P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 123 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.123 - มนุษย์เสริมพลัง


 

วันที่ 18 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 14: 25 น. (-1H)

แนวโขดหินใกล้ๆค่ายทหารชั่วคราวเอเชียใต้

ชายคนหนึ่งที่กำลังบาดเจ็บเดินสะดุดหินและตกลงไปในทะเล

“แฮ่กๆ” นาระว่ายขึ้นมาและรีบขึ้นบก

เขาติดตามนิลจนสามารถแอบเข้าไปในห้องเครื่องของเรือเหาะที่อยู่ท้ายสุด เดิมทีนาระวางแผนไว้ว่าจะแอบจนถึงช่วงที่นิลขึ้นเรือข้ามมหาสมุทรค่อยดูลาดเลาอีกที แต่กลับมีเหตุไม่คาดฝัน

ขบวนเรือเหาะถูกโจมตีจากภายในด้วยฝีมือสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในช่องว่างระหว่างมิติ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก สัตว์ประหลาดพวกนี้ก็คือสิ่งมีชีวิตที่หลุดเข้าไปในช่องว่างระหว่างมิติและสูญเสียตัวตนดั้งเดิมเหมือนกับการเอาน้ำแข็งออกจากช่องแช่แข็งแล้วน้ำแข็งเกิดละลายเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำเปล่า

นาระในอดีตเคยถามอลิซาเบธว่ามีวิธีฟื้นสภาพของสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารพวกนี้หรือเปล่า เด็กผู้หญิงตัวน้อยๆก็ตอบทุกอย่างที่รู้จนหมด สัตว์ประหลาดพวกนี้สามารถกลับสภาพเดิมได้ แต่มีโอกาสสูงที่จะไม่สามารถฟื้นกลับสภาพเดิมได้ 100%

อย่างที่หนึ่ง สมองเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อสมองสั่งการผิดปกติ การสั่งการเซลล์ในร่างกายย่อมผิดปกติตาม การเปลี่ยนทางโครงร่างย่อมเกิดขึ้นและยากที่จะหวนคืน

อย่างที่สอง สภาพจิต อลิซาเบธเคยอ่านบทความเกี่ยวกับวิญญาณของมนุษย์ทำให้สรุปได้อย่างหนึ่ง ถ้าเราหลุดเข้าไปในนั้นจริงๆ เราจะเสียวิญญาณไปซึ่งก็น่าจะเป็นสภาพจิต เวอร์มิลเลี่ยนเคยทดลองส่งมนุษย์เข้าไปตรวจสอบ และผลที่ได้คือตัวประหลาดมากมาย ส่วนคนที่ยังกลับมาได้แบบครบสามสิบสองก็กลายเป็นคนบ้าไปตลอดกาล

ทำไมเขาถึงพูดถึงเรื่องนี้.....

เหตุผลเดียว

มนุษย์ในชุดขาวพวกนี้แข็งแกร่งมาก ตอนที่เรือเหาะตก เขานั้นไม่มีแผลสักนิด แต่พอพวกมนุษย์ในชุดขาวพวกนี้โผล่มาเท่านั้นแหล่ะ คนละเรื่องกันเลย

การต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งเป็นไปอย่างดุเดือด มันมีพลังกับความเร็วน้อยกว่านาระ ทำให้เขาได้รับชัยชนะอย่างง่ายได้ แต่ทันทีที่เขาถอดหน้ากากของเจ้ามนุษย์ประหลาดนี้เพื่อพิสูจน์ขอสงสัย

ผิวสีขาวซีดที่มีรอยแตกตามผิวหนัง ดวงตาที่มีสีของตาดำและตาขาวสลับกัน จากดวงตาทำให้รู้ว่ามีคุณภาพต่ำกว่าเขา แต่พวกมันเป็นเหมือนกับนาระ มนุษย์ที่ถูกทดลองในช่องระหว่างมิติเพื่อสร้างสุดยอดมนุษย์เสริมพลัง

ฟึบ!

มนุษย์เสริมพลังสีขาวอีกตนเคลื่อนย้ายมวลสารมาอยู่ต่อหน้าเขา

นาระคิดหนัก เขารู้จักเวทมนตร์กับไสยเวทย์ แต่ในฐานะมนุษย์ดัดแปลงเสริมพลังที่สร้างขึ้นมาย่อมไม่มีทางที่จะรู้ทุกเรื่อง วิธีการอ่านลำดับการทำงานกับวิธีการยกเลิกเขาก็ไม่รู้สักอย่าง

และหลังจากนั้นไม่นานก็มีมนุษย์เสริมกำลังมาเสริมทัพอีกสี่คน ไอ้ตัวที่ตอนนี้กำลังจมตีนเขาก็ถูกตัวที่สองช่วยไว้ จนตอนนี้กลายเป็นสถานการณ์ 6 รุม 1 พลังของพวกมันน้อยกว่า แต่ก็น้อยกว่าไม่มาก 2 – 3 ตนเป็นลิมิตสูงสุดของเขาแล้ว

นาระตัดสินใจที่จะหนี แต่พวกนี้มีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องรัดกุม ซ้ำยังประสานงานได้อย่างแม่นยำไม่มีช่องโหว่ให้เห็น แต่จากที่เขาสังเกต พวกนี้ไม่สามารถใช้เคลื่อนย้ายมวลสารเข้าหาตัวเข้าได้ แต่ยังใช้ถอยห่างจากนาระได้อยู่  แสดงว่าการใช้วิชานี้ต้องมีข้อจำกัดบางอย่างๆแน่นอน

ตอนที่เขาคิดเรื่องนี้ นาระก็ถูกอัดสะบักสะบอมจนตกน้ำ

“อ๊อก!”

นาระวางตัวบนโขดหิน การต่อสู้อย่างต่อเนื่องส่งผลร้ายแรง ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องและไม่มีเวลาฟื้นตัวสร้างภาระให้กับนาระ การเคลื่อนไหวติดขัดแบบนี้จะเอาอะไรไปสู้กับพวกมนุษย์เสริมพลังพวกนี้ได้อย่างไร

แต่ทำไมถึงมีมนุษย์เสริมพลังมากขนาดนี้ วิธีการสร้างนั้นยากลำบาก ถ้าไม่ใช่มนุษย์โคลนหรือดัดแปลงตั้งแต่เกิดก็เป็นไปไม่ได้ที่ร่างเนื้อธรรมดาจะทนต่อช่องว่างระหว่างมิติได้ และสิ่งมีชีวิตระหว่างมิติมันเกี่ยวกับมนุษย์เสริมพลังพวกนี้ด้วยหรือเปล่า

 เสียงระเบิดกับเสียงปืนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง นาระอาศัยสถานการณ์ในการซ่อนตัว เขาอาจจะยังถือว่าโชคดีที่มีสงครามเกิดขึ้นใกล้ๆ ทหารของฝ่ายเอเชียใต้กับวาติกันกำลังรบกันอยู่ เขาไม่รู้ว่าใครจะชนะ แต่ถ้าคนธรรมดาอยู่เยอะขนาดนี้ พวกมนุษย์เสริมกำลังก็คงปรากฏตัวออกมาไม่ได้ มิเช่นนั้นความลับเรื่องมนุษย์เสริมพลังที่ผลิตด้วยช่องว่างระหว่างมิติอาจจะทำให้ทั้งโลกปั่นป่วน

“เอ๊ะ?” นาระเผลอร้องออกมา เพราะเพียงแค่เขานึกเรื่องนี้ เสียงทั้งหมดก็หายไป สภาพแวดล้อมเงียบสนิท อย่าว่าแต่เสียงคนที่กำลังร้องงมด้วยความเจ็บปวด แม้แต่เสียงคลื่นทะเลใกล้เคียงยังเบาแผ่วเหมือนกับถูกดูดเสียงหายไป

“ไม่สิ!” นาระรีบดีดตัวออกจากโขดหิน ทันที่แผ่นหลังห่างจากพื้นเพียงแค่ครึ่งเมตร หินก็ระเบิดอย่างรุนแรง ซัดนาระกระเด็นตกทะเลไปอีกรอบ

คราวนี้ไม่ได้นุ่มนวลแบบเอาเท้าลง แต่ทั้งตัวกระแทกผืนน้ำดัง ‘ตูม’

นาระที่ร่างกายค่อยๆจมลงสู่พื้นล่าง [อั้นหายใจ] แรงระเบิดที่ห่างเพียงครึ่งเมตรทำให้เกิดบาดแผลภายในอวัยวะสำคัญ และตอนนี้เขากำลังเสียเลือดเพราะเลือดค่อยไหลออก แถมน้ำทะเลยังกัดแผลเขาอีก

คนในชุดขาวสามคนค่อยๆว่ายเข้าหานาระอย่างช้าๆ แต่ถ้าสังเกตดีๆเหมือนกับว่ากำลังจมเข้าหานาระที่ตอนนี้จมอยู่สุดพื้นที่ลึกกว่า 10 เมตร

สวบ!

มนุษย์เสริมพลังสีขาวยิงปืนใส่นาระ ปืนที่พวกเขาใช้ถูกดัดแปลงเพื่อให้ใช้สู้ใต้น้ำโดยเฉพาะ กระสุนที่เจาะทะลวงพื้นน้ำทะลวงร่างของนาระก่อนที่มันจะกางออกตรึงร่างของเขาเอาไว้

‘อึก! หนอยแน่’ ร่างของนาระกำลังถูกฉีกจากภายใน ม่านพลังสีขาวค่อยๆห่อหุ้มร่างกายของนาระ พวกมนุษย์เสริมพลังพวกนี้คงคิดจะจับเขาไปโดยไม่สนใจว่าจะเป็นหรือตาย

 

‘เรียบร้อยแล้วครับ’

เมื่อม่านพลังสีขาวปกคลุมร่างของเป้าหมาย ราชองครักษ์ที่ยืนอยู่ใต้ทะเลจึงรายงานให้กับหัวหน้า

บุ๋งๆ!

?

ราชองครักษ์อีกสองคนที่กำลังลอยตัวอยู่ได้ยินเสียงบางอย่างในน้ำ พวกรีบพุ่งตัวลงสู่พื้นเพื่อความปลอดภัย

เปรี้ยง!!!

กระสุนแม่เหล็กไฟฟ้าพุ่งใส่ราชองครักษ์ที่กำลังถึงพื้นจนตัวขาดกระจุยเป็นชิ้นๆ

อีกสองคนมองไปยังทิศของกระสุนที่มีวิถีหลงเหลือให้เห็นชัดเจน

ตรงหน้าของพวกเขามีลายน้ำผิดปกติค่อยๆเข้าใกล้

‘ข้าศึกใช้ระบบพรางตัว ขอย้ำ! ข้าศึกใช้ระบบพรางตัว’

ทันทีที่รายงานจบ กระสุนนัดที่สองก็พุ่งใส่พวกเขา นอกจากความเร็วของกระสุนแล้ว การเคลื่อนย้ายมวลสารเองก็ใช้ไม่ได้ด้วยเหตุผลบ้างอย่าง

หลังจากนั้นไม่นาน

30 นาทีต่อมา

“ท่านครับ” นาวิกโยธินเอเชียใต้ก้มหัวให้กับหัวหน้าราชองครักษ์ที่กำลังมองชิ้นส่วนร่างกายที่เหลืออยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา

“ขอบคุณมาก” หัวหน้าพูดขอบคุณ “ให้ทัพเรือตั้งด่านเว้นสามด่านตามชายทะเลในรัศมี 20 ไมล์ทะเล ทหารบกกับพลร่มจะตั้งค่ายเสริมบนบก”

เมื่อเขาพูดจบเหล่าราชองครักษ์ทั้งหมดกับศพของสหายก็หายวับไปในทันที

นาวิกโยธินเคยเห็นความสามารถนี้จึงไม่ตกใจ แต่เรื่องที่ตกใจที่สุดคือราชองครักษ์สยามตายถึงสามคน จากการชันสูตรเบื้องต้นตายในระบุได้ว่าถูกสังหารโดยไม่ทันได้ตอบโต้ ทั้งที่พวกเขาสามารถเอาชนะวาติกันและไล่พวกมันออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ แต่กลับมีข้าศึกไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัวขึ้น

กองกำลังเอเชียใต้ไม่อาจไว้วางใจสถานการณ์ พวกเขาอาจจะยึดน่านน้ำนี้ไว้ได้ แต่ทัพเรือวาติกันที่ประจำการอยู่ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้รับชัยชนะเหนือทัพเรือของพวกเขาที่ส่งออกไปตัดกำลังอีก ถ้าข้าศึกวนตลบหลัง ทหารที่อยู่บนบกจะถูกขนาบสองข้างอย่างแน่นอน

“ทุกคนรีบจัดการให้เรียบร้อย” นาคคุดที่มาควบคุมสถานที่เกิดเหตุออกคำสั่งด้วยตัวเอง ตอนที่เขากำลังคุยกับศิษย์เก่า ระหว่างนั้นก็มีรายงานว่าภารกิจล้มเหลว ราชองครักษ์เสียชีวิตถึงสามคม นาคคุดจึงมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และอย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจสอบ พวกราชองครักษ์ที่อยู่ใต้น้ำถูกโจมตีโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่มีเทคโนโลยีพรางตัวที่แม้แต่ระบบตรวจสอบของเอเชียใต้ก็ตรวจไม่พบ ตอนนี้ศูนย์บัญชาการกำลังวิ่งเต้น เพราะเอเชียเหนือกับเอเชียใต้ร่วมมือกันต่อกรกับยุโรปตะวันตกอย่างวาติกัน พวกเขาวางแผนไว้เป็นเป็นอย่างดี และคิดว่าไม่น่ามีข้อผิดพลาด

อินเดียกับอาหรับเองก็กำลังก่อสงครามกันเพราะความเชื่อทางด้านศาสนาและชัยภูมิที่สำคัญ(อย่างพื้นที่อุดมสมบูรณ์) ทางเอเชียเหนือตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าทั้งสองอำนาจนี้ไม่มีทางโจมตีพวกเขาแบบไม่ทันตั้งตัว

แอฟริกาใต้ที่ตอนนี้เป็นหัวหอกของเหล่าประเทศครึ่งทวีปแอฟริกาส่วนล่างเองก็คุยผลประโยชน์กับเอเชียใต้เรียบร้อย ทุกอย่างแฮปปี้ มันไม่ฉลาดเลยที่จะฉีกสัญญาทิ้ง เพราะครึ่งใต้ของแอฟริกาไม่ถูกกับครึ่งบน และยิ่งการยึดอำนาจพระสันตะปาปาองค์ก่อนยิ่งจุดเชื้อไฟความโกรธต่อวาติกันอีก (พระสันตะปาปาพระองค์ก่อนเป็นที่รักของคนนิกายโรมันคาทอลิกและยังได้รับการยอมรับจากคนนิกายอื่นและคนศาสนาด้วยแนวคิดปรองดองปราศจากสงคราม)

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลียเหรอ? ไม่น่าเป็นไปได้ ถึงญี่ปุ่นกับออสเตรเลียจะเป็นผู้นำของประเทศพันธมิตรประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ทำการต่อต้านเอเชียทั้งสอง (แต่เอเชียใต้ค่อนข้างเป็นมิตรกับญี่ปุ่น-ออสเตรเลียในขณะที่เอเชียเหนือมีความเป็นศัตรูเต็มรูปแบบ) แต่พวกเขาไม่มีทางยกทัพมายังน่านน้ำนี้โดยที่กองทัพแปซิฟิกเหนือไม่ทันรู้ตัว

พวกอัลคาร์ด แวมไพร์ที่ชอบใส่ไฟให้คนก่อสงครามกันพวกนี้น่าสงสัยที่สุด พวกนี้เห็นสงครามระหว่างมนุษย์เป็นเหมือนกับข่าวคราวในอินเตอร์เน็ต การสร้างสถานการณ์แบบนี้ก็ทำให้เจ้าพวกแวมไพร์เก็บข้อมูลไว้เป็นแนวคิดกับแรงบันดาลใจในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆเหมือนทุกสงครามที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้มีนาคคุดกับนักเวทย์ของวาติกันเองก็อยู่ด้วย การทำอะไรแบบนี้มีสิทธิ์จุดชนวนสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์เหมือนกับตอนยุคกลางที่เกิดการล้างบางครั้งใหญ่

“หาต่อไป เดียวฉันจะเข้าไปจัดการอะไรสักหน่อย” นาคคุดสั่งการทหาร เพราะตอนนี้เขาจะต้องลองถามเทย์ หมอนั้นถือว่าเป็นอัลคาร์ดระดับสูง

“ครับ” ทหารรับคำสั่งและรีบไปทำหน้าที่ของตัวเองต่ออย่างขะมักเขม้น ส่วนนาคคุดเองก็รีบเข้าไปในห้องรับรองพิเศษ

“สวัสดีค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งตอบรับสายของนาคคุด

“ขอสายเทย์หน่อย”

“คุณคือใครค่ะ?” ผู้หญิงคนนั้นตกใจและถามต่อเพราะคนที่เรียกชื่อเทย์เรสคาร์ โบร์อสเวนว่าเทย์ถือว่านับนิ้วได้

“ว่าไงๆจิมมี่” เทย์แทรกสายในทันที เพราะการที่จิมมี่จะเป็นคนทักมาหาเขาเองถือว่าหายาก ถ้าเป็นเคิร์กที่ติดต่อหาทุนกับอาวุธก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่กับโฮมุนครูสที่ใช้ชีวิตแบบผู้ลี้ลับก็ถือว่าน่าสนใจ

“สวัสดี” นาคคุดทักทาย “ฉันชื่อนาคคุด”

“ชื่อโคตรอุบาทว์..... อืม! ใช้ชื่อเมื่อร้อยกว่าปีก่อนสิน่ะ” เทย์ตกใจกับชื่อนี้ เพราะนอกจากชื่อที่ฟังดูอุบาทว์แปลกแล้ว นาคคุดเป็นชื่อที่ท่านยายของเขาเคยพูดไว้เหมือนกับนิทานก่อนนอน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับมหาปราชญ์คนหนึ่งนามว่านาคคุดที่กำลังพูดคุยกับศิษย์เอกของตัวเองที่รอตายในคุกมืด เรื่องเล่าเล็กๆก่อนนอนสำหรับเด็กอัลคาร์ด ท่านแม่เคยพูดไว้ว่ามันเป็นข้อมูลอันแสนมีค่าที่สายลับอัลคาร์ดได้ยินโดนบังเอิญ แล้วนักเขียนในวังก็เลยเอามาดัดแปลงนิดหน่อยให้เหมือนกับนิทานกริมให้เด็กฟัง

“เรื่องอื่นค่อยว่าที่หลัง” นาคคุดพูดตัด “ฉันอยากถามอะไรหน่อย เผ่าของเธอได้ลอบโจมตีราชองครักษ์แห่งสยามหรือเปล่า”

“What?ใครส่งอะไรไป? นี้ถามหน่อยตอนนี้พวกเราได้ไปหาเรื่องใครหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“ก็อย่างที่ได้ยิน” เทย์ตอบด้วยคำพูดของเลขา อัลคาร์ดไม่ได้โง่ พวกเขาถึงจะมีเทคโนโลยีล้ำสมัยและสายตาที่หูตาไว แต่ด้วยเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนน้อย(มาก) แค่สงครามเดียวพวกเขาก็หมดตัวแล้ว ถ้าไปกระตุกหนวดมนุษย์เขาคงได้สูญพันธุ์

“แล้วเธอพอจะรู้ไหมว่ามีใครกล้าโจมตีราชองครักษ์” นาคคุดถามต่อ เทย์เองก็ลองนึกดู ถ้าไม่นับมนุษย์เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะลอบโจมตีโดนที่ทางกองทัพไม่รู้ตัว เผ่าพันธุ์อื่นเองก็ไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้ และเขาก็ได้คำตอบ

“มีเพียงสองกลุ่มที่กล้าพอจะกระตุกหนวดเสือ..........”

เทย์ที่กำลังแช่น้ำอุ่นสบายๆพลางจิบไวน์ลองนึกดู เขาเคยได้ข่าวจากสายว่าประเทศสยามที่เป็นหนึ่งในเสาหลักของเอเชียใต้ได้แอบทำการทดลองระหว่างมิติเพื่อสร้างสุดยอดมนุษย์ไว้ใช้งาน พวกอัลคาร์ดเองก็เคยทดลองเรื่องนี้เหมือนกัน เท่าที่เขาอ่านผลการทดลอง สิ่งมีชีวิตทดลองสัก 1,000 คน(ทดลองกับมนุษย์)จะมีโอกาสรอดเพียงคนเดียวเพราะมีมนุษย์ที่มีดีเอ็นเอแบบพิเศษทำให้สามารถคงตัวตนในช่องว่างระหว่างมิติได้ แต่ถ้าจะใช้งานได้จริง,ไม่พิการ,ไม่บ้า,เชื่อฟังคำสั่งก็ต้องหารลงไปอีก

ถึงจะสร้างยาก แต่ถือว่าโหดเอามากๆ มนุษย์พวกนี้สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วการคนทั่วไปหลายเท่า และถ้าสามารถฝึกดีๆได้สัก 1,000 คนก็สามารถยึดทั้งยูเรเชียได้

แต่ใช้ว่าพวกมนุษย์ดัดแปลงเหล่านี้จะแข็งแกร่งที่สุด เพราะบนโลกเรามีมนุษย์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ซึ่งพวกเขาคือ...

“ยาตา กับ จันทรา” เทย์เอ่ยชื่อขององค์กรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

“น่าจะเป็นจันทรา” นาคคุดหลุดปาก เขาคิดว่าทั้งสององค์กรนี้ไม่น่าจะอยู่ลำดับต้นของความน่าสงสัย แต่เทย์เล่นนึกมาเป็นอันดับต้นๆเลยสักงั้น  

“ทำไมคิดงั้นล่ะ”

“จากรายงาน สถานที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยการต่อสู้และไม่พบร่องรอยของข้าศึก ถ้าเป็นพวกยาตาละก็....”

“นั้นสิ! ลืมไป คงถล่มเละไม่เหลือรอดสักคน”  เทย์รู้สึกเสียรู้ ทั้งที่เขาน่าจะรู้ดีถึงจุดเด่นของสองขั้วอำนาจลับที่ทรงพลังที่สุดในโลก ถ้ายาตาก็นิยมบู๊ล้างผลาญ(ฆ่าทุกคนที่เห็นเหตุการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวตนขององค์กรรั่วไหล)ตรงกันข้ามกับจันทราที่ซุ่มเงียบยิ่งแบบที่ว่าถ้าไม่ใช่จันทราเป็นฝ่ายติดต่อกับทางอัลคาร์ดก่อนก็ยังไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของพวกนี้

คำตอบเทย์เรียกความเป็นไปได้ที่แย่ที่สุด ยาตากับจันทรา สำหรับเทย์ที่เป็นอัลคาร์ดคงไม่สนใจ แต่กับนาคคุดที่เป็นโฮมุนครูสก็อีกเรื่อง

ทั้งยาตากับจันทรารู้ตัวตนของเขาเป็นอย่างดี ทางกลับกันเขาก็รู้ตัวทั้งสองดีเช่นกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นองค์กรที่เป็นผู้คุมกฎของโลก ถ้าพวกเขาออกโรงเมื่อไรแสดงว่าต้องเกิดเรื่องร้ายแรงกับโลกนี้

“ขอบคุณมาก” นาคคุดพูดก่อนที่จะรีบวางสาย

“เฮ้ เดี….!”

เขาไม่รอให้เทย์พูดให้จบ ปัญหานี้ถือว่าใหญ่มาก เขาต้องตัดสินใจให้ดี เพราะทางเอเชียใต้เองก็คงจะถามเขาเรื่องนี้ การสื่อสารเมื่อครู่ก็คงถูกดักฟัง

ขั้วอำนาจฝ่ายมนุษย์มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่รู้ว่าโลกของเรามีสัตว์ประเสริฐนอกจากมนุษย์(จริงๆ) แต่จำนวนคนที่รู้ถึงตัวตนของทั้งยาตากับจันทรานั้นน้อยยิ่งกว่า

................................

“มนุษย์ดัดแปลง...” นาคคุดนึกถึงรายงานบนเรือ ราชองครักษ์กำลังตามล่ามนุษย์ดัดแปลงมาฝีมือตนหนึ่ง และจากรายงานตอนสุดท้ายก่อนเกิดเรื่องไม่คาดฝันว่าสามารถจับตัวมนุษย์ดัดแปลงดังกล่าวได้สำเร็จ

ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ดัดแปลงดังกล่าวกับจันทรา

จันทราเหมือนกับยาตา พวกเขารังเกียจการใช้งานมนุษย์ดัดแปลงแบบพิเศษซึ่งเกิดจากการทดลองระหว่างมนุษย์กับมิติ ดังนั้นการที่พวกจันทราสังหารราชองครักษ์จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่เอาตัวมนุษย์ดัดแปลงคนดังกล่าวไปนั้นล่ะคือปัญหา

จันทรากับยาตาที่เคร่งคำสาบานได้เคยร่วมมือกับเขาในอดีตปกป้องมิติแห่งนี้หลายต่อหลายครั้ง และครั้งนี้การที่จันทราออกโรง ยาตาก็ต้องค่อยตามเช่นกัน

หัวใจของนาคคุดเต้นถี่ๆก่อนที่จะหยุดลงอย่างฉับพลัน

“แย่ละ” เขาพยายามควบคุมหัวใจที่ทำงานผิดปกติ เขายังคงต้องมีชีวิตอยู่ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ

เพล้ง!

ถ้วยน้ำชาตกแตก นาคคุดมองไปยังชายที่เป็นคนจงใจทำเรื่องดังกล่าว

ชายคนคนนั้นสวมชุดสีดำขาดๆที่สามารถเห็นเนื้อตัวสีขาวซีดที่มีเส้นเลือดดำผาดทั้งตัว เขาคนนั้นจ้องมายังนาคคุดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“อึก! เธอ” นาคคุดเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง มนุษย์ดัดแปลงตรงหน้าไม่ได้ปิดบังใบหน้าของตัวเอง ห้องรับรองที่สว่างไสวทำให้เขาเห็นหน้าชายคนนั้นได้แจ่มชัด

“นาระแห่งเวอร์มิลเลี่ยน” เขาเอ่ยชื่อของมนุษย์ดัดแปลงตรงหน้า นาคคุดจำเด็กตัวเล็กที่เปี่ยมพลัง ผู้ตามหลังเจ้าหญิงตัวน้อยแห่งเวอร์มิลเลี่ยน อลิซเบธ เวอร์มิลเลี่ยนกับบอดี้การ์ดคู่ใจ นาระ

“โฮมุนครูส” นาระพูด เขาฉีกเสื้อนอกขาดเผยให้เห็นร่างกายที่ซูบผอมจนติดกระดูก แต่กลับมีกล้ามเนื้อขึ้นอย่างน่ากลัวตามโครงกระดูกที่แปลกประหลาด

“งั้นเหรอ แบบนี้ๆเอง” นาคคุดนึกถึงเด็กชายที่ชื่อว่านาระ เขาเป็นมนุษย์โคลนที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องอลิซาเบธ เวอร์มิลเลี่ยน และตอนนี้เขารู้แล้วว่าคนที่เขาเคยสู้บนยานบินกับคนที่นิลบอกมาคือ ‘นาระ’

นาระเห็นสีหน้าที่เจ็บปวดของชายตรงหน้าจนตัวเองก็แสดงแววตาที่เจ็บปวดออกมา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อเสียใจหรือมาเพื่อคุยปรับความเข้าใจ

นาระหมุนไหล่ตัวเองจนส่งเสียงดัง และทันใดนั้นร่างกายที่ซูบผอมก็เปล่งปลั่ง ผิวหนังติดกระดูกมีเนื้อเพิ่มพูนอย่างฉับพลัน กล้ามเนื้อเป็นหมัดส่งเสียงเสียดสี ร่างกายกำยำที่ไม่เหลือร่องรอยของคนผอมกะหร่องไร้เรี่ยวแรงก่อนหน้าอยู่เลย

“ผมจะฆ่าคุณ”

แววตาที่ทรงพลังส่องประกายแสงสีแดงออกมา ขณะที่นาคคุดเองก็เปลี่ยนมาทำสีหน้าดุดัน และก้าวไปด้านหน้า การต่อสู้ครั้งนี้นี้คงยากที่หลีกเลี่ยง และผู้ชนะจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น




NEKOPOST.NET