P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 114 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.114 - ครั้งแรกที่พบกัน


Time<Hundred Fourth>            ครั้งแรกที่พบกัน

วันที่ 18 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 05: 12 น. (+8H)

“แน่นะ” เคิร์กถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ครับท่าน หน่วยข่างกรองเราพบเจอเจ้าหน้าที่นิลที่สปาโกยโนย โนชิ ทางนั้นสามารถยืนยันตัวได้ชัดเจน แต่จะมีการตรวจสอบดีเอ็นเออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ” เจ้าหน้าที่พูดผ่านลำโพงรายงานสถานการณ์ให้หัวหน้าของตนทราบ

“เข้าใจละ” เคิร์กนึกคิดต่อ “ติดตามห่างๆไว้อย่าให้คาดสายตา”

“ครับท่าน”

“ระวังตัวไว้ด้วย...ที่นั้นเป็นแหล่งรวมหน่วยข่าวกรองทั่วโลก ถ้าสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉันอนุญาตให้ถอนตัวและเรียกกำลังเสริมในพื้นที่ใกล้เคียงได้”

เคิร์กกดรหัสออกคำสั่งให้กับหน่วยข่าวกรองและทำการปิดสาย

“เราเจอเขาแล้ว” เหม่ยพูดขึ้นพร้อมกับเปิดไฟในห้องให้สว่าง ทั้งคู่ตอนนี้ต่างไม่ใส่เสื้อเดินตัวเปล่า เคิร์กหยิบเสื้อที่แขวนอยู่มาสวม และบอกใหม่เหม่ยพักผ่อนต่อ เพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเขาเหม่ยไม่ต้องเข้าร่วมก็ได้

เล่นต่อสายด่วนจากตะวันออกกลางมาตอนคนกำลังพักผ่อนแถมไม่กลัวข้าศึกจะดักฟังอีก ถ้าปกติเขาคงตะวาดและสั่งสอนเรื่องความปลอดภัยใหม่

แต่ข่าวที่เขาได้รับทราบคือข่าวคราวของนิลที่MIA[Missing In Action]ในภารกิจที่คาซัคสถานถูกเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสการ์เล็ตค้นพบเข้าที่สปาโกยโนย โนชิ

สปาโกยโนย โนชิหรือในภาษารัสเซียแปลว่าราตรีสวัสดิ์เป็นเส้นทางสายไหมที่สำคัญที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สาม ส่วนเส้นทางอื่นๆส่วนใหญ่ปนเปื้อนรังสีไม่ก็กลายเป็นรังของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปกวาดล้าง เมื่อทางภาครัฐที่มีประสิทธิภาพไม่มีอยู่แล้วทำให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นแหล่งชุมนุมของพวกนอกกฎหมายไปโดยปริยาย

สถานที่นั้นตั้งใกล้ๆกับชายแดนอัฟกานิสถาน เคิร์กอาจจะไม่ทราบสถานที่ๆแน่ชัดของสถานีฯ(เพราะมันเคลื่อนที่) แต่เขาก็เคยไปที่นั้นมาก่อนจึงพอทราบคำนวณระยะทางคราวๆได้  ถ้าเดินทางด้วยเท้าไม่ก็รถโดยสารปกติคงไม่มีทางถึงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆแบบนี้

‘ยานบินเหรอ’ อันนี้ยากเพราะเรดาห์ใกล้เคียงจะสอยยานบินเหมือนแมลงวันโดนยาฆ่าแมลงพ่นใส่

แต่เงื่อนไขที่กวนใจเคิร์กมากที่สุดคืออุณหภูมิกับรังสี เพราะต่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มากประสบการณ์ที่สวมชุดป้องกันรุ่นใหม่ล่าสุดและมียานพาหนะพร้อม แค่เดินออกไปด้านนอกสถานีฯยังมีโอกาสรอดต่ำมาก ไม่ต้องพูดถึงการเดินทางแบบไม่ใช้ยานบินเลย

เพราะเหตุผลแบบนั้น เคิร์กจึงสั่งให้หน่วยข่าวกรองจัดการให้เห็นตามสมควร แต่มันก็อันตรายเกินไปที่จะส่งกำลังหนุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เนื่องจากที่นั้นเป็นสถานที่นอกกฎหมาย เคิร์กจึงอาศัยเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าเกิดมีการปะทะกันขึ้นมาก็มีสิทธิ์เปลี่ยนที่นั้นให้กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมและใช้สถานการณ์ถอนกำลังได้โดยง่ายและยากต่อการถูกติดตาม

“คุณอย่าเปลือยแบบนั้นสิคะ” เหม่ยพูดพร้อมกับเอาผ้าห่มคลุมตัวเคิร์กที่ยืนคิดมากไปจนไม่สนอย่างอื่น

“อ่ะ ขอบคุณ” เคิร์กรับผ้าห่มมาคลุมก่อนที่สายตาเหลือบไปเห็นเรือนร่างของภรรยา “เธอเองก็เหมือนกัน” เขาหันหลังและรับผ้าห่มคลุมตัวเหม่ยแทน

“ผมต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดีๆด้วยละ” เคิร์กพูดพร้อมกับใส่กางเกงและเสื้อ

“อย่าหักโหมเกินไป” เหม่ยเตือนสามี เพราะเธอรู้จักกับเคิร์กมาตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ เธอเลยรู้ว่าเคิร์กเป็นพวกบ้าอุดมการณ์ที่เผชิญโลกมามากจึงกล้าเสี่ยงและหักโหมเกิน เธอยังไม่อยากให้ลูกๆเสียคนเป็นพ่อทั้งที่ยังเยาว์

“ถ้าโรซี่รู้เข้า คุณคงโดนสวดอีกแน่” เหม่ยพูดถึงลูกสาวคนโต ถ้าโรซี่อยู่ที่นี้ด้วยคงช่วยเธอห้ามปรามเคิร์กไม่ให้ทำอะไรเกินเลยได้

เห็นแบบนี้เคิร์กก็ห่วงลูกสาวคนโตและเอ็นดูหล่อนมาก ขนาดที่ว่ามีคนมาจีบยังส่งคนไปสอดแนมคนที่มาจีบแบบทุกซอกทุกมุม

“จ้า” เคิร์กพูดพร้อมกับลาจากภรรยาด้วยการจูบอย่างดูดดื่มก่อนที่จะออกจากห้องพักโดยไม่ลืมสวมชุดให้เรียบร้อย

 

หลักจากนั้นไม่นาน

“ตื่นแต่เช้าเลยนะครับหัวหน้า” เจ้าหน้าที่หนุ่มในชุดพยาบาลพูดพร้อมกับทำความเคารพ

เคิร์กกล่าวทักทาย ก่อนที่จะดูประตูสีขาวขนาดใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของห้องทดลองมีระดับความปลอดภัยสูงสุด “อาการเป็นยังไงบ้าง”

“อาการยังคงที่ครับ แต่ถ้าขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้อาจจะมีปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น” พยาบาลชายพูดพร้อมกับฉายภาพหนึ่งขึ้นมา

เด็กหญิงเจสสิก้าในชุดคนไข้กำลังนั่งทำตาเลือนลอยบนเตียงขนาดใหญ่ที่มีตุ๊กตาสวยงามมากมาย แต่บรรยากาศกลับดูเข้ากันอย่างประหลาดเหมือนกับเด็กผู้หญิงตรงกลางที่มีสายน้ำเกลือเสียบเต็มตัวเป็นตุ๊กตาตัวหลักบนเวทีท่ามกลางละครของเหล่าตุ๊กตามากมาย

“มีการตอบสนองไหม”

“เบื้องต้นยังไม่มีการตอบสนองใดๆ แต่ทางเราจะเร่งงานมากขึ้น”

“แต่ตัวตั้งต้นไม่เพียงพอสินะ”

“ครับ เราไม่มีตัวอย่างเซลล์ของนิลมากพอที่จะทำการทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ” พยาบาลหนุ่มพูด การทดลองตรวจสอบจำเป็นต้องใช้ตัวอย่างพอสมควร แต่เซลล์ของนิลที่พวกเขาเก็บตัวอย่างได้ไม่สามารถเพาะเพื่อเพิ่มจำนวนหรือถอดแบบโครงสร้างได้เลย แถมเซลล์ยังถูกห่อหุ้มด้วยอนุภาคอีเลเมนต์หนาแน่นจึงลืมเรื่องการส่องกล้องจุลทรรศน์ไปได้เลย (ลองส่องแล้วแต่ก็เห็นแค่เปลือกเซลล์ พอใช้เครื่องมือผ่าออกเซลล์ก็ระเหิดในทันที)

“คงต้องรออลันกลับมาอย่างเดียวสินะ” ตอนนี้คนที่เชี่ยวชาญและมีเทคโนโลยีที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็มีเพียงแต่อลันที่ตอนนี้กำลังเดินทางมาที่นี้ด้วยช่องว่างระหว่างมิติซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายวัน

“ต้องขอโทษด้วยครับที่พวกผมไร้ความสามารถ”

“ไม่เป็นไร” เคิร์กพูดก่อนที่จะมองไปยังโคบอลต์ในชุดป้องกันเต็มสูบกำลังถกกับนักวิจัยของที่นี้ “แล้วพวกโคบอลต์ว่ายังไงบ้าง”

พยาบาลหนุ่มส่ายหัว “แม้แต่พวกเขาเองก็จนปัญญาครับ” เขาพูดพร้อมกับยื่นตารางข้อมูลให้เคิร์กดู “เขาบอกว่าพวกเขาไม่เคยเจอดีเอ็นเอแบบสี่เส้นแบบนี้มาก่อน”

“จริงสิน่ะ” เคิร์กเกือบลืมข้อนี้ โคบอลต์อาจจะมีเทคโนโลยีด้านการแทพย์เหนือกว่าพวกเขา แต่เรื่องเกี่ยวกับเจสสิก้ามีเพียงพวกเขาที่เชี่ยวชาญมากกว่าคนอื่นอยู่

เจสสิก้ามีดีเอ็นเอสี่เส้นที่ยึดเกี่ยวแบบสี่เหลี่ยมคางหมูบิดแบบบันไดงูทำให้ดูแปลกประหลาดผิดมนุษย์ ตอนนี้พวกเขารับเจมาดูแล้วก็ตกใจกันหมดทุกคน เพราะตัวเจที่มีโครงสร้างดีเอ็นเอผิดมนุษย์กลับมีลักษณะทุกอย่างเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ ทางนักวจัยจึงมีการตรวจสอบตลอดเวลาแต่ก็ไม่มีปัญหาใดๆ จนกระทั้งมาเกิดปัญหาขึ้น

การพบเจอระหว่างนิลกับเจทำให้เกิดปัญหา เจเกิดการเสพติดนิล เธอเห็นเขาชายคนนั้นยิ่งกว่าครอบครัวและติดหนึบยังกับแม่เหล็ก พอนิลแยกตัวจากเจ เธอก็เกิดอาการผิดปกติบางอย่างทั้งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นอย่างอารมณ์ที่รุนแรงที่พ่วงมากับการแสดงออกที่เธอไม่เคยแสดงให้พวกเขาเห็นมาก่อน และคราวนี้นิลได้หาย

เจก็แข็งเป็นหุ่นกระบอกไปเลย ร่างกายไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าตามธรรมชาติ แต่ถ้าเรียกหรือสั่งการเธอก็ยังคงตอบสนองอยู่เหมือนปกติ ซึ่งสำหรับผู้หญิงที่กำลังนั่งกุมหัวตัวเองอยู่ข้างๆเตียงในตอนนี้คงเห็นเจกลายเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว

 

เคิร์กเอามือแตะตรงหน้าปัดประตูเพื่อทำการแสกนดีเอ็นเอแล้วเดินเข้าไปในห้องวิจัย

“ริสตี้หักโหมเกินไปแล้ว”

“ห...หัวหน้า” ริสตี้หันหน้าไปหาเคิร์ก ตาขาวที่แดกเถือกกับขอบตาดำคล้ำของเธอดูสิ้นหวัง

เคิร์กเอามือลูบหัวลูกน้องคนสนิทของเขา

“เธอในสภาพนี้เจเขาไม่ชอบน่ะ ไปพักก่อนเถอะ”

“ฉันไม่ใช่เด็ก” ริสตี้ปัดมือเคิร์กที่ลูบหัวออก “ฉัน.”

“นี้คือคำสั่ง” เคิร์กตะคอกพร้อมกับทำตาแหลมคมใส่ริสตี้

ริสตี้ชะงักก่อนที่เธอจะไอออกมาแรงๆเพื่อแสดงความไม่พอใจ “รับทราบค่ะ” เธอลุกขึ้นและออกจากห้องวิจัยมากคำสั่ง

“เดียวก่อน” เคิร์กห้ามริสตี้ “รอข้างนอก ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

“คะ” ริสตี้ทำความเคารพก่อนที่จะออกจาห้องวิจัย

เคิร์กนั่งลงบนเก้าอี้ “เจสสิก้า”

“ค่ะ” เจที่นั่งอยู่บนเตียงบิดหัวมาหาเขาแบบไร้อารมณ์

“ฉันเจอนิลแล้ว”

“!” เจเกิดการตอบสนอง ตัวของเธอเกิดการกระตุกอย่างรุนแรง แต่เพียงครู่เดียวก็กลับไปนิ่งสนิทเหมือนเดิม

“เข้าใจล่ะ” เคิร์กลุกขึ้น “เพิ่มระดับการป้องกันเป็นระดับสาม ถ้ามีเหตุเร่งด่วนค่อยแจ้งฉัน” เขาออกคำสั่งให้กับนักวิจัยสองคนที่กำลังเก็บตัวอย่าง

เคิร์กออกจากห้องวิจัย ซึ่งหน้าห้องริสตี้กำลังรอเขาอยู่

“อาการของเจเป็นยังไงบ้าง”

“อึก!” ริสตี้แสดงอามรณ์รุนแรงมาก

“ฉันเข้าใจที่เธอกำลังสื่อ แต่..” เคิร์กดูท่าทางของริสตี้ที่โกรธจัดเหมือนกับจะสื่อว่า ‘ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง’

“ฉันอยากรู้รายละเอียดที่ลึกกว่านั้น เธอเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเจที่สุด มากกว่าพวกสตีฟอีก ฉันจึงอยากรู้ว่าเจเริ่มแปลกไปตั้งแต่ตอนไหน และแปลกยังไง” เคิร์กอธิบาย การรับรู้เรื่องเล็กน้อยบางทีก็เหมือนกับการหาฟันเฟืองชิ้นๆเล็กๆที่สำคัญต่อระบบทั้งหมด

ริสตี้ที่ได้ยินดังนั้นจึงควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เธอเริ่มรู้ตัวที่เธอโกรธมากขนาดนี้คงเป็นเหมือนกับการโกรธตัวเองที่ได้ใส่ใจในตัวเจจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วหาที่ลงไม่ได้จึงระบายออกมาตลอดเวลา

เธอเรียบเรียงความคิดอย่างช้าๆ

“ฉันต้องการรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่วันแรกที่เธอเจอกับนิล” เคิร์กพูดพร้อมกับกับจับไหล่ของริสตี้ไว้ “เธอเป็นคนที่พานิลกลับมาตอนไปช่วยเจ ฉันอยากรู้สิ่งผิดปกติตั้งแต่ตอนนั้น”

“สิ่งผิดปกติ....” ริสตี้ขมวดคิ้ว มันอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเดือนมกราคม ใช่เดือนมกราคมตอนที่พวกเธอยังคงใช้โรงพยาบาลร้างที่ตกแต่งใหม่แห่งหนึ่งในโคลอมเบียเป็นจุดพัก ตอนนั้นเธอจำได้ว่าเธอกับโฮชิโนะกำลังช่วยจิมมี่ซ่อมแซมยานบินที่ต้องเตรียมไว้สำหรับการอพยพ

เจกับพวกต่างมาดูเธอทำงานตามปกติ และเธอก็ให้พวกเด็กๆทั้งหมด(ยกเว้นเจ)ช่วยทำงานโดยมีค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆ

โรงพยาบาลร้างอยู่ตรงสุดเขตของโคโลนี่ทำให้อนุภาคอีเลเมนต์สำหรับการปรับสภาพแวดล้อมสิ้นสุดตรงนั้นพอดี บางทีจึงมีลมร้อนจากทะเลทรายอเมซอนพัดผ่านใส่เป็นประจำ แต่วันนั้นมันกลับพัดลมเย็นๆมาแทน ทั้งที่กลางวันแสกๆน่าจะร้อนแท้ๆ แต่ติดที่ว่าเธอมางานต้องทำอยู่ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นผลจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก เรื่องนี้เดียวทางกรมอุติฯจะประกาศเองเธอเลยไม่คิดที่จะใส่ใจ

“วันนั้นลมเย็นมาก”

“วันไหน!!! ฉันขอแบบละเอียด”

“น่าจะเป็นวันที่ 16...ไม่วันที่ 17 มกราคมค่ะ”

เคิร์กที่ได้ยินดังนั้นทำสีหน้าเคร่งเครียดมาก

“แต่ท่าที่ตรวจสอบมาวันดังกล่าวร้อนอบอ้าวมาก และฉันไม่ได้รับการรายงานเรื่องอุณหภูมิเลย เธอแน่ใจน่ะว่าไม่ผิด”

ริสตี้ส่ายหน้าพลางทำสีหน้าเคร่งเครียดแบบเดียวกับเคิร์ก ความทรงจำเมื่อวันนั้นมันเบลอมาก เธอรู้สึกได้ว่ามันเย็นมาก

“เป็นเพราะว่าเจหายไป ฉันที่ตามหาคงจะลืมรายงาน”

“แต่ก็ไม่มีคนอื่นๆพูดถึงเรื่อง ฉันจำได้ดีที่โฮชิโนะกับพวกสตีฟตอนกำลังช่วยตามหาเจยังบอกว่าวันนั้นอากาศร้อนมาก” นี้คือเรื่องที่เคิร์กได้รับรายงานมาจากคนอื่นๆ ตอนนั้นเจหายตัวไปจากโรงพยาบาลทั้งที่ยังเล่นอยู่ในสนามเด็กเล่นภายในแบบไร้ร่องรอย พวกสตีฟตอนแรกยังคิดว่าเป็นเพราะร้อนตับแตกเจจึงน่าจะไปนอนตากแอร์ในห้องรับรองพิเศษ

“แต่ว่า....มันเย็นจริงๆนะค่ะ” ริสตี้พูด “ตอนนั้นฉันยังอยู่ในสนามหญ้า ฉันแน่ใจ”

ประโยคนี้ทำให้เคิร์กเหว่อ ริสตี้เห็นหัวหน้าสีหน้าตกใจเหมือนกับเห็นผี

“เป็นไปไม่ได้!!! โรงพยาบาลที่เราใช้เป็นจุดพักมันไม่มีสนามหญ้า”

!!!!!!!!

คราวนี้เป็นริสตี้เองที่ตกใจ เพราะเธอเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า โรงพยาบาลร้างอาจจะมีวัชพืชขึ้นบ้าง แต่ตอนที่พวกเธอใช้เป็นฐานชั่วคราวก็มีการปรับแต่งสภาพครั้งใหญ่เพื่อให้สมาชิกกับคนไข้ที่ติดเชื้อใช้ในการพักฟื้น เธอเองเป็นคนเผาสนามหญ้าและเทคอนกรีตด้วยตัวเองแท้ๆ แต่ความทรงจำในวันที่ 17 มกราคมดันขัดแย้งกับการกระทำของเธอเองทั้งหมด

เคิร์กที่สังเกตเห็นสีหน้าของริสตี้จึงเริ่มสงบสติ เขาสั่งให้หน่วยรักษาความปลอดภัยเตรียมห้องวิจัยอีกห้อง เพราะเขาพอจะรู้ว่าเกิดอะไรกับริสตี้ แต่ก่อนที่จะเริ่มตรวจสอบเบื้องลึก เขามีอะไรต้องถามอีกหน่อย

“ตอนที่เธอเจอนิลครั้งแรก เธอแน่ใจน่ะว่าเป็นพื้นที่รกร้างเก่า”

“ค่ะ ไม่ผิดแน่เส้นทางที่ฉันใช้ไปกลับและสถานที่เกิดเหตุ.......” ริสตี้นิ่งไปพักหนึ่ง ตอนนี้เธอค่อนข้างลังเลมากเพราะภายในความทรงจำของเธอมีข้อขัดแย้งกันเอง เธอเองกลัวว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ใจเย็นๆ ฉันเองก็ส่งคนไปตรวจสอบที่นั้นแล้ว แต่สถานที่เกิดเหตุถูกทำลายทิ้งราบคาบ และการอพยพเร่งด่วนก็ทำให้พวกเราไม่สามารถส่งคนเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดได้” เคิร์กส่งคนเข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้ว

มันเป็นพื้นที่ๆอยู่เลยโรงพยาบาลพวกเขาไปอีก 15 กิโลเมตร ลักษณะเด่นคือโรงงานติดทางด่วนขนาดใหญ่ที่เหล่าประเทศในอเมริกาใต้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้กระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จไฟสงครามก็ได้ลามไปทั่วโลกจนเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ขึ้น ทางด่วนเชื่อมสัมพันธ์จึงถูกเปลี่ยนเป็นเส้นทางลำเลียงทางการทหารแทน

ลูกน้องของเคิร์กที่ไปตรวจสอบต้องยกเลิกภารกิจและกลับมาเพราะเจ้าหน้าที่ของทางสหพันธ์กำลังเผาทำลายโรงงานทิ้ง จากในรายงานเห็นบอกว่ามีคนใช้ชั้นล่างของโรงงานเป็นแหล่งเพาะสัตว์ประหลาดชีวภาพ และใช้ทางด่วนด้านบนเป็นเส้นทางลำเลียงวัตถุผิดกฎหมาย

สิ่งที่เคิร์กยังคงค้างคา....ไม่สิ! ต้องบอกว่าเป็นข้อบกพร่องของเขาเอง เขาสงสัยตั้งแต่ตอนที่ริสตี้ไปเจอเจกับนิลที่นั้นเพราะเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆจะให้เดินบนถนนเก่าๆเกือบยี่สิบโลมันเป็นไปได้ยาก และโรงงานที่ว่าก็ไม่ใช่เล่นๆ เคิร์กเคยทำการบ่อนทำลายโรงงานที่มีลักษณะแบบเดียวกันในช่วงสงคราม โรงงานขนาดใหญ่ที่เหมือนกับด่านตรวจคนสูง 31 เมตร สูงจากพื้น 12 เมตรจะมีลอยฟ้ารอดกลาง จากคำบอกว่าเล่าของริสตี้ เธอเจอนิลกับเจกำลังตกจากทางด่วนจึงทำให้พวกเขาระบุสถานที่เกิดเหตุได้ และคนที่ทำการตรวจสอบเองก็พบร่องรอยของเจที่เดินเท้าไปที่นั้นด้วย เขาที่ยังติดใจว่าเป็นฝีมือของผู้ใช้พลังวิเศษที่ไหนหรือเปล่า แต่การอพยพทำให้เขาลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท

ตอนนี้เขาจึงต้องรู้ให้ได้ว่า ตกลงวันนั้นมันเกิดอะไรกันขึ้น

“ตอนที่เธอไปที่นั้น เธอใช้เวลาไปเท่าไร” นี้อาจจะเป็นคำถามที่ดูสิ้นคิด เพราะพวกเขาลองคำนวณเวลาไปกลับแล้วพบว่าริสตี้ยังเหลือเวลามากพอที่จะเดินเล่นได้อีกครึ่งชั่วโมง พวกเขาจึงไม่ได้สนใจตรงนี้

“ฉันจำไม่ได้ แต่ที่รู้ๆคือตอนที่ฉันไปเจอมันค่อนข้างเย็นมาก ตอนนั้นฉันใจร้อน เจหายไปฉันจึงหาทั้งเมืองจึงคาดเดาเวลาไม่ได้”

เคิร์กกรอกลูกตา ริสตี้ที่สติแตกคงไม่มีทางสมาธิจึงให้คำตอบในเรื่องนี้ไม่ได้

“งั้นตอนเธอกลับมาเธอกลับมายังไง”

“ฉันใช้รถจี๊ปพาพวกเขากลับมา” ริสตี้พูด เธอมีรถจี๊ปที่ใช้สำหรับเดินทางใกล้อยู่ เธอในตอนนั้นที่ออกเดินทางนอกเมืองคงจะใช้ขับไปตามมาเจแน่ๆ

“ฉันเข้าใจล่ะ” เคิร์กประหลาดใจ “มันไม่ตรงกัน!”

“ค่ะ?”

“คำให้การของเธอตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนนั้น” เคิร์กเข้าใจจุดบอดแล้ว เขาพลาดไปจริงๆ

“เป็นไปไม่ได้ค่ะ ก็ฉันใช้รถจริงๆ” ริสตี้แย้ง วันนั้นเธอต้องใช้รถยนต์ขนย้ายวัสดุเธอจึงใช้มันในการขนส่งและใช้มันในการตามหาเจ

“ใช่!เธอใช่รถ ทางเรายังเก็บประวัติการใช้ยานพาหนะเอาไว้อยู่ แต่นั้นคือก่อนที่เธอจะพบว่าเจหายไป โฮชิโนะยังบอกเลยว่าตอนที่เธอรู้ เธอรีบวิ่งออกไปตามหาในเมือง”

“ชะ...ใช่! จะ..จริงด้วย” นี้คือข้อเท็จจริงที่ทำให้ริสตี้ถึงกับร้องไห้ โคโลนี่ไม่อนุญาตให้มีรถส่วนตัวจึงมีแต่รถประจำทางสาธารณะเท่านั้น และถ้าเธอขับรถจี๊ปของทหารจะยิ่งเด่นมาก โฮชิโนะเองก็เคยเตือนเธอหลายครั้งเรื่องยานพาหนะ

“และที่สำคัญคือ....ตอนที่สตีฟเจอเธอแบกนิลกับเจกลับมา เขาบอกว่าเธอแบกทั้งคู่เดินเข้าโรงพยาบาล”

“แต่ฉันไม่เจอกับสตีฟตอนขากลับเลยน่ะค่ะ!!” เสียงของริสตี้ตกใจมาก เธอไม่เจอสตีฟ.....ไม่เจอใครเลย ตอนที่เธอวางเจกับนิลบนเตียงเสร็จเธอถึงเพิ่งเห็นคนเข้าใกล้เธอ แต่ก่อนหน้านั้นมันเงียบและไม่มีอะไรใครทั้งนั้นนอกจากเธอ,เจกับนิล

เธอไม่รู้เป็นอะไรทั้งเสียใจ ทั้งร้องไห้ ตอนนี้เธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น

“ฉันเลยเตรียมห้องวิจัยไว้ไง” เคิร์กพูดพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้ริสตี้ “ที่ฉันถามเธอเรื่องพวกนี้ก็เพราะฉันสงสัยว่าเธออาจจะถูกปรับเปลี่ยนความทรงจำ”

เขาสงสัยเพราะเหตุการณ์มันเหมือนกับถูกจัดฉากมาอย่างดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่อเนื่องกันเป็นระบบผิดปกติ การไม่มีข้อโต้แย้งหรือจุดบกพร่องแม้แต่นิดเดียวทำให้ทุกอย่างมันน่าสงสัย ‘นั้นสิน่ะ ถ้าคนที่ใกล้ชิดกับเจอย่างริสตี้ยังถูกควบคุม ฉันไม่แปลกใจเลยว่าจะมีใครรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเจ’

“สภาพของเธอในตอนนี้อาจจะเป็นผลกระทบของการถูกปรับเปลี่ยนความทรงจำ” เขาฝึกริสตี้มากลับมือย่อมรู้นิสัยใจคอของเด็กคนนี้ดีที่สุด แต่ริสตี้เล่นร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ เคิร์กคิดว่าการที่เขาไปจับจุดอะไรได้ ปฏิกิริยาเคมีในสมองของริสตี้จึงรวนและสั่งการผิดปกติ

“ฉันจะให้คนตรวจสอบโดยละเอียดสองรอบ เพราะฉันเองก็ไม่ไว้ใจอลันในเรื่องนี้เหมือนกัน” เคิร์กพูดปลอบใจริสตี้ ริสตี้ไม่ถูกกับอลัน ถ้าเขาให้อลันเป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมดเพียงคนเดียวคงจะทำให้ริสตี้ไม่พอใจมากและอลันเองก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนบงการเรื่องทั้งหมด

“ห้องพร้อมแล้วครับ” นักวิจัยคนหนึ่งรายงานผลกับเคิร์ก

“อืม!” เคิร์กตอบรับก่อนที่จะช่วยหิวปีกริสตี้ที่ตอนนี้ไม่มีแรงเดินไปส่งที่ห้องวิจัยเพื่อทำการตรวจสอบ เพราะมีสิทธิ์ที่ริสตี้จะตายเพราะสารเคมีในสมองผิดปกติ

“หัวหน้าขอบคุณนะค่ะ”

“.......”

เคิร์กไม่กล้าให้คำตอบ เขาอาจะเป็นคนที่ไม่สมควรได้รับคำขอบคุณนี้มากที่สุด เขาไม่คู่ควรกับคำแบบนี้ คนที่สงสัยลูกน้องของตัวเองและทำให้แตกแยก แต่ตอนนี้เขายังมีเป้าหมายที่ต้องทำเหลืออยู่ และริสตี้เองก็เป็นตัวตนที่สำคัญมากกว่าอลัน หวังว่าเขาจะไม่ฆ่าคนที่อายุน้อยกว่าอีกเพียงเพราะเรื่องนี้

 




NEKOPOST.NET