P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.14 - หมากับแมว


“พวกพ้อง?”

ริสตี้ตระหนักถึงคำพูดของผู้พันดีเบิร์กที่มีสีหน้าแข็งๆและมีรอยยิ้มกระดกเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพูดต่อเพื่อยั่วอารมณ์ของอีกฝ่ายดู

“เจ้าโง่นั้นเองก็เป็นสุนัขแบบแกสิน่ะ”

ริสตี้พูดก่อนสลับขาที่ไขว่ห้างไปมา พร้อมจิบไวน์ราคาแพงที่วางไว้ข้างๆโซฟา

ซึ่งก็เป็นอย่างที่เธอคิด ดีเบิร์กแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย ตามแผนของเธอ ที่ทำให้อีกฝ่ายโมโหและคายข้อมูลสำคัญๆออกมา ซึ่งไม่ค่อยมีใครคิดถึงแง่มุมนี้แม้แต่น้อย คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเธอติดนิสัยที่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับคู่สนทนาที่คุยกับเธอทุกครั้ง  

การทำตัวเป็นคนมุทะลุโมโหง่ายเป็นการหลอกตาคนอื่นที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะทำให้อีกฝ่ายประมาทนั้นเอง  แต่การจะทำตัวเป็นคนแบบนั้นอย่างแนบเนียนนั้นมันยากมาก การที่จะทำให้มันแนบเนียนที่สุดคือการทำให้มันติดเป็นนิสัยส่วนตัวของเธอไปซ่ะเลย ต้องขอขอบคุณ ‘เหตุการณ์เพลิงฟ้าสีทอง’ ในครั้งนั้น เพราะเหตุนั้นเอง เธอเลยมีเหตุผลที่จะกลายเป็นสาวห้าวสุดเถื่อนในวันนี้

แต่เธอเองก็ไม่ยอมให้ความคิดดิบเถื่อนที่เกิดจากนิสัยแบบนั้น มาทำให้จุดมุ่งหมายที่เธอต้องการต้องล้มเหลว ก็ในเมื่อเธอเองก็เป็นผู้ที่ถูกเลือกโดย ลอร่า นอร์แมน สตรีที่ได้ชื่อว่า “ผู้วิเศษ(Sorcerer)” เช่นกัน ดังนั้นเธอจะไม่ทำเรื่องที่ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เธอทำไว้เป็นอันขาด

ดีเบิร์กสังเกตท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า ในตอนแรกที่ได้พูดคุย เขารู้สึกรำคาญขึ้นมาตงิดๆกับท่าทางยโสโอหังของหญิงสาวตรงหน้า  แต่ว่า... ท่าทางแบบนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจแปลกๆ กับท่าทางที่สุดแสนจะคุ้นเคย และเขาก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

โฮชิมองผู้พันกับริสตี้ที่กำลังคุยกันอยู่ ก่อนที่เธอจะแสดงสีหน้าเป็นห่วงเล็กน้อย เพราะจากสภาพตรงหน้า ริสตี้เริ่มสูญเสียความเยือกเย็นแล้ว เพราะเธอเป็นคนที่สนิทกับริสตี้ที่สุดดังนั้นเธอจึงรู้ความลับของเพื่อนสาว รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์ที่อีกฝ่ายสื่อออกมาโดยไม่รู้ตัว

ดีเบิร์กเองก็สังเกตถึงจุดนั้นเช่นกัน เขาที่เจอคนหลากหลายประเภทกับสถานการณ์ภยันตรายที่เจริญรอยตามอายุของเขา ถึงหญิงสาวตรงหน้าจะพยายามทำตัวงี่เง่าถึงจะหลอกคนอื่นได้ แต่ก็ไม่มีทางที่หลอกเขาในตอนนนี้ไม่ได้เป็นแน่แท้ ดีเบิร์กจึงพูดต่อเพื่อทำลายเกมส์ของหญิงสาว

“คุณจะว่าผมก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่การที่มาว่าน้องเล็กของพวกเราแบบนี้มันไม่เหมาะสมน่ะครับ”

ดีเบิร์กพูดพลางหยิบปากกาที่เหน็บไว้ที่อกขึ้นมาควงไปมา   ก่อนที่บรรยากาศกับแสงไฟในห้องจะเริ่มแปรป่วน

หญิงสาวทำหน้าเข้มในทันทีก่อนที่ จะหันไปมองเพื่อนสาวของเธอ

ที่ตอนนี้ทำสีหน้าเย็นชาสุดๆไปแล้ว

“พวกเรางั้นหรอ! แสดงว่าไม่ได้มาแค่คนเดียวใช่มั้ย แล้วมากันกี่คนล่ะค่ะคุณผู้พัน”

หญิงสาวพูดเสียงดัง เพราะจากสถานการณ์ที่ตรงนี้คงไม่ได้มีคนเพียงแค่สามคนแน่ๆ

“ไม่เห็นต้องเคร่งเครียดขนาดนั้นเลย พวกเธอทั้งสองคนยังเป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าเอาแต่ตัดสินปัญหาด้วยกำลังสิ”

ดีเบิร์กพูดพลางส่ายมือไปมา ก่อนที่จะกล่าวต่อ

“ผมสั่งให้ผู้ใต้บังคับของผมถอยออกไปหมดแล้ว”

“แต่...”

โฮชิที่เงียบอยู่ข้างๆพูดออกมา ตามความรู้สึกของเธอ

“โอ้”

ดีเบิร์กลูบคางตัวเองเบาๆ ก่อนที่จะมองไปยังหญิงสาวผิวสีขาว และมีผมสีดำคนนี้อย่างสนใจ

“ถ้าทางคุณจะไม่ธรรมดาเลยน่ะครับ คุณสนใจอะไรงั้นเหรอครับ”

ดีเบิร์กพิจารณาหญิงสาวที่อยู่ข้างๆสาวห้าว  อย่างตั้งใจจากประสบการณ์ของเขากรณีแบบนี้คงมีไม่บ่อยแน่  ก่อนที่จะหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย

“เข้าใจล่ะครับ ในห้องนี้มีอะไรที่น่าสนใจงั้นหรือครับ”

ดีเบิร์กพูดก่อนที่จะผายมือให้หญิงสาวนั่งลงบนโซฟาก่อน

เห้! สนใจกันหน่อยสิ

ริสตี้ตะโกนอย่างไม่พอใจ ที่อยู่ๆอีกฝ่ายก็เลิกสนใจเธอไปดื้อๆซ่ะอย่างนั้น ทั้งที่เธออุตส่าห์สร้างบรรยากาศที่เหมาะสำหรับทำให้ตัวเธอเป็นตัวเอกแล้วแท้ๆ

แต่ตอนนี้บรรยากาศที่สุดแสนน่าสนุกสนานสำหรับเธอ  กลายเป็นบรรยากาศมืดครึ้มสุดแสนน่าเบื่อ เพราะเธอกลายเป็นตัวประกอบไปซ่ะแล้ว

‘น่าเบื่อชะมัด โธ่’

ริสตี้บ่นพรึมพร่ำด้วยสีหน้าหดหู่ เธอเดินไปที่หน้าประตู และใช้มือสัมผัสหน้าปัดข้างๆ    ก่อนที่ในห้องนี้จะมีเตียงโผล่ออกมาด้านหลังโซฟาฝั่งของสองสาว

หล่อนจึงทอดตัวนอนบนเตียง บิดตัวไปพลางทำปากขมุบขมิบ

“เอ้าหล่ะ! ตอนนี้จะพูดอะไรก็พูดเถอะโฮชิ ฉันขี้เกียจฟังชะมัด”

ริสตี้นอนตะแคงหันหลังให้คู่คุยทั้งสองคน

“เอาเถอะริสจัง ตรงนี้น่ะปล่อยให้ฉันจัดการเองเถอะน่ะ”

โฮชิหัวเราะเบาๆ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายเล็กๆ

“ริสจังเวลาง่อนนี้ยังกะเจ้าเหมียวเลยน่ะ”

“ชิ”

ริสตี้เดาะลิ้นไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนที่จะหลับต่อด้วยความน่าเบื่ออีกครั้ง

โฮชิหันกลับมาทางผู้พันที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมสีหน้าที่ระบายยิ้มเล็กๆ เธอนั่งหุบขา และวางมือบนตักอย่างสุภาพ

“ก็อย่างที่คุณถามเมื่อครู่ว่า ‘ห้องนี้มีอะไรที่น่าสนใจ’ ดิฉันคงต้องถามคุณผู้พันแห่ง ‘กองพันจอมทำลายล้าง’ ว่า คุณเอาคนมาทั้งหน่วยเพียงเพื่อคุยกับพวกดิฉันแค่สองคน ไม่คิดว่ามันแปลกงั้นรึค่ะ”

โฮชิกล่าวอย่างมีมารยาม ท่ามกลางสายตาของชายตรงหน้าที่พิจารณาตัวของเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่ดีเบิร์กจะระบายยิ้มออกมา

“ถ้าจะบอกพวกเราว่าเป็น ‘กองพันจอมทำลายล้าง’ แล้วคุณล่ะครับทั้งที่ทำเป็นเหมือนคนมีสัมมาคารวะ แต่ไม่แนะนำตัวเองก่อน มันก็กะไรอยู่น่ะครับ คุณนิชิกิ โฮชิโนะ”

โฮชิทำสีหน้านิ่งเฉยในทันที ก่อนที่จะนั่งอ้าขา เอามือทั้งสองข้างกุมคางเอาไว้

“ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกคุณนิชิกิ    ผมก็แค่เช็คประวัติส่วนตัวคุณนิดหน่อยน่ะ รู้เขารู้เรา    รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง มันเป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาจำเป็นต้องมีเพื่อรักษาชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชา”

ดีเบิร์กพูดพลางชี้นิ้วไปที่หลังหูของเขา ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าเม็ดก๋วยจี้ ก่อนที่เขาจะพูดถึงสรรพคุณของมัน

“มันเป็นอุปกรณ์สื่อสารทางจิตขนาดเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดน่ะ     สามารถสั่งการให้กับลูกหน่วยได้ในทันทีแถมยังมีเจ้านี้”

ดีเบิร์กใช้นิ้วแตะที่ขมับด้านขวาของเขา หน้าผากซีกขวาของเขาเปิดออกก่อนที่เขาจะล้วงอุปกรณ์ลักษณะคล้ายถ่านออกมา

“เมื่อก่อนผมเคยทำภารกิจที่ป่าอเมซอน แล้วถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นกระดูกคิ้วขวาของผมแหลกจนหมด ผมเลยดัดแปลงร่างกายนิดหน่อย แต่ก็รู้สึกดีไม่เลวน่ะครับ”

ดีเบิร์กพูดถึงอดีตของตัวเอง ก่อนที่จะสังเกตเห็นว่าโฮชิชี้หน้ามาทางเค้าแล้ว

“อย่าพูดนอกเรื่องเลยค่ะ      เจ้าถ่านนั้นมันคืออะไรกัน  อุปกรณ์ส่งสัญญาณเรียกพวกหรือไงค่ะ”

เมื่อดีเบิร์กได้ยินดังนั้น จึงยื่นอุปกรณ์คล้ายถ่านให้โฮชิ

“มันเป็นเครื่องสแกนด้วยคลื่นอนุภาคอีเลเมนต์แบบพิเศษ    เนื่องจากคลื่นของมันสามารถฝ่าชั้นรังสีหรือแผ่นทองแดงหนาๆได้สบาย     ข้อมูลที่ได้จึงมีความแน่นอนมันไม่มีทางผิดพลาดหรอกครับ”

“ฮึ”

โฮชิหัวเราะแบบดูถูก

ดูเบิร์กก้มหัวให้โฮชิหนึ่งที ก่อนที่จะโยนอุปกรณ์ดังกล่าวข้ามหัวของโฮชิ

“ป๊อก”

โอ๊ย

ริสตี้ลุกขึ้นมาในทันที ก่อนที่จะหยิบอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นมา

“โฮชิ! เจ้านี้มัน”

“อย่าเพิ่งริสตี้ ยังมีธุระอีกนิดหน่อย”

โฮชิรีบกลับไปนอนต่อในทันที เพราะสีหน้าของโฮชิในตอนนี้น่ากลัวมาก ยิ่งชื่อแทนที่เรียกเมื่อกี้จาก ‘ริสจัง เป็น ริสตี้’ ก็รู้แล้วว่าไม่พอใจแบบสุดๆ

ดีเบิร์กดีดนิ้วหนึ่งทีเป็นสัญญาณ ก่อนที่บริเวณโดยรอบของห้องจะมีปฏิกิริยาจนบรรยากาศบิดเบี้ยวไปหมด

“แต่ก็อย่างว่าละครับ ผมมาที่นี้ด้วยเหตุผลส่วนตัว อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ไปเมื่อครู่นี้ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมช่วยสร้างมาแบบพิเศษ ไม่มีการลงรหัสดิจิตอลอะไรทั้งสิ้นไว้ใจได้เลยครับ”

“แต่ให้ลูกหน่วยสวมชุดคลุมพิเศษมาทั้งคณะเนี่ยน่ะ”

หลังพูดจบก็ปรากฏร่างของชุดคลุมจำนวนมากอยู่ด้านหลังของดีเบิร์ก

“คุณนิชิกิคงใช้พลังที่เกี่ยวกับสายลมดูการไหลของอากาศใช่มั้ยครับ เพราะต่อให้พลางตัวด้วยระบบกระแสไฟฟ้าเพื่อเบี่ยงเบนแสง แต่ร่างเนื้อก็คงให้กระแสลมในห้องผ่านไม่ได้อยู่ดี คุณก็เลยรู้ตัวสิน่ะครับ”

หลังพูดจบก็เห็นอีกฝ่ายส่ายนิ้วไปมา

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันรู้สึกได้เกี่ยวกับกระแสลมและความกดอากาศก็เท่านั้น แค่เข้ามาในห้องนี้มันก็รู้สึกแปลกๆที่ความกดอากาศที่สุดแสนผิดปกติที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าจากชุดคลุมล่องหน มันก็เท่านั้น”

โฮชิลุกขึ้นบนโต๊ะก่อนที่ทำสีหน้างุนงง

“คุณไว้วางใจพวกฉันงั้นเรอะค่ะ”

 

“ถูกต้องครับ”

เสียงจากชุดคลุมดำที่อยู่ด้านหน้าสุดดังขึ้นมา

“พวกคุณช่วยนิลเอาไว้ แค่นี้สิ่งที่พวกเราทำมาทั้งหมดก็ไม่สูญเปล่าแล้วครับ”

หลังจากชุดดำคนแรกพูดจบ ชุดดำที่เหลือต่างพากันผงกหัวตามกันทุกคน

“ก็อย่างที่ ‘ไฮเยอร์’บอกนั้นแหละครับ”

ดีเบิร์กพูดก่อนที่จะก้มหัวให้หญิงสาว

“ตอนนี้พวกผมคงต้องไปแล้วล่ะครับ ไม่เช่นนั้นเรื่องที่พวกผมแอบมาพบพวกคุณคงจะแดงแน่ๆ”

ดีเบิร์กยกแขนขึ้นก่อนที่จะเดินนำเหล่าชุดคลุมดำไปยังประตูฝั่งตรงข้ามในทันที แต่ยังเดินไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมา

“คนที่ชื่อว่า ‘นิล’ สำคัญขนาดนั้นเลยรึไงค่ะ”

ดีเบิร์กหันกลับมาก่อนที่จะบอกประโยคๆหนึ่งให้หญิงสาว

“ถ้าไม่มีเขาผมคงไม่ใด้มีแผลแค่ที่คิ้วหรอกครับ”

ดีเบิร์กพูดก่อนที่จะพูดเสียเศร้าๆ

“นิลนั้นเคยสูญเสียความทรงจำมาก่อน  แล้วยังมาสูญเสียมันไปอีก ยิ่งทำให้ตัวเค้าสูญเสียหนทางที่จะทักทอไปสู่อดีตของเขาไปอีกครั้ง แต่ว่า..”

ดีเบิร์กพูดพลางเอามือลูบปาก

“พอผมได้เห็นรอยยิ้มของนิลในตอนนี้แล้ว มันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกยังไงอย่างนั้นแหละครับ”

หลังกล่าวจบดีเบิร์กก็เดินนำไปจนลับตาในทันทีปล่อยให้โฮชิมองด้วยสีหน้าครุ่นคิด พร้อมกับมองไปยังเพดาน

           ‘นิลเธอเป็นใครกันแน่’

           “เอ่อ! อย่าเพิ่งเหม่อสิครับ”

           “อือ”

           โฮชิมองไปตามเสียงก็พบ ชายที่สวมหน้ากากกันพิษในชุดคลุมดำ และที่มือของเขายังมีแท่งสามเหลี่ยมสีทองอีกด้วย

           โฮชิมองไปทั่วห้องก็พบว่าในห้องตอนนี้มีแค่เธอ     กับชุดคลุมดำเพียงคนเดียวเท่านั้นริสตี้หายไปตั้งแต่เมื่อไรเธอเองก็ไม่รู้ แถมทั้งชายตรงหน้าคนนี้ยังดูเหมือนโล่งอกที่เธอรู้สึกตัว ดูท่าเธอจะเผลอละเมอคิดอะไรนานไปหน่อย

     

           “เมื่อกี้นี้ผู้พันลืมให้สิ่งนี้กับคุณครับ”

           ชุดคลุมดำชูแท่งสามเหลี่ยมสีทองเพื่อให้อีกฝ่ายสังเกตได้ง่าย

           “มันคือ...”

           “ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่ามันคืออะไร ส่วนวิธีใช้มันไม่มีใครรู้หรอกครับ แต่ในองค์กรของคุณมีคนที่ใช้งานเป็นอยู่น่ะครับ”

           “ใคร!”

           หญิงสาวถาม ด้วยความใคร่รู้ เพราะสิ่งของที่ขนาดมืออาชีพที่สังกัดในหน่วยรบที่มีอำนาจยิ่งกว่า CIA ยังทำไม่ได้คนที่ทำได้คงเป็นระดับผู้นำของมหาสหพันธ์หรือไม่ก็นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะเท่านัน้

           “คุณลอร่าครับ”

           ‘ลอร่า คุณยาย<ผู้ก่อตั้ง>’

 

 

 

           ณ อีกฟากของห้องวีไอพี

         “ริสตี้คงยังไม่ลืมฉันหรอกน่ะ”

เสียงของพยาบาลสาวดังขึ้นก่อนที่เธอจะหยิบแท่งสามเหลี่ยมสีทองขึ้นมาดู    แท่งที่เธอถืออยู่ถ้าหากสังเกตดีๆ   ด้านข้างจะมีลวดลายสีแดงเคลื่อนไหวไปมาคล้ายงูเลื่อยด้วย

อลิซาเบธคิดถึงเพื่อนเก่าหรือครับ”

ไฮเยอร์ถามพยาบาลสาวที่ดูเหมือนคิดอะไรบ้างอย่างอยู่ เพราะตอนนี้พวกเขาต้องถอยแล้ว ดังนั้นตัวพยาบาลสาวเองที่ตอนนี้หมดเวลาพักร้อนแล้วก็ต้องกลับไปประจำการที่หน่วยเหมื่อนเดิม

“ถ้าทางคงจะมีเรื่องที่บอกไม่ได้อยู่สิน่ะครับ”

ไฮเยอร์พูด ก่อนที่จะเอือมมือไปคว้าขวดน้ำที่อยู่ข้างๆ

 

“พลังอีเลเมนต์ยังเป็นพลังที่มีปริศนาอีกมาก”

อลิซาเบธพูดขึ้นมา พลางบิดแท่งสีทองไปมาคล้ายบิดลูบิก ก่อนที่เธอจะกล่าวต่อ

“ฉันค้นคว้ามานานมากตั้งแต่ ตอนกำเนิดอีเลเมนต์แล้วล่ะ รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า เวทมนตร์อีกด้วยน่ะ”

อลิซาเบธพูดพลางดูภาพวงจรปิดของห้องพยาบาลสักห้องใดสักห้องหนึ่งของโซนพยาบาล ที่ในห้องมีคนไข้คนหนึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติ กับเด็กสาวที่ผล่อยหลับไปนอนอยู่ข้างๆคนไข้

“แต่สิ่งที่นิลมีไม่ใช่ทั้งอีเลเมนต์และเวทมนตร์”

อลิซาเบธพูดจบก่อนที่จะหันไปยังไฮเยอร์ที่ดูเหมือนเขาจะนิ่งเงียบผิดปกติอยู่

“คร๊อกฟี้”

ไฮเยอร์นั่งหลับพลางกำขวดน้ำไปด้วย

“แย่ล่ะ เผลอใช้อีเลเมนต์ของเราไปซ่ะแล้ว”

อลิซาเบธส่ายหัวไปมาพลางดูสภาพอีกฝ่าย

“ดูท่าทางคงจะหลับสามวันสามคืนแน่ๆ”

อลิซาเบธนั่งครุ่นคิดเล็กน้อย เพราะเธอเวลาเคร่งคิดเรื่องอะไร หรือบอกความลับสำคัญอะไรสักอย่าง เธอก็มักจะปล่อยพลังอีเลเมนต์ออกมา เพราะในหน่วยเธอไม่สันทัดในการควบคุมพลังเหมือนคนอื่นๆ

 

“เป็นเธอจริงๆด้วยสิน่ะ อลิซาเบธ”

เสียงห้าวๆดังขึ้นจากมุมห้อง     ทำให้พยาบาลสาวหันไปมองตามทิศเสียงก่อนที่จะยิ้มเพียงเล็กน้อยเพื่อทักทายผู้มาเยือนตรงหน้า

“ท่าทางจะไม่ได้ลืมฉันไปสิน่ะ ริสตี้ ไม่ใช่สิ ริสต้า วิลลี่




NEKOPOST.NET