P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 22 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.22 - จุดเดียว ต่างเป้าหมาย(2)


วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2042 เวลา 18:15 น.

สำนักงานเขตการปกครองกลางตลาดแกรนด์บาซ่าร์

ตูม ต้าม

สำนักงานที่อยู่ในเปลวเพลิงที่โหมกระนัม จากการระเบิดอย่างไม่หยุดหย่อนของระบบทำลายตัวเอง คอนกรีตที่ห่อหุ้มตึกถูกระเบิดทำลายจนสามารถมองเห็นได้ถึงโครงสร้างที่ทำจากโลหะได้

โครงสร้างภายในของสำนักงานที่ทำจากโลหะเองก็กำลังพังทะลายลงเช่นกันจากความร้อนที่สูงมากจากเปลวเพลิงจนเหล็กเส้นที่ใช้ทำเป็นโครงสร้างเริ่มละลายลงอย่างรวดเร็วด้วย และเมื่อโครงสร้างที่คอยค้ำยันโลหะจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ความแข็งแกร่งของมันก็ลดลง

“เปรี๊ยง”

เสียงโลหะแตกดังออกมาจากสำนักงานที่ทำจากโลหะ แผ่นโลหะที่ใช้สร้างเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันเริ่มละลายลงและค่อยๆใหลลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก

โครม

เสียงโลหะถล่มอย่างรุนแรง เนื่องจากโครงสร้างตึกได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถรองรับน้ำหนักของโลหะทั้งหมดได้ เศษซากโลหะและคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างสำนักงานแห่งนี้ทั้งหมดถล่มลงมาในทันที

เปลวเพลิงสีแดงฉานที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตึก และเมื่อโครงสร้างทั้งหมดถล่มเปลวเพลิงจึงเริ่มดับมอดลง

ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆว่ามีเพียงสำนักงานแห่งนี้ที่อยู่ใจกลางเมืองแห่งนี้เท่านั้นที่ถล่มลงจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อย ต่างจากอาคารหลังอื่นๆที่ยังคงหลงเหลือเค้าเดิมอยู่

ตูม บึม

เสียงระเบิดดังเป็นระลอกที่สอง ภายใต้ซากปรักหักพังที่เละเทะคงเป็นเพราะระบบแก๊สภายในท่อส่งแก๊สที่ได้รับความร้อนกับแรงดันที่สูงผิดปกติมันจึงระเบิดขึ้น

 

และในทันใดนั้น

ปึก ตึง

เสียงพื้นคอนกรีตด้านหน้าของสำนักงานถูกบางอย่างกระแทกอย่างกระแทกอย่างแรงจนแตกออก ปรากฎร่างมนุษย์ในชุดเกราะโลหะขนาดใหญ่ ซึ่งชุดเกราะนั้นเองมีรอยเลือดกับเศษเนื้อเต็มไปหมด และยังมีรอยไหม้ที่เกิดจากเปลวเพลิงจนดำ บางส่วนของชุดเกราะเองก็ยังมีการละลายเกิดขึ้น

“ฟืด ฮ่า”

เสียงลมหายใจที่แสนเบาบางดังลอดออกมาจากร่องภายใต้หน้ากากของชุดเกราะโลหะขนาดใหญ่นั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะนั้นเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก

ชุดเกราะนั้นใช้แขนซ้ายดันคอนกรีตออกไปจากหลุม เพื่อไม่ให้มันบังทางขึ้นจากหลุมที่ตนทำขึ้น

เขาค่อยๆใช้แรงแขนทั้งสองข้างปีนออกมาจากหลุมอย่างช้าๆ และดันตัวออกมาจากหลุมก่อนที่จะกลิ้งตัวบนพื้น

“ฮื่อ ฮ่า”

เสียงลมหายใจอย่างเหนื่อยล้าดังออกมาจากเสื้อเกราะ เขาใช้แขนทั้งสองข้างดันตัวเองขึ้นจากพื้น และค่อยๆก้าวเดินด้วยความมั่นคงอย่างช้าๆ

ก่อนที่เขาจะนั่งลงตรงหน้าสำนักงานด้วยความอ่อนแรง เลือดไหลออกมาจากแผ่นหลังของเขาที่ยังมีร่องรอยกรงเล็บสีแดงเลือดขนาดใหญ่ที่กรีดลงบนชุดเกราะโลหะอยู่ด้วย

เขาที่กำลังนั่งลงบนพื้นอยู่ ใช้นิ้วข้างซ้ายกดลงบนด้านหลังศรีษะของเขา แผ่นโลหะเมื่อถูกกด แผ่นโลหะตรงท้ายทอยของเขาก็เปิดออก จนเห็นคันโยกสีฟ้าขนาดเล็ก

เขาใช้นิ้วชี้ซ้ายดึงคันโยกดังกล่าว

“วือ วือ”

เสียงกลไกดังขึ้น แผ่นโลหะด้านนอกบนศรีษะกางออกและซ้อนกันตรงบริเวญท้ายทอย และแผ่นเหล็กด้านในแยกออกเป็นสองข้าง ก่อนที่จะพับเก็บเข้าไปบริเวณทั้งสองข้างของแก้ม

ชายที่มีนัยต์ตาแหลมคมสีฟ้า มีปากรูปสี่เหลี่ยม สันจมูกที่โด่งจนเหมือนจงอยปากของเหยี่ยว และผมทรงต่ำสีน้ำตาล ที่มุมปากยังมีรอยเลือดหลงเหลืออยู่เล็กน้อย

เขานั่งถอนหายใจอยู่นิ่งๆ ก่อนที่จะนั่งนึกถึงความประมาณของเขา ที่คิดว่าพวก หมาในล่าเนื้อพวกนั้นตายหมดแล้ว ทำให้ตัวเขาประมาณจนถูกลอบโจมตีจากทางด้านหลังจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และหมดสติไปในที่สุด

พอเขาได้สติมาอีกทีก็พบว่า เดฟเพื่อนที่ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของเขาที่พึ่งรู้จักได้ไม่นานนอนตายอยู่ไม่ไกลมาก

และในขณะที่เขากำลังตรวจสอบศพของเดฟอยู่เพื่อหาเงื่อนงำบนร่างเพื่อนของเขา ทางเดินก็ระเบิดขึ้น และทางเดินภายในก็เกิดระเบิดขึ้นบริเวณที่เขายืนอยู่ด้วย ไม่คิดเลยว่าในสำนักงานแห่งนี้จะมีระบบทำลายตัวเองด้วย แต่ตอนที่เกิดระเบิดก็ถือว่าตัวเขามีโชคอยู่บ้าง ร่างของเดฟได้ช่วยป้องกันแรงระเบิดดังกล่าวไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้แรงระเบิดนั้นไม่มากพอที่จะทำให้เขาหมดสติไปอีกรอบ เขาจึงสามารถหนีออกมาจากที่นั้นได้ก่อนที่เพดานจะถล่มลงมาเพราะแรงระเบิด ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกเพดานทับและถูกย่างสดเป็นเนื้อย่างใต้อาคารสำนักงานเป็นแน่

แต่ร่างของเดฟที่กระจุยจนเป็นชิ้นๆตอนที่ช่วยบังแรงระเบิดเอาไว้ ก็ยังหลอกหลอนไม่หาย ถึงเขาจะเคยพบเหตุการณ์สยองขวัญเลือดสาดแบบนั้นมาบาง แต่ครั้งนี้โดนเข้าไปในระยะประชิดขนาดนั้น เศษเนื้อที่มาพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นกระจายไปทั่ว

ทุกอย่างที่เห็นแทบกลายเป็นสีแดงไปหมด ถึงจะสวมชุดเกราะเหล็กขนาดใหญ่ แต่ในตอนที่เศษเนื้อกระเด็นใส่ตัวเขา แต่กลิ่นที่โชยเข้ามาในตอนนั้นมันทำให้เขาจินตนาการถึงของคาวสีแดงที่กระเด็นมาติดตามตัวของเขาจนรู้สึกได้ถึงของนุ่มๆสีแดง และตอนที่ยังต้องแบกร่างกายที่บาดเจ็บอย่างหนักหนีออกมาจากทางเดินที่เต็มไปด้วยซากปรังหักพัง หน้ากากของเขายังคงมีเลือดตกค้างอยู่ภายในทำให้กลิ่นคาวเลือดเข้าตรงถึงจมูก ก็ยังทำให้เขาในตอนนั้นแทบจะหมดสติและยังมีอาการคลื่นไส้อยู่เนื่องๆจากกลิ่นคาวที่เข้มแบบสุดๆ

เขาที่คิดถึงตอนนั้นจึงถอนหายใจหนักๆทีหนึ่ง ก่อนที่จะอ้าปากกว้างเพื่อหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเพื่อไร้กลิ่นคาวที่ยังคงค้างอยู่ในลำคอออกไป พลางนั่งคิดถึงทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยละเอียด

‘ระบบไฟฟ้าทั้งหมดถูกยึดภายในเวลาวินาทีเดียวหลังกดปุ่มออกคำสั่ง แสดงว่าคนที่ส่งระบบคำสั่งไม่ใช่พวกธรรมดา ถึงที่นี้จะเป็นสำนักงานแห่งใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีระบบการรักษาความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงตามมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน

การที่จะยึดระบบของที่นี้ได้ก็คงมีได้แค่สองกรณีหลักๆ

กรณีที่หนึ่งคงมีสายลับแอบแฝงอยู่ที่นี้เพื่อการบางอย่าง พอได้สิ่งที่ต้องการก็อาศัยจังหวะที่พวกหมาในถล่มที่นี้แล้วก็ทำการหลบหนี วิธีนี้เป็นวิธีที่สายลับฝั่งศัตรูไม่สามารถต่อกรกับทางสหพันธ์ได้โดยตรงจึงหาวิธีล่อให้พวกหมาในทำการโจมตี ข้อความที่ระบุคำสั่งใหม่ที่ส่งเข้ามาในตอนนั้นคงมีผลทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดถูกชัตดาวน์ แต่ชุดคำสั่งนี้คงจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อชุดคำสั่งทั้งหมดถูกกดส่ง พอส่งข้อความนี้ให้กับหน่วยรักษาความปลอดภัยทุกคนที่อยู่ในสำนักงานตามจุดต่างๆได้ครบ คำสั่งก็จะทำให้คำสั่งชัตดาวน์ระบบทั้งหมดนี้ทำงานในทันที น่าจะเป็นเหตุผลที่ระบบไฟฟ้าทั้งหมดรวมทั้งระบบสื่อสารของสำนักงานแห่งนี้ใช้การไม่ได้ในทันที

ส่วนกรณีที่สองก็คงเป็นฝีมือของพวกยูเรียลที่ต้องการอะไรบางอย่างจากที่นี้ กรณีนี้จะง่ายกว่าข้อแรก เพราะพวกยูเรียลสามารถแฮกระบบทั้งหมดของที่นี้ได้เอาง่ายๆเสียด้วย ดีไม่ดีแค่กดปุ่มบนแป้นออกคำสั่งเพียงปุ่มเดียวก็สามารถทำให้ไฟดับทั้งเมืองก็ยังได้

แต่ทว่าระบบทั้งหมดในสำนักงานแห่งนี้เสียหายหนัก แถมระบบทำลายตัวเองยังทำงาน จนตึกระเบิดทั้งหลัง โอกาศที่จะมีผู้รอดชีวิตคงจะริบหรี่ ดีไม่ดีอาจมีแค่เขาคนเดียวที่รอดก็ได้’

ปีเตอร์นั่งคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด พร้อมกับหันหน้ามองไปยังสำนักงานที่อดีตเป็นตึกสีขาวสง่างามที่ตอนนี้เหลือแต่ซากคอนกรีต และเศษเหล็กที่บุบสลายจนไม่เหลือเค้าเดิม

เขาหันหน้ากับมาที่เดิมและก้มหน้าลงสู่พื้นดิน ซึ่งตามประสบการณ์ของเขากับสถานการณ์ของโลกในตอนนี้ที่กำลังอยู่ในยุคฟื้นฟูอารยธรรม การที่จะมีใครที่ไหนเกิดโลภอำนาจคิดที่จะครองโลกในตอนนี้ที่ยังไม่มีความเสถียรภาพทางการปกครองก็เป็นเรื่องสามัญธรรมดา และคนที่จะสามารถทำเรื่องแบบนั้นในตอนนี้เท่าที่เขาทราบก็มีแค่คนเพียงแค่สองตระกูลใหญ่ ซึ่งนั้นก็คือตระกูลยูเรียลกับตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนเท่านั้น แต่ตระกูลหลังคงยากเพราะถ้ามีแผนการแบบนี้เกิดขึ้น เขาที่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนคงได้รับคำสั่งจากเธอผู้นั้นไปตั้งนานแล้ว

“เห่อ กองบัญชาการไปไหนแล้วบ้างน่ะ”

ปีเตอร์นั่งถอนหายใจมองท้องฟ้าสีส้มที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างช้าๆ การที่เขานั่งคิดเรื่องแบบนี้ไป พร้อมกับสายลมเย็นๆที่พัดผ่าน ชวนให้ตัวเขารู้สึกอยากจะงีบหลับเป็นยิ่งนัก

“ปี๊บๆ”

“อือ”

มีเสียงดังขึ้นเล็กๆตรงบริเวณเอวด้านขวาของเขา และปีเตอร์ก็ใช้มือขวาของเขากดปุ่มที่อยู่บนนั้น

ทันใดนั้นแผ่นโลหะที่ปิดส่วนเอวก็เปิดออก เขาหยิบแผ่นโลหะกลมแบนเล็กๆออกมา บนแผ่นโลหะนั้นกำลังส่องแสงสีฟ้าอ่อนถี่ๆ พร้อมกับเสียง ‘ปี๊บๆ’ ที่ยังดังไม่หยุด

“ตืด”

เขากดปุ่มสีฟ้าเล็กๆบนนั้นค้างไว้ชั่วคราว ก่อนที่เอาแผ่นโลหะนั้นครอบใบหูของเขา แผ่นโลหะคลี่ออกเป็นหูฟังครอบหู พร้อมไมค์สื่อสารขนาดเล็ก

เขาใช้นิ้วชี้กดลงบนปุ่มสีฟ้า ก่อนที่จะบิดมันเพื่อเปิดระบบสื่อสารฉุกเฉิน

“รายงานกองบัญชาการนี้ ปีเตอร์ เอ็ม. ควินด์ กองบัญชาการตอบด้วย”

อ๊าค์ ร้อยโทควินด์ เป็นยังไงบ้าง”

เสียงแหลมเล็กที่เริ่มด้วยความเกียจคร้านของหญิงสาวดังขึ้นภายในหูฟังนั้น ซึ่งเสียงนั้นทำให้ปีเตอร์สะดุ้งทีนึง เพราะตัวเขานั้นไม่คิดเลยว่าเธอถึงกับโทรสายตรงด้วยตัวของเธอเอง ซึ่งปกติคนที่ติดต่อต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสื่อสารเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าเธอคนนั้นไม่ชอบสื่อสารเอง แต่ชอบใช้งานคนอื่นมากกว่า

“อะ แฮ่ม”

ปีเตอร์ไอเบาๆทีหนึ่ง เพื่อที่จะปรับเสียงของตัวเองให้เหมาะสมกับคนที่ตัวเขาเองกำลังจะพูดอยู่

“ยังปลอดภัยอยู่ครับ แค่คงต้องรีบทำการรักษา ไม่งั้นแผลของผมติดเชื้อแน่ๆครั... อู๊ย!

ปีเตอร์พูดพลางเอามือเอื้อมไปแตะแผลที่อยู่กลางหลัง ก่อนที่จะส่งเสียงหลงพร้อมกับสะดุ้งด้วยความเจ็บ

“กลางหลังเป็นแผลฉกรรจ์ยังงั้นไม่เรียกว่าปลอดภัยหรอกน่ะ เขาเรียกว่าปางตายแล้วล่ะ”

หญิงสาวที่อยู่ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

“คุณหนูอลิซาเบธ รู้ได้ยังไงครับว่าผมมีแผลที่กลางหลัง”

ปีเตอร์พูดพลางใช้มือซ้ายหยิบหลอดบรรจุมอร์ฟีนที่เก็บไว้ในซากกระเป๋าเหล็กที่เขานำติดตัวมาด้วย ซึ่งสภาพของกระเป๋าเหล็กในตอนนี้ มันดูเละตุ้มเป๊ะ และยังมีรอยกรงเล็บขนาดใหญ่ คงเป็นเพราะช่วยบังกรงเล็บขนาดใหญ่จนมันแทบกลายเป็นเศษเหล็กนั้นเอง แต่ในตอนนี้เรียกว่าเศษเหล็กก็คงไม่ผิดนัก เพราะตัวเขาเองก็ต้องเปลี่ยนกระเป๋าเหล็กอันใหม่อยู่ดี

“ชิส์ ชุดเกราะนั้นฉันเป็นคนออกแบบเองกับมือ แค่เซ็นเซอร์สแกนอาการบาดเจ็บย่อมมีอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง”

หญิงสาวส่งเสียงไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนที่ตอบคำถามของชายหนุ่มในชุดเกราะ

“อย่าเรียกชื่อเต็มฉันสิ บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าให้เรียกฉันว่า อลิซ หงับๆ”

อลิซพูดเสริมให้กับความคิดของเธอเอง และดูเหมือนเจ้าตัวจะกำลังกินอะไรบางอย่างอยู่ด้วย

“ก็ได้ครับ คุณหนูอลิซกินของหวานอีกแล้วน่ะครับ เดียวก็ฟันผุอีกรอบน่ะครับ”

ปีเตอร์พูดเตือนหญิงสาวที่อยู่ปลายสาย ที่ดูเหมือนตอนนี้คงกำลังกินขนมหวานอยู่ ซึ่งเป็นนิสัยเสียของเธอที่ชอบกินของหวานมากเกินไป จนเมื่อเดือนที่แล้ว เห็นเจ้าตัวก็ยังบ่นว่าปวดฟันอยู่เลย

“ยุ่งน่า กินเค้กนิดๆหน่อยๆเอง ไม่เป็นไรหรอก ครั้งที่แล้วก็แค่งานยุ่งไปหน่อยจนลืมแปงฟันก็แค่นั้นเอง หงับๆ”

อลิซบ่นหงุบหงิบไป กินเค้กของเธอไปด้วย ซึ่งน้ำเสียงของเธอในตอนนี้เริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ เพราะเธอนั้นไม่ชอบมีคนมาจู้จี้จุกจิกกับความชอบส่วนตัวของเธอนัก

ทางด้านปีเตอร์เองก็ยังถอนหายใจกับคำตอบของหญิงสาวที่ตัวเขาเองนั้นเรียกว่าคุณหนู

“ฮ่ะ เอาเถอะครับ หน้าที่ของผมคือปกป้องดูแลคุณหนู ไม่เช่นนั้นท่านลีโอนาร์โดคงเอาผมตายแน่ๆครับ”

ปีเตอร์พูดพร้อมกับนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้กับท่านผู้นำตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนคนก่อน อดีตนายเหนือหัวของเขาที่เขาซื่อสัตย์และภักดีที่สุด

เขาหลับตาพลางนึกถึงเรื่องในวันนั้น

เขาจำวันๆนั้นได้เป็นอย่างดีว่ามันเป็นวันๆหนึ่งกลางเดือนกรกฏาคม เมื่อ 8 ปีก่อนที่เวนิส ประเทศอิตาลี วันนั้นเป็นวันที่มีแสงแดดอบอุ่นมาก และยังเป็นวันที่ฟ้าโปร่งไม่มีก้อนเมฆเลยแม้แต่น้อย เขาคนนี้ที่กำลังคุกเข่าต่อหน้าชายชราคนหนึ่ง

ชายชราผู้มีผมสีขาวสั้นๆที่กำลังนอนอย่างสงบบนเตียงเล็กๆที่ไร้ซึ่งชายคา ท่ามกลางแสงแดดจ้ายามบ่าย บนตัวของชายชรานั้นถูกห่มด้วยผืนผ้าห่มสีขาวบางที่มีลวยลายสีฟ้าอ่อนๆ

ชายชราผู้นั้นลืมตาของเขาขึ้น ตาของเขาคนนั้นส่วนที่เป็นตาขาวมีสีดำสนิท ภายในยังมีลายน้ำสีขาวเคลื่อนไหวอย่างช้าๆอยู่ภายใน และมีจุดสีขาวเล็กๆอยู่ตรงกลางแทนส่วนที่เป็นตาดำ

ชายชราผู้นั้นเบนสายตาที่ดูแปลกประหลาดนั้นไปยังปีเตอร์ที่สวมชุดคนรับใช้สีดำขลับ และมีชายเสื้อคลุมสีขาวลายดอกมะลิ

ชายชรายิ้มให้น้อยๆ ก่อนที่จะอ้าปากของเขา พร้อมกับพูดออกมา

‘ไม่ต้องเฝ้าฉันก็ได้ปีเตอร์ ฉันในตอนนี้มันก็แค่คนแก่ที่อีกไม่นานก็จะตาย แต่ว่าปีเตอร์เอ่ย ฉันเองก็ยังมีของสำคัญที่ต้องปกป้องอยู่ นั้นก็คืออลิซาเบธและมาเรีย แต่พวกเธอนั้นยังเด็กเกินไปมาก หลานสาวของฉันในตอนนี้ยังปกป้องตัวเองไม่ได้ พวกสมาชิกระดับสูงของตระกูลต้องฆ่าพวกเธอแน่ และอีกอย่าง สงครามโลกครั้งที่ 3 จะต้องเริ่มขึ้นแน่ในอีกไม่ช้านี้ เพราะฉะนั้นปีเตอร์ เธอที่เป็นข้ารับใช้ที่ฉันไว้ใจที่สุด นี้เป็นคำสั่งสุดท้ายของฉัน จงปกป้องและเชื่อฟังคำสั่งหลานสาวของฉันที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของฉันด้วยล่ะ’

น้ำเสียงของชายชรานั้นเบาบางลงทุกครั้งที่กล่าวออก และถ้าลองฟังน้ำเสียงนั้นดีๆ เสียงนั้นจะเต็มไปด้วยความกังวลยิ่งนัก แต่ชายชราผู้นั้นหลังกล่าวจบก็ยังยิ้มออกมา และหลังที่เขาสั่งเสียทุกอย่างที่เขาต้องการออกไปแล้ว

หนังตาที่คลุมดวงตาสีดำนั้นค่อยๆหลับลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ชายชราผู้นั้นจะไม่ตื่นขึ้นอีกเลย

“ท่านลีโอนาร์โด”

ปีเตอร์ที่คุกเข่าอยู่นั้นกล่าวออกมา พร้อมกับหลับตาของเขาลง น้ำตาใสๆของเขาไหลอาบแก้ม และมันเป็นเหตุการณ์กลางเดือนกรกฏาคมที่เขาไม่มีทางที่จะลืมเป็นอันขาด

 

กิกส์ กึก

เสียงขบฟันดังออกมาจากปลายสาย ทำให้เขาสะดุ้งขึ้นมาในทันที เขาที่เป็นข้ารับใช้แสดงกริยาไม่เหมาะสม อย่างการเหม่อลอยออกมาอีกจนได้ ทุกครั้งที่เขาคิดถึงชื่อ ‘ลีโอนาร์โด’ ก็ทำให้เขาเหม่อลอยทุกครั้งที่นึกถึง

ซึ่งอย่างที่เขาคิดคงเป็นเพราะอาการเหม่อลอยเมื่อครู่นี้ของเขา ทำให้มีเสียงขบฟันขึ้นภายในหูฟังของเขา ซึ่งเขาคิดว่าเขาคงเผลอทำให้เธอไม่พอใจขึ้นมาแล้วก็ได้

“ขออภัยเป็นอย่างสูงครับคุณหนู”

ปีเตอร์กล่าวคำขอโทษพร้อมกับโค้งขอโทษ จนทำให้เขาเจ็บแผลที่กลางหลังอีกครั้ง ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่า เขาเองยังไม่ได้ฉีดมอร์ฟีนระงับอาการเจ็บปวด และเขาเองก็ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเธอทำไมต้องก้มหัวด้วย

ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่กลางหลังปะทุขึ้นมา แต่เขาจะส่งเสียงร้องออกไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันจะเสียมารยาทต่อหญิงสาวผู้ที่อยู่เหนือกว่าตน

เมื่อนึกได้ดังนั้นเขาจึงเอาปลายหลอดมอร์ฟีนกดลงตรงท้ายทอดของเขาในทันที ก่อนที่จะกดปุ่มสีขาวที่อยู่บนหลอด เพื่อให้กลไลของหลอดฉีดมอร์ฟีนทำการระงับอาการเจ็บปวดโดยทันที เขาจะได้ไม่ทำกริยาต่ำๆอย่างการเจ็บปวดออกมาอีก

“เอาเถอะๆ เรื่องนี้ฉันขอไม่คาดคั้นก็แล้วกัน เพราะฉันมีงานที่อยากให้เธอไปทำให้หน่อย”

อลิซออกคำสั่งให้กับปีเตอร์ เธอต้องการให้ปีเตอร์ที่ตอนนี้เป็นคนของ NABF เพียงคนเดียวที่เธอเชื่อใจได้ที่สุดในพื้นที่นี้ทำหน้าที่บางอย่างให้กับเธอ

“ได้ครับ แต่ผมคงต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ยังเหลืออยุ่ของเขตนี้เพื่อขอรับยุทโธปกรณ์ก่อน เพราะตอนนี้ผมแทบไม่มียุทโธปกรณ์อะไรเหลือติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียวครับ”

ปีเตอร์พูดพลางมองไปรอบด้านที่ตอนนี้สิ่งของทั้งหมดที่อยู่รอบตัวของเขาแทบจะดำเป็นตอตะโกหมดแล้ว ดูถ้าเขาจะหมดสติไปนานมาก การที่จะหาคนของมหาสหพันธ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ที่นี้ในตอนนี้คงเป็นเรื่องยากพอสมควร คงต้องรอทหารหน่วยอื่นๆกับกองกำลังป้องกันตัวเองของเขตนี้เท่านั้น

ขณะที่เขากำลังคิดที่จะออกตามหาความช่วยเหลืออยู่นั้นเอง แต่ทางปลายสายดูเหมือนจะส่งเสียงไม่พอใจออกมา

ชิส์! แล้วมอร์ฟีนเมื่อกี้ล่ะ

อลิซพูดจิกกัดข้ารับใช้ของเธอ แถมเธอยังได้ยินเสียงที่น่าจะเป็นคำว่า “หยึย” ออกมาเบาๆจากปลายสายด้วย ทำให้เธอรู้สึกสนุกเอามากๆด้วย

“ไม่จำเป็น งานนี้เธอจะติดต่อใครที่อยู่ฝั่งมหาสหพันธ์ไม่ได้โดยเด็ดขาด”

อลิซออกคำสั่งเด็ดขาดให้กับปีเตอร์ เพื่อที่ปีเตอร์จะได้ไม่ได้ต้องมัวเสียเวลาหาคนของมหาสหพันธ์ให้เหนื่อยและใช้เนื้อที่ความจุสมองของเธอโดยใช้เหตุ

“แต่ว่า ถ้าเราไม่ขออนุญาตในการทำภารกิจกับทางมหาสหพันธ์ ทางเราอาจถูก ‘ทางนั้น’ หาข้ออ้างเพื่อแทรกแซงก็ได้น่ะครับ”

ปีเตอร์พูดถึงเหตุผลที่เหมาะสม เพราะถึงพวกเขาจะเป็นกองกำลังพิเศษที่มีสิทธิตรวจสอบได้ทุกที่ทั่วโลก แต่ถ้าผู้ตรวจสอบดันละเมิดกฎเสียเอง ก็อาจถูกศัตรูของตระกูลส่งสายลับเข้ามาก็ได้

“เรื่องนั้นก็ไม่เห็นต้องคิดมาก ที่ฉันสั่งไปไม่ใช่ภารกิจ แต่เป็นงานส่วนตัวของฉันดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปแจ้งใครให้มากความหรอก แล้วอีกอย่างเธอไม่คิดเรอะว่า NABF จะไม่มีคนของตระกูลยูเรียลอยู่ งับ งับ”

เสียงของอลิซดังขึ้นพร้อมกับเสียงกินของหวานอีกครั้ง

“เรื่องนั้นผมทราบดีตั้งแรกครับครับ เพราะเป็นเช่นนั้นผมจึงกังวล...”

ปีเตอร์! มันเป็นคำสั่งของฉัน

หญิงสาวพูดเสียงดัง เสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างมากที่ข้ารับใช้ของเธอชอบหาข้ออ้างน่ารำคาญที่เธอไม่ชอบเลย

ปีเตอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตัวเขาไม่รู้จะตอบเธอกลับไปยังไงดี เพราะอลิซ หรือ อลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยน เป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง  แต่เมื่อเขาคิดถึงระดับความสำคัญแล้ว ตัวเขาเองก็ยิ้มออกมา

มันถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยนคนนี้เป็นคนที่เอาแต่ใจ มีความหยิ่งยโส และรวมถึงความสามารถของเธอแล้วล่ะก็ การที่จะทำให้ตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนก้าวเข้าสู่ยุคทองได้อีกครั้งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

ความปรารถนาของท่านผู้นำคนก่อน ท่านลีโอนาร์โด ฟอนด์ เวอร์มิลเลี่ยนก็จะเป็นความจริง

‘ถ้าตามความเป็นจริงแล้วคนที่รู้ว่าท่านอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยน เป็นว่าที่ผู้นำคนต่อไปแห่งตระกูลเวอร์มิลเลี่ยน คงมีแค่ตัวของเขา สมาชิกระดับสูงของตระกูล กับพวกมือสังหารที่หมายหัวของท่านอลิซาเบธก็เท่านั้น’

ปีเตอร์นึกขึ้นมาในใจกับความเป็นจริงข้อนี้ และมันยังเป็นสาเหตุที่เขาเข้าร่วม NABF เพราะเขามีหน้าอันยิ่งใหญ่ที่ต้องปกป้อง ‘ท่านว่าที่ผู้นำ’ คนต่อไป ในฐานะข้ารับใช้ที่พร้อมจะเป็นหอกอันทรงพลังและโล่ที่แข็งแกร่งให้นายหญิงคนใหม่ของเขา

“ถ้าเป็นความประสงค์ของคุณหนู งั้นกระผมจะจัดการให้เรียบร้อยเองครับ”

ปีเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก เขามองไปยังท้องฟ้าที่ตอนนี้ดวงจันทร์ได้ลอยขึ้นมาแล้ว แสงของมันในค่ำคืนนี้สว่างผิดปกติ ดวงจันทร์สีขาวจ้าลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า

“ฮึ ดีมาก สมเป็นคนที่ฉันไว้วางใจ อย่าพลาดล่ะ”

“แก็ก ซูด”

อลิซพูดเชยชมเล็กน้อย ก่อนที่จะมีเสียงยกซดอะไรบางอย่างดังขึ้น

“เอาหล่ะ ไปที่พิกัดที่ส่งไป”

“ปี๊ด”

มีเสียงดังออกมาจากชุดเกราะของปีเตอร์ ก่อนที่มันจะฉายภาพสามมิติออกมา

“ที่นี้มัน”

ปีเตอร์มองไปยังพิกัดที่ถูกครอบด้วยวงกลมสีฟ้า วงกลมครอบลงบนโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี้นัก

“โรงพยาบาลลาริส อย่างที่เธอรู้ว่าทาง Scarlet Desert ใช้ที่นั้นเป็นที่กบดาน งานที่ฉันให้ง่ายๆ ซูด”

อลิซยกกาแฟสีฟ้าขึ้นมาดื่มอีกครั้ง ในห้องเล็กๆที่เต็มไปด้วยเอกสาร

เจสสิก้า ยูเรียล อยู่ที่นั้น ที่ตัวของเธอมี ‘ของสำคัญ’ อยู่ไปเอามันมาซ่ะ”

เจสสิก้า ยูเรียล อยู่ที่นั้นหรือครับ”

ปีเตอร์แทบไม่เชื่อสิ่งที่หญิงสาวบอกเลย ว่าเจสสิก้า ยูเรียล แห่งตระกูลยูเรียล หนึ่งในสมาชิกของตระกูลที่มีอำนาจที่สุดในโลก คนที่คนทั้งโลกกำลังตามหาอยู่ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ใกล้ขนาดนี้

“อะ อืม! แล้วสิ่งที่คุณหนูให้ไปเอามาคืออะไรหรอครับ”

ปีเตอร์ตั้งสติในทันที ในฐานะที่เขาเป็นข้ารับใช้ของตระกูลเวอร์มิลเลี่ยนที่จงรักภักดีที่สุดจะแสดงมารยาทชั้นเลวต่อหน้าว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปไม่ได้

อลิซที่ฟังคำพูดของข้ารับใช้ของตนก็นั่งไขว้ห้าง เธอนั่งกดปุ่มบนทัชแพดส่วนตัวของเธอพลางยิ้มเยาะเย้ยข้ารับใช้ของเธอ

เธอสามารถรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของปีเตอร์ได้โดยเซ็นเซอร์ที่ติดบนชุดเกราะที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจและคลื่นสมองที่ปล่อยออกมา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายๆที่อ่านอารมณ์ที่พลิกผันไปมาของข้ารับใช้ของเธอได้ ซึ่งมันก็สนุกมิใช่น้อย

ซึ่งเธอก็รู้สึกชอบความรู้สึกที่จงรักภักดีมากจนเกินพอดีของปีเตอร์ เพราะมันทำให้ปีเตอร์แสดงปฏิกริยาประหม่าออกมา เวลาฟังคำสั่งของเธอ

เอาล่ะได้เวลาออกคำสั่งกับเจ้านี้แล้ว

“เอาล่ะ ถ้าถึงเวลา คำสั่งจะไปหาเอง”

อลิซวางแก้วกาแฟลง เธอวางทัชแพดของเธอ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ

“และงานที่สอง”

อลิซดึงที่มัดผมก่อนที่จะส่ายหัวของเธอ ปลายผมสีดำแกมน้ำตาลของเธอสะบัดไปตามแรงสะบัด

และถอดแว่นของเธอ

“งานชิ้นที่สองหรือครับ”

ปีเตอร์ลุกขึ้น หลังได้ยินคำพูดถึงคำสั่งที่สองของหญิงสาว ร่างกายของเขาดีขึ้นมากจนสามารถลุกขึ้นยืนได้ตามปกติ ตอนนี้เขาสามารถบิดร่างกายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น คงเป็นเพราะมอร์ฟีนที่ฉีดเข้าไปเป็นมอร์ฟีนชนิดใหม่ มันคงมีผลในการฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำกับฟื้นพลังกายที่สูงมาก

“มีคนต้องการให้ปกป้องนิลด้วยชีวิตอยู่”

อลิซวางแว่นตาของเธอลงบนโต๊ะ พร้อมกับหันหน้าไปยังชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงมุมห้องอย่างเงียบๆ ปลายผมสีทองบดบังใบหน้าและดวงตา ถ้วยชาที่ยกขึ้นดื่มบดบังริมฝีปาก

ชายคนนั้นใช้มือขวาวางถ้วยชาลงบนจานรองที่มือซ้าย ก่อนที่จะวางถ้วยนั้นลงบนถาดสีเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ และก็ได้มีชุดมาสค็อตหมีเก็บถาดนั้นไป

เมื่อชายคนนั้นสังเกตเห็นหญิงสาวที่หันหน้ามามองทางเขา เขาจึงใช้มือขวาสะบัดไปมา พร้อมกับก้มหัวให้กับหญิงสาวหนึ่งที เพื่อเป็นนัยว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะรบกวนการสนทนานั้นแต่อย่างใด

“ใครหรือครับ ที่ต้องการให้ผมปกป้องนิลขนาดนั้น”

อลิซพูดช้าๆ ทำให้ปีเตอร์ถามต่อในทันที เขารู้ว่านิลตอนนี้พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมผู้บัญชาการสูงสุดรวมถึงคุณหนูอลิซาเบธถึงต้องการปกป้องชายคนนั้นนัก

องค์ชายแห่งซุนสเซต เข้าใจรึยัง”

สิ้นเสียงของอลิซ ปีเตอร์ก็ยืนครุ่นคิด เขามองไปยังทิศทางของโรงพยาบาล ก่อนที่จะใช้มือซ้ายแตะลงบนดั้งจมูกของตน

“เข้าใจแล้วครับ มันคงเป็นงานที่ยาวนานและสำคัญกว่างานชิ้นแรกเอามากๆสิน่ะครับ”

“เข้าใจง่ายดีนี้ สมเป็นลูกน้องของฉันจริงๆ”

อลิซกล่าวชมลูกน้องของเธอ

“แล้วท่านอลิซครับ ผมมีอะไรจะถามเล็กน้อยครับ”

ปีเตอร์พูดไป พลางมองหาสิ่งของรอบตัวที่ยังใช้ประโยชน์ได้อยู่ เขาต้องรีบไปทำตามคำสั่งของนายหญิงของเขาให้สำเร็จลุล่วง เพราะคำสั่งที่สองอาจจะต้องใช้เวลานานเอามากๆ ถ้าไม่รีบเตรียมความพร้อมเสียก่อน อาจจะทำให้คำสั่งนั้นล้มเหลวก็เป็นได้

“อือ มีอะไรก็ว่ามา”

เธอพูดไปพลาง กดปุ่มบนทัชแพดไปด้วยเพื่อเลื่อนกำหนดการต่างๆที่มีมากมายลงไปยังไอคอนรูปถังขยะโดยไม่คิดมาก เพราะตัวเธอเองในตอนนี้ก็อย่างที่จะงีบสักหน่อย

ตอนแรกก็กะจะหลับดันมีคนเจ้าปัญหามาหา และคนเจ้าปัญหาก็ดันทำให้กำหนดการเธอร่วนไปจนหมด

งั้นก็คงช่วยไม่ได้ ต้องแคนเซิน(ยกเลิก)กำหนดการทั้งหมดเท่านั้น

“ถ้าบังเอิญผมทำงานชิ้นแรกสำเร็จแล้ว จะเอายังไงกับเลดี้เจสสิก้า ยูเรียลล่ะครับ”

ปีเตอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นเริง เพราะเขาเองก็กำลังรอคำพูดของนายหญิงที่เขารู้ใจที่สุด คำพูดที่ทำให้หัวใจของเขาปลื้มปิติ

“หึ”

อลิซส่งเสียงหัวเราะเบาๆ เพราะเธอเองก็รู้ธาตุแท้ที่อยู่ภายใต้หน้าตาที่ภายนอกดูเหมือนคนสงบเสงี่ยมและเป็นมิตรของปีเตอร์ แต่ที่จริงนั้นกลับตรงกันข้ามกันแบบสุดๆ

“ใช้วิธีที่แกชอบเลย มีปัญหาอะไรฉันจะจัดการให้เอง”

“ปี๊บ”

เสียงปิดสายดังขึ้น

 ปีเตอร์มองไปยังท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตาสีฟ้าขยายอย่างรวดเร็วจนเต็มดวงตา ก่อนที่จะหดลงเหลือเพียงจุดเล็กเท่ารูเข็ม พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกจนถึงแก้ม ดูถ้าทางแล้วคงไม่มีคำสั่งอะไรมาให้เขาแล้วสิน่ะ

“เอาจริงหรือครับที่ส่งปีเตอร์ แม็ก ควินด์ไป”

ชายผมสีทองพูดกล่าวสั้นๆเพื่อเตือนอลิซ

“ไม่เป็นไรหรอก คุณคีรีส ซุนสเซต ถ้าเป็นปีเตอร์หน้าที่นั้นสบายอยู่แล้ว”

อลิซพูดไปเกาหัวไปเธอไม่สนใจกับอาการกังวลของชายหัวสีทอง เพราะถ้าเป็นลูกน้องของเธอคนนี้รับรองให้งานอะไรไปไม่เคยพลาด

“ก็เพราะว่าเจ้านั้นเป็นทั้งข้ารับใช้และเป็นทั้งนักฆ่าที่ลงมือได้นิ่มนวลที่สุดของฉันด้วย”

อลิซพูดเพื่อเพิ่มน้ำหนักในกับความคิดของเธอ

“ยังงี้ก็แย่สิครับ ถ้าคุณปีเตอร์เกิดฆ่าเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาจริงๆ งานชิ้นที่สองที่ผมไหว้วานไปก็อาจจะล้มเหลวก็ได้น่ะครับ และอีกอย่างผมยังไม่เคยบอกให้ปกป้องด้วยชีวิตเลยน่ะครับ”

คีรีสพูดด้วยความกังวล เพราะเขาเองเป็นคนไหว้วานงานชิ้นนี้ให้กับหญิงสาวโดยตรง ถ้ามันเกิดล้มเหลวเพราะคนที่ไหว้วานขึ้นมา มันคงจะหัวเราะไม่ออกเลย

“แล้วทำไมไม่ลงมือเอาเองล่ะค่ะ คุณองค์ชาย

อลิซพูดโดยเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อประชดอีกฝ่าย ทั้งที่ตัวเองก็ลงมือเองได้สบายๆแท้ๆ แต่ดันมาใช้งานเธอที่ทำงานนี้ได้ลำบากสุดๆด้วย

“ถ้าลงมือเองได้ผมก็คงทำไปตั้งแต่ตอนที่ NABF ถูกก่อตั้งเมื่อสองปีก่อนแล้วล่ะครับ”

ชายหนุ่มพูดไปดื่มชาขาวไปพลาง ก่อนที่เขาจะใช้นัยน์ตาสีอำพันจ้องไปยังหญิงสาว

“เมื่อใดก็ตามที่ผมเป็นคนลงมือเรื่องที่เกี่ยวกับ ‘เขา’ เรื่องที่เกิดก็มีแต่แย่กับแย่น่ะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องมาขอร้องให้คุณช่วยยังไงล่ะครับ”

คีรีสวางถ้วยชาของเขาลง พร้อมกับพูดสำเนียงข้อร้องกับอลิซ เขาผายมือขวาของเขาออก ทำให้เห็นแหวนสีทองที่นิ้วชี้สะท้อนเข้ากับแสงไฟในห้อง

อลิซที่ยืนฟังอยู่จึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดของเธอ เธอนั่งไขว้ห้างมองไปยังโคมไฟที่ยังลอยสว่างอยู่บนห้อง

อลิซมองโคมไฟที่ลอยอยู่ในห้อง โดยที่โคมไฟนั้นไม่ต้องมีที่แขวนแต่อย่างใด มันยังคงลอยนิ่งปล่อยคลื่นแสงสีส้มอ่อนออกมากระจายไปทั่วห้อง

“ไม่ต้องห่วงหรอก”

อลิซวางทัชแพดของเธอลงบนโต๊ะ และก็ดีดนิ้วไปพลาง

“ทางฝั่งยูเรียลเองก็ต้องส่งคนมาอย่างแน่นอน เจ้าปีเตอร์เอง มันคงไม่ยอมเสียผลงานอะไรทั้งสิ้นให้กับพวกยูเรียลหรอก มันคงทำทุกวิธีทางเพื่อขัดขวางพวกยูเรียล”

“ฉันสั่งมันไปแบบนั้นก็เพื่อเพิ่มกำลังใจให้มัน มันจะได้ไม่ทำผิดจุดประสงค์ของฉันด้วย”

อลิซยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

“เอ๊ะ แย่ละสิ”

อลิซขมวดคิ้วของเธอ พลางเอานิ้วลูบคาง สีหน้าที่ดูดีใจของเธอเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

“มีอะไรเกิดอะไรขึ้นหรอครับ คุณดูกังวลมากเลยน่ะครับ”

คีรีสพูดพลางใช้ดวงตาสีอำพันจ้องไปยังหญิงสาวที่ตอนนี้ทำสีหน้าที่แย่เอามากๆ แถมที่ขมับด้านขวาของเธอยังสามารถมองเห็นเส้นเลือดที่บวมปูมขึ้นมาได้อย่างชัดเจน

“ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าเจ้าปีเตอร์น่ะถ้ามั่นใจเกินไปเมื่อไรและเพื่อเป้าหมายของตัวมันเองแล้ว มันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าเป็นยังไงต่อไปคงต้องมีสิ่งที่นอกเหนือแผนการของฉันเกิดขึ้นแน่”

อลิซขมวดคิ้วของตนมากกว่าเดิมจนคิ้วทั้งสองข้างแทบจะชนกัน และเส้นเลือดที่ปูดออกเมื่อครู่ก็เริ่มมีเลือดสีแดงไหลออกมา

“ถ้าเจ้าปีเตอร์เกิดบ้าขึ้นมา มันจะร่วมมือกับนักฆ่าของยูเรียลเพื่อฆ่าเจสสิก้า ยูเรียลแน่ๆ”

อลิซถอนหายใจออกมา พร้อมกับขย้ำหัวของตัวเอง

“ถ้าเจ้าฟาโรอยู่ที่นี้ตอนนี้ก็คงจะดี”

อลิซเช็ดปลายจมูกของเธอ ก่อนที่จะมองไปยังคีรีสที่ตอนนี้กลับตาลง

“โอ๊ะ อย่ามองผมแบบนี้สิครับ”

คีรีสพูดกับหญิงสาวก่อนที่จะลืมตาของเขาขึ้น

“อะฮึม ใครล่ะครับ ฟาโรที่ว่าเนี่ยเป็นชื่อลับหรอกหรือครับ”

คีรีสถามอลิซด้วยความสงสัย เพราะคนที่มีชื่อยศของกษัตริย์บางประเทศนี้ น่าจะเป็นรหัสลับมากกว่า เพราะคนปกติที่มีสติดีไม่น่าจะใช้ชื่อประหลาดๆแบบนี้

“แค่ชื่อเล่น ชื่อจริงของเขาก็โรเบอร์โต้ ราฟาเอลโล เพื่อนของฉันตั้งชื่อให้เขาเล่นๆว่า ฟาโร”

อลิซบอกชื่อจริงของชายที่มีชื่อเล่นอันแสนแปลกประหลาดนี้ให้คีรีสรับรู้

“อ่อ นั้นคือชื่อเล่นของคุณราฟาเอลโล ที่คุณกิติตั้งให้งั้นหรอครับ”

คีรีสพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ

“โอ๊ะ ขอโทษครับ”

คีรีสพูดออกมา หลังจากที่กล่าวคำพูดข้างต้นตัวเขาเองก็รู้สึกได้ถึงจิตมุ่งร้ายของหญิงสาวที่ตอนนี้ได้เพ่งมองมาทางเขาด้วยแววตาอาฆาตแค้น

“ฮ่า เอาเถอะเรื่องนี้มันนานมากแล้ว ตอนเจอกับพวกนั้นครั้งแรกก็สัก 8 ปีเห็นจะได้”

อลิซสงบของตัวเองลง ก่อนที่จะหยิบแว่นตาของเธอขึ้นมาสวมอีกครั้ง

“ขอขอบคุณที่ให้อภัยครับ คุณเวอร์มิลเลี่ยน”

คีรีสนั่งไขว้ห้าง พร้อมใช้นิ้วชี้กวักเรียกชุดมาสค็อคเพื่อที่จะเอาชาขาวอีกรอบ

“งั้นก็มาเข้าเรื่องกันต่อเถอะครับ ดีนอฟ!”

“ครับ”

สิ้นคำพูดของคีรีส ชุดมาสค็อตจึงยกถาดชุดชาขาววางไว้บนโต๊ะส่วนตัวของอลิซ เขาจะโค้งคำนับ ก่อนที่จะผายมือไปด้านหน้า และเดินหายเข้าไปในมุมมืดของห้อง

“เอาล่ะ เรามาคุยกันต่อเรื่องของคุณราฟาเอลโลกันดีกว่าครับ”

คีรีสยกแก้วชาขาวขึ้นมาดื่มอีกครั้ง คราวนี้อลิซเองก็นั่งลงบนโต๊ะเพื่อที่จะจิบชาแล้วเหมือนกัน

“ดูแล้วรู้สึกเหมือนจะรู้จักกับฟาโรดีน่ะ”

อลิซถามคีรีสที่ดูเหมือนจะรู้จักเพื่อนของเธอที่ชื่อว่า ‘ฟาโร’ ดี

เมื่อได้ยินที่ถามคีรีสจึงวางถ้วยชาลง เขากุมมือทั้งสองข้าง

“งั้นผมจะตอบให้ก็ได้น่ะครับ คุณราฟาเอลโลที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ที่หาตัวจับได้ยากในยุคนี้ ถ้าตามปกติจะไม่มีใครรู้พิกัดของเขาที่แน่นอน ซึ่งตัวคุณเองก็นานๆทีจะสามารถติดต่อกับเขาได้ผ่านทางน้องสาวของคุณ”

คีรีสพูดเหตุผลที่ดูฟังแล้วง่ายที่สุดสำหรับเขาเองออกมา ก่อนที่เขาจะมองไปยังมุมมืดของห้อง ซึ่งเพียงแค่เขาส่งสายตาออกไปก็ปรากฎแสงไฟจากลูกตาของชุดมาสค็อตสีเหลืองจ้าที่ส่องสว่าง

“ช่วยคุณผู้หญิง ท่านนี้หน่อยน่ะครับ ดีนอฟ”

“รับทราบครับ ท่านคีรีส”

คีรีสออกคำสั่งให้กับดีนอฟที่ยังอยู่ในมุมมืดของห้อง ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับด้วยความเคารพในทันที

ซึ่งทางฝั่งอลิซเองก็รู้ดีที่สุด เพราะว่าเธอเองจะสามารถติดต่อกับฟาโรผ่านทาง มารีซึ่งเป็นน้องสาวของเธอเอง แต่ฟาโรดันมีนิสัยที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครกับใคร ส่วนมารีเองก็ดันเป็นพวกขี้ลืมไม่ค่อยพกอุปกรณ์สื่อสารสักเท่าไร

ดังนั้นเธอจึงลำบากที่จะสื่อสารกับฟาโรมาก สักสองเดือนตัวฟาโรถึงจะตอบข้อความที่เธอส่งไปเป็นร้อย

ทางฝั่งคีรีสเองที่ฟังเรื่องของหญิงสาวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนที่ะเขา

“เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมได้ติดต่อไปยัง ‘ภาคีเงามืดแห่งดวงจันทร์’ที่คุณราฟาเอลโลสังกัด เพื่อที่จะให้คุณราฟาเอลโลมาช่วยคุณได้”

คีรีสพูดพลางบิดคอไปมา ซึ่งทำให้หญิงสาวสามารถมองเห็นใบหน้าของคีรีสได้อย่างชัดเจน

เส้นผมสีทองยาวเนียนถึงต้นคอ ใบหน้าคมคายแสดงถึงความเป็นผู้ดีมีตระกูล ตาดำที่แม้แต่รูม่านตายังเป็นสีอำพันไม่เหมือนคนปกติ แก้มเรียวเล็ก ใบหูขนาดกลางที่มีติ่งเล็กๆอยู่ สันจมูกที่ไม่โด่งมากนัก และริมฝีปากสีชมพูอ่อน ถ้าไม่รู้ว่าเป็นผู้ชาย แค่ดูใบหน้าของเขาอาจจะคิดว่าเป็นผู้หญิงเสียด้วยซ้ำ

“เอาล่ะ เอาล่ะ คุณองค์ชายจะให้สตรีผู้น้อยคนนี้ทำอะไรให้ท่านล่ะค่ะ”

อลิซพูดประชดประชันใส่ชายหนุ่มผมสีทอง พลางมองไปยังมุมมืดของห้องที่ยังมองเห็นชุดมาสค็อตหมีนั่งชั่นเขาอยู่

คีรีสมองไปยังมุมมืดของห้อง ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมาทางหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้ม

“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องมารยาทหรอกครับ ดีนอฟนั่นเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของผม เหมือนกับปีเตอร์ที่ซื่อสัตย์ต่อคุณอลิซ แต่ต่างกันเล็กน้อยก็แค่ถ้าผมออกคำสั่งให้เขานั่งฟังอยู่เงียบๆ เขาก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาโดยเด็ดขาด”

คีรีสพูดขึ้นมาพลางเดินไปที่ประตูห้อง

“ไม่พูดชื่อของฉันว่าอลิซาเบธ หรือเวอร์มิลเลี่ยนหน่อยหรือค่ะคุณคีรีส ออรัม ซุนสเซต

อลิซพูดด้วยน้ำเสียงแซว เพราะเธอรู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมมงกุฎราชกุมารคีรีส ออรัม ซุนเซตถึงเรียกชื่อเล่นของเธอ ซึ่งมันไม่สมกับเป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์ของราชอาณาจักรซุนสเซตที่แสนโด่งดังในยุคนี้เลยเลย

ทางฝั่งคีรีสเองก็หันมายิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อย

“ผมน่ะไม่ชอบก่อศัตรูกับใครหรอกน่ะครับ ดูจากน้ำโหรวมทั้งนิสัยของคุณแล้ว ก็คิดว่าคุณน่าจะชอบชื่อนี้มากกว่ากว่าชื่อที่เปรียบเสมือนคำสาบนั้น แล้วก็...”

คีรีสใช้นิ้วชี้ลูบจมูกของเขา ก่อนที่ตัวเขาจะนึกเหตุผลออก และยิ้มให้กับอลิซ

“อ่อ แล้วก็มันก็เป็นชื่อเรียกที่เป็นเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของคำว่าเพื่อนของคุณนั่นแหล่ะครับ”

คีรีสกดปุ่มบนประตู และประตูใบนั้นก็เปิดออกอย่างช้าๆ

คีรีสหลับตาของตนลง ก่อนที่เขาจะยกนิ้วชี้กับนิ้วกลางซ้ายขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณ

“อีก 3 วัน เพื่อนของคุณจะนัดพบกัน แต่ผมไม่รู้สถานที่ ที่แน่นอน เอาเป็นว่า ถ้าผมรู้ผมจะรีบติดต่อในทันทีคัรบ”

คีรีสพูดพร้อมกับหยิบรูปถ่ายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อที่อก ถ้าสังเกตภาพถ่ายนี้ที่เป็นสีเหลืองอ่อน แสดงให้เห็นว่ามันเป็นรูปถ่ายที่เก่าเอามากๆ

“ถึงคุณจะเป็นคนหัวรั้นที่พยายามจะทำให้ผมสติแตก แต่ก็น่ะคุณอลิซ คุณเองก็รักพวกพ้องของคุณมากและคุณเองก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเพื่อนรักของคุณ ดังนั้นผมจึงไม่อยากถามเรื่องของเพื่อนคุณให้มากความนักครับ”

คีรีสลืมตาของเขาขึ้นอย่างช้า พร้อมกับถอนหายใจออกมา

“ผมเองก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว  ถึงแม้พวกเขาจะรังเกียจผมก็ตาม”

นัยน์ตาสีอำพันของคีรีสเพ่งไปยังรูปถ่ายสีเหลืองอ่อนนั้น รูปถ่ายใบนั้นมีรูปของคีรีสที่ใช้แขนขวาโอบไหล่ชายคนหนึ่งที่มีผมสีแดงทับทิมปอยผมสีแดงของชายคนนั้นปิดบังใบหน้าเล็กๆกับเด็กสาวตัวเล็กที่มีผมสีแดงคล้ายคลึงกับชายคนนั้น

คีรีสใช้นิ้วโป้งขวาพยายามเช็ดรอยฝุ่นที่ติดอยู่บนรูปถ่ายตรงบริเวณใบหน้าของชายที่มีผมสีแดงอย่างนุ่มนวล เขาอย่างเห็นใบหน้านั้นให้ชัดๆอีกสักครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล รอยฝุ่นนั้นยังคงอยู่ และยิ่งถู มันก็ยิ่งขุ่นมัวมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงพับนิ้วโป้งของเขา ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ปากของเขาเปิดออก

“ทั้งนี้คุณอลันก็อาจจะมาด้วยครับ ส่วนวันเวลาที่พบจะเป็นตอนไหนเดียวเขาคงแจ้งคุณเองครับ”

หลังสิ้นเสียงคีรีส ชายคนนั้นก็เดินออกไปจากห้องนี้ในทันทีพร้อมกับรูปถ่ายสีเหลืองในมือที่บนรูปถ่ายนั้นมีบางอย่างที่สามารถสะท้อนแสงได้กลิ้งอยู่บนนั้น

เมื่อคีรีสออกไปจากห้องจนไม่เห็นเงา ชุดมาสค็อตที่อยู่ในมุมมืดจึงลุกเขาโค้งคำนับให้หญิงสาวที่อยู่ในห้อง ก่อนที่จะวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว

ภายในห้องแคบๆเล็กๆที่มีแสงไฟสลัวในตอนนี้ เหลือเพียงหญิงสาวคนเดียวในห้องเท่านั้น

หญิงสาวใช้นิ้วก้อยขวาดันแว่นตาจนติดสันจมูกของเธอ

“อยากหลับจังเลยน่ะ”

เสียงของหญิงสาวดังขึ้นเบาๆ เธอค่อยๆลุกขึ้นเดินไปยังโซฟาเล็กๆ และนั่งลงบนโซฟานั่น

“อยากหลับจริงๆน่ะ”

อลิซค่อยๆหลับตาของเธอลง หยาดน้ำตาของเธอค่อยๆไหลออกมาช้าๆโอบแก้มของเธอจนลงไปถึงปลายคาง และหยดลงบนกระโปรงของเธอ

“ริสตี้ อลัน กิติ ฟาโร ถ้าได้หลับด้วยกันเหมือนครั้งนั้นอีกครั้งก็ดีน่ะ”

หญิงสาวกดปุ่มที่แว่นตาของเธอ และกระจกเลนส์นั้นก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

 

ห้องนี้เดิมที่เป็นห้องเล็กๆที่มีเด็กห้าคนอยู่ด้วยกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มันเป็นห้องที่เต็มไปด้วยสีน้ำมันในมุมห้องหนึ่ง กับของเล่นอีกมุมห้องหนึ่ง ดูๆไปห้องนี้ก็ดูสงบนิ่งจนน่าหลับเหมือนกัน

แต่ก็มีเสียงดังทำลายบรรยากาศอันแสนสงบ

อลันต้องกินยาน่ะ ไม่งั้นไม่หายเอ่อ

เด็กผู้ชายที่มีผมค่อนข้างยุ่งออกคำสั่งให้กับเด็กผู้ชายผมสีฟ้าใสที่กำลังพยักหน้า เด็กหัวฟ้าเอามือขวาวางยาลงตรงโค่นลิ้นก่อนที่จะกลืนลงไปอย่างว่าง่าย

ริสตี้เองก็หัดล้างมือก่อนกินขนมบ้างสิ ดูดิคุกกี้ดำหมด อลิซเองก็หัดนอนเช้าๆบ้างสิ ขอบตาดำจนจะกลายเป็นหมีแพนด้าแล้ว

ไม่วายเด็กชายหัวยุ่งยังหันไปตำหนิเด็กสาวหัวสีทองที่กำลังใช้มือที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกยิ้มคุกกี้ที่วางอยู่ยนโต็ะขึ้นมากิน กับเด็กสาวที่ไว้ทรงผมทรงโพนี่เทลและใส่ชุดราตรีสีแดงที่ทำตางั่วเงียไร้เรี่ยวแรง

เด็กสาวทั้งคู่หันมามองยังเด็กชายหัวยุ่ง ก่อนที่จะทำหน้าบึ้งส่ายหน้าเป็นความหมายเชิงปฏิเสธจนเด็กชายหัวยุ่งทำหน้าดำหน้าแดงใส่

เอาน่า ฟาโรเองก็ไม่ต้องซีเรียสมากก็ได้ เดียวผมทำคุกกี้ให้ใหม่

เด็กชายในชุดครัวสวมผ้ากันเปลื้อนเดินเข้ามาหา ในมือทั้งสองข้างยังมีเค้กช็อกโกแลตก้อนโตๆที่เพิ่งอบมามาดๆเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม

ทันทีที่เด็กคนนั้นเข้ามา เด็กสาวทั้งสองที่เดิมที่สีหน้าเคร่งเครียดก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในทันที

กิติมาช้าน่ะ หิวจะแย่อยู่แล้ว

เด็กสาวทั้งสองคนเดินไปหากิติที่ยังมีเศษแป้งหลงเหลือที่แก้ม

กิติ! จะนอนแล้วยังทำขนมอีกหรอ

เด็กหนุ่มหัวยุ่งทำตาดุใส่กิติ จนอีกฝ่ายต้องก้มหน้าขอโทษ

ไม่เป็นไรหรอกฟาโร กินเสร็จเราก็หลับเลย ง่ายดี

ริสตี้พูดพลางใช้ส้อมที่วางอยู่ข้างๆเค้กจิ้มเค้กก้อนโตเข้าปาก พลางเคี้ยวอย่างมูมมาม

เมื่อได้ยินดังนั้นฟาโรจึงถอนหายใจออกมา

ก็ได้กินให้หมดแล้วไปหลับ แต่ริสตี้เธอต้องอาบน้ำ อย่าเอาสิ่งสกปรกบนตัวเธอขึ้นเตียงของฉัน

สิ้นเสียงคำพูดของฟาโรในห้องเล็กๆนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทัง้ห้าคนที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

 

หยาดน้ำของหญิงสาวไหลออกมามากกว่าเดิมในทันทีที่นึกถึงอดีตที่พวกเธอห้าคนยังอยู่ด้วยกันด้วยรอยยิ้มที่บริสุทธ์

“แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้วใช่ไหม”

“เป๊าะ”

เสียงดีดนิ้วดังขึ้น และแสงไฟในห้องก็ดับลงจนไม่อาจมองเห็นอะไรได้อีก




NEKOPOST.NET