P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 32 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.32 - การเดินทางสุดร้อนระอุ (1, มันมีแต่ทราย)


วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 14: 52 .

“ร้อนโว้ยไงป่าอเมซอนมันมีแต่ทรายว่ะ”

วิลสันตะโกนแหกปากในชุดสีเทามนทั้งตัวกลางกลุ่มคนสี่คนที่กำลังเดินอยู่กลางทะเลทรายอันร้อนระอุจนแทบไม่เชื่อเลยว่าที่นี้จะเคยเป็นป่าอเมซอนที่เคยได้สมญานามว่าปลอดของโลก

“ระบบนิเวศมันเปลี่ยนไปตั้ง 5 ปีก่อน เลิกบ่นได้แล้ววิลสัน”

จิมมี่ในชุดแบบเดียวกันพูดดักวิลสันที่ร้องบ่นตลอดการเดินทางทั้งที่ตัวเขาเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน ต้องบอกว่าเขาที่เหนื่อยที่สุดที่ต้องแบกนิลที่สลบเหมือดไปแล้วดีกว่า

“ช่วยทนหน่อยเถอะค่ะ ถ้าเราเดินต่อไปด้วยอัตราเร็วแบบนี้ เราน่าจะเจอแนวสันเขาไว้พักก่อนดวงอาทิย์จะตกดินแน่นอนค่ะ”

หวัง ลี้พูดขณะที่ดูแผนที่โลกสามมิติบนหลังมือซ้ายของเธอ เธอยังอยู่ในชุดทหารสีแดงทั้งตัวส่วนหัวของเธอมีแผ่นโลหะสีดำป้องกันแสงแดดที่รุนแรงและด้วยอนิสงฆ์ของร่างกายเครื่องจักรที่ออกแบบให้เดินผ่านทะเลทรายของอลันก็ช่วยเธอเดินทางผ่านทะเลทรายได้ดีกว่าของคนอื่น แต่ก็อย่างที่วิลสันบ่น เธอกับพวกอีกสามคนออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่จากตัวเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของศูนย์บัญชาการใหม่ที่หมู่เกาะฮาวาย แต่เนื่องจากพวกเธอออกเดินทางหลังจากกองกำลังหลักที่มุ่งหน้าไปก่อนแล้ว พวกเธอจึงคิดอาศัยขบวนคาราวานส่งของไปยังลอสแองเจลิส แต่ขบวนคาราวานที่พวกเธอคิดจะอาศัยตามไปกลับออกเดินทางก่อนกำหนด ทำให้พวกเธอต้องอาศัยกำลังขาเดินผ่านป่าอเมซอนที่ตอนนี้พื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นทางตะวันออกของป่ากลายเป็นทะเลทรายซาฮาร่าที่สองของโลกจากมหาสงครามโลก ซึ่งแน่นอนว่าที่นี้ยังเป็นเขตร้อนชื้นที่ยังมีฝนตกชุกเพราะคลื่นลมตามฤดูกาล

สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้มีลมชื้นจากฝั่งป่าพัดผ่านมายังฝั่งที่กลายเป็นทะเลทรายตลอดทั้งปี แต่มันกลับทำให้สภาพอากาศเลวร้ายกว่าเดิม เนื่องจากเสาปล่อยคลื่นอีเลเมนต์ที่อยู่ล้อมรอบเขตปกครองจะทำหน้าที่คล้ายเครื่องปรับอากาศโดยการรับอากาศเย็นทำให้ตัวเมืองเย็นสบาย และปล่อยอากาศอุณหภูมิสูงไปยังเขตทะเลทราย นอกจากนั้นสงครามยังทำให้ทางน้ำใต้ดินเกิดเปลี่ยนแปลงมีอุโมงใต้ดินทำให้น้ำทะเลจากมหาสมุทรไหลมารวมตัวใต้ทะเลทรายทำให้มีไอน้ำระเหยจากพื้นทรายตลอดเวลาเพราะแดดแรงมาก ยิ่งเวลาผ่านไปแร่ธาตุต่างๆที่กับน้ำทะเลก็มากขึ้นทำให้ชั้นใต้ดินกลายเป็นดินเค็ม ทุกๆ 4เดือนก็จะมีบริษืทผลิตเกลือมาเก็บเกลือใต้ดินเพื่อเอาไปค้าขาย

ซึ่งแน่นอนทะเลทรายที่พวกเธอกำลังเดินทางอยู่จึงไม่ต่างจากห้องซาวน่า ไม่สิต้องบอกว่าหมอนึ่งอาหารมากกว่า ถ้าพวกเธอไม่สวมชุดป้องกันรังสีและกันความชื้นมีหวังได้สุกไปนานแล้ว

ในมหาสงครามที่นี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งตอนต้นกับตอนท้ายของสงคราม ทำให้ชั้นโอโซนของที่นี้ถูกทำลายจนเกือบหมด แสงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายทำลายระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ของป่าอเมซอน แต่ก็ยังมีเรื่องดี เพราะที่นี้มีความชื้นสูงจากทางน้ำใต้ดิน เครื่องเก็บความชื้นของทุกคนที่กำลังแบกอยู่จึงสามารถเก็บไอน้ำในปริมาณมากได้ รวมทั้ง ยังมีแสงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายฆ่าเชื้อโรคอีกที กรองนิดหน่อยก็ดื่มได้แล้ว

แต่เธอก็ดีหน่อยเพราะร่างกายเป็นเครื่องจักรทำให้สามารถกรองน้ำในร่างกายได้เลย น้ำในกระติ๊กก็มีไว้แค่ดื่มดับกระหายเท่านั้น

“นี้เพิ่งจะบ่ายสองเองน่ะ กว่าจะมืดก็อีกตั้ง 3-4 ชั่วโมง”

วิลสันบ่นออกมาอีก ถึงระบบนิเวศจะเปลี่ยนก็ไม่ได้ความว่าเวลากลางวันกลางคืนจะเปลี่ยน ถึงจะหมดหน้าหนาวไปทำให้ฟ้ากลายเป็นกลางคืนในเวลาประมาณ 4-5โมงเย็น แต่รอบต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืนนั้นก็เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดเช่นกัน

“เลิกบ่นสักที ฉันต้องแบบนิลเดินตั้ง 4 ชั่วโมงยังไม่บ่นอะไรเลย”

จิมมี่ยั่วขึ้นแล้ว ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงก่อนที่ตาของนิลจะกลายเป็นก้นหอยเพราะลมแดดกลางทะเลทราย เขาจึงต้องแบกนิลพร้อมกับสัมภาระทั้งหมดไว้บนหลัง และต้องสะพายสัมภาระของเขาไว้ด้านหน้านี้ยังไม่รวมผ้ากันความร้อนที่คลุมตัวของนิลเพื่อป้องกันแดดอีกชั้นอีก แน่นอนการเดินต่อไปอีก 3-4 ชั่วโมงเป็นอะไรที่บั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของเขามาก และยิ่งวิลสันบ่นตลอดทางอีกความก็ยิ่งไม่มีสมาธิในการเดินทางอีก ที่จริงเขาเองก็สามารถให้วิลสันช่วยแบกสัมภาระได้แต่ก็กลัวเจ้านั่นจะบ่นมากกว่าเดิมอีกเขาก็เลยแบกทั้งหมดไว้เอง

“ให้ดิฉันช่วยไหมค่ะ”

หวัง ลี้ถามด้วยเพราะหลายชั่วโมงแล้วที่จิมมี่แบกของหนักๆเธอเองก็เห็นใจเขาเช่นกัน

“ไม่เป็นไรก็ได้ครับ ร่างกายคุณหวังเองก็ยังไม่เหมาะในการแบกของพวกนี้เท่าไรนักหรอก ผมน่ะแข็งแรงกว่าที่คุณเห็น ถ้าถึงจุดพักแล้วก็สบายแล้วล่ะครับ”

จิมมี่พูดออกมาเพราะอลันเองก็บอกผมการวิจัยของหวัง ลี้ให้กับเขาฟังเช่นกัน ถึงร่างกายจะเป็นเครื่องจักรแต่ก็ยังไม่เหมาะที่จะยกของพวกนี้ ต้องรอให้ร่างกายของหล่อนเข้าที่อีกสักพังถึงจะช่วยเขายกของพวกนี้ได้

“เห้ยนายก็ให้หล่อนแบกหน่อยก็ได้นี้น่า จิมมี่”

วิลสันพูดอย่างเกียจคร้าน ซึ่งจิมมี่ก็ส่ายหัวก่อนที่วิลสันจะหันกลับไปเดินพร้อมกับบ่นเหมือนเดิม มีเพียงนิลกับวิลสันที่ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะถ้าวิลสันรู้เจ้าวิลก็ต้องรู้ ซึ่งเรื่องแผลงๆนี้เจ้าวิลฉลาดนัก และถ้านิลรู้เจ้าวิลสันก็ต้องถามเช่นกัน มันจะกลายเป็นลูปดังนั้นไม่ให้ทั้งสองคนรู้จนกว่าร่างกายของหวังลี้จะคงที่เสียก่อนก็เป็นเรื่องดี

“ที่นี้ร้อนจังเลยครับ”

เสียงของนิลดังขึ้นทำให้จิมมี่หันไปมองด้านหลังก็พบว่าหน้ากากกันความร้อนที่อยู่บนใบหน้าของนิลมีแสงสีเขียวขึ้นตรงคางและแก้ม ทำให้เขาโล่งอกขึ้นหน่อย ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยีง่ายๆกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องใส่หน้ากากถ้าสีฟ้าก็คือแข็งแรง สีเขียวก็คือเหนื่อย สีเหลืองก็หนัก สีส้มคือหมดสติ ส่วนสีแดงคือต้องการรักษาอย่างเร่งด่วน ของเขาในตอนนี้เป็นสีเหลือง หวังลี้เป็นสีเขียว ส่วนเจ้าวิลสันนี้สีฟ้าชัดเจนมันน่ากระทืบมันให้กลายเป็นสีแดงมันจะได้เลิกบ่นจริงๆสักที

“ได้สติแล้วหรือนิล”

จิมมี่ถามนิลที่ยังคงอยู่บนหลัง ซึ่งนิลเองก็ขยับไปขยับมาก่อนที่จะกระโดดลงมา

“ผมไม่เป็นไรแล้วครับ”

นิลบิดขี้เกียจเล็กน้อยพร้อมกับเก็บผ้ากันความร้อนที่แผ่นหลังของตัวเอง ซึ่งมันใช้ระบบแม่เหล็กยึดกับหลังของเขา นิลก็เลยดึงไม่ออกสักที

“เดียวฉันช่วยค่ะ”

หวังลี้เดินเข้าไปเอามือทาบลงบนผ้าผืนนั้น ก่อนที่มันจะหลุดออกอย่างง่ายดาย

“ทำได้ยังไงเหรอครับเนี่ย”

นิลถามหวังลี้ทั้งที่เขาพยายามดึงแทบตายก็ดึงไม่หลุด หญิงสาวแค่เอามือแตะเท่านั้น ซึ่งหวังลี้เองก็ยกมือข้างที่แตะของเธอขึ้นมาให้นิลดู

“มือของอํนเป็นเครื่องจักรก็แค่ใส่รหัสลงไปบนผ้าแบบเดียวกับที่สั่งให้มันติดอยู่บนตัวขึ้นมันก็หลุดออกมาเองค่ะ”

หวังลี้พูดอธิบายทางนิลเองก็พงกหัวเป็นระยะๆ ท่ามกลางสายตาของวิลสันที่กำลังครุ่นคิดก่อนที่เขาจะไปถามจิมมี่ที่กำลังเก็บผ้าอยู่

“เห้ย เจ้านิลมันฉลาดขึ้นเปล่าว่ะ วันก่อนยังร้องไห้เป็นเด็กอยู่เลย”

วิลสันถามพร้อมกับลองดูใบหน้าของนิลแต่ก็เห็นแค่หน้ากากที่พงกขึ้นพงกลงเท่านั้น

“ฉันไม่ใช่หมอฉันตอบไม่ได้”

จิมมี่พูดพร้อมกับเก็บผ้านั้นเข้ากระเป๋าของตนพร้อมกับแบกกระเป๋าไว้ที่ด้านหลังตามเดิม

“ไงไม่มีวิชาการละ ฉลาดไม่ใช่เหรอ”

วิลสันพูดพร้อมกับเอียงคอ

“ถ้าไม่รู้ก็ไม่ตอบ”

จิมมี่พูดเสร็จพร้อมกับดูแผนที่สามมิติบนหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมเพราะตอนนี้นิลก็ได้สติแล้ว ก็ควรจะดูแผนที่เพื่อกำหนดเส้นทางที่จะไปถึงได้เร็วขึ้นเพราะยังไงคืนนี้ก็ต้องไปพักแนวสันเขา กลางทะเลทรายตอนกลางคืนอากาศหนาวมากถ้าไปถึงก่อนจะมีเวลาเตรียมตัวมาก แถมถ้าได้พักเร็วเจ้าวิลสันจะได้บ่นน้อยลงหูของเขาจะได้โล่งขึ้นหน่อย

“คุณหวังตอนนี้นิลก็ฟื้นแล้วเดียวเราเดินทางตัดเนินเขาตรงหน้าและลัดไปเลยดีกว่าไหมครับ”

จิมมี่ถามหวังลี้พร้อมกับปล่อยลำแสงจากหน้าปัดให้มันฉายภาพต่อหน้าหญิงสาว ซึ่งระยะทางระหว่างพวกเขากับเนินเขาก็ห่างกันพอสมควรหวังลี้เห็นแค่เนินเล็กเท่านั้น แต่เครื่องแสกนของเธอบอกว่ามันห่างจากที่เธออยู่ประมาณ 12 กิโลเมตรได้

“ก็ดีค่ะ แต่เราคงต้องเพิ่มความเร็วขึ้นอีกไม่งั้นได้ไปถึงช้ากว่าเส้นทางเดิมแน่”

หวังลี้เองก็เห็นด้วยกับเส้นทางของจิมมี่เพราะจากแผนที่ด้านหน้าเป็นเนินทรายถ้าสามารถไปถึงได้ก็สามารถเดินลงเนินลัดไปเลยก็ได้

“แต่ที่นี้เคนเป็นป่ามาก่อนถึงจะกลายเป็นทะเลทราย แต่ก็อาจมีอะไรบางอย่างก็ได้ค่ะ”

หวังลี้พูดเตือนพร้อมกับเดินไปด้วยเพราะเส้นทางเดิมที่พวกเธอใช้เป็นเส้นทางสำหรับยานพาหนะก็เลยมีคนเก็บกวาดสิ่งกีดขวางบริเวณนี้ให้ แต่เนินเขานั้นยังไม่ค่อยมีใครผ่าน ไม่รู้ว่าอาจมีบางอย่างรอคณะทัั้งสี่ก็ได้

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะแบบนั้นถึงปลอดภัย”

จิมมี่พูดพร้อมกับใช้มือขวาพับนาวิเกเตอร์ของเขาและเก็บมันไว้ที่น่องซ้ายตามเดิม พร้อมกับเดินไปหาวิลสันและใช้มือขวาตบหัวอย่างแรง

“เห้ย ตีหัวฉันทำไมฟ่ะ”

วิลสันหันกลับมาตะโกนหน้าจิมมี่ที่อยู่ดีๆก็ตบหัวเขา

“เรียกวิลออกมาฉันอยากให้มันช่วยอะไรหน่อย”

จิมมี่พูดพร้อมกับหยิบหมวกปีกกว้างออกมาออกมาจากกระเป๋าของวิลสัน

“จิซ์ ไม่เห็นต้องตบหัวของฉันก็ได้”

วิลคว้าหมวกนั้นมาสวมลงบนหัวของตนก่อนที่จะเดินนำขบวนไปยังเนินเขาด้านหน้าอย่างรวดเร็วซึ่งทุกคนก็เดินตาม ทุกย่างก้าวของวิลความเร็วในการก้าวเท้าของเขาก็เร็วมากขึ้น เขาก็ใช้มือขวากดที่หมวกไม่ให้มันปลิวไปตามแรงลม ทุกคนที่ตามอยู่ก็เลยก้าวขาวิ่งตามไปเพื่อให้ทันความเร็วของวิล แต่วิลก็วิ่งเร็วมากขึ้นเรื่อยๆจนนิลและหวังลี้เริ่มที่จะตามไม่ทันที่ยังตามเขาอย่างกระชันชิดก็มีแต่จิมมี่เท่านั้น

“พวกเขาวิ่งเร็วมากผมตามไม่ทัน”

นิลแสดงอาการหอบอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับไฟบนหน้ากากที่กลายเป็นสีเหลือง ซึ่งสร้างความสงสัยให้หวังลี้มากเพราะเธอเองก็เคยทำงานร่วมกับนิลมาก่อนถึงจะได้ยินมาว่าเขาความจำเสื่อม แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ดูน้อมนอบมาก ต้องบอกว่าเหมือนเด็กชายที่มีมารยาทมาก ต่างจากคนเดิมที่สนใจแค่คำสั่งเท่านั้น

ซึ่งทางด้านวิลกับจิมมี่ที่วิ่งนำหน้าไปก็ดูเหมือนกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างแต่ด้วยระยะห่างที่มากขึ้นทำให้ทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน แค่แปปเดียววิลกับจิมมี่ก็มาถึงเนินนั้นแล้ว ถ้าเอาจริงๆแล้วถ้าหวังลี้จะเร่งความเร็วจนนำคนทั้งสองคนที่อยู่ด้านหน้าเธอก็ทำได้ แต่ก็โดนอลันสั่งห้ามไว้ เธอจึงทำได้แต่วิ่งด้วยความเร็วมาตรฐานไปเรื่อยๆจนกว่าจะตามทันก็เท่านั้น

“พวกเขาทำอะไรกัน อย่าบอกน่ะว่า”

หวังลี้เห็นพวกเขาสองคนคุยอะไรบางอย่างบนเนินนั้น และวิลเองก็โยนก้อนอะไรสักอย่างเล่น  ซึ่งถ้าเธอคิดไม่ผิดที่วิลโยนเล่นอยู่คงจะเป็น

ตู้ม

เสียงระเบิดดังสนั่นพิสูจน์ความคิดของเธอในทันที หลังจากที่วิลโยนสิ่งนั้นลงไปในเนินทราย และเกิดระเบิดอย่างรุนแรง ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายไปทั่วบดบังทัศนวิศัยของหวังลี้ และดูเหมือนนอกจากทรายแล้วเนินทรายนั้นยังมีอะไรบ้างอย่างอยู่ด้วย

“คุณผู้หญิงตัวสีเงิน ระวังด้วยน่ะครับ แอร็ก

นิลพยายามเตือนหวังลี้ด้วยความหวังดี เพราะว่าทางขึ้นไปยังเนินทรายนั้นมีทั้งโขดหิน เศษไม้ที่บ่งบอกว่าที่นี้เคนเป็นป่ามาก่อนและเศษเหล็กที่เป็นส่วนประกอบของอาวุธในช่วงสงคราม ถ้าเกิดไม่ระวังก็มีบาดเจ็บได้เช่นกันซึ่งเสียงหลงของนิลก็เป็นหลีกฐานชั้นเยี่ยม

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ต้องเป็นคุณตั้งหากที่ต้องระวัง”

‘คุณผู้หญิงตัวสีเงิน?’

หวังลี้พูดออกมาหลังจากที่นิลเผลอไปเหยียบเข้ากับกับดักสำหรับล่าสัตว์เข้า แต่เนื่องจากชุดที่นิลสวมอยู่ค่อนข้างหนามันจึงทำได้แค่ล็อคขาของนิลไว้เฉยๆ

“เดียวดิฉันช่วยเอาออกให้น่ะค่ะ”

หวังลี้เอามือของเธอจับที่กับดักก่อนที่จะใช้แขนงัดฟันปลาเหล็กออก นิลจึงเอาขาออกมาได้

“ขอบคุณครับ คุณผู้หญิงตัวสีเงิน”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ วันหลังเรียกฉันว่าคุณหวังดีกว่าคุณผู้หญิงตัวสีเงินมันฟังดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไร”

เธอบอกกับนิลแบบนั้นเพราะว่าถ้าเกิดนิลตะโกนเรียกกลางฝูงชนขึ้นมามันจะฟังไม่ค่อยดีเท่าไร และคนที่ร่างกายเป็นเครื่องจักรในนี้ยังน้อยมากส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกทหารที่ดัดแปลงร่างกาย คนรอบข้างที่ไม่รู้เรื่องอะไรอาจจะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่เลยก็ได้

“ก็ได้ครับ คุณหวัง”

“เห้พวกแกสองคนมั่วสวีทอะไรกับอยู่รีบขึ้นมาได้แล้ว”

วิลตะโกนเสียงพร้อมกับโชว์ลูกระเบิดในมือ เพื่อเป็นนัยว่า ‘ถ้ายังไม่รีบขึ้นมาพ่อระเบิดทิ้งแน่’

“ค่ะกำลังจะถึงแล้วค่ะ”

หวังลี้ยกขาขึ้นเนินด้วยความยากลำบาก เพราะแรงระเบิดทำให้ทรายบริเวณนั้นไหลลงสู่ที่ต่ำ ทันทีที่เหยียบขาของเธอก็จมลงไปในพื้นทรายทันที ซึ่งวิลที่อยู่ด้านบนไม่รู้ใส่รองเท้าสกีที่ทำให้เดินบนทรายและไม่จมตั้งแต่เมื่อไร

เขายังคงทำสีหน้าเย้ยยันหวังลี้และนิลที่กำลังเดินขึ้นอย่างยากลำบาก และมันลำบากอีกตรงที่นิลทำถ้าจะยกขาไม่ขึ้นต้องให้หวังลี้ช่วยออกแรงดึงไว้ไม่งั้นนิลได้จมหายทรายไปกับทรายแน่ๆ

“คว้าเจ้านี้ไว้ครับ”

ทันทีที่เสียงของจิมมี่ดังขึ้นวิลก็เอียงคอหลบและมีเชือกสีดำพุ่งไปยังหวังลี้ซึ่งเธอเองก็คว้าเชือกนั้นไว้และเอาปลายเชือกที่มีลักษณะเป็นเหมือนแม่กุญแจเกี่ยวกับเสื้อของนิล

“วิลถ้าไม่ช่วยก็ถอยออกไปซะ”

จิมมี่ตะโกนใส่วิลที่ยังคงเอียงคออยู่และไม่ยอมเดินออก

“อย่ามาสั่งฉันจอร์จ”

วิลเอียงตัวออกก่อนที่จะช่วยจิมมี่ออกแรงดึงเชือก เขาเป็นคนที่ไม่ชอบถูกใครสั่ง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรถ้าเขาเป็นคนที่ทำให้คนอื่นลำบากเขาก็ยอมที่จะทำตามบางคำสั่ง

“ขอบคุณทั้งสองคนที่ช่วยค่ะ”

หวังลี้พูดขอบคุณทั้งสองหลังจากที่วิลกับจิมมี่ลากเธอและนิลขึ้นจากทรายดูดได้ แผ่นโลหะสีดำที่อยู่บนใบหน้าแบ่งครึ่งและพับเก็บข้างใบหูของเธอ หวังลี้ตบแก้มของเธอเพื่อเอาเศษกรวดที่ติดเข้าไปขณะที่โดดทรายดูด หมออลันอุตส่าห์สังเคราะห์ผิวหน้าของเธอให้ใหม่เธอก็ต้องดูแลมันให้ดีหน่อย

“อ้ะ” วิลทำเสียงค้างทันทีที่เห็นหน้าตาของหวังลี้ ถึงเขาจะเคยเห็นหน้าของผู้หญิงคนนี้แต่ตอนนั้นเขาแค่เห็นใบหน้าเทียมที่เห็นวงจรไฟฟ้าใต้ผิวหนัง แต่ครั้งนี้กับดูนุ่มนวล จนวิลยื่นมือไปที่หน้าของหวังลี้

“เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ” หวังลี้ถามพร้อมกับสะบัดหัวของเธอ ทำให้วิลสามารถเห็นใบหน้าของเธอได้ชัดเจนมาก ตาตี่ที่เบิกกว้างทำให้เห็นนัยต์ตาสีเทาดูซุกซน หน้าผากที่มีแนวผมรูปตัวเอ็มเปิดเพียงเล็กน้อยแนวผมที่ไม่

“ไม่มีอะไรก็แค่รู้สึกรำคาญนิดหน่อย”

วิลพูดพร้อมกับเก็บมือของเขา

“งั้นก็ต้องขอโทษทีต้องทำให้ลำบากค่ะ”

“ชั่งเหอะ เธอรีบไปดูเจ้านิลดีกว่า”

วิลชี้ไปยังนิลที่ตอนนี้กำลังส่งเสียงร้องไห้อยู่ จิมมี่ก็กำลังปลอบใจอย่างยากลำบาก ถึงจะดูโตขึ้นแต่นิสัยชอบร้องไห้ก็ยังเหมือนเดิม

“ค่ะ แล้วคุณวิลจะ...”

“ชั่งหัวฉันสิ ฉันรอตรงนี้แหล่ะ”

วิลไล่หวังลี้ออกไป ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาหลังจากที่หวังลี้กำลังช่วยจิมมี่ปลอบใจนิล

ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้นะ รู้สึกอิ่มเอิบใจ ไม่สิ! รู้สึกหัวใจมันร้อนๆยังไงก็ไม่รู้

วิลเอามือจับที่หน้าอกของตัวเองก่อนที่จะส่ายหัวไร้ความคิดที่เขาไม่รู้จักออกไปจากหัว เมื่อความคิดนั้นหายไป เขาก็เดินไปหาพวกหวังลี้ที่กำลังป้อนขนมให้นิลอยู่




NEKOPOST.NET