P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 129 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.129 - งานอีกชิ้นที่ต้องทำ


วันที่ 19 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 14: 23 น. (+8H)

โรงแรมปราการกลางทะเล

เมื่อมีคนรวยย่อมอยากมีคนหาสถานที่พักผ่อนที่เหมาะสม แม้แต่ในยุคสมัยที่มนุษย์จะเหลือเพียงหยิบมือ โลกของเราก็ยังมีผู้มีอำนาจ,ผู้ร่ำรวยและอื่นๆอีกมากมายที่อยากหาที่พักผ่อนหย่อนใจ

โรงแรมแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น โดยการปฏิรูปโครงสร้างของเรือรบประจัญบานที่ยักษ์ที่สุดในโลกในช่วงสงครามขึ้นใหม่ ทั้งไอเดียกับเทคโนโลยีถูกใช้ไปกับสถานที่แห่งนี้

โรงแรมลอยน้ำนี้ได้ชื่อว่าปราการเหล็กกลางทะเลก็ไม่ผิดนัก เพราะเป็นหนึ่งในพื้นที่ๆปลอดภัยที่สุดในโลก แต่การมีอำนาจมากเกินไปย่อมไม่ใช้เรื่องดี มหาสหพันธ์โลกจึงได้ตั้งเงื่อนไขบางอย่างเอาไว้ และทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่เป็นกลาง ซึ่งทำได้แค่เซ็นสัญญาและพักผ่อนเท่านั้น

ซ่า!

อลันล้างมือที่เปื้อนเลือดในห้องน้ำชายชั้นบนสุดที่ถูกจองไว้เป็นกรณีพิเศษ แต่แขกพิเศษที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดก็ทำให้ทุกคนคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ยังดีที่จองและมีบอดี้การ์ดชั้นหนึ่งค่อยจัดการปัญหา

“เร็ว....” อลิซที่มาดูผลงานที่อลันทำไว้ถึงที่ห้องที่อลันใช้ในการฟื้นความทรงจำให้กับริสตี้ เธอคิดว่าต้องใช้เวลามากกว่านี้อีก

“จะเพิ่มเวลาไปก็ไม่มีประโยชน์ครับ” อลันเช็ดมือให้แห้ง “แค่นี้ผมว่าก็ทำเกินไปแล้ว” เขาฉายภาพของริสตี้ในปัจจุบัน

ริสตี้ที่สวมชุดคนไข้กำลังหลับใหลอยู่ในแคปซูลแช่แข็ง ศีรษะของเธอไม่เหลือเส้นผมสักเส้นและยังมีอุปกรณ์กับท่อต่อมากมายที่กำลังเชื่อมต่อกับสมองริสตี้โดยตรง

อลิซเพ่งพินิจ “ฉันทำแบบนี้ไม่ได้แหะ...” เธอขมิบปาก เธอต้องยอมรับเลยว่าความรู้เกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมนั้นอลันเหนือกว่าเธอแบบเทียบไม่ติด อลิซไม่กล้าจับคนต่อสายแล้วแช่แคปซูลแช่แข็ง

“อลันต้องใช้เวลาเท่าไร ริสตี้ถึงจะฟื้น” ฟาร์โรที่กำลังไล่อ่านข้อมูลของริสตี้ที่อลันรวบร่วมพูดขึ้นพร้อมกับเคาะหน้าจอ

“คงต้องรออีกหลายวัน”

“เร็วไปน่ะแบบนั้น” ฟาร์โรรู้สึกประหลาดใจ ขนาดเขาที่เป็นนักวิจัยที่ทำการวิจัยเรื่องใกล้เคียงเรื่องที่อลันทำยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนเลย

“ที่จริง….” อลันมองไปยังอลิซกับอลันแล้วกับมามองที่ “ผมจัดการเสร็จภายในวันนี้ก็ได้น่ะครับ”

“โฮลี่ ฟัxx!!!” ฟาร์โรถึงกับปาแท็ปเล็ตใส่พื้น ก่อนที่เขาจะรู้ตัวและรีบหยิบแท็ปเล็ตขึ้นมาตรวจสอบและโล่งใจที่มันไม่เป็นอะไรเลย

อลิซเองก็ตกใจถึงกับกรามห้อย ก่อนที่จะรีบเก็บปากและเช็ดน้ำลายที่ไหลเลอะ แต่จังหวะนั้นเองที่ฟาร์โรเดินเข้าไปหาอลันและเอามือตบไหล่

“สนใจทำงานกับฉันหรือเปล่า” ฟาร์โรพูดพร้อมกับกำหมัดทุบอกตัวเอง “ฝ่ายชีวเทคนิคกำลังขาดคนอยู่พอดี”

อลิซแตะแขนฟาร์โรพร้อมกับขมิบตาให้อลัน “ทำงานให้กับฉันดีกว่า ทุนหนา และยังอิสระเสรี”

อลันส่ายหน้า “ผมไม่ชอบอยู่บนดวงจันทร์กับทำงานในเรือดำน้ำ” เขาพูดพร้อมกับมองไปยังข้างนอกที่มีท้องฟ้าหลากสีจากอีเลเมนต์ “ผมชอบโลกแบบนี้มากกว่า”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทั้งสองคนไม่ต้องเศร้า” คุณยายลอร่าที่ได้ยินบทสนทนาหัวเราะ “อลันเองก็มีตัวเลือกของตัวเอง อย่าคิดจะบีบบังคับเขาเลย”

เมื่อทั้งฟาร์โรกับอลิซได้ยินแบบนั้นจึงมองหน้ากันและถอนใจ

“ครับ/ก็ได้ค่ะ” แต่ทั้งคู่ยังรู้สึกเสียดายได้ ทั้งที่มียอดอัจฉริยะอยู่ตรงหน้า แต่ตามนิสัยของอลันคงจะเก็บความรู้นั้นไว้คนเดียวและคงคิดที่จะพาความรู้เล่านั้นลงหลุมไปพร้อมกับตัวเอง แบบนี้รู้สึกเสียดายความรู้พวกนั้นเหลือเกินมาก

อลิซเคาะหัวตัวเองเพราะรู้สึกแปลกๆก่อนที่เส้นเลือดที่ขมับของเธอจะปูด “พูดถึงดวงจันทร์ ฟาร์โรเป็นอัลคาร์ดไม่ใช่เหรอ”

อันนี้เธอสงสัย ฟาร์โรหรือชื่อจริงโรเบอร์โต้ ราฟาเอลโลเป็นอัลคาร์ดซึ่งคนใกล้ชิดจะรู้ความจริงเรื่องนี้ทุกคน (ยกเว้นริสตี้ที่ถูกลบความทรงจำ) แต่เท่าทีเธอคำนวณคราวๆ อัลคาร์ดไม่น่าจะมีทรัพยากรมากพอที่จะตั้งฐานทัพบนดวงจันทร์

“เรื่องนี้เป็นความลับ” ฟาร์โรมองไปยังอลันและค่อยมองไปยังอลิซ “ฉันไม่ได้ทำงานให้เผ่าพันธุ์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อโลกที่ดีกว่า” เขาขมวดคิ้วและทำสีหน้าครุ่นคิด

“แต่พอเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ฉันก็ควรจะติดต่อกับทางครอบครัวสักหน่อย” ที่อลิซว่าไม่ได้พูดผิด สายเลือดไม่ใช่สิ่งที่จะตัดได้ง่ายๆยิ่งเผ่าอัลคาร์ดเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์กับสายเลือดในตัวเป็นพิเศษ อุตส่าห์มีเวลาว่างได้กลับโลกเขาก็ควรจะต้องกลับไปเยี่ยมครอบครัวสักหน่อย

“เดียวก่อน” คุณยายลอร่าทักฟาร์โร “เธอควรจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”

“อือ....ครับ” ฟาร์โรพยักหน้า อย่างที่คุณยายบอกความรับผิดชอบต้องมาก่อน

“แล้วเราจะทำอะไร” อลิซพูดพร้อมกับฉายภาพโฮโลแกรมของโลก “ตอนนี้รบกันแหลกลาน ฉันไม่อยากส่งคนของฉันไปตายฟรีหรอกน่ะ”

“ก็เหมือนกันทุกคนนั้นแหล่ะ” ฟาร์โรพูด “ใครมันอยากจะตายกัน”

อลันเลือกเก้าอี้และนั่งลง “ผมนั่งฟังตรงนี้ล่ะ”

อลันแสดงท่าทีว่าไม่อยากแสดงความคิดเห็น ตอนนี้จึงมีแค่ฟาร์โร,อลิซกับคุณคุณยายลอร่าที่กำลังประชุมหารือเรื่องสถานการณ์โลกเหมือนกับกำลังพากย์ข่าว

อลิซใช้แสงเลเซอร์ชี้ไปยังส่วนหนึ่งของยุโรปตะวันตก

“พวกมหาสหพันธ์โลกยิ่งขีปนาวุธถล่ม” อลิซส่ายหน้า เหตุการณ์ที่คอสโมโดรมอาจจะเรียกได้ว่าเป็นแตรชักศึก และฉายภาพสถานีอวกาศขนาดยักษ์ที่เกิดการต่อสู้พร้อมกับข้อมูลกองกำลังที่เข้าร่วมในยุทธการ ก่อนที่จะมีฝนขีปนาวุธถล่ม จนทุกอย่างราบคาบ ยกเว้นสถานีอวกาศที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่ถูกทำลายและยังมีข้อมูลว่าทางเอเชียเหนือกำลังเอาเจ้าสถานีอวกาศนี้ไปซ่อมแซมใหม่

“จากแหล่งข่าว สถานีอวกาศแห่งนี้จะถูกส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศภายในสองสัปดาห์ และคนของฉันได้ตรวจสอบมา....” อลิซฉายภาพแท่งโลหะรูปทรงสามเหลี่ยมจำนวนมาก

“เฮ้!” ฟาร์โรปลดกระดุมเสื้อและเปิดระบบนำร่องที่ทำงานต่างนาฬิกาข้อมือเพื่อแสกนเจ้าแท่งโลหะตรงหน้า เมื่อเขาได้ข้อมูลมาเขาจึงขบฟัน “อู้ว! ฉิบหาย!”

“ดาวตก?” คุณยายลอร่าเพ่งดูแท่งโลหะที่ไม่น่าจะเอาไปใช้ก่อสร้างอะไรได้ ของแบบนี้ถ้าบรรจุใส่ในสถานีอวกาศคงจะ.... “ใช้มันยิงใส่จากชั้นบรรยากาศ?”

“ค่ะ” อลิซฉายภาพจำลองสามมิติ “กระสุนหัวรบทังสเตนผสม ซึ่งถ้าถูกยิงจากชั้นบรรยากา..”

“เอาสั้นๆ” ฟาร์โรกวักมือ “รัศมีกว้างเท่าไร” เขาเปิดดูข้อมูลส่วนประกอบของกระสุนมรณะ แต่เพราะข้อมูลที่ได้มีแค่ภาพถ่ายกับข้อมูลเบื้องต้น เขาจึงไม่รู้ว่าพลังทำลายล้างมันมากขนาดไหน

“อือ....” อลิซใช้คอมพิวเตอร์คำนวณความเสียหาย เธอเองก็ไม่รู้ส่วนประกอบเชิงลึก เพราะลูกน้องที่ส่งไปตรวจสอบสถานีอวกาศก็ตายกันหมด เธอจึงต้องคำนวณด้วยข้อมูลที่ได้รับมา และได้คำตอบเพียงเวลาไม่นาน “แรงพอๆกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ในช่วงสงครามโลกประมาณ 4 เท่า”ภาพวิดีโอฉายภาพตอนที่กระสุนกำลังพุ่งเข้าสู่พื้นโลก มันปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และด้านหลังแท่งโลหะมีกลไกยืดออก เมื่อตอนที่มันถึงพื้นมันก็กระแทกเข้ากลับที่เดิม

พลังทำลายมหาศาลที่จากคลื่นแม่เหล็กกับคลื่นเสียงสามารถทำลายทุกอย่างในรัศมี แต่ยังดีที่ไม่มีสารตกค้างหลงเหลืออยู่

“นี้แค่ขั้นต่ำ.......” คำพูดของอลิซทำให้ทุกคนในห้องให้ความสนใจ เพราะถ้าเกิดเอเชียเหนือสามารถส่งเจ้าสถานีอวกาศบ้านี้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้สำเร็จเมื่อไร พวกเอเชียเหนือจะสามารถถล่มโคโลนี่สำคัญๆได้เพียงปลายนิ้ว และยังสามารถเปลี่ยนเป้าหมายได้ภายในเวลาไม่ถึงนาที

คุณยายลอร่าเองมองดูสถานีอวกาศที่ได้รับความเสียหายสลับกับการจำลองความเสียหาย “หนูเป็นคนปล่อยข้อมูลออกไปเหรอจ้ะ”

“ค่ะ” อลิซตอบ เธอเป็นคนส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กับสหพันธ์ด้วยตัวเอง และยังเป็นหนึ่งในคนอนุมัติให้ยิงขีปนาวุธด้วยตนเอง

“แบบนี้นี่เอง” คุณยายลอร่าเข้าใจความเหตุการณ์คราวๆแล้ว เธอสงสัยมากว่าทำไมเอเชียเหนือกับเอเชียใต้ถึงได้ร่วมมือกันในสงครามครั้งนี้ แต่ก็ยังมีตอดเล็กตอดน้อยกันเองอยู่เหมือนเดิม เพราะทั้งคู่ล้วนกลัวกันเอง แบบที่ว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชน

ความสัมพันธ์ของเอเชียทั้งสองเป็นแบบหมากับแมว ซึ่งไม่ถูกกันแต่ก็ไม่ใช่ศัตรู วิธีการที่ทั้งคู่ซึ่งมีการกระทบกระทั้งกันทางทหารจะร่วมมือกันคือการช่วยเหลือคู่กัดทำลายบุคคลที่สาม

ด้านเอเชียเหนือมีพื้นที่มากแต่ป้องกันลำบากเพราะกำลังทหารไม่มากพอที่จะดูแล พวกเขาจึงเน้นไปที่เทคโนโลยีอากาศยานจนถึงด้านอวกาศ จนมีเทคโนโลยีด้านนี้ล้ำหน้าที่สุดในโลก พอเป็นแบบนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถฝึกกำลังทหารได้ดีพอเหมือนแต่ก่อน

ด้านเอเชียใต้ค่อนข้างซับซ้อนกว่าที่เห็นภายนอก แต่จุดเด่นของพวกเขาคือกำลังทหารที่มีประสิทธิภาพและจู่โจมรวดเร็ว แต่เพราะทหารของพวกเขานั้นเคร่งในกฎเกณฑ์มากเกินไป เทคโนโลยีของพวกเขาจึงด้อยกว่าขั้วอำนาจอื่นอย่างเห็นได้ชัด

พอเป็นแบบนั้นถ้าเกิดทั้งสองเอเชียดันรบกันเองเมื่อไรได้จบไม่สวย ต่างฝ่ายคงงัดทุกอย่างที่มีมาทำลายฝ่ายตรงข้าม เอเชียใต้จะเสียหายหนักจากอาวุธที่มีประสิทธิภาพต่างกัน(ชายแดนติดกันเจอหนักกว่าใครเพื่อน) แต่แค่เอเชียเหนือจะถูกกองกำลังเอเชียใต้ที่ไม่มีอะไรจะเสียสู้แบบลืมตาย และยังถูกวาติกันกับญี่ปุ่นโจมตีในจังหวะนั้นอย่างแน่นอน สรุปจะมีแต่เสียกับเสีย แถมยังมีมือที่สาม(วาติกัน,ทวิภาคีและอื่นๆ)ที่เสียมให้ฆ่ากันเอง รอสูบทุกอย่างที่เหลือไปอีก

เพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอด การร่วมมือกันจึงเป็นความคิดพื้นๆ ถ้าเป็นเธอทั้งในตอนนี้ที่แก่หงำเหงือกกับในตอนวันรุ่นหัวร้อนแบบริสตี้ก็เลือกตัวเลือกแบบเดียวกัน แต่ที่เธอสนใจคือการที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเก็บเรื่องที่พวกเขาแอบร่วมมือกันต่างหาก เสนาธิการระดับท็อปต่างก็ไม่ได้ไร้น้ำยา พวกเขารู้ดีว่าทั้งสองเอเชียอาจจะถูกบีบจนต้องร่วมมือกัน แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าพอร่วมมือเข้าจริง ทั้งสองเอเชียจะร่วมมือกันได้ดีขนาดที่ว่าหาช่องว่างภายในไม่ได้เลย

“ผมได้ยินมาว่าที่ทวีปอเมริกาเหนือเองก็ใช่ย่อยน่ะครับ” อลันที่นั่งกอดอกพูดขึ้น

“อ่อใช่” อลิซใช้มือปัดลูกโลกสามมิติและใช้เลเซอร์ซูมที่อดีตเมืองหลวงของสหรัฐฯ วอชิงตันดีซี

“กองกำลังที่หลงเหลือของสหรัฐอเมริกาสามารถยึดเมืองหลวงจากพวกเคสามตัวได้สำเร็จ” เธอขยายภาพให้เห็นการบุกโจมตีสายฟ้าแลบผ่านดาวเทียม

“ว้าว! ไม่เลวเลยนี่หว่า” ฟาร์โรพูดพร้อมกับมองไปยังคุณยาย เขาดึงข้อมูลส่วนหนึ่งและส่งมอบให้กับหล่อน

“พวกอเมริกาใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” อลิซส่ายหน้า และเปิดระบบฐานข้อมูลของกองกำลังที่หลงเหลือยู่ เธอค่อยตรวจสอบพวกอเมริกัน กองกำลังที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่แบ่งได้เป็นสอง คือหนึ่งเข้ากับญี่ปุ่น และอีกหนึ่งร่วมมือกับอังกฤษ แต่เทคโนโลยีของทั้งสองประเทศที่ให้การพักผิงก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ทรงพลังขนาดนี้

“เออ” ฟาร์โรที่ลองตรวจสอบข้อมูลดูเอยปากโว่ เขากรอกลูกตา “ระบบเลเซอร์อัลฟ่า”

“โอ้! ฝีมือแกเองเหรอ” อลิซขมิบตา

“ไม่” ฟาร์โรเลียปาก “โอ้ว! พระเจ้า” เขาที่ถอดโค้ดรหัสไดสำเร็จลองหาพระเจ้าที่เขานับถือ

“อัลคาร์ด” อลันที่นั่งอยู่เอ่ยปากขึ้น

“ถูกต้อง” ฟาร์โรขบฟัน “ครอบครัวผมเองครับคุณยายลอร่า” เขาหันก้มหัวขอโทษให้กับคุณยายลอร่า

“พวกเขาเองเหรอยังคงทำตัวเป็นตัวตุ่นนิสัยเสียเหมือนเดิมเลยน่ะ” ยายแก่ส่ายหน้าไม่พอใจ “เห็นทียายแก่คนนี้คงต้องเล่นเกมส์ตีตัวตุ่นสักหน่อย” เธอพูดออกมา ในเมื่ออีกฝ่ายไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ ดังนั้นเธอก็จะลงโทษพวกพูดปดด้วยตัวเอง  

ฟาร์โรเอามือลูบสร้องคอรูปไม้กางเขน “ขอร้องละครับ อย่ารุนแรงกันพวกเขาเลย” เขาขอร้อง ฟาร์โรอาจจะไม่ได้พบครอบครัวของตัวเองมานาน แต่พวกเขาก็เป็นคนที่เลี้ยงดูเขามากลับมือ ซ้ำยังมีสายเลือดเดียวกันอีก

“ฉันแก่แล้ว ดังนั้นสบายใจเถอะจ้ะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นฟาร์โรจึงโล่งอกไปเปราะนึก ตราบเท่าที่ไม่ถึงตาย แค่นี้เขาก็หายห่วง

อลันส่งเม็ดยาให้กับฟาร์โรที่ตอนนี้กำลังเหงื่อแตกพลั่ก ฟาร์โรที่สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไรจึงยิ้มและรับยามาทานพร้อมกับปลดกระดุกคอออก

“มันต่างกันเนอะ” อลิซพูดเยาะเย้ย แต่ก่อนฟาร์โรให้ยาอลัน แต่ตอนนี้อลันให้ยาฟาร์โรแทน

“.....” เขาที่เจออลิซย้อนแบบนี้ค่อยข้างไม่พอใจ แต่ก็ต้องยอมทนเพราะดันประมาทเองที่ปล่อยให้อัลคาร์ดทำตามใจชอบ และเขาเกรงว่าไม่ใช่แค่อัลคาร์ดที่แหกกฎ

“แล้วเราจะเอายังไง” อลันชี้นิ้วไปยังโลกเทียมเพื่อฉายภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงไฟสงครามที่เกิดขึ้นทั่วทั้งมุมโลก

“เราทำอะไรไม่ได้มากหรอก” คุณยายลอร่าเอ่ยพร้อมกับหมุนลูกโลก “สงครามครั้งนี้มันก็แค่การแย่งชิงพื้นที่เท่านั้น ยายแก่คนนี้ว่า....... อีกสักสัปดาห์เดียวก็คงจบแล้วละ”

ทุกคนในห้องนั่งครุ่นคิด อย่างที่คุณยายลอร่าบอก สถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการทำสงครามยืดเยื้อ สงครามครั้งก่อนแทบจะทำลายโครงสร้างของมนุษย์ชาติทั้งหมด ปัจจุบันมนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีอีเลเมนต์ฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสีได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น พื้นที่บนโลกจึงแบ่งออกเป็นสี่โซนตามมติของมหาสหพันธ์โลก

พื้นที่อนุรักษ์ [โซนสีเขียว] พื้นที่นี้มีเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้และห้ามมีการสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่โดยเด็ดขาด (ซึ่งโรงแรมที่พวกเขากำลังประชุมกันอยู่ก็เป็นพื้นที่ชายทะเลของโซนสีเขียว)

พื้นที่อยู่อาศัย [โซนสีฟ้า] พื้นที่นี้มีเพียงประมาณ 30%  พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยขนาดใหญ่และถือว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัยกับสิ่งปลูกสร้างทางอุตสาหกรรม มนุษย์ส่วนใหญ่จะอาศัยในพื้นที่เขตนี้

พื้นที่เสี่ยง [โซนสีเหลือง] พื้นที่นี้ถือว่ามีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก เพราะกินพื้นที่ไปกว่า 50% พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายกับซากปรักหักพังซึ่งหลงเหลือจากสงครามโลกครั้งก่อน และยังมีการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีพร้อมกับยังมีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ออกอาละวาด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการสร้างโคโลนี่และทำการติดตั้งเสาปล่อยอีเลเมนต์เพื่อปรับสภาพแวดล้อมของโคโลนี่ให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย

พื้นที่อันตราย [โซนสีแดง] พื้นที่ที่เหลืออีก 10% นี้ถือว่าเป็นพื้นที่ๆอันตรายและมนุษย์ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ กัมมันตรังสีเข้มข้นกับสภาพอากาศแปรปรวน แค่สองสิ่งนี้ก็ทำให้มนุษย์ตายภายในเวลาไม่กี่นาที แต่จากรายงานก็ยังพบว่ามีมนุษย์บางกลุ่มอาศัยอยู่ในบังเกอร์หลบภัยใต้ดิน  แม้แต่ตอนนี้เองก็ยังมีมนุษย์บางกลุ่มใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ใต้พื้นดินโซนสีแดง

 “ธุรกิจ!” อลิซดีดนิ้ว สถานการณ์แบบนี้ต้องเน้นด้านธุรกิจ ทั้งด้านอาวุธกับสาธารณูปโภค เธอไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการแรงงาน ตราบเท่าที่มีปัจจัยสี่กับอาวุธ แค่รอเฉยๆก็มีคนมาหาแล้ว

ฟาร์โรหรี่ตา “คงต้องไปหารือที่บ้านก่อน”

“ยายแก่คนนี้ไปด้วย ยายต้องไปคุยกับครอบครัวของหนู และยังมีเรื่องต้องเคลียร์กับพวกอเมริกัน”

“คุณแม่ไม่ต้องไปหรอกครับ” เคิร์กที่สื่อสารบอกกับแม่ของเขา “แค่ฟาร์โรคนเดียวก็พอแล้ว”

ฟาร์โรขมิบตา “ใช่แล้วครับ! ผมจัดการเรื่องทั้งหมดเองได้”

“จริงเหรอ?” คุณยายขมวดคิ้ว “ยายแก่คนนี้ว่าเธอจะใจอ่อนกับพวกเขา”

“ไม่ต้องห่วงครับ” อลันพยักหน้า “ครอบครัวของผมทำผิดสัญญาก่อน”

แต่ตอนที่ฟาร์โรพูดอยู่ สายตาของคุณยายลอร่ากับอลิซแสดงถึงความไม่ไว้วางใจ อัลคาร์ดเห็นคุณค่าของสายเลือดมากกว่าเผ่าไหนๆ ฟาร์โรที่เป็นอัลคาร์ดย่อมใจอ่อนกับเผ่าพันธุ์ตัวร่วมไปถึงสายเลือดของตัวเอง

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะทำหน้าที่นี้ในฐานะตัวแทนของจันทรา

“โอเค” คุณยายลอร่าเริ่มไว้ว่างใจทันทีที่ฟาร์โรเอ่ยชื่อองค์กรที่เขาสังกัดอยู่ ถ้าเป็นจันทราเองก็เชื่อถือได้

“จันทรา...” อลิซทำสีหน้าครุ่นคิด “ชื่อนี้อีกแล้ว” จันทราน่าจะเป็นชื่อองค์กรที่ฟาร์โรสังกัดอยู่ แต่ชื่อองค์กรนี้เหมือนกับปู่ของเธอเคยเหล่าให้ฟังเหมือนกับนิทานก่อนนอน เธอเคยสืบจนรู้ว่าเป็นองค์กรลึกลับมากและไม่สามารถขุดคุ้ยอะไรได้อีก

“ไม่ต้องรู้ดีที่สุด” คุณยายลอร่าเดินเข้าไปเอามือทาบไหล่อลิซพร้อมยิ้ม สิ่งที่เธอพยายามจะสื่อในสายตาของอลิซเหมือนกับกำลังจะบอกว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรที่จะรู้

“ค่ะ” เธอพยักหน้า แววตาของคุณยายลอร่าน่ากลัวมากเหมือนจะเสริมเพิ่มเติมว่า เมื่อใดที่รู้สิ่งที่น่ากลัวมากจะเกิดขึ้น

ปี๊บ!!!!!!!

 เสียงของแคปซูลแช่แข็งดังค้าง แสงไฟกระพริบแจ้งเตือนถึงสิ่งผิดปกติ

“เร็วเกินไปแล้ว!” อลันรีบวิ่งเข้าไปควบคุมการทำงานของแคปซูลที่กำลังเกิดเหตุผิดปกติ

“เกิดอะไรขึ้น” ฟาร์โรรีบเข้าไปช่วยอลัน

“มันเร็วเกินไป” อลันบ่นกับตัวเอง เขารีบเปิดระบบจำศีลฉุกเฉิน แต่หน้าจอมันก็ไม่แสดงผลอะไรออก “โธ่เว้ย!” เขาทุบเข้าที่หน้าปัดจนร้าวและมือของเขาก็เลือดออก

อลิซปิดลูกโลก และเข้ามาผสมโรงด้วย “ริสตี้กำลังฟื้น?”

เธอเห็นเปลือกลูกตาของริสตี้ที่กำลังหลับใหลกระตุก

“อ๊า!!!!” ริสตี้กรีดร้องเสียงดัง เปลือกตาที่เปิดกว้างฉายแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“เร็วเกินไป” อลันมือไม้สั่น มือของเขาที่แดงฉานพยายามควบคุมการทำงานของแคปซูล แต่สติของเขาไม่อยู่ตัวแล้ว

“ใจเย็นก่อน” ฟาร์โรคว้าไหล่อลันที่ยังสั่นไม่หยุด และความบ้าคลั่งในดวงตายังเพิ่มมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจคิดที่จะใช้ยาระงับประสาทที่เก็บไว้ในกระเป๋า แต่เขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้

“อัก!” ฟาร์โรต่อยเข้าจมูกของอลันเต็มแรง

“ได้สติหรือยัง!” ฟาร์โรตะโกนใส่หน้าอลันที่ได้สติกลับมา เขาเองก็ไม่ยากจะรุนแรงหรอก แต่ร่างกายอลันต่อต้านยาระงับประสาทที่เขาพกมา เขาเลยต้องรุนแรงสักหน่อย

“จะทำยังไงดี” อลันที่ได้สติ แต่ยังร้อนรนถามอลัน

“ทำไงดี” และหันไปหาอลิซ

“ปลุกเธอขึ้นมา” อลิซพูดด้วยสีหน้าเฉยชา “ริสตี้หลงกับภาพลวงตามากเหินไปแล้ว ได้เวลาที่เธอจะยอมรับมัน”

ประโยคนี้ค่อนข้างซับซ้อน อลิซรู้ดีว่าทำไมอลันที่สามารถปลุกอลิซได้ในทันทีถึงไม่ทำ เขาคงอยากจะค่อยๆให้ริสตี้ค่อยๆรับความจริงอย่างช้าๆเพื่อให้เจ้าตัวยอมรับความจริงได้ในระดับหนึ่ง แต่โชคชะตาจะไม่เห็นใจอลันและบีบให้ริสตี้ยอมรับความจริงที่โหดร้ายนั้นในทันที

อลันที่มือสั่นมองดูริสตี้ที่กำลังกรีดร้องในแคปซูลแช่แข็ง ถ้าเขาไม่ล็อกตัวเธอไว้กับที คงจะเกิดเรื่องอันตรายเกิดขึ้น

เขาออกคำสั่งปลดท่อต่อที่เสียบที่ศีรษะของริสตี้ออกทีละเส้นๆ สีหน้าของริสตี้ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สติที่เริ่มกลับพร้อมกับความทรงจำทำให้ริสตี้ส่งเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมาน

“กิตติ!!!”

ริสตี้กรีดร้องชื่อของชายที่เธอรักก่อนที่เธอจะตาเหลือกและหมดสติไป ความทรงจำของเธอกลับคืนมาทั้งหมดแล้ว ครั้งต่อไปที่เธอตื่นขึ้นมาเธอจะทุกข์ตรมกับความจริงที่เธอไม่เคยรู้ และกลัวกับสิ่งหลอกลวงที่เธอเชื่อมาโดยตลอด

.........

“อึก!”

“หืม?” คีรีสที่เห็นนาระลงไปคุกเข่าที่พื้นมองเหตุการณ์ตรงหน้า “มีบางอย่างเกิดขึ้น” เขายกมือซ้ายไปทางนาระและรวบร่วมสมาธิ

“เริ่มแล้วเหรอ...” นาระหลับตา ตาข้างซ้ายของเขามีเลือดไหลออกมา ก่อนที่นาระจะลืมตาข้างซ้ายสีแดงแปร๊ด

แต่จังหวะนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไร เขากำลังถูกคีรีสกดดันอยากหนัก สาเหตุที่คีรีสยังไม่โจมตีก่อน เพราะว่าไม่รู้ว่าตัวนาระมีลูกเล่นหลอกล่ออะไรหรือเปล่า และอีกเหตุผลหนึ่งคือคีรีสยังไม่เอาจริง นาระรู้ดีถ้าคีรีสคิดจะฆ่าเขาจริง เขาคงตายไปตั้งแต่แรก แม้แต่ตัวคีรีสเองก็คงกำลังสองจิตสองใจอยู่นั้นแหล่ะ

คีรีสขมวดคิ้ว ดวงตาสีอำพันของเขาส่องแสงก่อนที่เขาจะเก็บดาบและวงแหวนบนหัวเองก็หายไป เขาก้าวถอยหลังอย่างช้าๆและบิดตัว

“จะปล่อยผมไปเหรอครับ?” นาระมองไปยังคีรีสที่หันหลังและกระโดดขึ้นไปที่ระเบียง

“ไม่จำเป็นแล้ว” คีรีสก้มหน้าพร้อมกับปาลูกอมใส่นาระ “มันจะช่วยควบคุมพลังที่กำลังตื่นขึ้น”

นาระที่แบมือรับมองดูลูกอมสีฟ้าในมือ ก่อนที่เขาตัดสินใจที่จะอมมันไว้ในปาก และรีบหลบหนี เพราะดูเหมือนหน่วยรักษาความปลอดภัยจะรู้ตัวถึงสิ่งผิดปกติและกรู่กันมาที่นี้แล้ว

เออร์เรียที่เห็นนาระหลบหนีแสงไฟของหน่วยรักษาความปลอดภัยปัดฝุ่นที่ติดหน้าตัวเองออก

“ปล่อยไปทำไม” เธอสงสัยเพราะจิตสังหารของคีรีสเข้มมาก ถ้าเกินเป็นคนที่ไม่เคยเจอมาก่อนคงจะอ้วกแตกอ้วนแตน

“สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว” คีรีสหยิบแก้วไวน์ใหม่สองแก้ว “ผมต้องการให้เขาจัดการบ้างเหลือที่ผมทำไม่ได้”

“แล้วฉันจะรู้ไหมเนี่ย”

“อย่ารู้ดีกว่า” คีรีสพูดจบก็หยิบไวน์ขวดใหม่เทใส่แก้วทั้งสองใบ “มาดื่มกันต่อเถอะ”

ทันทีที่ไวน์เข้าปากฟ้าก็ผ่าใส่บริเวณที่นาระใช้หลบหนี มุมปากของคีรีสดีดขึ้น เขาอาจจะปล่อยนาระไป แต่ก็ไม่ปล่อยไปเปล่าๆหรอก เล่นตุกติกสักหน่อยก็ถือว่าพอทำทุน

เออร์เรียขมวดคิ้ว แต่เธอก็หยิบแก้วไวน์มาดื่ม ถ้าเป็นคีรีสในตอนนี้ที่ปล่อยรังสีออกมาแรงขนาดนี้ ต่อให้บอกให้ไปโดดตึกเธอก็ทำ




NEKOPOST.NET