P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 120 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.120 - สิ่งต้องห้าม


 

วันที่ 18 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 10: 48 น. (-1H)

มหาสมุทรแอตแลนติกห่างจากชายฝั่งแอฟริกาเหนือ 10 ไมล์ทะเล

“ทัพหน้าพร้อมรับคำสั่ง” ชายคนหนึ่งในชุดผ้าสีขาวสะท้อนแสงรุ่มร่ามโค้งคำนับให้กับชายในชุดทหารมีผ้าคลุมหลังที่กำลังมองไปยังชายฝั่งอีกด้าน

จิมมี่ที่ได้ยินดังนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้พร้อมกับเคาะโต๊ะ

“สั่งให้ทัพหน้าแกล้งโจมตีทางปีกซ้าย” จิมมี่ดูสภาพภูมิประเทศที่ยากต่อการโจมตีทางทะเล ที่จริงพวกเขาอยู่ในระยะยิงของปืนใหญ่ข้าศึก แต่อีกฝ่ายเองก็กลัวว่าจะเป็นการยกทัพมาแบบหลอกเพื่อบีบให้เรียกกำลังเสริมจากพื้นที่อื่นมาช่วย

วาติกันมีกองทัพเรือและแนวป้องกันชายฝั่งที่ไฮเทคกว่าเอเชียใต้มาก ตอนนี้แอฟริกาเหนือตกเป็นอาณานิคมของวาติกัน การที่เอเชียใต้จะชิงความได้เปรียบบนน่านน้ำนี้จำเป็นต้องทำลายยึดชายห่างนี้ให้ได้เพื่อดำเนินแผนการขั้นตอนไป

จิมมี่เองก็ไม่ได้รังเกียจวาติกันหรือยุโรปตะวันตก แต่ที่เขาสนใจจริงๆคือคนที่บงการตั้งหาก การเปลี่ยนองค์สันตะปาปาและการยึดครองยุโรปทำให้เกิดความรู้สึกสงสัย

มุขนายกผู้นำสูงสุดของวาติกันเกี่ยวข้องกับยูเรียล และเป้าหมายของคนตระกูลนี้แต่ละอย่างล้วนอันตรายต่อโลกทั้งใบ จิมมี่จำเป็นต้องร่วมมือกับเอเชียใต้เพื่อลดทอนอำนาจของหล่อนลง

ถ้าสำเร็จต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์ตามที่ตนเองต้องการ จิมมี่สามารถหยุดแผนการของพวกยูเรียลได้สำเร็จ ส่วนทางเอเชียใต้ก็จะสามารถยึดทวีปแอฟริกามาเป็นอาณานิคมของตนและอาจจะยึดยุโรปตะวันตกได้เลย

เพื่อการนั้นการยึดชายหาดทางทะเลเพื่อยกพลขึ้นบกจึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก ทางวาติกันก็รู้เรื่องนี้ดีจึงมีการเกณฑ์ชาวบ้านใกล้เคียงมาเป็นกองหนุนเพื่อป้องกันชายฝั่งที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่กองกำลังหลักได้ถูกแบ่งเป็นสามส่วน ทัพแรกที่กำลังรุกคืบเข้าไปในยุโรปตะวันออก ทัพสองที่กำลังเข้าปะทะกับกองกำลังเอเชียใต้ที่แอฟริกากลาง และทัพเรือที่กำลังสู้รบกับกองเรือหลวงเอเชียใต้ที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ

แต่ทัพที่สามทางวาติกันค่อนข้างได้เปรียบอย่างชัดเจน เพราะทัพเรือมีกองหนุนและทรัพยากรจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางบกจากทวีปยุโรปในขณะที่เอเชียใต้ต้องใช้เส้นทางเดินเรือที่ยาวที่สุดในโลกผ่านแอฟริกาใต้กับทวีปเอเชียในการขนส่ง

ถ้าไม่สามารถยึดชายฝั่งนี้ได้สำเร็จ กองกำลังอีกทางก็จะไม่สามารถที่จะตั้งฐานทัพบริเวณทะเลแดงกับคลองสุเอชได้เช่นกัน และถ้าเกิดดื้อดึงที่จะตั้งฐานเมื่อไรแล้วดันไม่มีการวางกองกำลังกดดันด้านแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ฐานทัพที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานหน้าจะถูกวาติกันส่งยานเกราะทางบกถล่มตกทะเลอย่างแน่นอน

“เจ้าฃำแสงนั้นน่าลำบากใจจริง” จิมมี่นึกถึงรายงานที่ได้มาเมื่อหลายวันก่อนซึ่งมาจากทัพกองหน้าที่บุกโจมตีก่อน แต่ก็ถูกลำแสงพลังทำลายสูงปริศนายิงกวาดหายทั้งกองทัพตอนยกพลขึ้นบก ทางศูนย์บัญชาการเอเชียใต้จึงจำเป็นต้องชะล่อแผนการออกไปก่อนจนกว่าจะเข้าใจหลักการทำงานของลำแสงนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถส่งกองหนุนเข้าไปได้ และยังติดเรื่องเวลา ถ้าเกิดตัวกำเนิดลำแสงนั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ กองกำลังในแอฟริกากลางกับกองเรือเร็วที่ทะเลแดงจะตกอยู่ในอันตรายในทันที

แต่ที่กระตุ้นความใคร่รู้ของกองบัญชาการมากที่สุดคือ ลำแสงนั้นไม่ใช่พลังงานหรืออีเลเมนต์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายต้นต่อของมันได้เลย จิมมี่หรืออีกนาม [นาคคุด] ที่มีความรู้เรื่องศาสตร์โบราณจึงถูกเลือกมาเป็นผู้บัญชาการกองเรือเพื่อสืบสวนความจริงดังกล่าว

จิมมี่พอจะเข้าใจคราวๆของเจ้าลำแสงปริศนา ตัวเขาเองได้ลองตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกเอาไว้แต่ก็ไม่เข้าใจ เพราะต่อให้เอาภาพถ่ายหรือวิดีโอที่บันทึกมาเปิดดูอีกร้อย แต่บางอย่างก็ใช่ว่าจะติดมากับเรดาร์หรือกล้อง เขาจึงจำเป็นต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง (แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะจงใจส่งทหารเหล่านี้ไปเป็นเป้าเนื้อให้ลองยิงหรอกน่ะ)

“พอจะส่งราชองครักษ์ไปแทรกซึมได้ไหมครับ” จิมมี่ถามคนในชุมรุ่มร่ามสีขาว พวกเขาเหล่านี้คือราชองครักษ์ที่ได้รับหน้าที่ค่อยเฝ้าดูการทำงานของเจ้าหน้าที่พิเศษเพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน

ราชองครักษ์พยักหน้าก่อนที่จะมีคนในชุดแบบเดียวกันออกมาหนึ่งคน

“ได้แค่คนเดียวเอง?” จิมมี่สีปาก ราชองครักษ์เป็นหน่วยพิเศษที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์แห่งแดนสยามใหม่ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มีอภิสิทธิ์แบบเดียวกับเขาทุกประการ(อาจจะเหนือกว่าเขาอีก) ครั้งนี้ทางราชวงศ์ต้องการเห็นความสามารถของสิ่งมีชีวิตโบราณคนนี้ว่ามีความสามารถขนาดไหน ถึงขนาดส่งราชองครักษ์มาประจำการเรือรบทุกลำ

‘แน่วแน่ดี’ จิมมี่เปลี่ยนมายิ้ม เขาเข้าใจถึงความทะเย่อทะยานที่มาพร้อมกับความใคร่รู้ของมนุษย์ ดูเท่าไรต่อเท่าไรก็ยังคงงดงามเหมือนทุกครั้ง ‘สมแล้วที่ได้ครองโลก’

เขาชื่นชมมนุษย์ราวกับพวกเขาเป็นลูกรักของพ่อแม่ที่มีลูกหลายคนแล้วรักลูกคนนี้มากที่สุด เพราะพวกเขาชอบก่อเรื่องน่าสนใจไม่ซ้ำแบบ และแต่ละอย่างล้วนแต่สร้างกระแสสำคัญที่ทำให้โลกขับเคลื่อนไปด้านหน้า(ด้วยสงคราม) ถ้าไม่มีมนุษย์ก็ไม่มีโลกที่เจริญก้าวหน้าเฉกเช่นปัจจุบัน

“สั่งการแทนผมที” จิมมี่พูดพร้อมกับถอดชุดนอกออก “ให้กองกำลังทั้งหมดตรึงน่านน้ำนี้ไว้อย่าเพิ่งไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา”

“ครับ” ราชองครักษ์ขานรับพร้อมกับรับเสื้อคลุมและนั่งบนเก้าอี้สั่งการ

เมื่อมีคนมาสั่งการแทนเขาชั่วคราว จิมมี่ก็หายวับไปในทันที ลูกเรือบริเวณใกล้เคียงทำตาค้างผิดกับราชองครักษ์ที่ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆออกมา

 

“อยู่นี้นี่เอง” จิมมี่ใช้มือสัมผัสแผ่นโลหะที่กำลังเรืองแสงสีทองอร่ามงามตาอยู่บนพื้น ด้านบนมีอักษรจารึกโบราณที่มีเพียงเขาเท่านั้นเท่านั้นที่อ่านออก

เขากำลังนั่งย่องๆอยู่บนกระดานโลหะทรงเจ็ดเหลี่ยมขนาดใหญ่เท่าครึ่งสนามฟุตบอลที่ตั้งอยู่กลางพื้นที่รกร้าง

จิมมี่ทำหน้าเครียดเพราะนี้ไม่ใช้ไสยเวทย์โบราณธรรมดา แต่เป็นไสยเวทย์อันตรายที่ผ่านการพัฒนาจนไฮเทคมีวงจรไฟฟ้าเสริมชัดเจนและยังมีอะไหล่ช่วยเพิ่มแรงขับเคลื่อนของมันอีก

“ใครมันเป็นคนต้นคิดกัน!” จิมมี่ทุบแผ่นจารึกก่อนที่จะใช้นิ้วขูดแผ่นโลหะและวาดรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าหนึ่งรูป

“กลืนกินไสยเวทย์”

พอพูดจบอักขระที่ถูกตรึงบนพื้นก็ถูกดูดมารวมกันที่ภาพวาดในทันที

จิมมี่หยิบสามเหลี่ยมที่เปล่งแสงสีทองที่เต็มไปด้วยอักขระมากมาย เขาเก็บมันเข้ากระเป๋า แต่ก็ยังติดปัญหา ไสยเวทย์นี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกลไก การที่มันจะมีอนุภาคขนาดที่ว่าเป่ากองเรือกับทัพบกให้หายวับไปกับตาได้จำเป็นต้องใช้จารึกจำนวนมากและยังต้องใช้พลังงานมากอีกด้วย

“แต่........” จิมมี่พลิกด้านสามเหลี่ยมและแปะไปตามเดิม เวทย์ที่เขาใช้เป็นแบบกระจายคำสั่ง ถ้าเกิดมีการออกคำสั่งให้ยิงลำแสงซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมต่ออักขระทั้งหมด และเมื่อมันเชื่อมต่อเมื่อไรมันก็จะทำลายตัวเองและเจ้าไสยเวทย์นี้ทั้งหมดจะถูกกวาดเรียบในทีเดียว

.........?

“มาแล้วงั้นเหรอ” จิมมี่หันไปด้านหลังก่อนที่จะเห็นกลุ่มคนในชุดสีขาวที่ประดับด้วยตราไม้กางเขนสีทอง “พวกจอมเวทย์ของวาติกัน แถมไม่ใช่หน่วยของพระสันตะปาปาองค์ก่อนด้วย”

ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรห่ากระสุนก็พุ่งใส่จิมมี่ แต่จิมมี่ก็เคลื่อนย้ายพริบตาก่อนที่กระสุนจะถูกตัว

“บุก” จิมมี่ออกคำสั่งให้กับราชองครักษ์ด้วยเวทมนตร์ เพราะถ้าช้ากว่านี้พวกวาติกันจะไหวตัวทันและเปลี่ยนลำดับการทำงานของไสยเวทย์

“รับทราบคำสั่ง” อีกฝ่ายตอบกลับ

จิมมี่ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเบรกในทันทีก่อนที่จะกลิ้งเข้าไปในโพรงเล็กๆ

“อัก!” จิมมี่เปิดหน้าอกตัวเองเพื่อถอดของเสียออก ตอนนี้ระยะเวลาในการปฏิบัติการของเขาสั้นลงเรื่อยๆ ขืนปล่อยไว้แบบนี้สักวันเขาคงต้องเอาท่อเสียบอกเพื่อระบายของเสียออกตลอดเวลา

ตูม!

?

จิมมี่มองไปยังท้องฟ้าที่มีลำแสงสีทองพุ่งทะลุชั้นเมฆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเวลาที่ไสยเวทย์นี้ถูกทำลาย

ขบวนเรือเหาะถูกลำแสงยิงเข้าและเกิดระเบิดอย่างรุนแรง

“ขบวนของผู้อพยพ” จิมมี่ถอยหายใจ เขารู้สึกไม่ค่อยดีกับสิ่งที่เขาทำลงไป ไสยเวทย์ที่พวกวาติกันใช้เป็นอักขระโบราณที่จะสูบพลังของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดโดยรอบมาชาร์ตเป็นแบตเตอรี่และยิงลำแสงทำลายเป้าหมาย เมื่อยิ่งออกไปลำแสงจะรวมตัวกันกลางฟ้าและจะหักเหไปยังเป้าหมาย แต่ถ้าทำลายเพียงเล็กน้อยมันก็จะเป็นแค่ลำแสงที่พุ่งขึ้นฟ้าเท่านั้น

เขาไม่อยากรู้หรอกว่าใครมันเป็นคนต้นคิดเอาไสยเวทย์ที่พวกคลั่งศาสนาเมื่อกาลก่อนคิดค้นขึ้นเพื่อควบคุมเผ่าพันธุ์และกำจัดศัตรูของตน แต่ปัญหาคือมันไม่น่าที่จะหลงเหลืออยู่บนโลก

เพราะตัวเขาในอดีตกาลที่ใช้ชื่ออื่นไม่ใช่จิมมี่เป็นคนกวาดล้างไสยเวทย์กับศาสตร์อันตรายพวกนี้ทั้งหมด แล้วทำไมยังมีของพวกนี้โผล่ออกมาอีก

จิมมี่ไม่ได้กลัวว่าการสูบพลังชีวิตของผู้อื่นจะเป็นผลเสียต่อโลก เพราะมันก็เหมือนกับรากไม้ที่ดูดสารอาหารในดินจนดินเสื่อมสภาพ แต่พอถึงเวลาธรรมชาติจะปรับตัวให้สมดุลเอง ซึ่งตราบเท่าที่ของพวกนี้ยังอยู่ในวงจรที่สมดุลทุกอย่างก็อยู่ดีมีสุข

แต่ที่เลวร้ายคือพวกของอันตรายเหล่านี้ไม่เกิดวงจรสมดุล สิ่งที่เสียก็ถูกพัดหายไปเลยเท่ากับว่าโลกใบนี้เสียทรัพยากรที่ไม่อาจหวนกลับได้เพราะสิ่งต่างๆถูกดูดไปยังช่องว่างของมิติอื่นและถูกทำลายโดยสิ้นเชิง มิติที่ปกติก็จะหดตัวลงและถ้ามันหดตัวมากเข้า มิติที่อัดแน่นจะขยี้ทุกอย่างภายในและบุบสลายจนเกิดเป็นมิติใหม่ แต่แน่นอนสิ่งมีชีวิตภายในคงไม่เหลือแม้แต่ชีวิตเดียว

“แต่สละหนึ่งเพื่อช่วยพันเองก็....” จิมมี่กัดฟัน เขาเกลียดแนวคิดการสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมากอยู่เหมือนกันเพราะมันก็เหมือนกับการที่มนุษย์เลือกที่จะหนีความเจ็บปวดโดยการโยนภาระหลักไปให้สิ่งอื่นแทน เมื่อเป็นแบบนั้นมนุษย์จะไม่มีการเรียนรู้และการพัฒนา ทุกอย่างก็จะถอยกลับหลัง วงจรที่ผิดแบบจะนำพาหายนะมาสู่ทุกสิ่งแทนที่จะก้าวหน้าและเกิดใหม่

จิมมี่มองไปยังท้องฟ้าอีกครั้ง เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกใช้ชื่อจิมมี่ที่อับดุลตั้งให้ คงต้องกลับไปเป็นนาคคุดคนเดิม เพราะตอนนี้เขาแน่ใจว่ามันคงเป็นยุคที่ต้องการนาคคุดมากกว่าจอร์จ มาสคิน แต่ร่างกายที่ใกล้พังแบบนี้มันจะไปได้สักกี่น้ำกัน

“อย่าปล่อยมือเด็ดขาด”

?

ไงเสียงมันคุ้นๆจัง

นาคคุดมองไปยังท้องฟ้าให้ชัดขึ้น ควันไฟกับลำแสงค่อนข้างรบกวนประสาทการมองเห็น คงต้องปรับค่าแกมม่าและความเสถียรสักหน่อย

“อืม” เขาโฟกัสไปยังคนที่กำลังลงพื้น แต่ดูเหมือนจะมีผู้หญิงหนึ่งคนกับเด็กคนอีกสองคนเกาะอยู่ทำให้น้ำหนักเกิดทำให้ควบคุมร่มชูชีพได้อย่างยากลำบาก

“นิล!?” นาคคุดตกใจ เพราะคนที่กำลังลงสู่พื้นคือนิลที่น่าจะอยู่กับสการ์เล็ตที่โอเชียเนีย แล้วทำไมถึงมาโผล่ที่นี้ได้ และก็ยัง.....

“ความตายสีขาวที่สอง!?” เขาจำผู้หญิงที่กำลังเกาะนิลได้ดี นาตาเลีย วลาดีมีรอฟนา คาอาร์ลาโมวา สมญานามความตายสีขาวที่สอง พลซุ่มยิงชื่อกระฉ่อนที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สามได้ลั่นไกสังหารสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์กับข้าศึกที่เป็นมนุษย์นับพันด้วยตัวคนเดียว และตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นยัง................ เจ้านั้นคงไม่สนใจเรื่องในอดีตอยู่แล้ว

 “หวังว่าพวกที่ชายหาดจะไม่ทำพลาด” นาคคุดพูดพร้อมกับมองไปยังนิลที่ตกใจเพราะเห็นและจำคนรู้จักคนนี้ได้ นาคคุดจึงยิ้มรับและจุดพลุไฟเพื่อเรียกยานบินมารับ ตามที่เขาคาดการไว้ วาติกันคงไม่สามารถกระจายกองกำลังทั้งหมดมาปกป้องพื้นที่นี้ได้อย่างแน่นอน (อาจจะมีคนพื้นเมืองต่อต้านอยู่บ้าง แต่ทหารดัดแปลงของเอเชียใต้คงจะจัดการได้สบายๆ)

เมื่อจัดการเรื่องเบื้องต้นเสร็จ เรื่องถัดไปที่เขาจะต้องทำคือ ถามนิลให้รู้เรื่องว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมถึงโผล่หัวอยู่ที่นี้ และ แล้วค่อยจัดการเรื่องอื่นต่อจากนี้

 

 




NEKOPOST.NET