P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 25 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.25 - แดดแรกยามเช้า


“ฉันกู้ระบบทั้งหมดมาให้แล้ว แต่เนื้อหาที่ได้อาจจะไม่สมบูรณ์”

วิลสันพูดพร้อมกับกวักมือเรียกเพื่อนของตนที่ตอนนี้เหมือนกับกำลังทำเท่กับผู้หญิงแล้วทำให้เขามีความรู้สึกสะอิดสะเอียดอยากอ้วกขนมปังที่กินเมื่อเช้ามาก

‘แต่ก็คงได้แค่นี้ล่ะ ฝากที่เหลือด้วยล่ะวิลสัน จอร์จ’

วิลสันหลับตาลงก่อนที่จะลุกขึ้น พร้อมกับเดินไปยังจิมมี่กับหวังลี้ด้วยสภาพคอตก เมื่อเขาเดินไปถึงทั้งสอง เขาก็เดินตัดหน้าทั้งคู่ในทันที แต่ก็ถูกจิมมี่ใช้แขนข้างที่ถือการ์ดสีแดงจับไหล่ของเขาเอาไว้ก่อน

“วันนี้ นายออกมานานผิดปกติน่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า วิล”

จิมมี่ถามวิลสันท่ามกลางความสงสัยของทหารสาวที่กำลังจ้องพวกเขาทั้งสองตาไม่กระพริบ

ทางวิลสันเองก็เงยหน้าขึ้น ซึ่งวิลสันนั้นอยู่ในสภาพหลับตาทั้งสองข้างพร้อมกับยิ้มจนแก้มแทบฉีก บวกกับเหงื่อยที่ไหลทั่วหน้าของเขา ทำให้สีหน้าของเขาในตอนนี้ดูแย่เอามากๆ แต่วิลสันเองก็ลืมตาของตัวเองขึ้นมา

“ฉันจัดการอีเลเมนต์ไวรัสที่อยู่ในระบบเครือข่ายส่วนกลางให้แล้ว ที่เหลือพวกนายจัดการเอาเองแล้วกัน”

เมื่อวิลสันพูดจบเขาก็ค่อยๆหลับตาลง ซึ่งจิมมี่เองก็ดูเหมือนจะรู้สถานการณ์ เขาจึงใช้แขนทั้งสองข้างประคองร่างของวิลสันไว้ในทันที

“เป็นอะไรมากมั้ยค่ะ”

ทหารหญิงถามด้วยความห่วงใย ก่อนที่จะเห็นจิมมี่ของประคองร่างของเพื่อนของเขาที่ไม่มีเรี่ยวแรงอย่างระมัดระวัง

“มิน่าล่ะ ถึงให้พวกเราจัดการ แสดงว่าวิศวกรของพวกคุณคงโดยเล่นงานไปแล้วสิน่ะ”

จิมมี่ค่อยๆวางร่างของวิลสันลงบนพื้น คงต้องปล่อยให้เขาหลับไปสักพักก่อนแล้วค่อยปลุกก็แล้วกัน

“ค่ะ”

“ว่าแล้วเชียวที่ถึงกับต้องใช้หน่วยรบพิเศษของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน เป็นเพราะว่าไอนี้นี้เอง”

คำตอบสั้นๆของลี้ทำให้จิมมี่ขมวดคิ้วในทันที เพราะอีเลเมนต์ไวรัสเป็นระบบเครือข่ายพลังอีเลเมนต์รูปแบบหนึ่งที่มีความพิเศษ มันสามารถออกคำสั่งให้กับสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ได้เหมือนการสะกดจิตระยะไกล เป็นการใช้พลังอีเลเมนต์ที่ค่อนข้างยุ่งยากมาก เพราะถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่โดยรอบตายได้ด้วยคลื่นรังสีอีเลเมนต์ที่ไม่เสถียร ยิ่งสมองของมนุษย์นั้นบอบบางมาก การโดนคลื่นรังสีอีเลเมนต์ที่ไม่เสถียร ก็เหมือนกับเอาสมองคนไปแช่ในบ่อกัมตภาพรังสีก็ไม่ปาน

นั้นยังไม่ถือว่าน่ากลัว ที่น่ากลัวคืออีเลเมนต์ไวรัสสามารถแพร่ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นได้ เมื่อมันถูกส่งเข้าสมองใคร สมองคนนั้นจะส่งคลื่นอีเลเมนต์นั้นไปยังคนใกล้เคียงเรื่อยๆ จนถูกเรียกว่าไวรัส สมกับคุณสมบัติของมัน

ในยุคท้ายของมหาสงครามโลกครั้งที่ 3 มีการใช้มันเข้าต่อกรกับเหล่าอาวุธชีวภาพ และผลที่ได้ก็ถือว่าดีเหล่าอาวุธชีวภาพต่างก็เสียสติจนฆ่ากันเองทำให้แนวรบและกำลังรบของแต่ละประเทศสามารถฟื้นฟูได้จนสามารถพลิกกระแสสงครามจนได้รับชนะ ถึงจะจบยุคสงครามไปแล้ว แต่ความน่ากลัวของมันยังคงอยู่ มนุษย์นั้นมีโครงสร้างสมองที่ละเอียดอ่อนมาก ไม่ต้องใช้อีเลเมนต์ไวรัสที่รุนแรงแบบอาวุธชีวภาพ คนก็ตายได้ง่ายๆ

ในปัจจุบันก็มีการติดตั้งเครื่องรบกวนคลื่นอีเลเมนต์ไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆทั่วโลก ทำให้อนุภาคของมันลดลงจนไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แล้ว

แต่นึกไม่ถึงว่ายังมีคนใช้มันอยู่ แถมยังฝังไว้ในระบบคอมพิวเตอร์หลักอีก ดูแล้วน่าจะเป็นแบบกับดัก ถ้าไม่มีใครไปแก้ไขข้อมูลอะไรมันก็จะไม่ทำงาน แต่เมื่อใครก็ตามพยายามที่จะรุกล้ำระบบหลัก มันก็จะทำงานโดยการส่งคลื่นอีเลเมนต์ส่งเข้ากับคลื่นควอนตัมสมองทำให้เซลล์สมองเกิดการผิดปกติอย่างช้าๆ ทำให้ไม่มีใครรู้ตัว และเมื่อผู้รุกล้ำใกล้จะไขรหัสได้สำเร็จ เซลล์สมองที่ถูกวางยาไว้ก็จะถูกทำลายในทันที ดูถ้าวิศวกรที่พยายามเปิดข้อมูลคงจะตายหมด ถ้ายังไม่ตายก็คงพิการไปตลอดชีวิต

นี้ถ้าไม่ใช่เป็นวิลสันกับวิลที่เชี่ยวชาญด้านการขโมยและแก้รหัสผ่านระบบหลักโดยที่เครื่องจักรก็ยังจับไม่ได้ล่ะก็ปานนี้คงตายไปแล้ว

“เอาล่ะ มาดูดีกว่าว่าในนี้มีอะไรบ้าง”

จิมมี่สะบัดข้อมูลของตัวเอง ก่อนที่จะมองไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ แท็บเล็ตพ่วงมากับคีย์บอร์ดมากกว่า แต่ก็ดูใช้งานยากเพราะส่วนที่เป็นหน้าจอน่าจะถูกประกอบขึ้นจากหน้าปัดของเครื่องแสกนความร้อนที่เห็นแค่ความต่างของสี ส่วนคีย์บอร์ดก็ไม่ได้ระบุตัวอักษรสักตัวแถมปุ่มกดยังไม่ครบ

“เจ้าวิลเอาแต่ใจอีกแล้ว”

เขารู้สึกเหนื่อยใจกับนิสัยเอาแต่ใจของวิลเอามาก ถ้าจะพูดให้ถูกนั้น    วิลต่างกับวิลสันเล็กน้อยตรงบุคลิก ทั้งคู่เดิมทีเป็นพวกสบายๆ แต่วิลจะไม่ชอบให้ใครมาจุ้นเรื่องของตัวเองกับเป็นพวกไม่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ต่างกับวิลสันที่ชอบกวนสนเท้าคนอื่นจนโดนริสตี้กระทืบจนปางตายมาหลายครั้ง

จิมมี่ถอนหายใจ ก่อนที่จะมองไปยังหน้าปัดพร้อมกับกดปุ่มบนคีย์บอร์ดเพื่อลองปฏิกริยาที่จะเกิดขึ้น

หน้าจอค่อยๆเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วดูถ้าปุ่มดังกล่าวจะเป็นรหัสลับมากกว่า เจ้าวิลคงไม่ยากให้ใครมาวิจารณ์ผลงานของมันสิน่ะ ถึงได้ทำให้มันดูยาก แต่มันก็ไม่ได้ผลกับเขาสักเท่าไรหรอก ก็ใครให้คุณลอร่าจับคู่เขากับวิลสัน

แต่อย่างแรกเขาต้องถอดรหัสออกมาให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก แต่ครั้งนี้เป็นรหัสสี ท่าเขากดปุ่มบนคีย์บอร์ดก็จะได้สีต่างๆออกมา กดถูกหน้าจอก็จะปรับแกมม่าสีได้ และเราจะได้ภาพตามที่ต้องการ

จิมมี่ที่ทำหน้าอมยิ้มกดปุ่มสลับตำแหน่งต่างๆไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนิ้วที่กดอย่างรวดเร็วของจิมมี่ต่างก็ตากอยู่ภายใต้สายตาของทหารสาวทั้งหมด

“ต่อให้คุณจำรูปแบบการกดของผมไปก็ไม่ทำให้คุณไขรหัสออกหรอกครับ”

จิมมี่เบนสายตามองไปยังหวัง ลี้ที่จ้องมือกับหน้าจอไม่กระพริบ ซึ่งทำให้ทหารสาวยิ้มออกมา

“คุณที่อยู่ในโลกขั้นกลางเองก็ไม่เลวน่ะค่ะ”

หวัง ลี้ รู้ดีถึงโลกขั้นกลาง เพราะเธอเองก็เกิดและเติบโตมาจากที่นั้น แต่ต่อให้เป็นผู้ที่มาจากโลกเดียวกัน เธอก็ไม่คิดที่จะใจอ่อน หน้าที่ของเธอคือการเก็บข้อมูล ดังนั้นทุกสิ่งที่ทำให้ได้ข้อมูลที่เธอต้องการ เธอก็จะทำมันทั้งหมด

“แต่พวกฉันเองก็ยังไม่คิดว่าพวกคุณจะเก็บเขาเอาไว้”

หวัง ลี้ล้วงแท่งเหล็กสีดำที่เก็บไว้ที่เอวของตัวเองออกมาเคาะที่มือตัวเองหลายครั้ง

“ผมเองก็ไม่ไว้ใจคุณเหมือนกัน”

จิมมี่เบนสายตามองไปยังทหารสาว ซึ่งหวัง ลี้เองก็เห็นสิ่งของบางอย่างที่มือขวาของชายหนุ่ม

“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ดิฉันไม่ใช้คนที่เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้หรอกค่ะ”

เมื่อพูดจบทหารสาวก็โยนแท่งเหล็กนั้นออกไป แท่งเหล็กนั้นคลี่ออกจนกลายไปเก้าอี้เหล็กสีขาวตัวหนึ่ง และเธอก็นั่งไขว้ห้างบนนั้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นถ้าทางของทหารหญิง จิมมี่จึงเก็บ‘บางอย่าง’ที่มือขวาของเขากลับเข้าที่เดิม ก่อนที่เขาจะนั่งจิ้มคีย์บอร์ดในมือซ้ายเหมือนเดิม

“คุณไม่สนใจเพื่อนของคุณหน่อยหรือค่ะ”

หวัง ลี้พูดเตือนจิมมี่ที่กำลังกดรหัสบางอยู่ให้รู้ถึงตัวตนของเพื่อนของเขาที่กำลังหมดสติอยู่

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกเขาก็แค่เหนื่อยมากเกินไปเท่านั้น”

“พวกเขา?”

ทหารหญิงขมวดคิ้วของเธอทำให้ตาที่ตี่อยู่แล้วเล็กลงจนเกือบปิด แต่นั้นคงจะเกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษของคนที่กำลังหมดสติอยู่ ซึ่งจุดนี้เองก็น่าสงสัยมากถึงความสามารถของเขาที่อาจเกี่ยวกับคำพูดแปลกๆที่ว่า ‘พวกเขา’

แต่ก็อาจเป็นการพูดแบบทำให้คิดไปเองของชายหนุ่มตรงหน้าที่ทำให้เธอมีความเข้าใจผิดๆก็ได้

“ได้แล้วครับ”

จิมมี่ลุกขึ้นก่อนที่จะถือหน้าจอกับคีย์บอร์ดไปให้ทหารหญิงที่ยังนั่งอยู่ เมื่อทหารหญิงเห็นสิ่งที่ปรากฎบนหน้าจอ นัยต์เธอก็เบิกกว้างอย่างผิดปกติ

สิ่งที่อยู่นั้นคือภาพของชายในชุดฮู้ดสีดำที่กำลังเดินอยู่ในทางเดินเล็กๆของสำนักงานก่อนที่จะถูกทำลาย ก่อนที่ชายที่อยู่ในกล้องจะเงยหน้าขึ้นมามองกล้องวงจรปิด

หวัง ลี้ลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะกดปุ่มบางอย่างตรงข้อมือซ้ายของเธออย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากที่เธอกดปุ่มบนข้อมือนั้น ก็ปรากฎตารางข้อมูลสีฟ้าลอยขึ้นมาเหนือข้อมือของเธอ

ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การสังเกตของจิมมี่ เธอกดที่ข้อมือของเธอทั้งที่ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอะไร แสดงว่าตั้งแต่ข้อมือซ้ายลงไปเป็นเครื่องจักรแน่นอน

“ช่วยส่งข้อมูลที่ได้ให้มาทางดิฉันหน่อยได้ไหมค่ะ”

หวัง ลี้พูดอออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเย็นสงบ แต่ถ้าลองฟังดีๆ จิมมี่รู้สึกได้ถึงความร้อนรน และจิตประสงค์มุ่งร้ายที่รุนแรงมาก

ส่วนแววตาที่เบิกกว้างเต็มไปด้วยความน่ากลัว เขาสามารถมองเห็นเส้นเลือดฝอยในดวงตาได้อย่างชัดเจน พร้อมกับนัยต์ตาดำที่เล็กมากๆ

จิมมี่มองภาพในกล้องวงจรปิดกับดวงตาของทหารสาวสลับไปมา ก่อนที่จะพูดออกมา

“ดูถ้าผู้ชายในกล้องวงจรปิดคงจะมีความแค้นส่วนตัวกับคุณสิน่ะค่ะ”

“คุณรู้ได้ยังไงค่ะ”

“ดวงตาของคุณ”

พอจิมมี่พูดจบทหารหญิงก็ใช้มือขวาฉีกหนังตรงข้อมือซ้ายอย่างรวดเร็วจนเห็นโลหะสีเงินแวววาวทั่วทั้งมือ เธอใช้โลหะนั้นต่างกระจกเงา ทำให้เธอเห็นดวงตาของเธอจนชัด

“ขอโทษค่ะ”

หวัง ลี้หลับตาของเธอลง ก่อนที่เธอจะใช้มือซ้ายที่เป็นโลหะนั้นกดลงบนกลางฝ่ามือขวา ทันใดนั้นมือขวาของเธอก็แตกออกเผยให้เห็นมือขวาที่เป็นโลหะเหมือนมือซ้าย และเธอก็ใช้มือขวานั้นกดลงตรงขมับขวาของเธออย่างรุนแรง ก่อนที่จะผ่อนแรงกดออก

เธอลืมตาอีกครั้ง ดวงตาของเธอทั้งคู่ดูปกติจนเหมือนดวงตาสุดสยองไม่เคยเกิดขึ้น

เมื่อจิมมี่เห็นเธอลืมตาขึ้นก็ยื่นแค่หน้าจอให้ เพราะเขาถอดรหัสออกมาแล้ว คีย์บอร์ดที่ใช้ถอดรหัส ถ้าจะพูดให้ถูกคือคีย์บอร์ดใช้ทำหน้าที่แก้บัคที่มีอยู่ประปราย(ค่อนข้างเยอะมาก)

เมื่อทหารหญิงเห็นดังนั้น เธอก็ใช้นิ้วชี้ขวาจิ้มลงไปตรงส่วนที่ให้เสียบปลั๊กตรงหน้าจอในทันที ส่วนฝั่งจิมมี่ก็ยังถือหน้าจอด้วยความสมัครใจ

กำลังโอนถ่ายข้อมูลกรุณารอสักครู่ค่ะ

เสียงหญิงสาวที่ไร้อารมณ์ดังขึ้นจากมือขวาสีเงินของทหารสาว

จิมมี่ที่เห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นถาม

“อย่างถามหน่อยครับ แขนคุณทั้งสองข้างเป็นเครื่องจักรหรือครับ”

จิมมี่ถามด้วยความอยากรู้ มันหายากมากที่ได้เห็นคนใช้อวัยวะเครื่องจักรที่ดูแล้วเป็นโลหะหายากที่สวยงามมาก

“ไม่ใช่แค่แขนหรอกค่ะ”

หวัง ลี้พูดจบก็ใช้มือขวาเปิดขมับด้านขวาที่กดเมื่อครู่ จนเห็นแผงวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อนมาก

“ร่างกายของดิฉันมากกว่า 60% เป็นเครื่องจักร และเครื่องจักรเกือบทั้งหมดบนร่างกายดิฉ้นก็สร้างจากไทเทเนียมผสมคาร์บอนค่ะ”

ทหารหญิงพูดพร้อมกับใช้มือซ้ายถอดกระดุมตรงบริเวณสะดือออก ก่อนที่จะใช้มือข้างเดิมเปิดเสื้อตรงบริเวณนั้นออกเผยให้เห็นข้อต่อของเครื่องจักรที่ทบติดกันแทนผิวหนังและสะดือ

เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้าจ้องตามตัว เธอก็ติดกระดุมเสื้อกลับเหมือนเดิม

“ดวงตาคู่นี้เองก็ยังเป็นเครื่องจักร แม้แต่เส้นผมเองก็ยังเป็นของสังเคราะห์ขึ้นค่ะ”

ทหารสาวพูดพร้อมกับใช้มือซ้ายชี้ไปยังดวงตาทั้งสองข้างที่ตอนนี้ส่องแสงไฟสีแดงออกมา

“ที่ยังคงเป็นเลือดเนื้ออยู่ ก็มีแค่ระบบสั่งการประสาท ปอดข้างขวา ระบบย่อยอาหาร และระบบ... เอ่อ”

ทหารหญิงเอามือซ้ายจับปากของตัวเองพลางทำสีหน้าหนักใจ เธอไม่น่าบอกเรื่องที่ร่างกายของเธอเป็นเครื่องจักรให้ผู้ชายตรงหน้าเลย

“เออ เรื่องส่วนตัวไม่ต้องบอกผมก็ได้ครับ”

จิมมี่หัวเราะออกมาเบาๆ พลางนึกได้ถึงทหารสาวตรงหน้าจะมีร่างกายเป็นเครื่องจักรเป็นเสียส่วนมาก และดูแล้วอายุก็ยังน้อย ถ้าเจ้าวิลสันรู้ว่าเธอเป็นกึ่งเครื่องจักรคงได้ตามจีบทั้งวันแน่ ก็เจ้าหมอนั้นชอบเครื่องจักรเอามากๆด้วย ต่างกับเขาที่ชอบความเป็นธรรมชาติมากกว่า

การโอนถ่ายข้อมูลเสร็จสิ้นค่ะ

เสียงเครื่องจักรที่ไร้อารมณ์ดังขึ้นเรียกสติของจิมมี่เขาจึงก้มหน้ามองดูบนหน้าจอที่ตอนนี้มีอักษรสีเขียวที่เขียนว่า ‘สำเร็จ’

ทางฝั่งทหารหญิงเองก็ดึงนิ้วชี้ขวาของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทำความเคารพด้วยท่าวันทยาหัตถ์ก่อนที่จะหันหลังกลับไปอย่างรวด เธอสวมถุงมือสีขาว ก่อนที่เธอจะกวักนิ้วชี้เป็นสัญญาณมือ

เหล่าทหารในชุดแดงต่างลุกขึ้นเก็บสัมภาระของตนก่อนที่ทั้งหมด และร่างกายของเขาก็ค่อยๆหายไปอย่างช้าต่อหน้าจิมมี่

เมื่อเห็นทหารทั้งหมดไปทำหน้าที่ๆสั่งเรียบร้อย เธอจึงหันหลังกลับมาและเดินไปยังจิมมี่

“ทางตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนมีคำสั่งให้ดิฉันช่วยเหลือพวกคุณในหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายค่ะ”

หลี่ หวังพูดพร้อมกับโชว์ข้อความดิจิตอลที่เธอเพิ่งได้รับเมื่อครู่

จิมมี่ยิ้มให้กับทหารหญิง พร้อมกับโค้งคำนับให้ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

“อ๊าก!!!!”

เสียงร้องอย่างทรมาณดังขึ้นเรียกความสนใจของทั้งคู่หรือแม้แต่คนโดยรอบ จนผู้คนแถวนั้นต่างพากันวิ่งหนีไปกันคนละทิศคนละทางด้วยสีหน้าตกใจกลัว ทุกคนต่างคิดว่าพวกอาวุธชีวภาพได้โจมตีพวกเขาอีกรอบ

หวัง ลี้กับจิมมี่เองก็ตกใจ แต่พวกเขาเองก็เคยผ่านการต่อสู้มามากมายแล้ว การหันหลังหนีโดยไม่สนใจศัตรูเท่ากับเปิดหลังให้คนอื่นโจมตีง่ายๆ

เมื่อพวกเขาเห็นที่มาของเสียงหวัง ลี้ก็ทำสีหน้าถอดใจ ส่วนจิมมี่ใช้มือซ้ายตบหัวของตัวเองอย่างรุนแรง

เปรี้ยง

จิมมี่ปาคีย์บอร์ดกับหน้าจอใส่วิลสันที่กำลังนอนอยู่ ซึ่งวิลสันที่ทำสีหน้าโอดโอยใช้มือทั้งสองปิดตาทั้งสองข้างของตนเอง เมื่อโดนอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์

“เจี๊ยก ทำบ้าอะไรของแกจิมมี่”

วิลสันปัดตอมพิวเตอร์ที่ตอนนี้เหลือแต่เศษเหล็ก และลุกขึ้นมาทำท่ากำหมัดพร้อมกับสีหน้าอารมณ์เสีย แต่เขาก็ยังต้องหรี่ตาเหมือนเดิม แสงมันช่างจ้าส่ะเหลือเกิน

“แค่แดดเข้าตา เอ็งจะแหกปากทำซากอะไรว่ะ”

จิมมี่พูดพลางชี้ไปยังชาวบ้านที่วิ่งกระจัดกระจายไปทั่ว แต่มีบางคนที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้ว ช่วยกันคลุมสติผู้คนแถวนั้นด้วย

“ไอดวงอาทิตย์เวรจะส่องแสงทำเพื่อไรว่ะ”

วิลสันกำมือด่าท้องฟ้า

“ตอนนี้ก็ 6 โมงกว่าๆแล้ว ดวงอาทิตย์จะขึ้นจนแสงแย้งตาก็ไม่เห็นจะแปลก”

จิมมี่ทำหน้าบึ้ง

“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ 6 โมง 35 นาที ค่ะ”

หวัง ลี้ยิ้มออกมาเบาๆ

ทั้งสามคนทักโต้ตอบกันในยามเช้าที่มีแสงอาทิตย์ส่องอบอุ่นท่ามกลางซากปรักหักพัง นอกจากพวกเขาทั้งสามคนแล้ว ก็มีชาวบ้านบางคนที่มองพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง




NEKOPOST.NET