P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 18 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.18 - ริสตี้,อลัน กับเพื่อนของพวกเขา


“ยังเกลียดพลังนี้อยู่หรือครับริสตี้”

อลันมองไปยังหน้าของริสตี้ในตอนนี้ที่แดงกำเป็นมะเขือเทศ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ก็ไม่แปลกหรอกครับ ขนาดผมที่เป็นคนใช้มันยังรู้สึกรังเกียจตัวเองเลยครับ”

อลันหยิบมีดสำหรับผ่าตัดสีเงิน ที่มีลายดอกมะลิสีขาวอยู่ด้านบนออกมาจากข้อมือของเขา เขายกมีดนั้นขึ้นเหนือหัว มีดสีเงินสะท้อนแสงสีขาวจากแสงไฟในห้องเป็นประการ ก่อนที่เขาจะควงมันกลับไปที่เดิม

เขาหายใจเข้าออกหนึ่งใหญ่ๆหนึ่งที

“คุณวิลสันพาเด็กๆออกไปก่อนเถอะครับ ผมยังมีอะไรต้องจัดการสักหน่อย...”

อลันบอกวิลสันพลางหันหน้ามองไปยังริสตี้กับโฮชิที่กำลังมองมาทางเขา เมื่อเขาเห็นดังนั้น

“ถ้าทางคุณคงอยากที่จะฟังบทสนทนาต่อจากนี้สิน่ะครับ”

อลันดันกรอบแว่นตาของเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะผายมือให้วิลสันเป็นเชิงให้ออกไปข้างนอกก่อน

“เอ่อ เดียวก่อนครับ”

“อะไรหรือหมอ”

วิลสันหันกลับมาหลังได้ยินเสียงอลันที่เรียกเขาอีกรอบ

 “คุณวิลสันผมมีอะไรอยากให้คุณช่วย”

อลันพูดพลางกำมือชี้นิ้วโป้งไปในห้อง

“เดียวสักพักอาจมีเสียงดังนิดหน่อยครับ บอกให้ห้องอื่นเปิดระบบป้องกันเสียงด้วยครับ”

“เออ ได้ๆ เดียวไปบอกให้”

วิลสันพูดออกมาพลางใช้มือทั้งสองข้างดันหลัง ฟลิบ กับโรโต้ให้เดินไปข้างหน้า

“โดนขนาดนั้นจะรักษาหายไม่น่ะ”

ฟลิบพูดออกมา พร้อมหันหน้าไปมองอลันที่กำลังดูอาการของนิลอยู่

“ถ้าเป็นหมออลันคงได้รักษาได้อยู่แล้วล่ะ”

โรโต้พูดตอบพี่ชายของเขา

“อ๊า ส่วนปัญหาส่วนตัวของหมอกับเจ๊ ปล่อยให้เคลียร์กันไปเองเถอะ”

วิลสันยึดแขนสองข้างบิดขี้เกียจไปมา พลางพูดให้พวกเด็กๆเดินจากไป  เพราะเขาถือคติปัญหาที่ค้างคาใจก็ควรให้เจ้าตัวจัดการเอง เพราะต่อให้เข้าไปสอด ตัวเขาคงออกมาไม่ครบ 32 แน่ๆ

“แน่ใจหรือครับ”

วิลสันหันไปมองทางเสียง ก่อนที่จะพบว่าโรโต้หันหลังพูดให้ครับ นัยต์ตาจ้องไปทางนิลกับริสตี้สลับไปมาตาไม่กระพริบ

เมื่อได้ยินดังนั้นวิลสันจึงแตะบ่าของโรโต้เบาๆ ก่อนที่จะตอบกลับไป

“ยังห่วงเรื่องของนิลอีกหรือไง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ะ เราน่ะมีหมอเก่งๆอยู่ และ...”

วิลสันยกศอกพลางใช้นิ้วโป้งชี้ใส่ตัวเอง

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นยังมีฉันอยู่ทั้งคน ดังนั้นพวกนายรีบๆไปได้แล้ว อยู่ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”

วิลสันสะบัดมือขึ้นลง ไล่เหล่าเด็กๆทั้งหลาย ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะค่อยๆเดินจากไปที่ละคน

หลังจากที่วิลสันไล่พวกเด็กๆไปเสร็จ เขาก็เดินตามไปทันที

หลังจากที่พวกเด็กชายกับวิลสันออกไปจากห้องแล้ว อลันจึงหยิบเครื่องจักรรูปทรงหกเหลี่ยมออกมา

เขากดปุ่มสีฟ้าที่อยู่ตรงฐานของ เครื่องจักร ก่อนที่เขาจะโยนไปที่หน้าประตู พยาบาลที่ตอนนี้ไม่มีประตูจนมองเห็นข้างนอกได้สบายๆ

พลันนั้นก็ปรากฎแสงสีฟ้าออกมาจากเครื่องจักร ฉายปิดบริเวณประตูจนมิดชิด

เมื่อเห็นว่าแสงสีฟ้านั้นได้คลุมบริเวณประตูเป็นที่เรียบร้อย อลันจึงเดินหาริสตี้ ที่เจ้าหล่อนยังมองหน้าเขายังกับจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมกับโฮชิที่มองหน้าเขาด้วยสีหน้าเคร่งครึมเช่นกัน

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศในห้องคุกกรุ่น อลันจึงถอดแว่นตาของเขาเก็บเข้าไปที่ปกเสื้อของเขา ก่อนที่จะเขาจะเอ่ยปากออกมา

“มันนานมากแล้วน่ะครับ สัก 8 ปีเห็นจะได้ ที่พวกเราเจอกันครั้งแรกน่ะครับ”

อลันพูดไปทางริสตี้ ช้าๆ ก่อนที่จะเห็นว่าสีหน้าของริสตี้เลยกับมานิ่งเฉยอีกครั้ง

“ต้องการอะไรกันแน่ อลัน”

หลังจากที่ริสตี้ได้ยินถึงประโยคที่อลันเกล่า สีหน้าเธอก็เย็นชา เธอเอามือไขว้อก พลางพูดถามถึงเจตนาของอีกฝ่าย

เธอมองไปยังหน้าของเขา พลางทำสีหน้าเย็นชาเพื่อที่จะพยายามเค้นคำตอบอีกฝ่าย

เมื่อได้ยินที่ริสตี้ถามเขาจึง หันไปทางเธอด้วยสีหน้าระบายยิ้มเล็กๆ

“ผมก็แค่อยากฟื้นความหลังครับ”

อลันมองไปยังโคมไฟที่ส่องสว่างในห้องด้วยสีหน้าเศ้าโศก

“ในตอนที่ผม ริสต้า อลิซาเบธ กิติ และฟาโร พวกเราทั้งห้าคนยังอยู่ด้วยกันอยู่”

อลันพูดฟื้นความหลัง ก่อนที่เขาจะค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้สีเหลืองตัวเล็กๆที่วางไว้ข้างเตียงเพื่อที่จะลื้อฟื้นความหลัง

เก้าอี้สีเหลืองตัวนั้นที่มีสภาพเก่าๆและเสื่อมโทรมอย่างหนักไปตามกาลเวลาของมัน

เมื่อริสตี้เห็นสิ่งที่อลันทำ เธอจึงเอาหลังพิงกำแพง ก่อนที่เธอจะมองไปยังโคมไฟนั้นเช่นกัน ด้วยแววตาเลือนลอยที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย

“ริสจัง”

โฮชิพูดถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของเพื่อนรักคนนี้มากนัก ที่เธอรู้ก็แค่ว่าเพื่อนรักของเธอรู้จักกับหมอหนุ่มตรงหน้า และเห็นริสจังมักจะเผลอถึงชื่อของคนที่ กิติ บ่อยๆ ส่วนอลิซาเบธตัวเธอเพิ่งจะได้เจอวันนี้ เจ้าหน้าที่ฝั่งศัตรูอลิซาเบธ

แต่คนสุดท้าย ‘ฟาโร’ เธอไม่คุ้นเลยจริงๆ ไม่เคยมีใครพูดถึงเขาเลย ‘ฟาโร’ ชื่อนี้เธอเพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรก กลับชื่อที่แปลกประหลาดนี้

โฮชิมองไปยังโคมไฟห้องที่ยังคงสว่างไสวตามพวกเขาทั้งสอง

ก่อนที่ความเงียบในห้องจะถูกทำลายลง

“ถ้าฟาโร ‘ยังอยู่’ กับพวกเราใน ‘ตอนนั้น’ ล่ะก็ เรื่องทั้งหมดในตอนนั้นก็คง..”

หญิงสาวหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ก่อนที่เธอจะมองไปยังโคมไฟทรงกลมที่แขวนอยู่บนเพดาน แสงสีขาวของมันสว่างจ้าไปทั่วห้อง พร้อมกับคลื่นสีเหลืองที่กระจายออกมาอย่างเบาบาง

เธอหลับตาของเธอลง ก่อนที่จะนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้น ตอนที่โคมไฟรุ่นใหม่กำลังถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา

‘ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า พวกนายไปก่อนเถอะ แค่ประดิษฐ์โคมไฟรุ่นใหม่ แค่ฉันกับกิติสองคนก็พอแล้ว’

‘ตามที่ฟาโรบอกนั้นแหล่ะครับ ริสต้ากับอลิซ ไปกันก่อนเถอะครับ เดียวผมกับฟาโรจะจัดการที่เหลือให้เองครับ’

เสียงจากห้วงอดีตดังขึ้นในหัวของเธอ เสียงของคนที่ห่วงใยคนอื่นมากกว่าใครกับเสียงของคนที่รักเธอมากที่สุด

เมื่อระลึกได้ดังนั้นริสตี้จึงค่อยๆก้มหน้าลงอย่างช้า พร้อมกับกล่าวปิดท้ายเล็กๆ

“จะไม่เกิดขึ้นใช่มั้ย”

ริสตี้ค่อยหันไปมองทางหมอหนุ่มที่ตอนนี้เขาได้หยิบแว่นตาขึ้นมาสวมเป็นที่เรียบร้อย และภายใต้แสงสีขาวก็ทำให้แว่นตาที่ยังคงมองไปยังโคมไฟได้เปลี่ยนเป็นสีขาวสนิทจากแสงไฟอันสว่างไสวจนมองไม่เห็นดวงตาของหมอหนุ่ม

บรรยากาสในห้องยังคงเงียบสงัด เหตุการณ์ทั้งหมดยังคงถูกมองโดยคนที่ยังนั่งอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าชุมโชกไปด้วยเลือดสีแดงสด กับหญิงสาวอีกคนที่ตอนนี้เธอยังคงมองไปยังเพื่อนรักด้วยสีหน้าเสียใจ ว่าเธอไม่สามารถช่วยเพื่อนรักของเธอในตอนนี้ได้เลย แต่เธอเชื่อว่าสักวันเธอคงช่วยเพื่อนรักของเธอได้

หลังจากที่เธอคิดได้ดังนั้นเธอจึง

ป๊าบ

โอ๊ย ทำอะไรของเธอน่ะโฮชิ”

เสียงร้องเสียงหลงของริสตี้ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะใช้สายตาเขม้นเพื่อนของเธอ หลังจากที่โฮชิใช้สันมือฟาดบนหัวของเธออยากแรง

“ก็ริสจึง นั้นแหล่ะเอาแค่ทำหน้าเครียดไม่ก็เศร้าอยู่ได้ เค้าไม่ชอบริสจึงในตอนนี้เอาเสียเลย”

โฮชิทำปากบวม ก่อนที่จะเชิดหน้ากอดอกต่อหน้าเพื่อนรักของเธอ

เมื่อเห็นสิ่งที่เพื่อนรักของเธอทำ ริสตี้จึงยิ้มออกมาเบาๆ และรู้สึกได้เลยว่าบรรยากาศแสนเศร้าได้ถูกเพื่อนรักของเธอทำลายลงไปแล้ว เธอรู้สึกผ่อนคลายลงและเธอค่อยๆใช้มือยืนขึ้นไปลูบหัวอีกฝ่ายพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม

“เข้าใจแล้วจ้ะ ต้องขอโทษเมื่อกี้ด้วยน่ะ”

ริสตี้ลูบหัวเพื่อนรักของตัวเอง ส่วนโฮชิก็ทำหน้ายิ้มแย้มให้อีกฝั่งเป็นคำขอบคุณเล็กๆสำหรับเพื่อนรักของเธอคนนี้

“ทำได้สวยน่ะครับ คุณโฮชิโนะ ผมยังหายเศร้าเลยน่ะครับ”

อลันก้มหัวให้โฮชิพลางกล่าวขอบคุณ ทางด้านโฮชิเองก็โค้งคำนับให้ให้เขาอย่างงดงาม ส่วนอักอีกคนทำปากเหมือนจะกัดเขายังไงยังงั้น

ทางด้านอลันที่เห็นดังนั้นหลังก้มหัวเสร็จ จึงมองไปยังโคมไฟอีกครั้ง ก่อนที่จะยิ้มให้มันหนึ่งที่

‘โคมไฟสามารถมอบความรู้สึกต่างๆให้กับคนที่อยู่โดยรอบมีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงตามสีของคลื่นอีเลเมนต์ที่ปล่อยออกมา สมเป็นนายน่ะฟาโร สีเหลืองส้มที่ทำให้ความโศกเศร้านั้นหายไปน่ะ’

เมื่อนึกขอบคุณคนสร้างของมันได้เสร็จ อลันจึงดันกรอบแว่นของตัวเองจนแน่น ก่อนที่จะหันไปหานิลที่ยังคงนั่งนิ่งบนพื้นไม่ไหวติ่ง

“เอาล่ะ นิลผมอยากให้คุณบอกบางอย่างที่คุณรู้ ไม่ก็ถามผมถึงสิ่งที่คุณอยากรู้”

อลันพูดพร้อมดูนาฬิกาข้อมือที่มือขวาของเขา ก่อนที่จะหยิบแท่งบรรจุของเหลวสีฟ้าสดขึ้นมา ก่อนที่เขาจะดื่มของเหลวในนั้นอย่างช้าๆ

“นายยังดื่มมันอีกหรือ อลัน”

ริสตี้พูดหลังจากที่ได้ยินเสียงอลันถามไปยังนิลที่นั่งอยู่บนพื้น ขณะที่เธอยังคงหยอกล้อกับเพื่อนของเธออยู่ จนเธอหันไปมองหมอหนุ่มก็พบว่าอลันกำลังดื่มของเหลวสีฟ้าที่เขามักจะดื่มบ่อยๆตั้งแต่เมื่อก่อน และเธอรู้ว่าสิ่งที่เขาดื่มเป็นสิ่งที่คิดค้นขึ้นมาโดยฟาโร ให้อลันที่เป็นผู้ป่วยมีอาการมีทางสมอง เพื่อที่จะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้รายละเอียดของตัวยากนัก รู้แค่ถ้าอลันดื่มเข้าไปแล้วจะสามารถคิดคำนวณได้เหมือนคนปกติก็เท่านั้น

“อ่า ยังไม่ชินกับความแสบแบบนี้สักที่”

อลันสำลักออกมาเล็กน้อย หลังจากที่เขาดื่มของเหลวสีฟ้านั้นหมดเขามองไปทางริสตี้ที่เรียกเขา เขาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาเช็ดปากของเขา ก่อนที่เขาจะเก็บมันลงไปเพื่อตอบคำถามของริสตี้

“ผมต้องดื่มมันจนกว่าสมองของผลจะผลิดคลื่นควอนตัมในระดับที่เสถียร ไม่ผลิตแบบขึ้นๆลงๆได้เหมือนแต่ก่อน ซึ่งผมคิดว่าคงอีกไม่กี่เดือนนั้นแหล่ะครับ”

อลันตอบกลับไปอย่างนอบน้อม

“ถ้าได้เจอกับฟาโร อีกฉันคงตะบันหน้ามันแน่”

ริสตี้ชักเสียงพูดขึ้น พร้อมกับเอาหมัดขวากระแทกบนฝ่ามือซ้ายของเธอ

“ริสจัง ฟาโรคุงนี้เพื่อนของริสจังไม่ใช่หรอ จะไปชกเขาทำไมล่ะ”

โฮชิถามริสจังด้วยสีหน้าเป็นห่วง

เมื่อได้ยินที่โฮชิถาม ริสตี้จึงก้มตัวลง ก่อนที่จะ

ตูม

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ริสตี้ปล่อยหมัดของตัวเองเข้ากับพื้นห้องจนเศษเซรามิกกระจายไปทั่ว

เธอเงยหน้ามองไปยังโคมไฟสีขาวที่ยังคงปล่อยคลื่นสีเหลืองอ่อนๆออกมาทั่วห้อง เธอยิ้มให้ทีหนึ่ง ก่อนที่จะตอบเพื่อนของเธอ

“เหตุผลก็ง่ายๆน่ะ”

ริสตี้ยืนเท้าสะเอว พร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นมา

“ก็อยู่ดีๆเจ้านั่นก็หายตัวไป ถ้าเจอเมื่อไรแม่จะซัดให้น่วมเลย และ”

ริสตี้เอามือกอดอก คราวนี้หล่อน ฉีกยิ้มโชว์ฟันเขี้ยวของเธออย่างชัดเจน และเธอยังเตะพื้นไปมาอีก พร้อมกับพูดประโยคสุดท้ายออก

“ข้อหาทำไมเพิ่งกลับมาปานนี้ ถ้าฉันเจอมันอ่ะน่ะ”

ริสตี้หมุนตัวกับที่หนึ่งรอบ ก่อนที่หมุนตัวลงไปนั่งขัดสมาธิกับพื้น

ท่าทางของริสตี้ทำให้โฮชิยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

 

วันที่ 12 มีนาคม ปี ค.ศ. 2042 เวลา 17:00 น.

 

“โอเค! 5 โมงเย็นเป๊ะ”

เสียงของหญิงสาวในชุดกาวสีขาวมีฮู้ด และด้านบนยังมีลายสีฟ้าที่เรืองแสงอยู่ด้านบนเธอพูดขึ้น ขณะมองนาฬิกาโฮโลแกรมบนโต๊ะของเธอด้วยความตื้นเต้น

เฮ้ย!  เธอจะแม่นเวลาอะไรขนาดนั้นฟ่ะ คนเขาจะหลับจะนอน

เสียงตะโกนของผู้ชายดังขึ้น เขากำลังนอนอยู่บนเตียงสีขาว ด้านข้างเต็มไปด้วยข้าวของต่างๆนานาที่เต็มไปด้วยรหัสดิจิตอลเต็มไปหมด

“เอาน่า ตอนนี้ใช้เวลานอนที่ไหนกัน 5 โมงเย็น ไม่มีใครเขาหลับกันหรอก แค่เสียงดังนิดหน่อยเอง”

หญิงสาวพูดตามความคิดของตัวเอง

“อีกอย่าง ตอนนี้มันเวลากินข้าวเย็นแล้ว เดียวก็อดหรอก”

หญิงสาวพูดเตือนอีกฝ่ายด้วยความหวังดี เธอกลัวว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเธอจะไม่ได้กินข้าวเย็นจนหิวโหยอย่างทรมาณ

เมื่อชายหนุ่มได้ยินที่หญิงสาว เขาจึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ

“เห้อ ไปก็ไป”

ชายหนุ่มพูดขึ้น อาการง่วงนอนที่เกิดจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำเมื่อวันก่อนกำลังทำให้เขาหมดแรง และถ้าเขาไม่ไปกินข้าวเย็น เขากลัวว่าถ้าจู่ๆตัวเขาตื่นขึ้นมากลางดึก ตัวเขาเองคงหิวใส่กิ่วไม่มีใครทำอาหารให้ สู้ไปกินข้าวให้เต็มท้อง และหลับสบายถึงเช้าจะดีกว่า

ว่าตามนั้น เขาจึงเดินไปที่หน้ากระจกเงาในห้องเพื่อ จัดหน้าทรงผมตัวเองให้ดี ไม่ให้มันบังทางขณะที่เขากำลังสะลึมสะลืออยู่

เขาจัดผมสีน้ำตาล ด้านหน้าของเขาขึ้นและหนีบด้วยกิ๊ปหนีบผมสีขาวให้ผมมันไม่ตกลงมาบังตาของเขา ขณะที่เขาเดินไปเอาเสบียงที่โรงอาหาร

“ตื๊ด ตื๊ด”

เสียงบางอย่างดังขึ้น ทำให้คนทั้งสองคนในห้องหันไปมองยังหน้าปัดสีฟ้าที่มีข้อความบางอย่างส่งมา

เมื่อชายหนุ่มเห็นสิ่งที่ระบุบนข้อความ เขาจึงเดินไปที่หน้าปัดนั้น ก่อนที่จะปัดข้าวของที่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแห้งลงจากโต๊ะของเขาจนหมด

เขาหันไปมองหน้าหญิงสาว และยืนบัตรสีดำให้กับเธอ

“เอานี้ไปจ่ายแทนฉันที ฝากซื้อขนมปัง 3 แผ่น นมวัวสักขวด และ อาหารอัดแท่งมาให้ฉันสั่ง 3 แท่ง ด้วยล่ะ”

เขาสั่งให้หญิงสาว ก่อนที่จะหยิบเก้าอี้สีเทาออกมานั่ง แต่ก็พบว่าหญิงสาวก็ยังมองหน้ามาที่เขาอยู่ ทำให้เขารู้สึกรำคาญเป็นอยากมาก

“อะไรอีก เดียวก็หมดหรอก รีบๆไปสักทีสิ”

ชายหนุ่มสั่งให้หญิงสาว ขณะที่นิ้วมือของเขากำลังกดข้อความลงบนโต๊ะที่มีภาพฉายโฮโลแกรมเป็นตัวอักษรสีฟ้าลอยขึ้นมา จางๆ

หญิงสาวถอดหายใจเล็กน้อย ก่อนที่จะบอกเหตุผลที่เธอยังอยู่ที่นี้ต่อ

“เออ คือ คุณ ฟาโร’ อาหารอัดแท่งที่คุณจะเอานี้แบบไหนอ่ะค่ะ กรุณาระบุให้ดิฉันด้วยค่ะ”

หญิงสาวบอกเหตุผล ทำให้อีกฝ่ายชะงักในทันที เขาเอามือลูบหัวของตัวเอง

“เออ ว่ะ ลืมบอก งั้นมารี เอา อาหารอัดแท่งที่เป็นอัลมอนด์ คาราเมล และข้าวพองมาก็แล้วกัน”

ฟาโรลูบคางของเขาที่ตอนนี้มีเคราเล็กๆ ออกมาหลังจากที่สั่งอาหารกับมารี เขาก็กดปุ่มเพื่อเปิดช่องบางอย่างขึ้นมา

เขาอ่านข้อความทั้งหมดอีกทีหลังจากที่อีกฝ่ายส่งข้อความใหม่ลงมา หาเข้า

แปะ

ฟาโรเอามือตบหัวของเขาทีหนึ่งอย่างรุนแรง จนมารีที่กำลังออกไปถึงกับสะดุ้งตัว เดินกลับมาดูข้อความที่ทำให้ ชายหนุ่มถึงกับตบหัวเสียงดังขนาดนั้น

“แปะ”

หญิงสาวตบเสียงดังในทันทีหลังจากที่อ่านข้อความเสร็จ

เธอไปกระพริบตา พลางขยี้ตา เพื่อดูว่าสิ่งที่ระบุอยู่ด้านบนเป็นเพราะว่าเธอตาฝาด

“ไม่ต้องหรอก มารี ถ้าเขาสั่งมาแล้วเราก็ต้องทำ เฮ้อ”

ฟาโรถอนหายใจ ก่อนที่จะใช้มือไล่มารีออกไปจากห้อง ส่วนเขาก็หยิบแว่นตาที่มีลักษณะคล้ายแว่นกันหิมะออกมาจากลิ้นชัก

“เฮอะ ให้ไปที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ที่นอร์เวย์ภายในวันพรุ่งนี้ก่อนเที่ยงงั้นหรอก ท่านกำลังเพี้ยนอยู่หรือเปล่า นี้ผมอยู่บน ดวงจันทร์ ณ เห้ย

 

 




NEKOPOST.NET