P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 116 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.116 - Time ครั้งแรกที่พบกัน [ภาวนา]


 

เหตุการณ์ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว

ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกา

ทวีปแอนตาร์กติกาที่ผู้คนต่างมักจะเรียกว่าแดนที่หนาวเหน็บแห่งขั้วโลกใต้ในอดีตเป็นที่เป้าหมายของผู้พิชิตหลากสัญชาติ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหตุลี้ลับมากมายที่รอนักวิทยาศาสตร์เข้าไปค้นหา

“ท่านครับ นักประดาน้ำด้านล่างพบอะไรบ้างอย่างเข้าแล้ว”

“อย่าเพิ่งเข้าใกล้ ขึ้นมาก่อน เดียวเราจะส่งหน่วยพิเศษลงไปเก็บกู้ขึ้นมา” เนื่องจากเทคโนโลยีของพวกเขายังไม่ดีพอ การส่งนักประดาน้ำคงอาจจะไม่สามารถสำรวจพื้นน้ำใต้แผ่นน้ำแข็ง (เอาจริงเขาเสียนักประดาน้ำไปหลายคนเพราะอุปกรณ์ไม่ดีพอด้วย)

.........

.........

“พระเจ้าช่วย!!!! นี้มันคืออะไรกันว่ะเนี่ย!!!” หน่วยพิเศษที่กำลังดูคลื่นโซนาร์ต้องลองอุทานตอนที่พวกเขากำลังทำการตรวจสอบวัตถุปริศนาที่พบ

“ลองเปิดดู”

“รับทราบ” นักประดาน้ำที่สวมชุดประดาน้ำผิดกับยุคสมัยใช้ตัวเชื่อมพยายามเปิดวัตถุปริศนา “ท่านครับเราเจาะมันไม่เข้าเลย” เขาพูดเพราะจะทำยังก็ไม่สามารถเจาะวัตถุเข้าไปด้านในที่ทำได้มีเพียงการขัดสิ่งสกปรกที่อยู่บนเปลือกนอกออกเท่านั้น

“งั้นเราจะเอากลับไปที่ห้องแล็ป”

“ครับ!!!”

..........

..........

คณะสำรวจใต้น้ำของจักรวรรดิบริติชนำวัตถุปริศนาขึ้นจากน้ำและขนไปยังห้องแล็ปใต้ดินของพวกเขาอย่างทุลักทุเล การค้นพบวัตถุโบราณปริศนาชิ้นนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก

“ประเทศของเราจะไร้พ่าย” อำนวยการวิจัยที่ดูแลสถานที่แห่งนี้พูดด้วยรอยยิ้ม สัญชาติญาณของเขาบอกว่า ถ้าพวกเขาสามารถไขความลับของสิ่งที่พวกเขาพบเจอได้สำเร็จ โลกใบนี้ทั้งใบจะตกเป็นของจักรวรรดิบริติชอย่างแน่นอน

“ท่านค่ะ ทุกอย่างพร้อมแล้ว” เจ้าหน้าที่หญิงพูดพร้อมกับเตรียมดึงคันโยก ขณะที่เจ้าตัวเองก็มองไปยังเจ้าวัตถุปริศนาที่อยู่ในห้องกระจกที่มีระดับการป้องกันสูงสุด

“เพิ่มกระแสไฟฟ้าได้”

เปรี้ยง!!!

กระแสไฟฟ้าไหลผ่านวัตถุปริศนา ปริมาณไฟที่ใส่เข้าไปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี้เป็นการทดลองที่เสี่ยงอันตราย หลังจากที่พวกเขาทำความสะอาดเจ้าวัตถุโบราณชิ้นนี้ พวกเขาก็พบว่าคราบโคลนกับแร่ธาตุต่างๆที่เกาะเป็นเปลือกนอกหนาๆสามารถขัดออกได้อย่างง่ายได้ ราวกับว่าวัตถุชิ้นนี้ไม่เกิดปฏิกิริยาทางกายภาพและเคมีกับวัตถุอื่นๆ พวกนักวิจัยจึงพบกับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน

มันคือโครงร่างสีแดงคล้ายเครื่องจักรล้ำสมัยที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ขาทรงสามเหลี่ยมเรียวหรี่ทั้งสี่ข้างพับเข้าหาตัว ส่วนที่น่าจะเป็นส่วนหัวมีลักษณะเป็นวงรีแหวกกลางจนสามารถมองเห็นแก่นกลางที่เป็นลูกแก้วใสลอยอยู่ตรงกลางทั้งที่ไม่มีตัวยึดจับใดๆ ลำตัวสีแดงตัดสีน้ำตาลที่เหมือนกับงานกระจกใสหลากสีประกอบเข้าด้วยกันดูงดงามจับใจ แต่ที่ดูแปลกประหลาดที่สุดคือส่วนบั้นท้ายที่เหมือนกับท่อส่งกระบอกขับไอเสียสำหรับเครื่องจักรไอน้ำสามแท่งที่เรียงแบบฟันปลา

 และสิ่งที่ทำให้พวกเขาให้ความสนใจมากที่สุดคือรอยอักขระมากมายบนวัตถุชิ้นนี้เหมือนกับเป็นภาษาอะไรบางอย่างที่พวกเข้ายังไม่เข้าเข้าใจ แต่ที่สำคัญคือหลังจากที่ทำการตรวจสอบก็พบว่าอักขระพวกนี้ทั้งหมดเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดซึ่งซับซ้อนกว่าเครือข่ายที่พวกเขาใช้เสียอีก

“ท่านครับ มีการตอบสนอง” ทหารในชุดป้องกันขนาดใหญ่ในห้องกระจกพูดขึ้นหลังจากที่พวกเขาค่อยๆเพิ่มกระแสไฟฟ้าเข้าไปในวัตถุ

“นี้มันอะไรกัน” ละอองสีใสเหมือนกับเศษกระจกจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากอักขระบนวัตถุส่องสว่างเกิดเป็นสีต่างๆมากมาย

“โอ้ว!!! ช่างงดงาม ช่างงดงามยิ่งนัก” ผู้อำนวยการพูดพร้อมกับยกแขน พวกเขาพบเจอสิ่งที่เกิดคาด “พระเจ้า!!! นี้ต้องเป็นมรดกที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้กับบุตรของพระองค์เป็นแน่แท้”

“โอ้ว!!!” ผู้คนในสถานที่แห่งนี้เริ่มส่งเสียงร่ำร้องที่เต็มไปด้วยความปลื้มปิติยินดี พวกเขากำลังพบเจอกับพระผู้เป็นเจ้า

“ท่านครับ! มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดก็ได้” นักวิจัยคนหนึ่งผู้ทักท้วงขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้อง เขาเข้าใจดีว่าเหล่านักวิจัยกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ค้นพบ แต่มันอาจจะเป็นของอันตรายก็ได้

“ดูสิ! โรแลน มันงดงามมาก งดงามจริง!!” ผู้อำนวยการคว้าคอเสื้อก่อนที่ชี้ให้นักวิจัยหนุ่มดูสิ่งตรงหน้า

“ทะ..ท่านครับ!!!” โรแลนตกใจกับสิ่งที่เห็น ดวงตาของผู้อำนวยการเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทพร้อมกับลอยน้ำสีขาวที่แหวกว่ายอยู่ภายในลูกตา

“อึก!” เขาปวดหัวหนัก “นะ..นี้มัน” เขามองเห็นอนุภาคปริศนาพวยพุ่งผ่านการป้องกันมาถึงตัวเขา “นี้มันไม่ใช่มรดกของพระเจ้า!”

ผู้คนในห้องส่งเสียงร้องเหมือนกับคนบ้า แต่โรแลนสังเกตเห็นความจริง พวกเขาดูมีความสุขราวกับพบเจอกับความสุขที่มากมายจนไม่สามารถแสดงออกได้

“การยั่วยุของปีศาจ” นี้คือสิ่งที่เขาสามารถสรุปได้ชัดเจนที่สุดในฐานะนักวิจัยที่ศึกษาศาสนา “ฉันต้องหยุดมัน อึก อ๊าก!!!!”

โรแลนสะดุดฆ่าตัวเอง เขาปวดหัวจนไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ แต่เขาก็ยังสามารถคลานอย่างช้าๆไปยังแท่นควบคุม ผิดกับคนอื่นที่ต่างพากันสอนหมดแรงทำสีหน้าดีใจที่น่ากลัว

“พระองค์ ท่านมอบพลังให้กับผมเหรอ” โรแลนดึงคันโยกเปิดม่านกระจก ทั้งที่คนอื่นต่างก็หมดสภาพ แต่มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังสามารถต่อต้านพลังของปีศาจ ถ้านั้นคือประสงค์ของพระองค์ เขาก็จะต่อต้านกับพลังของปีศาจนี้ให้ถึงที่สุด

โรแลนทิ้งตัวลงไปในห้องเบื้องล่าง

“อั๊ก!” ร่างของเขากระแทกเข้ากับทหารในชุดป้องกัน แต่เพราะได้ชายคนนี้เป็นเบาะเขาจึงยังอยู่ครบ

“ฮะๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะดังมาจากนักวิจัย เหล่านักวิจัยเริ่มลุกขึ้น

“ปะ..ปีศาจร้าย” โรแลนเห็นเพื่อนๆของพวกเขาลุกขึ้น แต่นั้นไม่ทันให้เขาดีใจ ร่างกายของพวกเขา เพื่อนๆของเขามีรอยอักขระแบบเดียวกันกับเจ้าปีศาจที่กำลังตื่นขึ้น แถมรูปร่างของพวกเขายังเริ่มเกิดการเปลี่ยนสีผิวที่เริ่มซีดและมีโลหะปกคลุมร่างกาย

นักวิจัยเริ่มฆ่ากันเอง ไม่สิต้องบอกว่าตอนนี้พวกเขากลายสภาพเป็นเครื่องจักรสีขาวเริ่มทำลายกันเองมากกว่า

ตูม

ร่างของโรแลนถูกเหวี่ยงจนกระแทกเข้ากับกำแพง เขาที่ทุรนรุทรายเห็นชายในชุดป้องกันลุกขึ้นและจ้องมองมายังเขา

“พระเจ้าช่วยมอบพลังให้ลูกด้วย”

ปัง!

เสียงกระสุนเรียกความสนใจของทุกสิ่งที่ขยับได้ในสถานที่แห่งนี้ อดีตมนุษย์ต่างพากันกระโดดขึ้นหาแขกที่ไม่รับเชิญ

“พวกเรามาถึงแล้ว เริ่มทำการกำจัดเป้าหมาย”

เสียงปืนดังสนั่นหลังจากที่สิ้นสุดประโยค

“อ๊า!” โรแลนยกมือขึ้น เขาไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อนที่ในสถานการณ์แบบนี้ยังมีคนที่ได้รับพรของพระเจ้า

“เอะ? มีผู้รอดชีวิต ท่านครับมีผู้รอดชีวิต!!!” คนในชุดฮู้ดรายงานให้กับหัวหน้าหลังจากที่เขาได้ยินเสียงคนร้อง

“พระเจ้า...”

“รีบส่งคนลงไปช่วยเร็ว และ...นั้นมัน!!!” สมาชิกอีกคนที่ใช้ปืนระเบิดหัวของนักวิจัยที่กลายสภาพกระโดดตัวลงไปด้านล่าง แต่สิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือวัตถุแปลกประหลาด

“เราพบต้นต่อสัญญาณแล้วครับ พร้อมรับคำสั่งทุกเมื่อ” สมาชิกคนนั้นใช้ไอพ่นปรับทิศทางให้ลอยตัวกลางอากาศพลางรายงานให้ผู้บังคับบัญชา

“รับทราบ! จะเริ่มทำการทำลายอันจ์จิส” เขาคนนั้นรับคำสั่งให้ทำงานสิ่งที่เรียกว่าอันจ์จิสอย่างเต็มใจ “คุ้มกันฉันด้วย”

“YES!!!” เขาดึงหลอดขนาดใหญ่ที่ติดด้านหลังออกมาบิด

พรึ่บ!

ม่านใสๆกางออกมาคลุมปากหลุม ขณะที่ทหารปริศนาต่างหยิบโล่ป้องกันพื้นที่โดยรอบเพื่อสะดวกสำหรับทำพิธีกรรม

เขาเปิดจุกใส่ของเหลวสีดำออกมาราด แต่ต้องมองว่าของเหลวพวกนี้ลอยตัวกลางอากาศเป็นทรงกลม แบบเดียวกับของเหลวเวลาอยู่อวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วง

ตอนนี้อาณาเขตภายในอยู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง แต่มนุษย์ในตอนนี้เพิ่งเข้าสู่ยุคใหม่ตามคำทำนาย คงยังยังไม่เข้าใจหลักฟิสิกส์อวกาศ

“ขอร้องละ อย่าเพิ่งตื่น” เขาที่ลอยตัวอยู่กวาดมือกลางอากาศ หยดของเหลวสีดำกระจายตัวออกเป็นสัญลักษณ์เหมือนกับหมู่ดาว

“กิ๊ซ!!!” วัตถุปล่อยเสียงร้องเสียดหูออกมาพร้อมกับเริ่มเกิดการสั่น

“แย่ละ! เร็วๆหน่อย” ศาสตร์กำลังทำงานและมันจะไม่สามารถหยุดได้จนกว่าศาสตร์จะทำหน้าที่ของมันเสร็จ

“จะ..เจ็บ” โรแลนที่ลอยตัวเคว้งจู่ก็ลอยมาบังสมาชิกที่กำลังเริ่มใช้ศาสตร์

กิ๊ซ!

สวบ! ฉัวะ!

“อัก/กรี๊ด!” โรแลนที่ลอยขวางทางถูกบางอย่างเสียบทะลุท้อง ส่วนสมาชิกก็ถูกแทงเช้าที่หว่างแขนกับอกจนเลือดสาด

“แค่กๆ” เสื้อป้องกันถูกกระชากออกจนเผยเห็นเนื้อส่วนอกที่บวมออก เธอไอก้อนเลือดในลำคอออกมาก่อนที่จะตะเกียดตะกายทุรนทุราย ร่างกายของเธอสัมผัสกับอนุภาคโดยตรงและกำลังเกิดการกลายสภาพ

“คะ..คุณครับ” โรแลนเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่เขากับไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งที่โดยเสียบทะลุท้องจนเครื่องในออกมาลอยโต้งแต้งอยู่ข้างนอก และเขาก็ได้ยื่นมือไปแตะตัวของผู้หญิงคนนั้นโดยสัญชาตญาณ

อักขระบนตัวของผู้หญิงค่อยๆจางลงและหายไปพร้อมกับอาการทุรนทุรายที่หายไปตามกัน ร่างกายของโรแลนขยับตามความเป็นสุภาพบุรุษที่ต้องปกป้องผู้หญิง

และนั้นก็ทำให้ความรู้ตัว

“ขอโทษ” เขาปล่อยมือที่จับหน้าอกของผู้หญิง แต่พอปล่อยหน้าอกก็ลอยกลางอากาศไม่มีอะไรบดบังจนเขาทำอะไรไม่ถูก

กึก!

ตัวของโรแลนสั่น ไม่สิ เขาถูกของที่แทงทะลุท้องอยู่ขยับ และร่างกายของเขาในตอนนี้เหมือนกับถูกแช่แข็งจนขยับไม่ได้

!@#$%^&*(

เสียงแสบแก้วหูที่ไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ดังทะลุโสตประสาทของโรแลนจนเลือดกระฉูด เขาเสียความสามารถในการได้ยินชั่วคราว และทั้งตาและจมูกต่างก็มีเลือดออก

โรแลนที่ตัวแข็งแม้แต่ลูกตาก็ได้แต่จ้องมองไปด้านหน้าเห็นแสงสีแดงตวัดผ่านใบหน้า ขณะที่ร่างกายที่ถูกเสียบก็ถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมากระแทกเข้ากับกำแพงรอบด้านจนเลือดสาด แต่ตัวเขาเองกลับไม่มีความรู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย

เขาเห็นคนที่ใส่ชุดป้องกันจำนวนมากกระโดดลงมาใส่ทิศที่เขาอยู่ ทั้งอาวุธนานาชนิดตั้งแต่มีดที่มีลวดลายแปลกประหลาดจนถึงปืนขนาดใหญ่ต่างบุกเข้าโจมตีอย่างไม่ลดละ เขาไม่รู้เลยว่าในยุคนี้ยังมีคนใช้อาวุธรูปร่างโบราณๆอยู่อีก

แต่พอเขาถูกตวัดไปมาทีหนึ่ง เขาเห็นร่างของคนเหล่านั้นฉีกเป็นชิ้นๆและสลายกลายเป็นเศษกระจกทันทีที่กระทบกับสิ่งอื่นรอบข้าง

‘พระผู้เป็นเจ้า ท่านให้ข้าเห็นสิ่งใดกัน หลังของเขามีปีศาจที่ชั่วร้ายแบบนั้นกันแน่’ ราวกับโชคชะตาตอบรับกับความนึกคิด โรแลนถูกเหวี่ยงกลับ คราวนี้หน้าเขาได้สัมผัสกับวัตถุประหลาดที่อยู่ด้านหลังของตัวเอง

เรตินาสีแดงมรกดที่มีลวดลายเส้นตรงตัดไปมาพร้อมกับแสงไฟที่วิ่งตัดผ่าน ตาขาวสีดำสนิทที่มีโลหะเสียดสีตลอดเวลาจนเห็นประกายไฟ

“พะ..พระเจ้าช่วย”

ถึงเขาจะหูดับไป แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องของสิ่งตรงหน้าเหมือนกับมันส่งเสียงนั้นเข้ามาในหัวของ และเขายังเห็นภาพความตายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ราวกับว่าเรื่องนี้เป็นความทรงจำของเจ้าปีศาจตัวนี้ ความทรงจำที่เขาประสบทำให้เขาถึงกับหมดสติด้วยความหวาดกลัวจากนรก

........

“ภารกิจล้มเหลว อันจ์จิสที่เราค้นพบหลบหนีไปได้” ชายในชุดป้องกันที่มีตราพระจันทร์เสียบพาดด้านสว่างของวงกลมสีฟ้าใสพูดคุยขณะที่กำลังมองไปยังหลุมขนาดใหญ่กลางทุ่งหิมะขาวโพล่

“ตนนั้นเป็นยูนิตระดับบัญชาการ.....”

“เราเสียสมาชิกไปเกือบทั้งหมด” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ถอดหน้ากากออกร้องไห้เสียใจ “โศกนาฏกรรมครั้งนี้เลวร้ายมาก” แต่เธอก็ยังทำใจพูดจนจบ

“ผมเสียใจเรื่องสามีด้วย” เหตุการณ์เมื่อวันก่อนเป็นความพ่ายแพ้ยับเยิน หลุมขนาดใหญ่ตรงหน้าคือหลักฐาน ตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาออกทำลายล้างอันจ์จิสยังไม่เคยเสียท่าถึงขนาดนี้มาก่อน นักรบผีมือดีที่สุด 50 นาย เสียชีวิตในหน้าที่เกือบทั้งหมด แถมเจ้าอันจ์จิสที่ว่ายังหลบหนีและอยู่ในสถานะหายสาบสูญ ถ้าขืนปล่อยให้มันยังอยู่รอดต่อไปต้องเกิดหายนะขึ้นแน่

‘พ่ายแพ้หมดรูป’ นี้คือพลังของอันจ์จิสระดับบัญชาการ ความสามารถของมันเหนือกว่าระดับต่ำกว่ามากถึงขนาดนี้ แล้วมนุษย์อย่างพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กับมัน

“แล้วคนที่รอดชีวิตละ ถ้ายังมีข้อมูลพวกเราก็จะสามารถต่อการกับมันได้” แต่เขายังไม่ยอมแพ้ ซึ่งเป็นข้อดีของมนุษย์ที่สามารถปรับเปลี่ยนและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา ถ้ามีข้อมูลที่สามารถส่งต่อได้สักวันหนึ่งพวกเขาก็จะสามารถกำจัดเหล่าอันจ์จิสได้ทั้งหมด

“มีผู้รอดชีวิตสองคน” ชายคนหนึ่งพูดพร้อมกบคำนับ

“ไม่เหมือนกับที่รายงานไว้น่ะ” เขาพูดเพราะตามที่รายงานคือ 50 คน รอด 1 คน “หือ! มีคนนอกรอด?”

“ครับ! นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า โรแลน วินเซนต์ คาร์ไมน์ สังกัดจักรวรรดิบริติช” ชายคนนั้นพูดพร้อมกับโชว์ภาพถ่ายขณะที่พวกเขากำลังทำการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต

“คาร์ไมน์? นามสกุลนั้นใช่ที่โฮมุนครูสตนนั้นเคยบอกไว้หรือเปล่า” ส่วนจักรวรรดิบริติชก็คือเจ้าพวกบ้าบอที่อาละวาดคิดครองโลก และเป็นตัวปัญหาในครั้งนี้ด้วยที่ไปชุดเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ขึ้นมา

“ใช่ครับ จากการตรวจสอบเบื้องต้นชายที่ชื่อโรแลนคนนี้เป็นสมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลคาร์ไมน์”

“เจอลาภแล้วสิน่ะ” เขาทีอ่านข้อมูลเบื้องต้นจึงรีบจัดแจงพร้อมกับสั่งทำลายร่องรอยทั้งหมด “สั่งออกไปให้เตรียมห้องวิจัยให้เรียบร้อย พวกเราเจอกุญแจแล้ว”

ต่อหน้าหลุมขนาดใหญ่รัศมีหนึ่งกิโลเมตรยังคงมีคนจำนวนมากกำลังทำการตรวจสอบและทำลายหลักฐาน พวกเขาจำเป็นต้องลบเหตุการณ์นี้ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ มิเช่นนั้นหายนะจะก่อเกิดต่อโลกทั้งใบ

 

ณ สถานที่ๆหนึ่งแถบเทือกเขาแอตลาส

“พี่น้องของ......” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นในห้องที่ตกแต่งราวกับพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ตระการตา

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโหยหา ราวกับว่ากำลังรอคนสำคัญมาเนินนาน เงาของชายคนหนึ่งนั่งเงียบๆในห้องขนาดใหญ่

ดวงตาสีอำพันนั้นส่ายไปมา ทันทีที่ดวงตานั้นตัดผ่าน แสงสว่างก็หายไปจนห้องมีกลายเป็นห้องที่มืดมิดเหลือเพียงดวงตาสีอำพันเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่าง

เรตินาสีอำพันที่มีลวดลายเส้นตรงตัดไปมาพร้อมกับแสงไฟที่วิ่งตัดผ่าน ตาขาวสีดำสนิทที่มีโลหะเสียดสีตลอดเวลาจนเห็นประกายไฟกำลังปล่อยอนุภาคสีทองอร่ามออกมา

ก่อนที่ในเวลาอีกนับร้อยปี ทั้งอนุภาคและคลื่นนี้จะถูกตั้งชื่อว่าอีเลเมนต์ที่สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

 

“นี้!คีรีส”

“ริสต้ามีอะไรเหรอ?” คีรีสที่ถูกเรียกชื่อก้มตัวลงถามเด็กผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังเรียกชื่อตน

“ตานายเป็นอะไร” เด็กหญิงชี้เข้าไปยังดวงตาสีอำพันของคีรีสที่มีลวดลายแปลกๆตัดไปตัดมาพร้อมเรืองแสงเหมือนกับแสงไฟในทีวี

“เป็นกรรมพันธุ์น่ะ” คีรีสหลับตาก่อนที่เขาจะลืมตาอีกครั้ง

“มันหายไปแล้ว” ริสต้ารู้สึกเสียดาย เธอเองก็อยากมีดวงตาแบบนั้นบ้าง

“อย่าเลย” คีรีสส่ายหน้า “มันไม่ใช่ของดีที่เธอควรจะมีหรอกน่ะ” คีรีสพูดอย่างอ่อนโยน แต่ในใจเขานั้นเจ็บปวด เขารู้ดีว่าตัวเองคือตัวอะไร แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กน้อยตรงหน้าจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

“มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว”

“พูดอะไรเหรอ! บอกหน่อยสิ” ริสต้าแสดงความอยากรู้อย่างเห็นตามประสาเด็ก

“ถ้าเธอโตแล้วก็น่ะ” คีรีสฉีกยิ้ม

“ใจร้าย” ริสต้าทำหน้ามุ่ย “ตลอดเลย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คีรีสหัวเราะก่อนที่จะหันหลังให้พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ ผิดกับสีหน้าของตัวเองที่เหมือนกับคนกำลังร้องไห้

เขาภาวนาอยู่ในใจตั้งแต่ตอนนั้น ขอร้องเถอะ! ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย




NEKOPOST.NET