P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 122 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.122 - เวลาพักหลังโชคร้าย


 

วันที่ 18 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 13: 48 น. (-1H)

ห้องเสบียงบนเรือธงใกล้ชายฝั่งแอฟริกา

“เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นด้วยเหรอ” นาคคุดพูดพร้อมกับวางหมวกไว้บนที่แขวนเสื้อในห้องเสบียง

“ช่าย!” นิลพูดขณะที่กำลังกินข้าวมูมมาม เขาหิวมากและตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเติมแรงที่เสียไปกลับมา

นาคคุดกรอกลูกตา จากที่นิลเล่ามาคราวๆ เขารู้ในทันทีว่าสการ์เล็ตกำลังวางแผนโจมตีเอเชียใต้ในเร็ววัน ดีไม่ดีตอนที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ สการ์เล็ตคงจะเริ่มโจมตีแล้วด้วยซ้ำ

นาคคุดเองรู้ความทะเยอทะยานของสการ์เล็ตภายใต้การนำของเคิร์ก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

‘แต่ก็ฉลาดดี’ นาคคุดยิ้ม เขาเข้าใจสถานการณ์ของทั้งสการ์เล็ตกับเอเชียใต้เป็นอย่างดี อาจจะต่างกันในแง่กำลังพลกับมุมมองของสังคมที่มีต่อทั้งสองฝ่าย แต่หลักๆก็เหมือนกัน

ทั้งสองเหมือนกันตรงที่มีการประสานหน้าที่กันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร แต่ดันมีปัญหาเหมือนกันตรงที่ศัตรูเยอะ ประมาณว่าถ้าเปิดช่องโหว่นิดเดียวเจอรุมแหกกระจุย

สการ์เล็ตมีศัตรูเยอะเพราะเคิร์กทำการปฏิวัติองค์กรและยึดอำนาจทั้งหมดมาไว้กับตัวถึงจะสามารถจัดการรูปแบบองค์กรได้สำเร็จ แต่เหล่าผู้อาวุโสกับผู้ภักดี(รวมไปถึงคนที่ได้รับผลประโยชน์เพราะสการ์เล็ต)ย่อมไม่ปล่อยเอาไว้ง่ายๆ และการที่สการ์เล็ตเป็นหนึ่งในกองกำลังติดอาวุธระดับท็อปของโลก ใครๆก็อย่างได้ไว้ใช้งาน แต่ก็ห้ามไม่ให้คนอื่นได้ไปโดยเด็ดขาด ยังไม่รวมพวกกลุ่มก่อนที่อิจฉาริษยาที่คิดจะตอกคนที่เด็ดอีก

ส่วนเอเชียใต้หรือชื่อเต็มมหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์เองก็ใช่ย่อย เพราะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในช่วงมหาสงครามโลกครั้งที่สาม(ซึ่งระบบการปกครองของเชียใต้ค่อนข้างแปลกมากแม้แต่เขาเองก็ไม่ชัดเจนในเรื่องนี้) และยังมีการทำสงครามรวมประเทศกับชนกลุ่มน้อย สุดท้ายถึงจะชนะและป้องกันดินแดนได้อย่างเหนียวแน่น แต่ก็ทำให้มีกองกำลังติดอาวุธมากมายทั้งกลุ่มหัวเก่า,นักสู้เพื่ออิสรภาพ และอื่นๆอีกโผล่มายังกับหนอนทำการต่อต้านอำนาจของเอเชียใต้อยู่เนื่องๆ

เทียบกันแล้ว ที่เอเชียใต้คิดกำจัดสการ์เล็ตทิ้งก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาต่อต้านตนเพิ่มอีก เพราะพวกโจรถ้ามีคนนำหน้าก็จะฮึกเหิม ดังนั้นการตัดหัวพวกตัวหัวหน้าทิ้งก่อนก็จะสามารถเหยียบพวกที่เหลือให้จมดิน แต่สการ์เล็ตเองรู้ทัน เขาคิดว่าเคิร์กคงจะสั่งการให้สการ์เล็ตเล่นสงครามกองโจรโจมตีพื้นที่สำคัญๆอย่างเส้นทางลำเลียงของเอเชียใต้ก่อนและรีบถอยเพื่อเป็นการเรียกความสนใจ และพอกองกำลังติดอาวุธรวมตัวกันเพื่อก่อการร้ายก็ช่วงชิงจังหวะที่อีกฝ่ายคิดว่าเป็นพวกเดียวกันบดขยี้พวกนี้ทิ้งซ่ะ  

อาจจะดูทุเรศและสร้างศัตรูเพิ่ม แต่เช่นนี้ก็จะสการ์เล็ตจุดยืนของสการ์เล็ตที่เป็นเอกเทศกับความสามารถในการรบ และมีอำนาจในการต่อรองกับเอเชียใต้ว่าพวกเขามีความสามารถและถ้ามีการพูดคุยดีๆก็สามารถที่จะคุยกันได้รู้เรื่อง ซึ่งเอเชียใต้เองก็คงไม่อยากให้มีคนมาตีท้ายครัวตัวเองบ่อยๆตอนกำลังทำสงครามแย่งชิงอาณานิคมกับวาติกันก็คงมีการเจรจาต่อรองกันเองนั้นแหล่ะ

แต่แผนการนี้ทางสการ์เล็ตเองก็ต้องได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน แต่แค่จะเยอะหรือน้อย

เคิร์กถึงจะเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานแต่ตัวเองก็ไม่ใช่คนที่หลงระเลิง เขารู้จังหวะการเข้าและการออก ที่สำคัญยังมีความอดทนสูงรู้จักการย่อมเสียเพื่ออนาคตจริงๆ ไม่ใช่เสียเพื่อหวังผลประโยชน์เพียงระยะเวลาสั้นๆ

“แล้วนายคิดจะไปที่อเมริกาจริงหรือ?” นาคคุดถามนิล (เรื่องสการ์เล็ตเองในตอนนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขา) เพราะตอนนี้เขาขยับค่อนข้างลำบาก การเคลื่อนย้ายมวลสารฉับพลันแบบทำให้ศูนย์บัญชาการของเอเชียใต้ตกตะลึง และกำลังมีการสอบสวนเรื่องนี้ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้ใจร้ายและพร้อมจะบอกเท่าที่เข้าบอกได้(ในเมื่อวาติกันเล่นเปิดก่อนเอง)

“ฉันเองไม่มีทางเลือกมากหรอก” นิลหัวเราะ “และนาคคุดช่วยฉันหน่อยได้หรือเปล่า” นิลเอยชื่อที่จิมมี่ใช้ในปัจจุบัน

“ฉันไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น” ตอนที่นิลขึ้นเรือลำเดียวกัน ทางศูนย์บัญชาการก็คงจะสืบเรื่องของนิลเพราะเป็นคนรู้จกของเขา และที่สำคัญเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้สายสืบของเอเชียใต้ได้พบเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับนิลเข้า เอเชียใต้คงไม่ปล่อยมือไปง่ายๆแน่

นิลเข้าใจความลำบากของนาคคุด แต่.........

“นี้ช่วยดูแลเด็กสองคนนั้นแทนฉันได้ไหม” นิลชี้ไปยังเด็กสองคนที่นั่งห่างจากเขาสองโต๊ะ ซึ่งกำลังกินอาหารต้มอย่างช้าๆในขณะที่มีคนจำนวนมากรุมล้อม

“ไม่ต้องเป็นห่วง”

เนื่องจากเด็กสองคนนี้มีชะตาที่ค่อนข้างโหดร้ายมาก แค่ตอนที่นิลเล่าประวัติเท่าที่ตัวเองรู้บวกกับการสอบถามเล็กๆน้อยๆก็ทำให้เหล่าทหารพวกนี้ถึงกับควันออกหู ดูอย่างตรงนั้นสิชายสี่คนหุ่นยังกับตู้เย็นยังเช็ดตัวกับป้อนข้าวต้มอย่างเอ็นดู และถ้าอยากให้ปลอดภัยหน่อย นาคคุดเสนอตัวเลือกสองทาง

หนึ่งให้นาคคุดติดต่อกับคนรู้จักและแนะนำเด็กสองคนนี้ว่าเป็นพี่น้องกัน เด็กผู้หญิงที่เป็นอัจฉริยะจะได้ทุนการศึกษาและมีอนาคตที่มั่นคง (ส่วนเด็กผู้ชายอาจจะไม่ได้เท่ากับเด็กหญิง แต่ถ้าให้อยู่ด้วยกันที่ศูนย์พัฒนาเด็กกำพร้าก็ถือว่ามีความสุข)

สองคือหลังสงครามครั้งนี้จบก็ให้ช่วยงานเจ้าหน้าที่ๆปักหลักอยู่ที่นี้และคอยเรียนรู้เรื่องต่างๆ อาจจะมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นบ้าง แต่จะทำให้มีประสบการณ์ในการรบจริง+ดูแลตัวเองได้ และถ้าโครงการที่เอเชียใต้กำลังริเริ่มในทวีปนี้ประสบความสำเร็จ เด็กทั้งสองคนอาจจะได้ตำแหน่งเป็นคนกลุ่มแรกที่ตั้งรากฐานบนพื้นแผ่นดินแอฟริกาในฐานะผู้เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเอเชียเหนือ-ใต้กับคนแอฟริกาพื้นเมือง

“แล้วนายคิดยังไงกับความตายสีขาวที่สอง” นาคคุดพูดถึงนาตาเลีย ตอนเจอกันครั้งแรกเธอยังสงบเสงี่ยมอยู่ แต่พอยานรับส่งที่ติดตราเอเชียใต้มารับ เธอถึงกับจะยิงเข้าเลย แต่นาคคุดก็เคลื่อนย้ายมวลสารของกระสุนเข้ามาในอาณาเขตให้เข้าไปในฆ่าของเจ้าตัว ตอนนี้กำลังถูกกักตัวในห้องสอบสวน

“เธอเคยช่วยผมเอาไว้ครั้งหนึ่ง แต่....”

“เธอติดระเบิดไว้ที่หลัง”

“ใช่” นิลเอามือลูบหลังที่ตอนนี้กลับมาเรียบสนิทเหมือนเดิม (มีส่วนโค้งนิดหน่อยเพราะการผ่าตัดติดตั้งระบบเชื่อมต่อ) “แต่นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะใช้เวทมนตร์ได้”

“ไสยเวทย์ต่างหาก” นาคคุดปัดออก ก่อนที่จะหันไปมองทหารที่กำลังด้อมๆมอง พอเป็นเรื่องเหนือธรรมชาตินี้หูผึ่งกันหมด ตอนกลับมาถูกตอมยังกับดอกไม้ถูกฝูงผึ้งตอม

นาคคุดเป็นคนทำลายวงจรระเบิดและเอาชิ้นส่วนที่เหลือออกด้วยไสยเวทย์โบราณ เขาไม่ได้บอกเงื่อนไขการใช้ แต่นิลก็พอจะเดาได้ว่า ไสยเวทย์ต่างกับเวทมนตร์เพราะไสยเวทย์ตราบเท่าที่รู้หลักการใครๆก็ใช้ได้ ผิดกับเวทมนตร์ที่เห็นว่าต้องมีอะไรสักอย่างนี้ล่ะถึงจะใช้ได้(น่าจะเป็นมานาตามในหนังหรือหนังสือ)

นิลมองไปยังเด็กสองคนที่กำลังถูกรุมล้อม และมองไปยังทิศที่นาตาเลียอยู่ เขาค่อนข้างเป็นห่วงทั้งสองฝ่ายถึงคนหลังจะโหดกับเขาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวโดยสันดาน เขาที่อยู่กับหล่อนและสังเกตตลอดเวลาจึงรู้นิสัยที่แท้จริง แค่เจ้าตัวเน้นไปกางเอาตัวรอดมากกว่าหลักศีลธรรม ตอนที่นาตาเลียฆ่าเด็กทารกทิ้ง ถ้าเป็นเขาก็มีลังเลบ้าง แต่ก็ต้องทำอยู่ดีปล่อยให้ทรมานแบบนั้นไม่ใช่เรื่องดี

“เธอหนีทหารมาแบบนี้ เอเชียเหนือเจอเข้าคงจะโดนไม่ใช่น้อยๆ” นาคคุดเปิดรายชื่อทหารที่เสียชีวิต นาตาเลียเองก็เป็นหนึ่งในทหารที่อยู่ในรายชื่อ และจากที่นิลเล่ามา ทั้งคู่คงจะหนีมาตอนเหตุการณ์ที่สถานีฯ จากเจตนาคือการหนีทหารเพื่อเอายศกับเงินบำนาญ ซึ่งทางการทหารถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ชั่วช้าที่สุดพอๆกับขายชาติ

“ก็แค่ไม่บอกใครก็คงไม่มีคนรู้”

“ถ้ามันง่ายแบบนั้น ฉันคงเฝ้าเธอในห้องแล้วละ” นาคคุดรู้ว่านิลคิดอะไร แต่เขาเองก็จนปัญญา ตอนนี้คนที่เฝ้านาตาเลียคือราชองครักษ์ซึ่งคงไม่ปล่อยนาตาเลียไปง่ายๆ ถ้าจะขอต้องไปขอพวกเขาเองเท่านั้น ซึ่งก็ยากที่จะปิดเรื่องหนีไว้เป็นความลับ

นิลกลืนอาหารลงคอและรีบดื่มน้ำก่อนที่จะลุกขึ้น

“คนเดียวไม่ได้หรอกนะ....ฉันไปด้วย” นาคคุดคงห้ามนิลไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องไปเป็นเพื่อน ถ้าจะให้พูดคือเฝ้าไม่ให้นิลอาละวาดมากกว่า พวกราชองครักษ์อาจจะเป็นมนุษย์ที่ฝึกมาด้วยวิธีผิดมนุษย์มนาและเสริมด้วยการดัดแปลงร่างกายเพิ่มเติม แต่ทันทีที่เขาเห็นนิลในตอนนี้ก็รู้เลยว่า นิลสามารถจัดการเหล่าราชองครักษ์แบบตัวต่อตัว อาจจะเสียเวลาไปหน่อย แต่จัดการได้แน่(ต้องหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้นมากกว่านี้ นิลแพ้อย่างแน่นอน) เขาไม่อยากถูกทางราชวงศ์สยามสวดยับเหมือนครั้งก่อนเพราะความอารมณ์ของคนเพียงคนเดียว

นาคคุดโยนชุดนอกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเอเชียใต้ให้นิลใส่ปิดไว้เพื่อจะได้เดินไปยังห้องกักกันแบบไม่มีใครสงสัย ส่วนตัวเองก็เดินนำหน้านิลไปยังที่หมาย

เมื่อทั้งคู่มาถึงห้องกักกัน หน้าห้องมีราชองครักษ์เฝ้าอยู่เพียงคนเดียว และดูเหมือนเขาจะไม่แฮปปี้กับคนที่มาพบ ราชองครักษ์เตรียมพร้อมค่อสู้เต็มอัตราศึก

นาคคุดโค้งคำนับก่อนที่จะเบี่ยงตัวออก

“ท่านนี้ชื่อว่าคุณนิลเป็นแขกพิเศษและคนรู้จักของผมเอง” นาคคุดแนะนำแขกคนนี้แบบคราวๆให้ราชองครักษ์ฟัง แต่อีกฝ่ายคงจะทราบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่แรก และไม่คิดจะปล่อยให้เข้าไปได้โดยง่าย

“เขาต้องการประลองกับผมเหรอ?” นิลตั้งท่ายืนแบบมวยสากล เขายังไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะจู่โจมมาแบบไหน อย่างน้อยถ้าถูกโจมตีก็สามารถป้องกันส่วนสำคัญได้ทัน

“นิล” นาคคุดนั่งลงด้านข้าง “ราชองครักษ์มีเกียรติ”

“เข้าใจแล้วครับ” นิลตัดสินใจนั่งลงข้างๆนาคคุด เพราะเขาเองก็เคยได้ยินเรื่องของราชองครักษ์มากฝีมือเหมือนกัน แต่ละประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ก็จะมีบอดี้การ์ดคอยปกป้องตามปกติ แต่ของเอเชียใต้นั้นมีอยู่สามประเทศที่ปกครองด้วยระบอบนี้คือ ราชอาณาจักรสยาม,ราชอาณาจักรกัมพูชากับมาเลเซีย แต่ของสยามถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังทั้งด้านดีและด้านไม่ดี

พวกเขาทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดทุกอย่างไม่มีปฏิเสธเหมือนกับบอดี้การ์ดผู้ซื่อสัตย์ทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ว่าพวกนี้ไม่พูดกับใครทั้งสิ้นตราบเท่าที่ทางราชวงศ์ไม่ได้ออกคำสั่ง เมื่อรวมกับการสวมชุดปิดบังตัวตนตลอดเวลาทำให้มีข่าวลือว่า มนุษย์เหล่านี้ถูกทรมานกับล้างสมองตอนฝึก และอาจจะถูกดัดแปลงเป็นไซบอร์กไร้วิญญาณแบบเดียวกับหุ่นยนต์

“นี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” นิลถามนาคคุดเพราะเขาสงสัยว่าข่าวลือจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

“มี” นาคคุดมองไปยังราชองครักษ์ที่ยังคงยืนแข็งอยู่ “แต่คำสั่งมาก่อน ถ้าไม่ติดเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป”

นิลรู้สึกอึ้งกับคำตอบ มนุษย์ที่ฝึกจนอยู่ในสภาวะนี้ต้องผ่านอะไรมามาก เขาคิดได้แต่ในเชิงลบ อย่างใช้ยาเวลาฝึกหรือใช้สารเสพติดในการชักจูงแบบต้นกำเนิดมือสังหาร แต่จากคำพูดของนาคคุดที่เต็มไปด้วยความชื่นชม นิลก็เริ่มสนใจมากขึ้น แต่ต่อให้ชื่นชมแบบไหนเขาก็รู้สึกไม่ดีถ้าต้องนาตาเลียไว้ในมือพวกซื่อสัตย์สุดขีดแบบพวกนี้และเป็นพวกที่ไม่อยากจะสู้ด้วยที่สุด

นาคคุดยิ้ม นิลที่ได้รับตัวต้นเดิมออกมาอาจจะดูไม่ใช่คนดีในตอนแรก แต่ความทรงจำกับความรู้สึกตอนที่อยู่ร่วมกันสการ์เล็ต ได้เฮฮาปาร์ตี้ก็ทำให้ซอฟต์ลง ตอนที่เขาตรวจสอบข้อมูลของนิลอย่างลับๆก็รู้ว่าเป็นคนอำมหิตที่ซื่อสัตย์ต่อคำสั่งและพวกพ้อง แต่ตอนนี้คงจะเป็นคนละคนกับที่ผ่านมาอย่างชัดเจน (บรรยากาศยังมีอยู่บ้าง แต่เนื้อแท้ที่เป็นคนดีนั้นในตอนนี้เด่นชัดเจน)

“ฉันจะช่วยหน่อยก็ได้” นาคคุดตัดสินใจช่วยนิลอย่างเต็มที่

“จริงเหรอ”

“แต่ไม่ฟรีหรอกน่ะ” เขาหัวเราะ ของฟรีดีๆไม่มีในโลก แต่ตอนนี้เหมือนราชวงศ์สยามกับนิลจะเป็นผู้โชคดีดังกล่าวแล้วล่ะ

นาคคุดในตอนนี้ไม่ต่างจากคนเฒ่าคนแก่ที่เจอคนหนุ่มที่น่าสนใจ

“ราชองครักษ์รับคำสั่ง” นาคคุดยืนขึ้นพร้อมกับออกคำสั่ง แต่ราชองครักษ์ยังไม่เปิดช่องว่างแม้แต่น้อย

“ฉันตัดสินใจที่จะบอกความลับของศาสตร์โบราณ แต่มีเงื่อนไข”

ราชองครักษ์ยังคงเตรียมพร้อมเช่นเดิม แต่เพียงแค่ชั่วพริบตา นิลกับนาคคุดเห็นร่างกายมีการกระตุกเล็กน้อย

“ไปเรียกราชองครักษ์ทั้งหมดมาที่นี้” เพียงคำพูดเดียว ราชคงรักษ์คนนั้นก็หายไปจากตรงหน้า

“หายไปไหนแล้ว” นิลตกใจ

“เป็นวิชาเล็กๆน้อยๆที่ฉันเคยสอนไว้เมื่อนานมาแล้ว”

ทันทีที่พูดจบ เหล่าราชองครักษ์ทั้งหมดก็ปรากฏตัวต่อหน้าทั้งสองคนยืนเรียงกันอย่างมีระเบียบ

“หายไปสองคน” นาคคุดรู้สึกสงสัย เพราะราชองครักษ์หายไปถึงสองคน ถ้าตามปกติคงจะมาครบ แต่คนหายไปแบบนี้ถ้าไม่ใช่ถูกเรียกตัวก็คงเกิดเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น

“เราพบศัตรูไม่ทราบฝ่าย”

“มากี่คน”

“ท่านเดียว”คำพูดนี้ถึงกับทำให้นาคคุดขมวดคิ้ว ศัตรูเพียงคนเดียวถึงกับทำให้ราชองครักษ์ถึงสองนายต้องลงมือเอง และถึงขนาดเรียกว่า‘ท่าน’ที่แสดงถึงความเคารพ เขาอยากพบศัตรูที่ว่าเหมือนกัน

“คนๆนี้คือเพื่อนของฉัน”

“นิล อดีตสังกัด NABF ในฐานะหน่วยล่าสังหาร ปัจจุบันเข้าร่วมสการ์เล็ตในฐานะผู้ร้ายหลบหนี” ราชองครักษ์ที่อยู่ซ้ายสุดพูดประวัติของนิลอย่างคราวๆ

นิลเองเป็นฝ่ายสนใจแทน เพราะเรื่องที่เขาเข้าร่วมกับสการ์เล็ตไม่น่ามีจะมีคนอื่นนอกจากNABFกับอลิซาเบธเท่านั้นที่รู้ แต่ถ้ามีคนนอกอีกละก็ เรื่องของเขาคง......

“ขออภัยด้วย” ราชองครักษ์คนหนึ่งกล่าวออกมาขัดจังหวะ  “ข้าศึกทรงพลังเกินไป”

นิลกับนาคคุดมองหน้ากัน จากที่นาคคุดเล่ามาให้ฟังตอนกำลังเดินมาที่นี้ คนพวกนี้แข็งแกร่งมาก ขนาดที่ว่ากำจัดพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ได้ทั้งฝูงแบบไม่ได้สักแผล แต่สองคนจัดการคนเดียวไม่ได้แบบนี้.....

“หรือว่า....เป็นเจ้านั้น” นิลนึกถึงนาระที่เคยคิดจะเอาชีวิตเขาหลายครั้ง ถ้าเป็นมนุษย์ดัดแปลงแบบนาระก็อาจจะทำให้เหล่าราชองครักษ์เอาไม่อยู่

“ใคร?”

“ยังจำตอนที่เราถูกจู่โจมบนยานบินได้หรือเปล่า” นิลเน้น เพราะตอนนั้นพวกเขาทั้งสองยังอยู่ในสถานการณ์

“มนุษย์ประหลาดตนนั้น?” นาคคุดนึกถึงมนุษย์ดัดแปลงชุดดำที่สวมหน้ากากเหล็กที่โดดเด่นที่สุด ตอนแรกเขารู้สึกสนใจและประทับใจ พลังกับฝีมือถือว่าโหดเอาเรื่องขนาดที่ว่า[ไซบอร์ก]หวังลี้ยังถูกเล่นฝ่ายเดียว แต่ราชองครักษ์สองคนที่ร่วมมือกันก็น่าจะจัดการได้ไม่ยากเย็น แต่นิลกลับแสดงท่าทีกังวลออกมาอย่างชัดเจน

“ใช่! มันพยายามฆ่าฉันตั้งหลายรอบ” นิลเผลอเอามือลูบแผลเก่า แผลพวกนี้อาจจะหายแล้ก็จริง แต่ทุกครั้งที่นึกถึงนาระเขายังคงรู้สึกเจ็บจนถึงตอนนี้

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณบอก ฉันก็อยากเจอหน้ามนุษย์ดัดแปลงตนนั้นอีกเหมือนกัน” นาคคุดพูดพร้อมกับหัวเราะ ตอนนี้ราชองครักษ์หายไปอีกสามคน ถ้ายังเอาไม่อยู่อีกเขาจะลงมือเอง

ราชองครักษ์คนหนึ่งที่ชุดดูรุ่มร่ามน้อยที่สุดเดินมายังพวกนาคคุดและคุกเข่าอย่างมีมารยาท และชุดแบบนี้ยังมีคนเดียวเหมือนกับเป็นหัวหน้า

“ท่านหญิงอยากเจรจากับท่าน” หัวหน้าของเหล่าองครักษ์เอย หลังจากนั้นเหล่าองครักษ์ทั้งหมดยกเว้นเขาก็หายไปทั้งหมด “เราจะถวายชีวิตให้” พูดจบราชองครักษ์คนนั้นก็หายไปเช่นกัน

“หายไปหมดเลย” นิลพูด “นาระน่าจะตายสักที” เขาเชียร์นะ ถ้านาระตายเขาก็สบายไปเปาะหนึ่งล่ะ

“อะไรน่ะ?”

“นาระ? คุณรู้จักเหรอ”

“เปล่าๆ” นาคคุดส่ายมือ “แค่เหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” เขารู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้เหมือนได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆ บางทีถ้าเหล่าราชองครักษ์จัดการได้เสร็จเขาก็อยากไปดูเหมือนกันว่าสัตว์ประหลาดที่ทำให้นิลกลัวและราชองครักษ์ลำบากขนาดนี้

นิลรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆที่นาคคุดปล่อยออกมา เขารู้สึกเสียวและอึดอัดเหมือนกับถูกจับยัดลงเครื่องซักผ้า

“เฮ้!” นาคคุดตบไหล่นิลที่ตัวค้าง

“อ่ะ!? มีอะไรเหรอ” นิลที่ได้สติถามนาคคุด และเริ่มสงสัยตัวเองเพราะช่วงนี้เขาเบลอบ่อยเหลือเกิน

“เข้าไปหาเธอซ่ะ” ทันทีที่นาคคุดพูดจบประตูก็เปิดออก และเขาก็ผลักนิลเข้าไปในห้อง

“เดียวก่อ....”

ปึง!

ประตูปิดลง นาคคุดมองดูประตูนั้นพร้อมกับยิ้ม

ตอนที่หัวหน้าราชองครักษ์เอยปาก เขารู้สึกได้ถึงพลังประหลาดของศัตรู

นาคคุดเป็นคนสอนวิชาไสยเวทย์ให้กับท่านหญิง และเธอคนนั้นก็เอาไปฝึกให้กับราชองครักษ์โดยเฉพาะ แต่เขาก็ไม่ได้สอนฟรีๆ ถ้านาคคุดเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรม เขาย่อมแอบสร้างช่องโหว่ไว้เพื่อวันหนึ่งที่ถูกทรยศ เขาก็จะถือไพ่ที่เหนือกว่า

ไสยเวทย์ที่พวกราชองครักษ์ใช้เป็นการเชื่อมความทรงจำเข้าด้วยกัน เวลางานพวกเขาจะทำการเชื่อมต่อตลอดเวลา และจะเชื่อมต่อให้กับผู้สั่งการอย่างท่านหญิง

‘ผ่านไปสี่สิบปีแล้วน่ะ’ นาคคุดสื่อสารทางจิต

‘เช่นกัน ท่านอาจารย์’ เสียงของหญิงชราดังขึ้นในหัว เสียงนั้นไร้ความนุ่มนวลและไร้ชีวิต แต่มีความแน่วแน่ที่น่าคิดถึง ‘ข้าแก่มากแล้ว ผิดกับท่านอาจารย์ที่อายุยืนยาว’

‘ฉันก็ตายได้เหมือนกัน ตราบเท่าที่มีชีวิตอยู่ก็ตายได้ ต่อให้เป็นอมตะก็ตายได้’ประโยคหลังเป็นคำพูดของลูกศิษย์คนโปรดที่ตายในคุกเมื่อนานมาแล้ว

 

“ไม่เป็นไรน่ะ” นิลอุ้มร่างของนาตาเลียขึ้นมา สภาพของเธอยับเยินมากเหมือนกับถูกรถชนอัดกำแพง กระดูกหักหลายส่วน แผลฟกช้ำเลือดออกมากมายเหมือนซ้อมจนตาย ถ้าไม่ได้สังเกตหน้าอกที่ยังมีขึ้นลงกับลมหายใจคงคิดว่าตายไปแล้ว

นาตาเลียเหล่ตามามองอย่างอ่อนแรง อีกฝ่ายเพียงคนเดียวซ้อมตัวเธอจนเละ แต่เธอก็ไม่หมดสติเหมือนกับจงใจให้มีสติอยู่ต่อไป แต่เธอก็ไม่มีแรงที่จะพูด

“ฉันจะพาไปรักษา” นิลรีบพานาตาเลียไปรักษา เพราะจากสภาพคงจะบาดเจ็บหนักถึงข้างใน พวกราชองครักษ์คงกะให้อยู่ระหว่างเป็นกับตายเพื่อไม่ให้หนีไปไหนได้ นิลพอจะเคยได้ยินเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมา ศาสตร์บางอย่างศึกษา,ค้นคว้าและวิจัยเพื่อไว้ทรมานเหยื่อแบบไม่ให้ตายโดยเฉพาะ

การที่ไว้ชีวิตคงคิดจะส่งเป็นของรางวัล(เป็นข้อแลกเปลี่ยน)ให้กับเอเชียเหนือ แต่ที่เล่นซ่ะหนักขนาดนี้คงเป็นเพราะพวกเขาเกลียดคนทรยศมากนั้นเอง และความรู้สึกที่พวกราชองครักษ์มีต่อเขาก็รู้สึกได้ถึงความโกรธเกลียดอย่างชัดเจน คงว่านิลเป็นคนทรยศแบบเดียวกัน

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือพานาตาเลียไปรักษาให้ไว หวังว่าจิม..! นาคคุดจะช่วยเขาเรื่องนี้ได้

นิลไม่รู้ว่าเขาเป็นห่วงนาตาเลียมากเกินกว่าคนที่เคยมีความสัมพันธ์แบบสัตว์เลี้ยงกับเจ้านายควรจะมี และตอนที่นิลสัมผัสร่างกายของนาตาเลียเขารู้สึกร้อนรุ่ม อารมณ์รุนแรงที่เล้าโลมตอนสัมผัสตามส่วนต่างๆของนาตาเลีย ขณะที่นาตาเลียที่ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านก็ได้แต่ทำหน้าแดงเหมือนคนเมา

ร่างกายของนิลไม่ได้รับผลกระทบจากอีเลเมนต์กับกัมมันตรังสีก็จริง แต่สำหรับกลิ่นและยาทาที่ซึมผ่านผิวหนังและทำงานด้วยหลักการแบบเดียวกับยาสามัญประจำบ้านก็อีกเรื่อง

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่รู้ว่าต่อให้ราชองครักษ์จะจงเกลียดจงชังคนทรยศมากแค่ไหน พวกเขาก็จะไม่ใช้กำลังแบบคนเถื่อน ตราบเท่าที่ไม่มีผู้สั่งการสั่งหรือถ้าจำเป็น คนร้ายตัวจริงที่สั่งให้ราชองครักษ์ทำร้ายนาตาเลียจนบาดเจ็บสาหัสคือคนที่กำลังยืนยิ้มอยู่หน้าห้องไม่สนใจคนอื่นๆที่กำลังเหมือนมองคนประหลาดยิ้มเล็กยิ้มน้อยอยู่คนเดียว ตอนที่นิลเดินหน้าตัดกับเขา รอยยิ้มที่หลุดออกมาจากตาของนาคคุดถึงกับทำให้นิลหนาวถึงกระดูกสันหลัง




NEKOPOST.NET