P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 110 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.110 - พเนจรอีกครั้ง


เธอแบ่งน้ำกับอาหารให้กับเขาเพื่อให้เขาสามารถใช้ความสามารถได้ แต่มันก็มีจำนวนน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวนิลเองมีแรงขัดขืน

เขาก็รู้สิ่งได้ถึงสิ่งนั้นแต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะขัดขืน เขาจึงเลือกที่จะไม่บ่นไม่เถียง ได้อาหารกับน้ำไปก็กินอย่างช้าๆ ส่วนดวงตาก็มองที่คนที่จับเขามาเพียงอย่างเดียวไม่วอกแวก

สมาธิที่คือสิ่งสำคัญที่สุด เขายังไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเก็บเขาเอาไว้ถึงตอนไหน และเขาเห็นทุกอย่าง เห็นทุกการกระทำของผู้หญิงคนนี้จนสามารถเข้าใจแนวทางการดำเนินชีวิตได้ เธอตรงหน้าเป็นคนที่อำมหิตที่เลือดเย็น เธอไม่เห็นคุณค่าชีวิตของสิ่งใดๆและพร้อมที่จะช่วงชิงทุกอย่างเพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอด

“อยากเป็นอิสระไหม” ผู้หญิงที่ขับรถเป็นฝ่ายพูดก่อน

“.............”

เขาเลือกที่จะไม่ตอบเพราะมันก็เหมือนกับการไต่สวนแบบตัวต่อตัวในห้องสอบสวน การต่อสู้ทางจิตวิทยาใครปริปากก่อนย่อมมีโอกาสที่จะถูกอ่านใจกับความคิดก่อน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ปริปาก

นิลเคยได้รับการฝึกแบบทหาร ดั้งนั้นการฝึกต่อต้านการถูกรีดข้อมูลก็เคยมาแล้ว และตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นคิดที่จะใช้เขาเป็นเกราะป้องกันรังสีกับอีเลเมนต์ เลยไม่กล้าทำอะไรกับเขามากจนเลยเถิด แต่ที่ให้น้ำกับอาหารเพียงนิดเดียวก็คงเพื่อที่จะลดพลังกายกับพลังใจให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้(แต่คงกะไม่ให้ถึงตาย)

ส่วนตัวเขาเองที่เริ่มเข้าใจความสามารถในการเปลี่ยนสภาวะร่างกายก็พอจะรู้ว่า ถ้าเขาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเขาก็จะสามารถทำลายพันธนาการตรงหน้าและจัดการผู้หญิงคนนั้นได้โดยทันที แต่ร่างกายที่ยังคงบาดเจ็บไม่สามารถออกแรงได้เต็มที่ แบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีแรงเหลือพอให้ต่อต้านได้ถึงตอนนั้นไหวหรือเปล่า 

ตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เขารู้สึกตัว เขาก็พบว่าตัวเองถูกล่ามโซ่ไว้กับมอเตอร์ไซค์ที่กำลังแล่นกลางทะเลทราย เขาที่อยู่ในเบาะด้านหลังสำหรับขนของๆมอเตอร์ไซค์ขนของขนาดใหญ่ เขาที่เงยหน้าเห็นคนขับเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขาจำได้ว่าน่าจะเป็นคนที่ยิงเขาให้หมดสติ แต่มันเจ็บมากเพราะเหมือนกับเป็นกระสุนยางที่ตำรวจปราบจลาจลใช้แต่ผสมสารเคมีบางอย่างทำให้หมดสติเพิ่มลงไปด้วย มันเลยรุนแรงกว่าหลายเท่าไปหน่อย

ปวดแผลตรงข้อเท้าชะมัด!

ความรู้สึกแรกคือข้อเท้าที่นิลต้องยอมสละเท้าพวกเอาชีวิตรอด ตอนนี้ฤทธิ์ยาเริ่มหมดอาการเจ็บเลยมากขึ้น

 

เขาที่ได้สติ(บวกเจ็บ)จึงลองเช็คสภาพร่างกายดูก่อน ถ้าจากหนักไปเบาก็.....

ขาทั้งสองข้างขาดตั้งแต่เหนือข้อเท้า

รู้สึกปวดหน้าอกกับภายในช่องท้อง คาดว่าคงได้รับบาดเจ็บจากรังสีกับอีเลเมนต์

เนื้อตัวถลอกและบางจุดมีแผลไฟไหม้กับอาการอักเสบรุนแรงจากรังสีกับอีเลเมนต์

ใบหน้ากับลำตัวมีแผลปกช้ำกับรอยบาดมากมายๆ ยิ่งใบหน้าที่ยังคงมีแผลจากการกระแทกหลงเหลืออยู่

รู้สึกแสบๆคันๆภายในโพรงหู,โพรงจมูกกับในช่องปากกับลำคอ

ดวงตามีอาการอักเสบ แต่ถือว่ายังปลอดภัย

จากที่ว่ามันเขาคงต้องเรียกแพทย์สนามมาทำแผลและรีบส่งโรงพยาบาล แต่ต้องมาถูกใช้งานลากเลื่อนเป็นม้า แผลก็คงจะหายช้าหน่อย ไม่ก็อาจจะต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งไปเหมือนกับเท้า

แสงแดดบนท้องฟ้าเริ่มหายไป และอาการเริ่มเย็นตัวอย่างรวดเร็ว นิลที่นอนขดตัวจึงมองผ่านกระจก

หมอกสีเขียวปนฟ้าที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ากำลังบดบังแสงอาทิตย์ราวกับเมฆหนาตอนฝนตก มันคืออนุภาคอีเลเมนต์เจือปนรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สามไปกระจุยตัวบนท้องฟ้า น้ำหนักของเมฆอีเลเมนต์นี้จะเบากว่าอากาศจึงอยู่เหนือกว่าเมฆและเนื่องจากมันกระจุกตัวเพราะดึงดูดซึ่งกันและกันทำให้ไม่ค่อยเคลื่อนที่ไปไหน แต่ยังคงถูกภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกทำให้เมฆเหล่านี้ล่องลอยไม่ออกไปนอกชั้นบรรยากาศเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่สวยงาม แต่มันเองก็ดูดซับแสงอาทิตย์ที่มายังผิวโลกทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว

อันนี้ต่างกับอันที่อยู่ที่ทะเลเพราะที่ทะเลจะยังคงมีแสงอาทิตย์ส่องผ่านและไม่ปล่อยรังสีลงมายังชั้นผิวโลก ชาวประมงจึงยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ที่ทะเลทรายมีสารกัมมันตรงสีปนอยู่ด้วยมากทำให้เมฆเหล่านี้ที่ทำปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบพิเศษออกมารบกวนระบบสื่อสารทำให้พื้นที่แถบนี้อันตรายมาก ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางในทะเลทรายที่มีประสบการณ์สูง และต้องค่อยระมัดระวังโจร(แบบผู้หญิงคนนี้)ออกปล้นสะดมด้วย เส้นทางนี้จึงมีแต่กองคาราวานขนาดกลางขึ้นไปใช้ในการเดินทาง

บางทีพวกเศรษฐียังจ้างคนคุ้มกันกับกองคาราวานมากฝีมือเพียงเพื่อมาดูท้องฟ้า เพราะท้องฟ้าสวยมาก ท้องฟ้าที่เหมือนกับทะเลหมอกสีเขียวมรกตบนท้องฟ้าเป็นภาพที่สวยงามท่ามกลางอันตราย อากาศหนาวๆยังสร้างบรรยากาศเฉพาะที่เหมือนกับกำลังดูแสงเหนือ

อากาศที่เย็นลงทำให้นิลลองดูแถบวัดอุณหภูมิที่ติดในปกเสื้อ

สีฟ้า

 แถบวัดจะระบุอุณหภูมิแบบคราวๆ ถ้าสีฟ้าก็แสดงว่าอุณหภูมิประมาณ 10 – 19องศา และตอนนี้จากที่เขาลองนึกดูอีกไม่นานดวงอาทิตย์จะเริ่มตกเย็น อุณหภูมิก็จะลงต่ำลง พื้นที่ๆเป็นทะเลทรายอุณหภูมิอาจจะต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสเมื่อบวกกับเมฆที่ยังท้องฟ้าก็จะทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนทำให้หิมะตกได้

แต่ถึงหนาวและทุรกันดารแบบนั้นก็ยังมีการใช้เส้นทางนี้อยู่เนื่องๆ เพราะเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้าบริเวณนี้ทำให้เครื่องบินไม่สามารถใช้การได้ และถนนกับเส้นทางรถไฟระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียยังถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สาม เมื่อบวกรวมกันก็ทำให้ทุกๆวันมีกองคาราวานกับพวกลักลอบนำของเถื่อนขนสินค้าสร้างรายได้มหาศาล

ยิ่งตอนนี้ที่โลกกำลังเข้าสู่สภาวะเต็มรูปแบบอีกครั้งก็ยิ่งทำให้เส้นทางนี้ครึกครื้นขึ้นไปอีก ยังดีที่เขาโชคดี(?)ใช้เส้นทางนี้ก่อน เพราะถ้าขืนช้ากว่านี้อีกไม่กี่ชั่วโมงคงได้เจอกับทั้งทหารที่มาทำภารกิจ,โจรทะเลทราย,พวกแบ่งแยกดินแดน ดีไม่ดีจะเจอกับอาวุธชีวภาพที่ถูกนำมาปล่อยเพื่อสร้างสถานการณ์ โจรหญิงหนึ่งคนกับคนที่บาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่งคนคงไม่มีทางผ่านไปได้แบบครบสามสิบสอง แต่เขาเองก็เสียเท้าไปแล้วนี้หว่า

อืม????

……

!!!

นิลเข้าใจอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเลือกที่จะเก็บเขาไว้ เธอคงคิดที่จะใช้เขาเป็นโล่เอาไว้หนีตายยามคับขันนั้นเอง

อืม! ไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้แหะ

นิลที่นอนทนความหนาวอยู่สังเกตว่ารถจอด เขาจึงเงยหน้าไปมองด้านนอก

ผู้หญิงคนนั้นหยิบกระดาษชำระกับกล่องบางอย่างออกไปด้วย และทิศทางที่เธอไปคือด้านหลังเนินทราย นิลเองก็เข้าใจเพราะการที่ต้องเดินทางเป็นเวลานานบางทีก็ต้องมีการขับถ่ายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเขาเองตอนที่ยืนดูซากกองคาราวานก็มีการปัสสาวะอยู่ก่อนแล้ว(และเพราะว่ากินน้อยจึงไม่ปวดท้อง)

จะหนีดีไหม?

นี้เป็นคำถามที่มีคำตอบแน่นอนคือ เขาหนีไปไหนไม่ได้ กลางทะเลทรายที่ทุกที่มีแต่ทรายสุดลูกหูลูกตาและอุณหภูมิยังต่ำจนน้ำยังเป็นน้ำแข็ง เมื่อเขาหนีไปได้แห้งตายกลายเป็นมัมมี่ยันเช้า และเขาที่เท้าขาดไม่มีทางคลานชนะความเร็วรถ

รอ และยอมแพ้!

ข้อสรุปในหัวดังขึ้น นิลเองพยายามจะหนี แต่ความเป็นจริงโหดร้าย และดวงของเขาเองก็ไม่ดี ทุกครั้งก็เจ็บตัวตลอด จนเขาเริ่มคิดว่าตอนที่ตัวเองแต่ก่อนช่วงที่ความทรงจำครบถ้วนสมบูรณ์มีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันได้อย่างไรกันแน่ เพราะทันทีที่หวนนึกถึงความทรงจำที่ขาดๆหายๆนั้นก็พบว่าตัวเองมีแต่แผลและความเจ็บปวดลูกเดียว

“เป็นไงรอนานไหม” ผู้หญิงคนนั้นที่ไปปลดทุกข์เสร็จกล่าวทักทาย ก่อนที่จะวางถุงดำไว้ตรงมุมรถ

นิลมองไปยังถุงดำก่อนที่มองไปยังมือของผู้หญิงคนนั้นที่เลอะทราย เขาไอแห้งๆ

“วางกับระเบิดไว้สินะครับ”

“หู้ว!” ผู้หญิงคนนั้นทำปากก่อนที่จะมองหน้าชายที่รู้การกระทำของเธอ หน้าของเธอค่อยๆเข้าใกล้ใบหน้าของนิล

“ฉลาดไม่เบานี้” ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะ สิ่งที่เธอไม่ใช่การไปปลดทุกข์ด้านนอกอย่างเดียว แต่เป็นการวางกับดักรูปแบบหนึ่ง เรื่องถ่ายท้องเป็นเรื่องจริง แต่เธอไม่ทิ้งของเสียไว้เพราะตราบที่เดินทางบนบกยังไงก็ต้องเหลือร่องรอยไว้อย่างรอยล้อรถที่ทิ้งไว้ตามพื้นทราย พอแบบนั้นคนที่ตามมาที่หลังก็สามารถเอาของเสียของเธอไปตรวจสอบหาตัวผู้ก่อเหตุได้และถ้าพวกเขารู้ว่าเธอยังไม่ตายจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

เธอจึงขุดทรายให้เหมือนกับว่าจะถ่ายของเสีย แต่เป็นการถ่ายลงถุงดำอนามัยสำหรับทหารที่เตรียมมาและเมื่อเสร็จก็วางกับระเบิดไว้และจัดฉากให้เหมือนกับเป็นการถ่ายท้องของโจรทะเลทรายเพื่อล่อให้คนมาค้นแล้วก็ตูม

เพื่อให้ได้แบบนั้นเธอจึงสวมโพลิเมอร์นิ่มที่เท้าเพื่อป้องกันไม่ให้มีรอยรองเท้า

 “ฉันชื่อว่านาตาเลีย” ผู้หญิงคนนั้นแนะนำตัว

“นิล” นิลตอบก่อนที่จะมองไปยังผู้หญิงรัสเซียตรงหน้า

“อ้าว! ไม่ใช่กิตติเหรอ” นาตาเลียที่ได้ยินมนุษย์ดัดแปลงเรียกชื่อผู้ชายตรงหน้าว่ากิตติ แต่เจ้าตัวเรียกตัวเองว่านิลเลยสงสัย

“จะเรียกผมแบบนั้นก็ได้ครับ” นิลนั่งก้มหัว พลางนึกถึงชื่ออีกชื่อหนึ่งกับความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับชื่อนั้น

‘ริสตี้.........นาระ’ ชื่อนี้สำหรับคนที่ชื่อว่านิลอาจจะเป็นชื่อของคนที่เพิ่งรู้จักกับชื่อของคนแปลกหน้าที่มีเจตนาจะสังหาร แต่สำหรับคนที่ชื่อกิตติมันเป็นชื่อที่หวนให้นึกถึงวันเก่าๆ แต่ความทรงจำในหัวของเขามันกลับขัดแย้งกันเองราวกับว่ามันเป็นความทรงจำของคนอื่นที่ถูกยัดเข้ามาในหัวเพื่อเขียนทับของเดิมที่มีอยู่ก่อน

“แต่เธอฉลาดดีน่ะ ฉันชอบ” นาตาเลียพูดจบก็เลียคราบเลือดที่ข้างแก้มของนิล

‘โรคจิต’ นิลพอจะคิดได้ว่าเขาต่อจากนี้คงจะถูกใช้เป็นของเล่นจนกว่าจะพัง

แกร๊ก

นาตาเลียดึงหน้ากลับพร้อมกับควงกุญแจที่เธอใช้ปลดกุญแจมือขนาดใหญ่ออกจากข้อมือของนิล

“ทำไมกัน” นิลสงสัย ถึงเขาจะบาดเจ็บจนออกแรงลำบาก แต่ถ้ามือทั้งสองข้างเป็นอิสระเธอก็เอาเขาลงได้ไม่ยาก

“อะไรกันๆ” เธอพูดก่อนที่จะไปนั่งที่นั่งขนขับ “มานั่งนี้สิ” เธอพูดให้นิลนั่งเบาะข้างคนขับ

นิลที่มองไปที่กุญแจมือที่ยึดติดกับรถตกอยู่ที่ขาจึงมองไปยังผู้หญิงคนนั้นที่ทำหน้าอมยิ้มและทำหน้าให้เขาไปนั่งข้างๆ

นิลตัดสินใจที่จะลงไปนั่งข้างนาตาเลียที่กำลังขับรถสบายใจ ขณะที่หางตามองไปที่วิทยุที่มีไฟสีเขียวที่ติดกับพวงมาลัย

“ไม่สงสัยฉันหรือไง” นาตาเลียเป็นฝ่ายพูดก่อน

“ที่ให้ผมมานั่งข้างหน้าเพื่อไม่ให้ผิดสังเกตใช่ไหมครับ” นิลพูด เพราะการที่รถบรรทุกขนาดใหญ่แบบนี้กลับมีผู้หญิงคนเดียวที่นั่งด้านหน้ามันอันตรายมาก ถ้าเกิดคนท้องถิ่นเจอจะเป็นจุดสนใจได้โดยง่าย

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก” นาตาเลียพูดพร้อมกับเอามือลูบไปยังปืนไรเฟิลคู่ใจ “พลซุ่มยิงจำเป็นต้องมีพลชี้เป้าถึงจะแสดงความสามารถได้เต็มที่”

“โกหกสิน่ะครับ คนมีฝีมืออย่างคุณถ้ามีคนมาช่วยมันจะทำให้ยิงยากขึ้นกว่าเดิม” นิลสังเกตท่าทีของนาตาเลียมาโดยตลอดจึงทราบว่าเธอเป็นพลซุ่มยิงระยะเน้นสังหารศัตรูจำนวนมากอย่างต่อเนื่องมากกว่าสังหารเป้าหมายสำคัญในระยะไกล ถึงปืนไรเฟิลนั้นจะมีขนาดใหญ่ไว้สำหรับยิงรถถังให้เป็นรู แต่จากปากกระบอกปืนและพันท้ายที่ปรับแต่งให้ยิงได้อย่างต่อเนื่องก็บ่งบอกรูปแบบการยิงได้

“ฉันไม่ได้โกหก แต่แค่มีเหตุผลอื่นเพิ่มเติมด้วยนิดหน่อย” นาตาเลียพูดพร้อมกับหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงเนินทรายที่ลาดชัน

นิลจึงหันหน้าออกไปมองวิวด้านหน้าแทน เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะถามมากไปกว่านี้ อย่างที่นาตาเลียเลิกเลือกที่จะไม่ถาม เขาเองก็เลือกที่จะไม่ถามตามมารยาทเหมือนกัน และเครื่องปรับอากาศอุ่นๆเองก็ช่วยผ่อนคลายได้ดี

‘สบายใช่เล่น’

นิลที่ดึงเข็มขัดมาสวมให้เรียบร้อยนั่งหลังค่อมเท้าคาง ที่เขาต้องนั่งแบบนี้เพราะตอนที่เขาเดินมานั่งด้านหน้ารู้สึกว่าหลังของเขาติดกับอะไรบางอย่างจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นอุปกรณ์บางอย่าง แต่พอเขาเห็นวิทยุที่ส่องแสงไฟสีเขียวหลายดวงเขาจึงรู้ทันที่ว่าเขาถูกเอาระเบิดมาติดกับระบบเชื่อมต่อด้านหลังของเขานั้นเอง ถ้าเกิดเขาทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมา นาตาเลียที่เป็นพลซุ่มยิงแค่ขยับนิ้วเดียวก็สั่งระเบิดสังหารเขาได้ในทันที

“พวกเราจะไปไหน”

“ด้านหน้าจะมีเขตชุมชน เราจะไปพักที่นั้นก่อนชั่วคราว” นาตาเลียพูดก่อนที่จะเปิดแผนที่สามมิติ

“คุณนาตาเลียจะไปที่ไหนต่อ” นิลถามต่อเพราะถ้าเขาหาข้อต่อรองที่นาตาเลียถูกใจ เขาอาจจะถูกปล่อยตัว การถามสถานที่ๆไปจะสามารถเข้าใจความต้องการได้ และถ้ารู้เขาอาจจะหาวิธีติดต่อกับสการ์เล็ตไม่ก็NABFเพื่อตอบสนองตามความต้องการของสาวรัสเซียคนนี้

ถ้าจะถามว่าทำไมถึงไม่ให้ทั้งสองกองกำลังวางแผนจับกุมนาตาเลียก็เพราะว่าผู้หญิงที่ชื่อว่านาตาเลียคนนี้มีฝีมือไม่ธรรมดาเมื่อบวกกับความอำมหิตแล้ว เขาจะตายก่อนที่จะได้เจอคนติดต่อ ตอนนี้เขาพอจะรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำตัวเป็นกลางไม่สนใจใครทั้งสิ้น ทำตัวเหมือนนักเดินทางที่เป็นโจรถ้าหาผลประโยชน์ดีๆได้ก็คุยได้ง่ายอยู่

ปี๊บ!

ไฟสีเขียวดวงหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงเรียกความสนใจของนิล

“3 ชั่วโมง” นาตาเลียดูหน้าจอระบุเวลาที่จับไว้ก่อนที่จะทำท่านับนิ้ว

นิลพอจะเข้าใจ ไฟที่เปลี่ยนเป็นสีแดงคงจะเป็นระเบิดที่วางดักเอาไว้ก่อนหน้าแล้วมีคนไปค้นมันเลยระเบิด ตราบที่นิลที่ดูแผนที่ได้ลองคำนวณคราวๆแล้วลองหาขอสรุปจากสถานการณ์ในตอนนี้ สภาพอากาศจนเข้าใจสักสามชั่วโมงนี้ถือว่ามากโขเพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้ใช้สัตว์ในการเดินทางลำบาก ส่วนเครื่องยนต์เองก็ต้องใช้เชื้อเพลิงที่สามารถใช้ได้ในที่ๆอุณหภูมิต่ำทำให้ความเร็วไม่สูงมากนัก สักสามชั่วโมงคงยากที่จะตามมาทัน

“นี้ ยิงปืนแม่นหรือเปล่า” นาตาเลียหยิบปืนพกกระบอกหนึ่งให้นิล

“ถ้าไม่เกินสิบเมตรก็ได้อยู่” นิลรับปืนพกมาตรวจสอบ ‘มีแสงไฟตรงปากกระบอกปืนด้วย คงจะใช้ระบบตรวจสอบอัจฉริยะที่จะปลดเซฟเวลาเจอกับศัตรูและจะล็อกเวลาเล็งไปทางมิตร’

นาตาเลียปล่อยมือจากพวงมาลัยชั่วคราวและเตรียมปืนไรเฟิลไม้รุ่นเก่าออกมาสำรวจก่อนที่จะขับต่อ

นิลเห็นปืนของเขากับนาตาเลียจึงแน่ใจว่า ผู้หญิงคนนี้ยังไม่เชื่อใจเขา คงกลัวว่าถ้าในช่วงชุลมุนเขาอาจจจะหยิบปืนลอบยิงข้างหลังเจ้าตัวได้

“ข้างหน้ามันอันตรายมากไหม” นิลถามเพราะตอนที่เขายังทำงานให้กับสหพันธ์โลกตัวเขาเองไม่เคยเข้ามาในพื้นที่นี้ส่วนนี้มาก่อน พอจะทำการตรวจสอบก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปเจรจากับทางรัฐ จนภารกิจที่ทำต้องล้มเลิกทุกครั้ง

“เคยมากับคนรู้จัก จะว่าไงดี” นาตาเลียชะลอรถหลังจากเห็นแสงไฟด้านหน้า “ที่นั้นมันเป็นแดนเถื่อนไร้กฎหมาย ถ้าไม่พกอาวุธเข้าไปจะผิดสังเกต”

‘ให้มันได้ยังงี้สิ’ นิลที่ลองนึกถึงดินแดนไร้กฎหมายในความหมายของนาตาเลียเริ่มพอเข้าใจ ถ้าเกิดตอนเข้าไปยังต้องพกอาวุธ แสดงว่าด้านในคงฆ่ากันตายเป็นว่าเล่นแน่นอน แค่นึกแบบนี้ก็หนาวก็เขาไม่อยากให้มีกระสุนบินเข้าสมองที่ตอนนี้กำลังเจ็บเมื่อมีคนเปิดดิสโก้ในหัว




NEKOPOST.NET