P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 28 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.28 - นับถอยหลัง


วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 16: 14 น.

ณ โรงอาหารหลัก โรงพยาบาลลาริส

ในโลกอาหารต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังรับประทานข่าวเย็นแต่เนิ่นๆ เพราะวันนี้พวกเขามีหน้าที่บางอย่างต้องทำในช่วงดึกของวันนี้ดังนั้น การรีบกินอาหารให้เสร็จจึงเป็นความคิดที่ดี

แต่ทุกสายตาในตอนนี้กับไม่ใช่จานอาหารของตนแต่เป็นหน้าจอทีวีแอลซีดีที่กำลังออกอาการอยู่ ซึ่งในข่าวที่กำลังถ่ายทอดสดนั้น พิธีกรสาวคนหนึ่งกำลังถามชายสองที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา

“นี้คือรายการ วิเคราะห์ทุกวินาทีโลกค่ะ พวกคุณทั้งสองคนคิดยังไงกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบที่เขตการปกครองพิเศษที่โคลอมเบียค่ะ”

 ‘ผมคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของ Scarlet Desert ผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ พวกเขาคิดที่จะลดอำนาจการปกครองของมหาสหพันธ์’

ชายคนหนึ่งที่สวมชุดทหารกล่าวออกด้วยน้ำเสียงดุดัน

‘ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของคุณเท่าไรน่ะครับ’

ชายคนหนึ่งพูดออกมาขณะที่กำลังดื่มชาของเขา ซึ่งแน่นอนการตอบแบบนี้ทำให้ชายในทหารทำสีหน้าดำหน้าแดงออกมา ซึ่งเขาคนนั้นเองก็ไม่ได้สนใจกับสีหน้าของอีกฝ่าย เขาก็ยังคงดื่มชาพร้อมกับนั่งไขว้ห้างต่อไป

‘แล้วอวค์ชายคีรีส ท่านคิดยังไงกับเหตุการณ์ครั้งนี้ค่ะ’

พีธีกรสาวถามคีรีส ซึ่งแน่นอนว่าองค์ชายหนุ่ม วางแก้วบนโต๊ะข้าง พร้อมกับนั่งอย่างสุภาพนอบน้อม

‘ผมคิดว่าการใช้อาวุธดัดแปลงเพื่อลดอำนาจการปกครองเป็นเรื่องที่งี่เง่าสิ้นดีครับ เพราะว่าการที่จะถล่มสำนักงานที่เต็มไปด้วยระบบป้องกันระดับมาตรฐานโลก นอกจากสิ้นเปลื้องบประมาณแล้ว ยังทำให้เกิดการต่อต้านอย่างหนักอย่างประชาคมโลก แถมยังอาจถูกเพ่งเป้าได้ง่ายด้วยครับ’

คีรีสพูดแสดงความคิดเห็นของเขา เพราะต่อให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากแค่ไหน การที่จะงัดข้อกับมหาสหพันธ์ก็ดูท่าจะฝันเฟื่องเอามากๆ แถมการโจมตีในครั้งนี้ยังเป็นการใช้อาวุธชีวภาพกึ่งเครื่องจักรถล่มเต็มรูปแบบ แน่นอนว่าต้องมีเทคโนโลยีทางด้านเครื่องจักรชีวภาพที่สูงมาก ต่อให้เป็นแบบในภาพยนตร์บางเรื่องก็ยังทำได้ยากเลย

“เห้ย นายคิดยังไงกับในข่าวนี้ว่ะ จิมมี่”

วิลสันถามจิมมี่ที่กำลังนั่งดูข่าวช่วงเย็นกับเขา และเขาเองก็หันหน้ามองทั่วห้อง โดยรอบก็มีทุกคนในกองกำลังกำลังดูข่าวนี้ตาไม่กระพริบเช่นกัน

โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่ส่วนใหญ่จ้องไปยังองค์ชายคีรีสตาแบบตาค้าง ซึ่งถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าในดวงตาของพวกเธอมีรูปหัวใจกันทุกคน ซึ่งทุกอากัปกริยาที่คีรีสแสดงออกมาแต่ละอย่าง ล้วนเรียกเสียงกรีดของสาวๆได้เป็นอย่างดีทำให้ผู้ชายในโรงอาหารถึงกับทำหน้าบูดกันตรึม ยกเว้นเวลาที่ตากล้องฉายภาพของทหารหน้าโหดสาวๆกับทำเสียงโฮ่ขับไล่ ยกเว้นผู้ชายที่ทำเสียงสดุดีชื่นชม

ทางจิมมี่มองไปยังวิลสันก่อนที่จะเหล่ตามองไปยังพวกสาวๆก่อนที่จะเอามือตบบ่าของเขา

“ยังไงซ่ะ พวกเราก็ยังอยู่ที่นี้ได้อีกแปปเดียว คืนนี้ก็ต้องเริ่มย้ายฐานกันแล้ว ข่าวนี้ค่อยว่าทีหลังก็ได้”

จิมมี่พูดออกมาพร้อมกับใช้มืออีกข้างกินอาหารแปรรูปอัดแท่งแบบที่ให้พลังงานในทันทีหลังกินเข้าไปในหนึ่งชั่วโมงและมีผลกระตุ้นประสาท เพราะคืนนี้เขาอาจจะไม่ได้หลับพักผ่อนเลยก็ได้ เพราะว่าหลังจากการบุกโจมตีเขตการปกครองเขตนี้ ทางพวกเขาเองก็เริ่มถูกเจ้าหน้าที่จากทางการกดดันทีละน้อย ซึ่งเบื้องบนของพวกเขาได้ออกคำสั่งให้พวกเขาถอนกำลังจากที่นี้เป็นการเร่งด่วนเพื่อป้องกันเหตุร้าย สมาชิกที่ไปทำภารกิจตามที่ต่างๆในเขตนี้ต่างถูกเรียกกลับมาจนหมดตั้งแต่เมื่อวานเห็นว่าจะย้ายฐานทัพไปที่ไหนสักทีในอเมริกาเหนือ

เดียวนะค่ะ!’

เสียงของพิธีกรสาวดังสนันทีวีทำให้ผู้ชมหญิงที่กำลังเอียงหูฟังเสียงองค์ชายอย่างเคลิบเคลิ้มสะดุ้งกันทั้งแถบ อย่าว่าแต่ฝั่งผู้หญิงเลย ฝั่งผู้ชายเองก็สะดุ้งเหมือนกัน

‘ใครมันเปิดทีวีเสียงดังสุดฟ่ะ’

วิลสันคิดในใจ ก่อนที่จะหันไปมองจิมมี่ ซึ่งจิมมี่เองก็ไม่สนใจอะไรนอกจากกินอาหารอัดแท่งกับดื่มนมไวล์มอล ดูถ้าเขาคงไม่สนใจไอองค์ชายเวร หรือทหารหน้าเข้มคนนั้นเลย

พิธีกรสาวหยุดถามก่อนที่จะมองข่าวบนแท็บเล็ตแบบพกพาที่ตอนนี้ส่องแสงสีแดงเข้ม

“เห้ย มันผิดปกติแล้วน่ะ”

วิลสันพูดออกมาหลังจากเห็นสถานการณ์ในทีวี พิธีกรสาวที่ตอนนี้กำลังพูดถกอะไรบางอย่างกับตากล้องและทำสีหน้าเอาจริงเอาจังสุดๆต่างจากเมื่อครู่ที่ยิ้มแย้ม ทหารหน้าเข้มขบฟันหลังจากที่มองไปยังแท็บเล็ตของตัวเอง ส่วนคีรีสเองก็ดูเหมือนจะแววมองมายังหน้าจอครู่หนึ่ง แต่คราวนี้สีหน้าของเขาดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด เขาหลับตาลงก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินออกไปจากหน้าจอ ท่ามกลางเสียงพูดคุยในห้องส่ง ซึ่งแน่นอนในโรงอาหารแห่งนี้เองก็มีเสียงพูดคุยกันดังแสดไม่แพ้กัน

เมื่อเห็นสิ่งที่คนในห้องส่งทำกัน วิลสันเองก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดเหมือนกัน เพราะดูจากแสงสีแดงที่ส่องออกมาจากแท็บเล็ตเหล่านั้นแล้ว นั้นมันรหัสฉุกเฉินที่ใช้กระจายข้อความแบบพิเศษดูถ้าจะเกิดอะไรสักอย่างขึ้น เขาก็เลยเปิดดูแท็บเล็ตเหมือนกัน แต่...

‘ที่นี้อยู่นอกเขตสัญญาณ กรุณาหาที่ด้วยค่ะ’

“อืม เวร แล้วไงลืมไปว่าที่นี้ใช้คลื่นไม่ได้นี้หว่า”

วิลสันพูดออกพลางมองไปยังแท็บเล็ตที่เขียนข้อความเตือน ซึ่งทุกคนในโรงอาหารนี้ต่างมองไปยังวิลสันพร้อมกับถอนหายใจ ใครๆในสถานที่แห่งนี้ต่างรู้ดี ว่าที่นี้ทำการติดตั้งคลื่นรบกวนระดับสูง ทำให้ที่แห่งนี้ไม่สามารถรับข้อมุลจากภายนอกได้เพื่อป้องกันไม่ให้ทางสหพันธ์แอบขโมยข้อมูลนั้นเอง ซึ่งทุกคนในที่นี้ต่างรู้ว่าวิลสันเป็นมือหนึ่งด้านหาและปลอมแปลงข้อมูล แต่นี้กลับลืมเรื่องระบบแจมมิ่ง(Jamming) ของที่นี้เสียได้ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นก็คงเป็นทีวีที่วิลสันแอบต่อสายเคเบิลจากเสาส่งสัญญาณ

“เอ้า นี้”

จิมมี่หยิบโทรศัพท์รุ่นเก่าที่มีลักษณะคล้ายแท่งสี่เหลี่ยมหัวกลมขึ้นมาขึ้นมาซึ่งด้านบนมีตัวเลข 3310 อยู่

“เหอะนายหยิบ หินปาหัวหมาของฉันมาด้วยเหรอ ขอบใจน่ะ”

วิลสันหยิบโทรศัพท์ก่อนที่ใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่หยิบโทรศัพท์ชี้ไปทางจิมมี่เป็นเชิงขอบคุณ

เขากดปุ่มโทรออกทันทีก่อนที่จะเอาแท็บเล็ตของตนมาจ่อกับโทรศัพท์นั้น ทันใดนั้นเองหน้าจอของแท็บเล็ตก็ปรากฎภาพข่าวขนาดใหญ่แบบโฮโลแกรมออกมา

เมื่อเห็นดังนั้นสมาชิกที่อยู่ในโรงอาหารต่างก็หยิบอุปกรณ์รูปทรงเหมือนแท่งทรงกระบอกที่มีปุ่มมากมายออกมา ก่อนที่วิลสันจะกดปุ่มบางอย่างบนแท็บเล็ต พร้อมกับเหล่ตามองโทรศัพท์รุ่นเก่า และกดตัวเลขบนนั้นเหมือนเป็นรหัสบางอย่างๆรวดเร็ว

“โอเค ส่งให้แล้ว”

วิลสันพูดพร้อมกับทำสีหน้าเข้ม เพราะเขาเป็นฝ่ายข้อมูล และเป็นคนที่เชี่ยวชาญที่สุดเขาจึงอ่านข่าวเมื่อกี้เล็กน้อย ทำให้เขารู้เลยว่าสิ่งที่คนในห้องประกาศข่าวพูดกันคืออะไร

“เห้ย อันนี้มันสงครามใช่ไหม”

เสียงของสมาชิกคนหนึ่งพูดขึ้น ขณะที่พวกเขากำลังมองข้อความที่เพิ่งได้รับมา บางคนทำสีหน้ากังวลออกมา บางคนเองก็ถอนหายใจมา ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มถกเถียงกันยกใหญ่

วิลสันเองก็ทำสีหน้าเข้มพร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ ซึ่งแน่นอนจิมมี่เพื่อนรักของเขาเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน

“ฉันไปด้วย”

จิมมี่พูดออกมาพร้อมกับเดินนำไปยังหน้าประตูทางเข้าโรงอาหาร ทางฝั่งวิลสันเองก็หลับตาของตน ก่อนที่จะเดินไปยังเคาเตอร์อาหาร เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับแววตาที่แหลมคม และมุมปากที่ยกสูงจนเห็นเขี้ยวของเขา

“อึ่ย! มันเริ่มแล้วไง”

เสียงของสมาชิกดังขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ทำสีหน้าขาวซีด ผู้หญิงบางคนแข้งขาอ่อน เพราะพวกหล่อนรู้ดีเวลาวิลสันมีมุมปากยกสูงแบบนั้น แสดงว่าเจ้านั้นกำลังจะออกมา

“ตึง”

วิลสันเตะเคาเตอร์ที่โต๊ะอย่างรุนแรง ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจัดเตรียมของอยู่ชะเงอหน้าออกมา

“ลี้ฉันมีธุระ เธอมากับฉันหน่อย”

วิลสันพูดออกมาขณะที่กำลังใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบเคาเตอร์อยู่

หญิงสาวที่ใส่หมวกทรงสูง สวมเสื้อปิดมิดชิดกับผ้ากันเปื้อนฟ้าเดินออกมาจากห้องทำอาหาร และถ้าลองสังเกตส่วนที่ไม่มีเสื้อปิดบังร่างกายยังเห็นแผงวงจรโลหะได้ลางๆอยู่บ้าง

“มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ .....!”

หวัง ลี้อึ้งไปชั่วขณะทันทีที่เห็นแววตาสุดเหี้่ยมของวิลสัน ทำให้นึกถึงคำพูดของเหล่าคนครัว ถึงเธอเพิ่งจะได้ทำงานที่นี้แค่วันเดียว เพราะเหล่าคนครัวเองก็ชอบรับน้องด้วยการเล่าเรื่องสยองประจำโรงพยาบาลหรือก็คือหน่วยรบแห่งนี้ให้ฟัง จนได้รู้ว่าวิลสัน คนที่เธอเจอกันตอนที่ไปสำรวจซากปรักหักพังจะมีบุคลิกที่น่าหวาดหวั่น และจะมีโค้ดเนมว่า ‘วิล’

ถ้าดูจากภายนอกก็ดูเหมือนคนที่ดูปัญญาอ่อนและชอบหาเรื่องใส่ตัว แต่ภายในกลับซ้อนความวิปลาสบ้าคลั่ง จนได้ชื่อว่าเป็นคนที่น่ากลัวและสยดสยองที่สุด (ถ้ามีคอมพิวเตอร์) ในกองกำลังนี้

เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังลี้ จึงเก็บอารมณ์ของตนพร้อมกับทำใจดีสู้เสื้อ และยิ้มออกมา

“คุณวิลมีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมค่ะ”

หวัง ลี้ถามออกมาอย่างสุภาพ

ปึง

วิลสันกระทืบเคาเตอร์อาหารเต็มแรงส่งเสียงดังสนั่นทำให้ เสียงพูดคุยรอบข้างหายไป พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวของคนโดยรอบ

“ฉันเรียกชื่อเธอ เธอก็น่าจะรู้ตัวดีที่สุดน่ะ”

วิลสันเน้นเสียงของตนพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับคำพูดที่เต็มไปด้วยความดูถูก ทางฝั่งหญิงเครื่องจักรเองก็ก้มหน้าอย่างนอบน้อม

“ค่ะ เพราะงั้นดิฉันเลยถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไงค่ะ”

ชิ

คำพูดย้อนของหวัง ลี้ทำให้วิลสันเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ แต่เขาจะก่อเรื่องทะเลาะวิวาทที่นี้ก็ไม่ได้ เขาในตอนนี้ยังวิวาทตรงๆกับริสตี้ซึ่งๆไม่ได้ด้วยสิ และถ้าขืนอาละวาทต่อไปแบบนี้จนเรื่องที่เขาโผล่ออกมาเข้าหูริสตี้ มีหวังได้ถูกซัดจนน่วมเปล่าๆ

‘คงต้องพอแค่นี้ก่อนล่ะมั้ง ไม่งั้นซวย’

“วิลพอได้แล้ว คุณหวัง ลี้เดียวเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วก็ตามผมมาก็แล้วกันครับ”

ขณะที่วิลกำลังนึกได้ จิมมี่ก็พูดออกมาขณะที่กำลังสับการ์ดบางอย่าง ถ้าจะเรียกให้ถูกดูเหมือนกำลังเสกการ์ดออกมาจากมือเหมือนนักมายากลมากกว่า

“ค่ะ ดิฉันว่าจะไปเดียวนี้ละค่ะ”

หวัง ลี้พูดพร้อมกับถอดผ้ากันเปื้อนมาแขนไว้ตรงที่แขวนเสื้อที่บนนั้นมีเลขสองที่เขียนเป็นภาษาโรมัน และเธอก็เดินเข้าไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อสำหรับคนกลัว

“วิลแกนี้น่ะ หัดพูดสุภาพและเลิกอาละวาดไปทั่วได้หรือเปล่า”

จิมมี่กอดอกถามวิล เพราะเขาเองก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หูดูโอ(สองคน)กับหมอนี้ อาจจะเรียกว่าทรีโอ(สามคน)ก็น่าจะเหมาะมากกว่า

“เห้อแล้วแกล่ะ จอร์จ”

วิลหันเหล่ตามองจิมมี่ด้วยแววตาโหดเหี้ยม ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงจะขี้หดตนหายไม่ก็รู้สึกเสียวสันหลังบาง แต่มันก็ใช้ไม่ได้ผลกับจิมมี่ที่อยู่กับวิลมานานจะว่าชินแล้วก็ไม่แปลกเท่าไร

“เงียบเถอะ ฉันรำคาญ”

จิมมี่พูดออกมาด้วยแววตาเหย่อยัน เพราะเดิมทีพวกระดับสูงส่งเขามาเพื่อควบคุมไม่ให้วิลที่เป็นด้านหนึ่งของวิลสันเกิดอาละวาท แถมเขายังเคยเจอสิ่งที่สยองกว่านี้มาแล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ

“เปรี๊ยง เปรี๊ยง”

แต่ตอนนี้บรรยากาศของโรงอาหารนั้นมืดหม่นมาก โดยเฉพาะหน้าประตูที่ดูเหมือนมีไฟฟ้าสถิตมากกว่ามหาศาลแผ่ออกมาจากดวงตาของชายสองคน เรียกได้ว่าถ้าเผลอเข้าไปไกลได้ถูกไฟช็อตจนสุกแน่นอน

“ดิฉันเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”

หวัง ลี้ที่ใส่เสื้อกล้ามและกางเกงคอมแบทเดินมาจนถึงหน้าประตูท่ามกลางรังสีที่น่าสะอิดสะเอียนดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำ

“แล้วพวกคุณสองคนทำอะไรอยู่งั้นหรือค่ะ”

“ไม่มีอะไรครับ/เว้ย”

ชายทั้งสองคนตอบก่อนที่บรรยากาศมืดครึมจะหายไป

“อ้าว ไม่จ้องกันต่อเหรอ กำลังสนุกเชียว”

ทันทีที่บรรยากาศสุดแสนทะมึนหายไปก็มีเสียงของหมอหนุ่มดังขึ้น ซึ่งในอลันนั้นกำลังนั่งกินยาแคปซูลสีแดงอยู่ และแน่นอนว่าเขากำลังอมยิ้มอะไรบางอย่าง

“เมื้อกี้เป็นฝีมือคุณเหรอค่ะ ไอบรรยากาศมืดๆปล่อยไฟฟ้าได้เมื้อกี้นี้อ่ะค่ะ”

หวัง ลี้พูดออกมาหลังจากที่เธอสังเกตเห็นว่าบรรยากาศตอนนี้กลับตาลปัตรกันอย่างสุดขั้ว และยังมีคนที่ดูเหมือนพูดแบบเติมเชื้อไฟอยู่ด้านข้างคงเป็นไปได้แค่อย่างเดียวเท่านั่นแหล่ะ

อลันที่กลืนแคปซูลสีแดงเสร็จก็ถอนหายใจออกมาและนั่งเท้าคาง

“ผมก็แค่ช่วยทำให้บรรยากาศมันเร้าใจมากขึ้นครับ”

‘เร้าใจบ้าอะไร เสียวละสิไม่ว่า’

ทุกคนในห้องต่างคิดอยู่ในใจเหมือนกัน

“ทุกคนพอเป็นแบบนี้ทีก็ดุผมน่ะครับ”

อลันพูดออกมาพร้อมกับลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนที่จะเดินออกโรงอาหารในทันที

“ตึง”

วิลใช้แขนประตูจนเกิดเสียงดัง ทำให้อลันหันหน้ากลับมามองเล็กน้อย

“ยังอ่านใจได้แม่นเหมือนเดิมเลยน่ะ”

“ก็แค่อ่านใจได้ก็ไม่ได้หมายความอ่านความคิดได้นิครับ”

อลันยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่ร่างของเขาจะมีไอสีขาวไล่ปกคลุมตั้งแต่เท้าขึ้นไปด้านบน

“เออเกือบลืมเลย คุณหวังถ้าคุณเสร็จธุระกับคุณวิลแล้วมาหาผมที่แล็ปชั้นใต้ดินหน่อยก็แล้วกันครับ”

“ค่ะ”

ทันที่หวัง ลี้ตอบร่างของอลันก็ปกคลุมไอสีขาวและเมื่อไอสีขาวหายไป อลันก็หายไปแล้ว

“เหอะ พวกเธอเลิกสร้างความลำบากใจให้คนอื่นได้ไหม”

เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูหลังจากที่อลันจากไป และเมื่อชายคนนั้นเข้ามาทุกคนในห้องต่างก็พากันลุกขึ้นและทำวันทยาหัตถ์กันถ้วนหน้ายกเว้นสองหน่อตรงหน้าประตูกับหวัง ลี้ที่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเขาคือใคร

“สวัสดีครับ ท่านหัวหน้าเคิร์ก”

จิมมี่เป็นคนแรกที่ทักออกมา เขาโค้งตัวและกำมือไว้ที่อก

“คุณคือเคิร์ก นอร์แมนคนนั้น”

หวัง ลี้ตกใจมากที่คนตรงหน้าจะเป็นบุคคลในตำนาน ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก แต่ดูเหมือนเคิร์ก นอร์แมนตรงหน้าของเธอจะดูหนุ่มกว่าที่เธอคิดไว้มาก

“อ้าว เธอคือใครกัน ฉันจำได้ว่าไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน”

เคิร์กทำสีหน้าพิจารณาสตรีตรงหน้าในทันที เพราะเขาไม่เคยผู้หญิงที่มีร่างกายเป็นเครื่องจักรแบบนี้มาก่อน และแน่นอนกว่าพิจารณาของเคิร์กเองก็ทำให้หวัง ลี้รู้สึกตัว

“ดิฉันหวัง ลี้เป็นผู้ติดตามของท่านอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยน ต้องขออภัยที่ดิฉันไม่ได้แนะนำตัวค่ะ”

หวัง ลี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมพร้อมกับก้มตัว ซึ่งแน่นอนว่าเคิร์กเองก็ไม่ปล่อยในสตรีตกหน้าก้มตัวนานไป เขาถอดเสื้อโค้ดที่สวมอยู่ ก่อนที่เขาจะคลุมมันให้หญิงเครื่องจักรในทันที

“อ่อ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน แต่”

เคิร์กหันหน้ากลับมาพร้อมกับพูดเสียงดุกับชายกระทาสองหน่อ

“พวกแกมันจริงๆเลย เห็นผู้หญิงเป็นแบบนี้ยังยืนเหม่ออะไรอีก”

เคิร์กพูดเอ็ดลูกน้องทั้งสองของเขา ถึงผู้หญิงตรงหน้าจะมีเครื่องจักรเกือบทั้ง แต่ก็ถูกดีไซน์ให้ใกล้เคียงสรีระของคนปกติ แถมเธอยังสวมเสื้อกล้ามโปร่งและไม่ใส่บาร์ด้วย พอพูดถึงเรื่องดีไซน์ก็สมเป็นอลิซจริงๆถึงจะไม่แคร์ใคร แต่ก็ใส่ใจในทุกหลายละเอียดมากกว่านักค้นคว้าในยุคนี้คนอื่นๆ

“เออ ใช่ ฉันมีธุระกับเธอน่ะวิล ตามฉันมาหน่อย”

เคิร์กพูดพร้อมกับใช้แขนล็อกคอวิลแล้วก็แรงดึงอย่างแรง

“มันเจ็บน่ะโว้ยไอ ผบ.เวร!”

วิลสถบออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะถูกผบ.เคิร์กลากออกไปอย่างช้าๆ ซึ่งแน่นอนว่าร่างของวิลที่ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อเล็กๆหุ้มกระดุกกับเคิร์กที่มีกล้ามเนื้ออัดแน่นเป็นมัดๆ ก็ไม่แปลกที่เขาจะถูกลากออกไปสบายๆ

“เออเกือบลืม เมื้อกี้เบื้่องบนสั่งมาว่าให้เราทำยุติการเคลื่อนย้ายไปก่อน เดียวจะไปตอนไหนเดียวเขาออกคำสั่งมาอีกที”

พูดจบเคิร์กก็ใช้แขนอีกครั้งทุบหัววิลอย่างแรง

“อ่อก!”

วิลส่งเสียงร้องออกมาก่อนที่จะแน่นิ่งไป และก็ถูกเคิร์กแบกร่างที่หมดสตินั้นขึ้นไว้บนไหล่

“เอ้า จิมมี่ก็มาด้วยสิ”

เคิร์กกวักมือเรียกจิมมี่และแน่นอนว่าจิมมี่เองก็เดินตามมาพร้อมกับกวักมือเรียกหวัง ลี้ให้ตามเขามาอีกทอด

“ค่ะ เดียวรอฉันอีกแปปน่ะค่ะ”

หวัง ลี้พูดออกมาก่อนที่จะเดินกลับไปที่เคาเตอร์อาหารอีกครั้ง เธอคิดว่าถึงจะมีเสื้อคลุมของผบ.เคิร์กและร่างกายของเธอเป็นเครื่อง แต่ก็ควรใส่เสื้อให้เรียบร้อยหน่อยดีกว่า เพราะผู้ชายในโรงอาหารแห่งนี้ต่างมองร่างกายของเธอตาเป็นมัน ส่วนผู้หญิงเองก็ทำสายตาอิจฉาปนอาฆาตแค้น ดังนั้นการแต่งชุดอย่างมิดชิดนั้นดีที่สุดในสถานที่แห่งนี้นั้นดีที่สุด

 

ณ ชั้นดาดฟ้าโรงพยาบาลลาริส เวลา ?? : ?? น.

เนื่องจากทางกองกำลังเตรียมตัวที่จะถอนกำลังทั้งหมดออก สมาชิกหมดต่างเข้าไปเตรียมตัวในโรงพยาบาลแห่งนี้ทั้งหมดเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายโดยทางลับใต้ดิน ก็เลยไม่มีเวรยามโดยรอบเหลืออยู่เลย

ณ ค่ำคืนที่แสงแดดหายไปอย่างช้าๆ และท้องฟ้าค่อยๆกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำตัดกับแสงสีส้มของดวงอาทิตย์สุดขอบฟ้าที่พร้อมจะหายไป

แต่บรรยากาศที่งดงามยามค่ำคืนนั้นกลับที่กระแสลมรุนแรงปกคลุม และยังมีเงา เงาหนึ่งกำลังยืนจานดาวเทียมส่งสัญญาณ แต่เพราะสายลมที่รุนแรงนั้นทำให้ไม่สามารถมองเห็นเห็นเจ้าของเงานั้นได้

เงานั้นกำลังมองอะไรบ้างอย่าง

“สถานการณ์ในตอนนี้เป็นยังไงบ้างนิชิกิ”

เสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาจากแผ่นการ์ดสีเหลืองอ่อนที่ส่องแสงท่ามกลางออกจาก

“ค่ะ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านเวรัมคาดการณ์”

ผู้หญิงที่ชื่อนิชิกิตอบกลับแผ่นการ์ดสีเหลืองอ่อนนั้น ด้วยสีหน้านิ่งเงียบ แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

“อย่าให้ความรู้สึกที่มีต่อพวกมันมาสั่นคลอนหน้าที่ของตน อย่าลืมสิว่าฉันเคยสอนเธอเอาไว้ว่าความรู้สึกเป็นสิ่งไม่จำเป็นในหน้าที่”

แผ่นสีเหลืองอ่อนนั้นพูดออกมาหลังจากได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความลังเล

“ค่ะ ดิฉันต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”

นิชิกิพูดขอโทษกับคนที่อยู่ปลายสาย

“ตอนนี้ยังไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาที่ลูซิเฟอร์ลงมือเมื่อไร เธอจะต้องตัดใจให้ได้”

“ค่ะ ท่านฮายามะ”

นิชิกิพูดตอบก่อนที่เธอจะนั่งขัดสมาธิ และกระแสลมโดยรอบก็ค่อยๆเบาลงอย่างช้าๆ

“เราคือตระกูลนิชิกิ เรายังมีหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำ เราคือผู้รับใช้ทายาทแห่งพระผู้เป็นเจ้า อย่าให้มนุษย์ที่มีจิตใจสุดแสนหยาบช้ามาสั่นคลอนจิตใจของตนอย่าลืมเสียล่ะ โฮชิโนะ”

ทันทีที่จบประโยคแผ่นการ์ดที่ปล่อยแสงสีเหลืองก็ดับลงในทันที เหลือแค่แผ่นการ์ดโปร่งใสเท่านั้น และกระแสที่รุนแรงก็หายไปเช่นกัน เผยให้เห็นหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของชื่อนิชิกิ

“ค่ะ หน้าที่นั้นฉันจะจัดการเองค่ะ คุณพ่อ”

นิชิกิ โฮชิโนะหลั่งน้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้างบนดาดฟ้าที่ตอนนี้ท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม มีเพียงเส้นแสงสีส้มสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงกระทบหยาดน้ำตานั้นจนส่องแสงสีส้มสะท้อนโดดเด่นและแสงนั้นก็หายไปยามที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือไว้เพียงท้องฟ้าที่แสนมืดมิด

เส้นทางที่เธอเลือกนั้นจะนำพาสิ่งใดมาสู่โลกกันแน่คงมีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้




NEKOPOST.NET