์เพื่อสร้างทหารใช่ไหม” อับดุลคิด ถ้าเป็นจริงมันอาจเป็นสงครามที่เขาไม่อาจชนะได้ เพราะเขาเคยปะทะกับพวกหมาในซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพที่มีความสามารถในการใช้ยุทโธปกรณ์เหมือนมนุษย์จริงๆมาก่อน พวกมันอดทนทรงพลังกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า แถมยังมีความสามารถหลากหลายที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ค่อยช่วยสนันสนุนในสงครามทุกรูปแบบ ถ้ามาที่เมืองนี้ได้เป็นข่าวแบบโคลัมเบีย ต่อคงจะไม่มีอะไรให้ฟื้นฟูแน่นอน

“ใช่ ถ้าเมืองนี้พัฒนา ไม่ว่าจะทางไหนจำนวนประชากรก็จะมากขึ้น และถ้าทรัพยากรเป็นใจ ล่าสุดฉันเจอพวกที่มีร่างกายมีส่วนประกอบเป็นโลหะหนัก แต่กับคล่องแคล่วว่องไวมากผิดกับองค์ประกอบของร่างกายแถมมาหลายตัวด้วย ทำให้ฉันแน่ใจว่าตอนนี้อาวุธชีวภาพตัวหนึ่งคงถูกกว่าหุ่นโดรนรักษาความปลอดภัยอีก และหลุมทะเลที่ฉันเจอยังมีเหมืองแร่หายากอยู่มากมายด้วย การจะหาเรื่องสร้างสาขาที่นี้ก็เป็นเรื่องสบาย”

“จะบอกว่าต่อให้ไม่ประชุมคนของฉันก็จะต้องโดนจับทดลองใช่ไหม”

“ใช่ ไม่งั้นฉันไม่บอกว่า เด็ดหรอก แต่เอาจริงๆจะฝั่งไหนก็ไม่ปลอดภัย แม้แต่เวอร์มิลเลี่ยนก็ไม่เว้น กองกำลัง NABF ก็แค่ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น” จิมมี่บอก เพราะสถานการณ์ทั้งหมด เขาได้คำนวณไว้ทั้งหมดแล้ว

“จะให้ฉันทำยังไง ฉันคงจะปล่อยให้ประชาชนของฉันถูกจับทดลองไม่ได้หรอก” อับดุลแย้งเพราะคนในเมืองต่างก็เป็นลูกน้องที่เขาเชื่อใจทั้งสิ้น เขาจะปล่อยให้ชาวเมืองตายฟรีไม่ได้เด็ดขาด

“มีแผนการยังไงจิมมี่” อับดุลถามเสียงเข้ม

“ทำได้ แต่แค่ลดความเสียหาย แต่ก็ยังมีเสียอยู่”

“ถ้าจะเด็ดทุกคนตามที่แกบอก คงต้องให้ชาวเมืองหลีภัยแล้วล่ะ เพราะเมืองยังสร้างใหม่ได้ ตราบที่มีมนุษย์ค่อยสร้างมัน แต่ถ้าตายหมดทุกอย่างก็พินาศ”

อับดุลถอนหายใจดูถ้าเขาคงต้องพาคนในเมืองอพยพแล้ว แต่จิมมี่กลับยิ้มให้เขาพร้อมกับยื่นบัตรสีเงินให้อับดุล

“ฉันบอกว่าลดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเสียหากมากสักหน่อย มันยังมีวิธีอยู่ และเป็นเหตุที่ว่า ทำไมฉันถึงบอกว่ามีคนที่เด็ดจริงๆถึงสามคน”

อับดุลอึ้งก่อนที่จะมองไปยังหญิงปริศนาที่ชื่อมารี ซึ่งเธอเองผงกหัวให้เขา ทำให้เขาทึ่งมาก ทำไมผู้หญิงคนนี้สามารถมองเห็นพวกเขาได้ด้วย ทั้งที่ระบบป้องกันของที่นี้คือการปล่อยอนุภาคนานาๆชนิดรบกวนระบบการสื่อสารทั้งหมด ถ้าไม่รู้รูปแบบของคลื่นก็แทบสื่อสารกันไม่ได้ ทำให้เมืองนี้ดูซอมซ่อมากนั้นเอง

“เธอมาช่วยเรา ขอแค่นายเชื่อเธอทุกก็อย่างจะโอเค”

จิมมี่พูดพร้อมสวมหน้ากาก และเปิดม่านเดินไปยังที่นั่งของมารีในทันที

“ที่เหลือนายจัดการเองก็แล้วกัน ฉันต้องไปทักกับเพื่อนสักหน่อย”

จิมมี่พูดกับอับดุลผ่านเครื่องสื่อสารไร้สาร ก่อนที่เขาจะกดปิดมัน พร้อมกับเปิดประตูห้องนิรภัย

“ขอให้โชคดีละกัน ไอ้เกลอ ไม่สิตาแก่จิมมี่” อับดุลยิ้มก่อนที่จะกดปุ่มบนหน้าจอ

“มีอะไรครับท่าน”

“บอกทุกคนในเมืองให้เตรียมอาวุธกับเสบียงของพวกเราให้พร้อม งานหนักกำลังมา” อับดุลปิดสายก่อนที่จะกวักมือเรียกการ์ดติดอาวุธที่แอบอยู่หลังกำแพงออกมา เพราะเหล่าผู้ร่วมเจรจาคงจะไม่ได้มาแค่พูดแน่

 

“สวัสดียัยหนูมาเรีย” จิมมี่พูดพร้อมกับโบกมือให้กับมารี

“เช่นกันค่ะ ไม่ได้เจอกันนานนะค่ะ” มาเรียถอดหน้ากากออกก่อนที่จะยิ้มให้ “นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอคุณที่นี้”

“ฉันจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะเพื่อที่จะไปฮาวาย ไม่งั้นไม่อ้อมมาที่นี้หรอก” จิมมี่พูดพร้อมกับนั่งเก้าอี้ที่คนสวมฮู้ดอีกคนลากมาให้ “ขอบคุณ”

“เออ ฝากขอบคุณโรเบอโต้ด้วยละที่มาช่วยเมืองนี้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถึงฟาโรเขาจะชอบการวิวาท แต่เขาคงไม่ยอมให้เกิดสงครามแน่ๆ เขาเป็นคนแบบนี้แหล่ะค่ะ” มารีพูดพร้อมกับกินคุกกี้ของเธอไปด้วย ฟาโรที่เป็นหัวหน้าเธอที่นิสัยชอบชกต่อยกับคนอื่นมาก แต่ก็ไม่ชอบสงครามที่มักจะลากคนบริสุทธิ์จำนวนมากไปตาย

“ฟาโรเหรอ ได้ยินชื่อนี้นึกถึงพวกเด็กเหล่านั้นเลย ตอนนั้นพวกเด็กนั้นยังเป็นตัวกระเปียกอยู่เลย” จิมมี่หลับตาพร้อมกับย้อนอดีตไปในตัว เมื่อเกือบสิบปีก่อนที่เขาต้องทำหน้าที่ดูแลเด็กห้าคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว ตอนนั้นพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับมากๆ แต่ตอนนี้กลับ..

“ฮ่า” จิมมี่ถอนหายใจ

“อย่าโทษตัวเองไปเลยค่ะ คุณไม่ได้ผิดสักหน่อย ที่ผิดน่ะคือพี่กับริสต้าตั้งหากค่ะ” มาเรียพูดแย้งเพราะเธอเองก็ยอมไม่ได้ที่ชายคนนี้จะเอาแต่โทษตัวเองมาตั้งแต่ๆตอนนั้น เพราะคนที่ดูแลเธอตั้งแต่ยังแบเบาะก็ชายคนนี้

“แล้วคุณริสต้ารู้ไหมค่ะว่าคุณเป็นคนๆเดียวกันกับเมื่อตอนนั้น”

“อลันเล่นกับความทรงจำของเธอไว้ เธอไม่มีทางรู้หรอก”

จิมมี่ตอบกลับพร้อมกับยื่นมันฝรั่งทอดให้มาเรียซึ่งเธอก็รับมันไว้

“หนูว่าแล้ว อลันนี้ใจดีเกินไป เขาน่าจะโหดแบบฟาโรบ้าง”

มาเรียพูดถึงฟาโรอีกครั้ง ซึ่งฟาโรเป็นคนดูแลอลันตั้งแต่เด็ก และนิสัยใจคอของทั้งสองคนนี้ตรงกันข้ามกันมาก คนหนึ่งใจดีและชอบเก็บเรื่องแย่ๆไว้ในใจ ส่วนอีกคนหนึ่งชอบโยนงานให้คนอื่น และชอบบ่นนูนบ่นนี้ตลอดเวลา

“แล้วคุณเออ..” มาเรียเงียบในทันทีเพราะตอนที่เธออยู่ที่คฤหาสถ์เวอร์มิลเลี่ยนเธอไม่รู้ว่าจะเรียกเขาว่าอะไร เพราะชายคนนี้มีหลายชื่อเหลือเกิน คงเป็นเพราะเขาอยู่มานานมาก

“เรียกฉันว่าจิมมี่ ตอนนี้ฉันใช้ชื่อนี้อยู่”

“ค่ะคุณปู่จิมมี่จะเอายังไงดีค่ะ” มาเรียพูดอย่างสุภาพ แต่น้ำเสียงจะออกไปทางอ้อนมากกว่า

“ถามไอ้แก่โฮมุนครูสอย่างฉันเหรอ ประโยคเดิมละกัน รอต่อไปแล้วทุกอย่างจะดีเอง”

จิมมี่ลูบหัวมาเรียก่อนที่จะนึกถึงวันวานที่ตรงหน้าเขาเคยมีเด็ก 5 คนนั่งจำกลุ่มเล่านิทานด้วยกัน และยังมีอีก 1 คนที่วันๆเอาแต่แอบอยู่หลังม่านเพราะไม่กล้าสู้หน้าพี่สาวของเธอ ตอนนี้เด็กคนนั้นเธอโตแล้ว โตพอที่จะประจันหน้ากับพี่สาวของเธออลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยนได้




NEKOPOST.NET