P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 23 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.23 - ความคิดของอลัน


วันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 00:01 .

ณ โรงพยาบาลลาริส

“หวือ”

เสียงเครื่องจักรดังก้องกังวาลในห้องแคบๆเล็กๆที่เต็มไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ร่างของนิลในชุดคนไข้นอนอย่างสงบบนเตียงเหล็กที่มีแผ่นกระจกสีฟ้าเรืองแสงอยู่ แผ่นกระจกนั้นเรืองแสงสีฟ้าสลับสีขาวตามจังหวะเสียงที่ดังในห้อง

“ปี๊บ”

“อึ้ม! คงจะได้ประมาณนี้สิน่ะ”

อลันที่อยู่ในห้องด้านข้างชำเลืองมองไปยังนิลที่ยังคงนอนสงบในห้องที่มีแผ่นกระจกหนาขวางกั้น เขายืนพิงกระจกนั้น พลางใช้นิ้วก้อยขวาสัมผัสลงบนหน้าปัดภาพสามมิติสีฟ้าที่ฉายออกมาจากนาฬิกาข้อมือ ก่อนที่จะใช้นิ้วชี้ของมือข้างเดียวกันชี้ไปยังขวดแก้วใสที่อยู่บนโต๊ะทำงานข้างๆ

ภายในนั้นบรรจุแคปซูลสีแดงขุ่นจำนวนมาก ซึ่งถ้าสังเกตดีๆจะพบว่ามีแคปซูลบางเม็ดที่มีสีแดงสดสะท้อนแสงแวววาวท่ามกลางแคปซูลสีขุ่นเหล่านั้น

“น่าน่ะ รู้แล้วน่าได้เวลากินยาแล้ว”

พูดจบอลันก็ใช้มือซ้ายบิดฝาเพื่อเปิดฝาขวด และวางฝานั้นข้างขวดแก้วก่อนที่ะเขาจะใช้มือล้วงเม็ดแคปซูลสีแดงขุ่นออกมาสามเม็ด

อลันโยนเม็ดแคปซูลนั้นเข้าปากของตัวเองในทันทีที่ล้วงออกมา

“อ้ำ อึก”

อลันกลืนแคปซูลทั้งสามเม็ดลงคอของตัวเองในทันที ก่อนที่เขาจะใช้มือข้างเดิมหยิบฝานั้นปิดกลับเข้าทีเดิม

“อะฮึม”

เสียงดังเสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจของอลัน ทำให้เขาหันไปยังทิศของเสียงในทันที

“คุณลอร่าเองหรอครับ”

ชายหนุ่มโค้งคำนับให้หญิงแกตรงหน้าอย่างนอบน้อม ในฐานะที่เขาอายุน้อยกว่า แถมหญิงชราตรงหน้ายังเป็นผู้มีพระคุณของเขา ถ้าไม่มีเธอเขาก็คงไม่ได้ใส่เสื้อคุณหมอสีขาวพ้องตรงนี้เป็นแน่แท้

“คุณลอร่ามาเยี่ยมนิลหรือครับ”

ชายหนุ่มพูดพลางเดินไปยังเก้าอี้ไม้ที่วางเอาไว้ ก่อนที่จะยกเก้าอี้ไม้ให้หญิงชรานั่ง

ทางฝั่งหญิงชราเองเมื่อเห็นดังนั้นจึงยิ้มเล็กๆให้กับชายหนุ่มก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้น

ส่วนอลันเองก็เดินกลับไปพิงที่กระจกบานเดิม

เมื่อหญิงชรานั่งลงเรียบร้อยเธอจึงมองไปยังหมอหนุ่มที่ยืนพิงกระจกและใช้ส่ายตามองไปยังนิลที่ยังคงนอนแน่นิ่ง

“ริสตี้ละครับ”

อลันพูดพลางถอนหายใจ

“ตอนนี้เขาไปเฝ้าเจกับเด็กคนอื่นๆอยู่น่ะจ้ะ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกน่ะหนูอลัน”

“งั้นหรือครับ”

หลังจากได้คำตอบอลันจึงหลับตาของเขาลง

“แล้ว...! นิลเป็นอะไรหรือจ้ะ”

หญิงชราพูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ความทรงจำทับซ้อนน่ะครับ”

หมอหนุ่มตอบแบบไม่ใส่ใจ

“ความทรงจำทับซ้อน?”

หญิงชราทำสีหน้าแปลกใจ

“ถ้าจะให้พูดให้ถูกก็คือบุคลิกแฝงน่ะครับ”

หมอหนุ่มกดปุ่มเพื่อฉายภาพโฮโลแกรมที่ข้อมือของเขาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นแผนภาพโครงสร้างของสมองแบบสามมิติสีเหลือง และขนาดที่ฉายออกมามีขนาดใหญ่เท่าตัวของเขาเลย

“ดูจากสภาพสมองแล้ว ผมพบว่าเดิมที่ก่อนที่พวกเราสมองของผู้ป่วยเองก็เคยได้รับความเสียหายมาก่อน ดูได้เลยครับส่วนที่เป็นสีส้มเป็นส่วนที่เซลล์สมองตายไปแล้ว พอสมองได้รับความเสียหายอีกครั้งก็เลยทำให้ความจำเสื่อมครับ”

อลันพูดพลางมองไปยังโครงสร้างสมองสีเหลืองของนิลที่ส่วนต่างๆของสมองล้วนมีสีส้ม

“แล้วมี่เธอเล่ามามันเกี่ยวอะไรกับความทรงจำทับซ้อนหรือ”

หญิงชราถามหมอหนุ่มเพราะจากที่เขาบอก มันไม่เห็นเกี่ยวกับอาการความทรงจำทับซ้อนหรือบุคลิกแฝงตรงไหน

“เกี่ยวสิครับ! ลองดูโครงสร้างสมองดีๆสิครับ”

อลันเน้นไปยังโครงสร้างของสมอง จนทำให้หญิงชราต้องสังเกตดีๆอีกครั้ง

“นี้มัน!?”

หญิงชราอึ้งกับโครงสร้างสมองของนิล

“ถูกต้องแล้วครับ เดิมทีส่วนต่างๆขงอสมองคนเราต้องทำงานร่วมกัน ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งขาดไปมนุษย์ก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าโชคดีที่สุดในมนุษย์บางคนก็อาจมีสมองบางส่วนทำงานแทนที่ส่วนที่ขาดหายไปได้ แต่กรณีของนิลนัน้ไม่ใช่เลย”

อลันพูดเน้นหนักเพราะเขาเป็นคนแรกๆที่ลงมือตรวจร่างกายของนิลอย่างละเอียดจึงพบและก็พบปรากฏการณ์ประหลาดนี้

“ส่วนต่างๆของสมองได้รับความเสียหาย แต่ทำไมร่างกายยังขยับได้อยู่ ยังพูดคุยได้ ยังแสดงอารมณ์ได้ มันผิดปกติมากครับ ถ้าว่าตามตรงนิลก็น่าจะเป็นเจ้าชายนิทราไปตั้งนานแล้ว

หมอหนุ่มเน้นหนัก

“ตอนแรกผมก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรหรอกครับ แต่พอนิลกลับมาจากส่วนการปกครองที่เกิดเหตุ แล้วแสดงอารมณ์และบุคลิกที่ผิดไปจากเดิมผมจึงเข้าใจครับ”

อลันใช้มือขวาม้วนปอยผมสีดำของเขา แล้วพูดต่อ

“ต้องมีใครสักคนใส่อะไรบางอย่างไว้ในสมองของนิลแน่ๆครับ”

ชายหนุ่มพูดเพื่อแสดงความคิดของตัวเอง

“มีคนใส่ของบางอย่างเอาไว้ แล้วมันคืออะไรกัน”

ลอร่าทำแววตาเฉียบคม เพราะการที่มีคนลงทุนเอาของบางอย่างใส่ไว้ในสมองคนอื่นแบบนี้มันผิดวิสัย เพราะต่อให้ใช้พลังอีเลเมนต์ระดับสูงก็คงยากถ้าจะให้ง่ายก็ต้องฝังเครื่องจักรรับสัญญาณไว้ในสมองเพื่อให้สามารถสั่งการระยะไกลได้ง่าย แต่จากโครงสร้างสมองที่ฉายทางโฮโลแกรม กลับไม่มีชิ้นส่วนที่น่าจะรับสัญญาณระยะไกลได้เลย และต่อให้ทำยังงั้นได้ แต่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เองก็มีระบบตรวจสอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ แล้วจะมีคนออกคำสั่งระยะไกลให้นิลได้อย่างไร

หมอหนุ่มดูท่าทางของหญิงชรา เขาหมุนไหล่ทั้งสองข้างของเขา

“ไม่ใช่พลังอีเลเมนต์ แต่น่าจะเป็นพลังจิตแบบส้่งการครับ”

“ฮึม แล้วพลังทั้งสองต่างกันยังไงหรือ”

ลอร่าถามหมอหนุ่มตรงหน้าถึงความแตกต่างของพลังทั้งสองนี้ เพราะตอนที่มนุษย์สามารถที่จะใช้พลังจิตได้อย่างอิสระ ในภายหลังก็มีคนตั้งชื่อพลังจิตว่า “พลังอีเลเมนต์” แต่อลันกลับบอกว่ามันต่างกันแสดงว่าต้องมีเงื่อนไขการใช้พลังทั้งสองที่ต่างกันแน่

“พลังอีเลเมนต์ถ้าจะพูดให้ถูกคือแขนงหนึ่งของพลังจิตครับ แต่อีเลเมนต์จะมีผลต่อสสารโดยตรงตามชื่อ (อีเลเมนต์=Element แปลได้ว่า ธาตุในตารางธาตุทางเคมี) ของมันครับ แค่กๆ

หมอหนุ่มไอออกมาเสียงดัง จนหญิงชราลุกขึ้นมาพยายามดูอาการด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกมือขวาขึ้นเป็นเชิงบอกว่า เขาไม่เป็นไร

“เธอเองก็หัดพักผ่อนมากๆหน่อยน่ะอลัน ไม่งั้นร่างกายเธอมันจะไม่ไว้น่ะ”

หญิงชราพูดเตือนชายหนุ่มถึงสุขภาพของเขา เพราะสำหรับเธอแล้วชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่ต่างไปจากเด็กตัวน้อยๆ ที่เธอเคยรับเลี้ยงมาเมื่อ 18 ปีก่อน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังคงกินยาตัวนี้อย่างต่อเนื่อง ร่างกายผมไม่เป็นไรหรอกครับ”

อลันพูดจบเขา เขาใช้มือขวาหยิบขวดแก้วที่บรรจุแคปซูลสีแดงขึ้นมาเขย่าโชว์ และจะใช้มือซ้ายจับไปยังศรีษะของตัวเอง ก่อนที่จะใช้แรงดึงผมของตัวเอง

ทันทีที่เขาออกแรงดึง วิกผมสีดำก็หลุดดออกในทันทีเผยให้เห็นผมสีฟ้าใสที่สะท้อนแสงไฟในห้องได้อย่างดี

“ยังเป็นสีผมที่สวยสดงดงามเมื่อเดิมเลยน่ะหนูอลัน”

ลอร่าพูดชมผมของอลันที่พริ้วไหวอย่างงดงาม ซ้ำยังมีสีฟ้าสดใสเหมือนคลื่นทะเลที่ดูเป็นธรรมชาติตั้งแต่โคนจรดปลาย

“ถ้ายังงั้นผมของริสตี้กับอลิซก็คงดีกว่าของผมเป็นกองนั้นแหล่ะครับ”

อลันตอบกลับทันควัน ในสายตาของเขาแล้วริสตี้ที่มีผมสีบอนซ์ตามธรรมชาติ กับ อลิซที่ไว้ทรงผมทรงโพนี่เทลสีดำแกมน้ำตาลที่จะส่องแสงประกายสีแดงยามต้องแสงจันทร์นั้นดูดีกว่าเป็นไหนๆ

ดีกว่าผมของเขา ที่มีสีฟ้าจากการทดลองเพื่อสร้างอาวุธชีวภาพพลังจิตอันทรงพลัง

“เอาเถอะ มาพูดถึงเรื่องพลังจิตที่เธอว่ากันดีกว่า”

หญิงชราพูดจบก็ล้วงลูกอมสีฟ้าชึ้นมา และโยนไปทางอลันที่กำลังปัดฝุ่นบนวิกผมสีดำของเขาอยู่

อลันตบวิก ก่อนที่จะใช้มือข้างเดียวกันคว้าลูกอมนั้นอย่างรวดเร็ว

 

“อ้ำ”

อลันบีบที่ถุงห่อลูกอมสีฟ้าอย่างแรง จนลูกอมทะลุออกมาจากถุงเข้าปากของเขาในทันที

หมอหนุ่มอมลูกอมในปากอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเรียกสมาธิของเขา ก่อนที่จะกลืนลูกอมลงคอในทันที

“พลังอีเลเมนต์นั้นจะทรงผมต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ จะให้เปลี่ยนสถานะของวัตถุทั้งกายภาพ หรือควบคุมคุณสมบัติทางเคมีก็ย่อมได้ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นสามารถเชื่อมคลื่นควอนตัมสมองกับสสารอะไร ยกตัวอย่างเช่น”

หมอหนุ่มชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้า ก่อนที่เพดานห้องจะเปลี่ยนเป็นรูปของโฮชิโนะ

“นิชิกิ โฮชิโนะ พลังอีเลเมนต์ของเธอสามารถพลิกแผลงได้มาก หล่อนสามารถควบคุมความกดอากาศได้ เมื่อเอามาพลิกแผลงก็สามารถควบคุมอากาศโดยรอบได้ จึงไม่เกี่ยงว่าในอากาศจะมีก็าซอะไรบ้าง ขอแค่รู้ความดันกับปริมาตรของก๊าซคราวๆได้ก็ควบคุมอากาศโดยรอบได้ดังใจนึก”

อลันพูดพร้อมกับเพดานที่เปลี่ยนภาพเป็นตอนที่โฮชิโนะใช้พลังอีเลเมนต์ของเธอในรูปแบบต่างๆ

“สร้างพายุขนาดเล็กรอบตัวเพื่อรบกวนระบบตรวจจับ สร้างความกดอากาศเพื่อแยกก๊าซออกซิเจนออกมา และควบอัดให้กลายเป็นโอโซนซึ่งมีฤทธิ์เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต หรือสร้างความกดอากาศสูงและต่ำสลับกันไปบริเวณมีดก็สามารถเพิ่มความคมของมีดได้ และถ้าเจ้าตัวสามารถควบคุมพลังได้ดีกว่านี้ก็อาจใช้ความสามารถของเธอทำให้กระสุนปืนที่ยิงออกไปสามารถทะลุผ่านอากาศโดยไม่สูญเสียความเร็วต้น(คือความเร็วเริ่มต้นที่วัตถุเริ่มออกเดินทางโดยไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง)เพื่อไม่ให้พลังทำลายลดลงก่อนถึงตัวเป้าหมายก็ยังได้ พลังอีเลเมนต์ของอลิซเองก็อยู่ในหมวดนี้เหมือนกัน”

เป๊าะ!

หมอหนุ่มดีดนิ้วของเขา ทำให้ภาพฉายที่อยู่บนเพดานจะกลายเป็นสีแดง

“แต่ว่าก็ยังที่ผมบอกพลังจิตเองก็ยังมีพวกที่มีผลกระทบเฉพาะเจาะจงลงไปอีกเช่น การสะกดจิต

สิ้นเสียงของหมอหนุ่มบนเพดานก็ปรากฎภาพของคนสองคน โดยที่มีอีกคนหนึ่งกำลังทำท่าสะกดจิตอีกคนอยู่

“การสะกดจิตคือการสั่งการถ้าใช้กับสิ่งมีชีวิตก็จะเกิดผล แต่เดิมทีนักสะกดจิตมักใช้สะกดจิตคนด้วยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าลองใช้กับพวกอาวุธชีวภาพก็คงอีกเรื่องหนึ่ง”

อลันชี้ไปที่ภาพฉายบนเพดาน ก่อนที่ชายที่ดูเหมือนกำลังถูกสะกดจิตก็เปลี่ยนสีหน้าของเขา แยกเขี้ยวแหลมคม ก่อนที่จะกระโดดกัดคอของชายที่กำลังสะกดจิตจนเลือดสาดกระเซ็นเต็มเพดานจนมองไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

“นี้คือพลังจิตอีกรูปแบบซึ่งเป็นแบบที่ผมมีอยู่ คือส่งผลต่อสิ่งของหรือไม่ก็สิ่งมีชีวิตบางชนิด อย่างเช่นมีผลต่อมนุษย์เท่านั้น หรือการสั่งการแมลงบางชนิดได้เป็นต้น”

อลันเอานิ้วชี้ใส่เพดาน ก่อนที่จะงอนิ้วนั้นลงทำให้ภาพฉายที่อยู่ข้างบนหายไป

“แล้วพลังจิตที่ใช้กับนิลเป็นแบบนี้งั้นหรือ”

หญิงชราถามหมอหนุ่มถึงพลังที่ว่า ยิ่งสิ่งที่หมอหนุ่มตรงหน้ากำลังจะบอกเป็นถึงพลังที่โลกนี้เพิ่งค้นพบได้ไม่นานหนักและเป็นสิ่งที่ตัวเธอเองก็ไม่ค่อยรู้จัก ทำให้ความน่าสนใจของเรื่องที่หมอหนุ่มตรงหน้ากำลังจะบอกต่อนั้นน่าสนใจมาก และอาจเป็นตัวช่วยในเรื่องที่เธอกำลังจะไหว้วานหลังจากนี้ก็ได้

เมื่อได้ฟังที่หญิงชราบอกหมอหนุ่มก็ส่ายหน้าของเขา

“ไม่ใช่ครับ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมที่มีพลังจิตอยู่ในประเภทเดียวกันก็น่าจะจับกระแสจิตของเขาได้ ก็อย่างที่รู้ผมเองก็เคยได้รับการศึกษาจากสถาบันการศึกษาผู้พลังพลังอีเลเมนต์แบบพิเศษมาบ้าง ดังนั้นการรับรู้คลื่นควอนตัมที่เป็นพื้นฐานผมเองก็ฝึกมาแล้ว แต่อย่างที่ว่า อย่าว่าแต่กระแสจิตแม้แต่คลื่นควอนตัมยังไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำ”

อลันพูดจบก็บีบจมูกของตัวเองอย่างแรงสองครั้ง

“ถ้าเป็นไปตามที่ผมคิดมันน่าจะเป็นพลังจิตที่ใส่ลงไปในสมองโดยตรงมากกว่า เหมือนกับการลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์”

“ลงซอฟแวร์งั้นหรือจ้ะ ฟังดูยุ่งยากมากเลยน่ะ สมองของนิลคุงมันจะรับไว้หรอ”

หญิงชราพูดออกมาด้วยความใคร่รู้ เพราะสมองของคนเรานั้นไม่ใช่เครื่องจักรดังนั้นการลงข้อมูลใส่สมองก็ไม่ต่างจากการเขียนความทรงจำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด สมองของนิลที่เสียหายอยู่แล้วก็ไม่น่าจะรับได้

 “ถ้าจะพูดให้ดีกว่านี้มันก็คือการสร้างทรงจำและบุคลิกใหม่เข้าไปแทนที่ของเดิมที่หายไปครับ และยังลงคำสั่งพิเศษที่ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ยังไม่ตายทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาทกับระบบภายในร่างกายที่สำคัญทั้งหมด และส่วนที่เซลล์สมองส่วนที่ตายก็จะค่อยๆสร้างเซลล์ใหม่อย่างช้าๆ จนกว่าสมองจะหายดีประมาณนั้นน่ะครับ”

“เป็นไปไม่ได้เซลล์สมองมันซับซ้อนมากเกินไป แม้แต่สเต็มเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการสร้างอวัยวะใหม่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างเซลล์สมองที่สำคัญๆได้ ขนาดการสร้างอวัยวะยังทำไม่ได้แล้วจะใช้พลังจิตซ่อมแซมสมองได้อย่างไร”

หญิงชราพูดคัดค้านความคิดของหมอหนุ่มอย่างเต็มที่ อลันที่ฟังอยู่อย่างนั้นจึงฉีกยิ้มออกมาอย่างน่ากลัวและตอบกลับในทันที

“ก็เพราะสร้างใหม่ไม่ได้ยังไงครับ พลังจิตจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถทำให้มันเป็นไป”

“หมายความยังไงกัน หรือว่า….!”

หญิงชราทักก่อนที่จะอึ้งไปกับสิ่งที่เธอเพิ่งคิดออก

ทางฝั่งอลันเองก็ไม่ปล่อยให้หญิงชราเกิดความคิดที่ไม่ดีเขาจึงโยนของบางอย่างให้หญิงชราเช่นกัน

หญิงชรารับสิ่งนั้นก่อนที่จะพบว่าสิ่งนั้นคือจิ๊กซอว์ที่มีสีขาวสะอาดชิ้นหนึ่ง

“ถ้าเซลล์สมองมันสร้างตัวมันเองที่เหมือนของเดิมไม่ได้ก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ประกอบจนใกล้จะเสร็จ แต่ดันขาดชิ้นส่วนสำคัญไป แล้วคนที่ประกอบจิ๊กซอว์ต้องทำยังไง ถ้าเป็นผมก็หาชิ้นส่วนที่ใกล้เคียงกันมากประกอบ ในกรณีนี้ต้องใช้พลังจิตบังคับให้เซลล์สมองทำการสร้างจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่นั้นขึ้นมาแทนของเดิมที่หายไป”

หมอหนุ่มใช้นิ้วชี้ไปยังรูปๆหนึ่งบนกำแพง ในกรอบนั้นมีจิ๊กซอว์ที่มีรูปเด็กชายและเด็กหญิง 5 คนที่ส่วนอื่นประกอบเรียบร้อยแล้ว มีเพียงชิ้นส่วนเดียวที่อยู่ตรงใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งเท่านั้นที่หายไป

“แต่ของใหม่ก็ไม่มีทางเหมือนเดิม”

หญิงชราพูดพร้อมกับมองไปยังจิ๊กซอว์ที่อยู่บนกำแพง

“ถูกต้องครับ แต่ของใหม่ก็ไม่มีทางเหมือนของเดิม 100 % ดังนั้นเซลล์สมองที่สร้างใหม่ก็ไม่อาจทำงานได้ตามปกติ เลยต้องลงความทรงจำเพื่อให้สมองสามารถสั่งการอวัยวะภายในควบคู่กับไขสันหลังได้ และตามที่ผมทำการตรวจสอบอยู่นั้น ข้อมูลมันอยู่ในรูปแบบพื้นฐานของเด็กแรกเกิดที่เซลล์สมองยังได้รับผลกระทบจากภายน้อยที่น้อยมาก และคนที่ใส่มันลงไปคงค่อยๆใช้พลังจิตเร่งกระบวนทางความคิด เซลล์สมองของนิลจึงมีความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงเหมือนเด็กเล็ก ถ้าเป็นจริงตามที่ผมบอก เท่านี้ก็สามารถรักษาเซลล์สมองได้แล้ว และก็ทำให้เราสามารถตอบได้ว่านิลมีบุคลิกที่ผิดปกติครับ”

คำพูดของหมอหนุ่มทำให้หญิงชราครุ่นคิดถึงเรื่องเมื่อวาน ที่เธอบอกให้ลูกชายของเธอ ‘เคิร์ก’ ไว้วานโฮชิโนะและริสตี้ทำหน้าที่ดูแลและสั่งสอนการใช้ชีวิตและความรู้พื้นฐานให้ และตัวนิลเองก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเหมือนเด็กเล็กด้วย

“แล้วที่หนูนิลเห็นภาพหลอน กับบุคลิกเปลี่ยนไปก็เป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า”

หญิงชราถามหมอหนุ่ม เพราะนิลมีบุคลิกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่การหมดสติเท่านั้น ก็เป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจเหมือนกัน

“ก็ความทรงจำที่ใส่เข้าไป มันข่มความทรงจำเดิมได้ไม่หมดครับ และดูเหมือนความทรงจำเดิมจะพยายามข่มความทรงจำที่ใส่ลงไปใหม่ด้วย”

“จะบอกว่าบุคลิกเดิมกำลังตื่นขึ้นมา ก็เลยทำให้บุคลิกใหม่มันชนกับของเดิมสิน่ะ”

“ถูกต้องครับ”

ทั้งสองคนตอบกลับไปมาเป็นระยะ ทางอลันเองก็เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตน

“มันจะส่งผลกระทบมากไหม”

หญิงชราถาม

“ไม่มากครับ เพราะสมองของนิลเองก็เคยได้รับความเสียหายมาก่อน บุคลิกกับความทรงจำเดิมที่กลับมาก็ไม่มีทางข่มความทรงจำใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ พอผ่านไประยะหนึ่งสมองก็จะปรับความทรงจำกับบุคลิกให้เข้ากันเองโดยธรรมชาติอยู่แล้วครับ”

หมอหนุ่มกับหญิงชราพูดโต้ตอบกันด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“งั้นก็เป็นพลังจิตที่เอาไว้รักษาและฟื้นฟูเซลล์สมองล่ะสิน่ะ คงไม่เป็นไรเท่าไรมั้ง”

หญิงชราพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ และสีหน้าเธอก็ดูอ่อนโยนลงเพราะพลังจิตที่ชายหนุ่มเล่ามาขอแค่ไม่มีโทษต่อใครมันก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีมาก

“แต่นั้นแหล่ะ ที่เป็นปัญหาครับ”

หมอหนุ่มพูดเบรคความรู้สึกปลิ้มปิติของหญิงชรา

“คนที่สามารถใช้พลังจิตรักษาส่วนที่บอบบางและยังมีความละเอียดอ่อนที่สูงอย่างเซลล์สมอง นอกจากต้องเชี่ยวชาญการใช้พลังจิตไม่พอก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของสมองที่เข้ากับดีเอ็นเอของผู้ที่ถูกรักษา พร้อมกับมีวิทยาการที่ก้าวหน้าด้วย ผมคิดว่าบนโลกใบนี้คนที่ทำได้ขนาดนั้นคงมีผู้ใช้พลังอีเลเมนต์เพียงหนึ่งในล้านเท่านั้นเองครับ และยิ่งถ้านับข้อหลังด้วยก็แทบจะไม่มีแล้วครับ”

คำพูดของหมอหนุ่มทำให้หญิงชราถอนหายใจด้วยความเศร้า

“งั้นเธอคงจะระแวงหนูนิลเอามากๆสิน่ะ”

หลังจากคำพูดของหญิงชราที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก็ทำให้หมอหนุ่มปิดปากของตนเองในทันที

“เป็นคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วสิน่ะครับ คุณที่เลี้ยงดูผมมาคงจะรู้คำตอบดีที่สุด”

“งั้นหรืออลัน สำหรับเธอแล้วเรื่องในตอนนั้นยังคงเป็นฝันร้ายอยู่สิน่ะ”

“พอเถอะครับ!”

อลันพูดออกมาเสียงดังสีหน้าของเขาบูดตึ้ง บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ห้องสีขาวที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรค่อยๆลอกออกเหมือนแผ่นกระดาษที่ถูกเผา พื้นกับเพดานผุกร่อนจนเป็นสีแดง บัดนี้มันเป็นห้องที่มีบรรยากาศดำมืด เครื่องจักรประหลาดส่งเสียงระงมไปทั่วห้อง

อลัน! ทำใจดีๆไว้

หญิงชราลุกขึ้นจากเก้าอี้เข้าไปหาหมอหนุ่มในทันที เธอใช้แขนทั้งสองข้างประคองร่างของชายหนุ่ม ใบหน้าของเขาในตอนนี้เริ่มบิดเบี้ยวเหมือนมีหลุมดำอยู่กลางใบหน้าที่ดูดหนังหน้าของเขา เหงื่อกาฬสีแดงไหลออกมาท่วมตัว

เสื้อสีขาวค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว กำแพงเริ่มบิดเบี้ยวพร้อมกับใบหน้าอันหน้ากลัวที่เข้ามาแทนที่ เพดานกับพื้นปรากฏมือสีดำที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดง ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความน่ากลัว

อลัน!

“อึก!”

สิ้นเสียงเรียกชื่อ เสียงหอบแหกของหมอหนุ่มก็เข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะอันน่ากลัว ทุกอย่างในห้องกลับมาเป็นอย่างเดิมอีกครั้ง ราวกลับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ไม่มีตัวตนเท่านั้น

“ฮ่า ฮ้า!”

หมอหนุ่มหอบเสียงดังหนึ่งครั้ง พร้อมกับใช้มือขวาถอนแว่นที่สวมอยู่จนเห็นสีตาของอลันที่เป็นสีฟ้าเข้ม ซึ่งภายในนั้นสามารถมองเห็นเส้นเลือดแดงกับเส้นเลือดดำได้อย่างชัดเจน ที่จมูกยังมีเลือดกำเดาไหลออกมาด้วย

“ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ แฮ่ก”

พูดจบหมอหนุ่มก็เปิดขวดยาแคปซูลขึ้นมาอีกครั้ง เขาล้วงแคปซูลสีแดงสดขึ้นมาหนึ่งเม็ด ก่อนที่จะเคี้ยวมันอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกลืนยานั้นลงลำคอ

“ขอโทษครับ ที่ทำให้คุณย่าต้องเป็นห่วง”

หมอหนุ่มพูดให้กับหญิงชราด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มเล็กๆ พร้อมกับเหงื่อสีใสที่ไหลออกมาท่วมตัว 

นัยต์ตาของเขาค่อยๆกลับมาเป็นสีดำอย่างช้าๆ เขาเอามือลูบใบหน้าของตนด้วยความอ่อนล้า ก่อนที่จะดูฝ่ามือของตนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ

“อลัน อย่าคิดมากล่ะ ไม่งั้นสติของเธอจะ...”

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไหวอยู่ ขอแค่ได้นอนพักสักหน่อยก็ดีขึ้นเอง”

หมอหนุ่มพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่จะสวมแว่นของเขาอีกครั้ง เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ เขาหอบอย่างรุนแรงท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของหญิงชรา

“อลัน พลังจิตของเธอมันรุนแรงมากเกินกว่าที่สภาพจิตของมนุษย์จะรับไว้น่ะ ถ้าไม่ใช่ยายแก่คนนี้ ปานนี้คงตายไปแล้ว วันหลังก็หัดพักผ่อนให้เป็นเวลาหน่อยสิ”

“ขอโทษด้วยครับ”

หมอหนุ่มกล่าวคำขอโทษ สีหน้าของเขาค่อยๆดีขึ้นอย่างช้าๆ เส้นผมสีฟ้าใสเปลี่ยนสีฟ้าเข้ม ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสเหมือนเดิม

“แต่ว่าคงจะยากน่ะครับคุณย่า ช่วงนี้งานมันเยอะมาก เดิมทีก็แค่เป็นตาให้ระดับสูงจับตาดูนิลไว้ แต่ตอนนี้พวกยูเรียลเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ผมคงจะไม่ได้พักอีกนานเลยครับ”

 

 

ก่อนที่จะเดินไปยังแผ่นกระจกตัวเดิม แหวนหน้ามองไปยังนิลที่ยังคงหลับอยู่

“ดูถ้าพลังของผม ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาสิน่ะครับ”

“ไหนบอกว่าระแวงหนูนิลยังไง”

“ผมไม่เคยบอกว่าระแวงน่ะครับ”

หมอหนุ่มยิ้มให้หญิงชราเล็กน้อย ก่อนที่ะเขาจะถอนหายใจออกมา

“ออกจะเป็นห่วงด้วยซ้ำครับ ก็...”

หมอหนุ่มเอามือลูบเส้นผมสีฟ้าของตน ที่มุมปากของเขายกขึ้นและยิ้มออกมาเล็กๆ

“เพราะว่าหน้าตาของเขาเหมือนกิติมากน่ะครับ”

“หึ อย่าบอกว่านี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอคิดมากน่ะ”

“ครับ”

สิ้นเสียงของอลัน ทันใดนั้นเพดานห้องค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใส แผ่นกระจกค่อยๆมีลายดอกกล้วยไม้ เครื่องจักรโดยรอบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลพร้อมกับมีใบไม้สีเขียวงอกออกมา พร้อมกับมีสัตว์นานชนิดปรากฏขึ้น

อาณาบริเวณที่เคยเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องจักร บัดนี้กลายเป็นป่าใหญ่ที่มีต้นไม้สีเขียวขจีมากมาย พร้อมกับสัตว์ป่าน้อยใหญ่เดินกันขวักไขว้ พร้อมกับเสียงนกร้องจิ๊บไพเราะ

แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องกระทบตาของหญิงชราจนเธอต้องเอามือปิด ก่อนที่จะค่อยๆเอามือออก จนเห็นหมอหนุ่มยิ้มด้วยความร่าเริงพร้อมกับแสงอาทิตย์สาดส่องลอดชายผมสีฟ้าใส

บนกำแพงที่มีภาพจิ๊กซอว์อันเดิมอยู่ ชิ้นส่วนนที่มีสีขาวนั้น มันค่อยๆเปลี่ยนเป็นหน้าของเด็กชายที่หน้าตาคล้ายนิลมาก ที่ยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางเพื่อนเด็กน้อยอีก 4 คนที่ยิ้มแย้ม และ 1 ในนั้นยังมีเด็กชายที่มีผมสีฟ้าสดใสที่ฉีกยิ้มมากที่สุดอยู่ด้วย

“นี้ครับ”

อลันหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตน และวางมันลงบนมือของหญิงชรา

“นี้คือยาที่เธอกินบ่อยๆนิ”

หญิงชราถามหมอหนุ่มหลังจากที่หมอหนุ่มวางขวดแก้วที่บรรจุแคปซูลสีแดงเหมือนกับของตัวอลันเอง

“อันนี้ของนิลครับ ให้เขากินยานี้อย่างต่อเนื่องก็โอเคแล้วครับ”




NEKOPOST.NET