P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 109 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.109 - สัตว์กินซาก


“เดินไวหน่อย” ผู้หญิงคนนี้ดึงโซ่ที่คล้องคอชายผมสีแดงที่กำลังลากมอเตอร์ไซต์ให้เพิ่มความเร็วในการเดินทาง

“อุ๊บ!!” นิลออกแรงลากมอเตอร์ไซค์ขนาดยักษ์ตามคำสั่งของผู้หญิงตรงหน้าด้วยความยากลำบากแถมพื้นดินยังเป็นพื้นทรายผสมก้อนกรวดขนาดใหญ่ทำให้การเดินทางที่ต้องลากของหนักๆไปด้วยเป็นเรื่องที่ไม่สมควรยิ่ง

“หมดแรงแล้วหรือไง” ผู้หญิงที่มือข้างหนึ่งแบกปืนไรเฟิลคู่ใจ ส่วนอีกครั้งก็ดึงโซ่จูงกำลังเดินสบายอารมณ์ เธอที่เคยผ่านมาทุกสมรภูมิการเดินทางใกล้แบบนี้ค่อนข้างสบายมากสำหรับเธอ

“ขอ.....น้ำหน่อย” นิลล้มลงกับพื้น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่บวมปูด ริมฝีปากกับผิวหนังที่แห้งสนิททำให้ผิวสีขาวซีดเปลี่ยนเป็นสีเทาสกปรกและแตกระแหง

 “แถบนี้ไม่มีน้ำให้ดื่ม ถ้าอยากดื่มก็นู่น” ผู้หญิงคนนั้นที่ใช้นาฬิกาข้อมือต่างเข็มทิศกล่าว “จนกว่าเราจะไปถึงทะเลแคสเปียน” เธอพูดพร้อมกับมองไปยังทิศทางที่ห่างไกล

จากสภาพอากาศที่แปรปรวนตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สามยันหลังสงครามจบทำให้แหล่งน้ำบริเวณนี้แห้งเหือด พื้นดินกลายเป็นทรายทำให้แม่น้ำกับคลองบริเวณใกล้เคียงหายไปจากแผนที่ เว้นเสียแต่ทะเลแคสเปียนที่ขยายพื้นที่ลงไปทางทิศใต้และขยายไปทางทิศตะวันออกมากกว่าเดิมจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิม 30%

แต่การที่พวกเธอจะไปถึงจำเป็นต้องใช้เวลา มอเตอร์ไซค์สำหรับกองทัพที่สามารถใช้งานได้นานกว่ารุ่นในตัวเมืองยังแบตหมดจนเธอต้องลาก(?)มันอยู่กลางทะเลทรายที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีแห่งนี้

ตุบ!

“แฮ่กๆ” นิลทิ้งทั้งตัวกระแทกกับพื้น เขาหมดแรงมาก เพราะทันทีที่รู้ว่าไม่มีน้ำ ร่างกายเขาที่อุตส่าห์ประคองมาหลายชั่วโมงก็หมดสภาพและไม่ฟังคำสั่งเขาแล้ว

“อึม ถ้ามีน้ำมันที่ใช้ได้สักนิดก็ดีสิ” เครื่องรุ่นนี้นอกจะใช้พลังงานไฟฟ้าแล้วยังสามารถใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนได้เหมือนกัน แต่ของแบบนั้นมันติดประกายไฟได้ง่ายไปหน่อย ถ้าจะพกแบบรายคนก็ยาก ตอนนี้เธอค้นหาพลังงานสำรองภายในห้องเครื่อง เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ถูกทำลายหมด น้ำมันที่เหลือก็ปนเปื้อนอนุภาคอีเลเมนต์จนใช้การได้ยาก เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่พกมาด้วยเพื่อลดน้ำหนักไม่ให้เครื่องยนต์กินพลังงานมากเกินไป

แต่มันก็ดันพลาด เพราะขีปนาวุธจึงทำให้พื้นที่โดนรอบที่ตอนแรกเป็นทะเลทรายโขดหินอยู่แล้ว ยิ่งแย่กว่าเดิมอีก พื้นทรายที่แตกระแหง แค่เหยียบก็จมดินทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักมากขึ้นยิ่งบางพื้นที่ยังคงมีแหล่งปล่อยความร้อนที่แค่เขาใกล้ก็สุกจึงต้องมีการเบี่ยงหลบจนเสียงเวลาไปมากกว่าที่คาดการณ์ และพลังงานก็หมด

นาตาเลียตัดสินใจโยนร่างของชายที่ใช้เป็นตัวระงับการเกิดปฏิกิริยาไว้บนเครื่อง อย่างน้อยระบบปั่นไฟยังคงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าเธอขับไปตามเส้นทางก็น่าจะเจอเส้นทางสัญจรของกองคาราวาน แถบนี้ถึงจะเกิดการปะทะอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นทำมาค้าขายอยู่ตลอดเวลา หวังว่าในช่วงสงครามแบบนี้ยังคงมีคนสัญจรอยู่นะ

เธอสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งและควบไปตามเส้นทาง

“เห้อ คัน” เธอค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเจ้าคนหยุดปฏิกิริยาเริ่มถึงขีดจำกัดในการระงับ รู้สึกว่าถ้าตอนนอนอยู่ก็ยังคงทำงานอยู่ แต่ถ้าหมดแรงจริงๆหรือขาดน้ำ ความสามารถในการระงับก็คงลดลงไปตามกาลเวลา เวลาไม่คอยใครจริงๆ ถ้าเจอก่อนก็ยิ่งดี

“แฮ่กๆ” ชายที่นอนอยู่หายใจเสียงดัง ตามตัวของเขาไม่ได้มีอาการบาดเจ็บเพราะสารกัมมันตรังสีปรากฏเด่นชัดแบบเธอ

นาตาเลียจึงคิดว่าการทำปฏิกิริยาก็เหมือนกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานตลอดเวลา แต่ถ้าขาดพลังงานหรือสารอาหารมันก็จะลดลง และเธอคิดว่เริ่มที่รัศมีในการระงับจะเริ่มเล็กลงก่อน รัศมีคงจะน้อยลงๆเรื่อยๆจนไม่สามารถระงับได้อีกต่อไป

นาตาเลียตัดสินใจที่ถอนตัวเลิกเป็นทหาร เลิกเป็นคนรัสเซียกำลังฮัมเพลงลูกทุ่งกลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยสารพิษนานาชนิดด้วยอารมณ์สุนทรีย์ เธอไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวถูกทรมานเพราะทั้งชีวิตนี้ก็เจ็บปวดมาตั้งแต่เกิดจนคิดว่าชีวิตที่ไม่ความเจ็บปวดมันไม่มีค่า เธอขอแค่ใช้ชีวิตอิสระแบบไม่มีโซ่ตรวนผูกมัดเธอ แค่นี้ต่อให้ต้องไม่มีบ้าน ไม่มีมิตร ไม่มีหลักประกัน ตัวเธอเองก็พึ่งพอใจมากแล้ว

และเพื่อความสุขนั้น นาตาเลียจึงจับผู้ชายหล่อๆคนหนึ่งมาไว้กับตัว ชายผมแดงที่เปลี่ยนสีได้คนนี้ค่อนข้างตรงสเปคของเธอเลย ถ้าเธอสามารถจับมาล้างสมองได้สำเร็จเธอก็คงจะมีความสุขไปช่วงหนึ่ง

ใช่! ช่วงหนึ่ง เพราะเธอไม่รู้ว่าเจ้าผู้ชายคนนี้จะตายเมื่อไร เส้นทางชีวิตของเธอต่อจากนี้ไปถืออันตรายมาก พลาดเพียงแค่ครั้งเดียวชี้เป็นชี้ตายได้ และบางทีอาจจะเอาผู้ชายคนนี้ใช้เป็นโล่เพื่อเอาชีวิตรอด แล้วไปหาเหยื่อรายใหม่เพื่อความสุขส่วนตัว

“หืม” นาตาเลียเบรกรถก่อนที่จะกระโดดลงมาดูตรงหน้า

ข้างหน้าของเธอเป็นซากศพของคนจำนวนมากนอนเกลื่อนกราด เธอที่มองสีหน้าของศพจึงพอรู้ว่าพวกเขาต้องทรมานก่อนตาย ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นเพราะสารกัมมันตรังสีที่ฆ่าผู้คนเหล่านี้

แต่ก็น่ะ เมื่อพวกเขาตายหมดแล้วเธอก็ขอค้นหน่อยเถอะเพื่อเจอของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต

จากที่ดูๆไปแล้วพวกเขาเหล่านี้น่าจะเป็นกองคาราวานขนาดกลางที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางทะเลทราย ลักษณะของพวกคนเหล่านี้เป็นคนแขกขาวที่มีลักษณะของชาวเอเชียผสมเล็กน้อย แต่มันก็สังเกตรูปพรรณสัณฐานได้ยากอยู่ เพราะเนื้อที่สิ่งกลิ่นเหม็นเน่าผสมกับกลิ่นไหม้บ่งบอกถึงความเสียหายบนร่างกายอย่างรุนแรง ขนาดม้ากับอูฐที่ใช้ขนสัมภาระยังเนื้อตัวเละน่าอนาถ

“ชะ..ช่วยด้วย”

มีคนรอด? นาตาเลียได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่อ่อนแรง และเป็นเสียงผู้หญิง

“น่าสงสารจริง” นาตาเลียหยิบปืนพกออกมาปลดเซฟก่อนที่จะเดินไปยังทิศของเสียง

เธอเจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทุกข์ทรมาน เธอกำลังร้องขอความช่วยเหลือ นาตาเลียพอฟังคำว่า Help ออก แต่คำอื่นเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ และในมือเหมือนมีเด็กทารกที่แน่นิ่งไปแล้ว

มันดูน่าเห็นใจก็จริงอยู่ แต่ในตอนนี้ชีวิตของเธอสำคัญกว่า

นาตาเลียติดที่เก็บเสียงให้กับปืนพกและยิ่งผู้หญิงคนนั้นทิ้ง ก่อนที่จะมองไปยังเด็กทารก

เด็กทารกยังมีชิวิตอยู่ แต่ก็ไม่ต่างจากตายเท่าไร เสียงร้องที่เจ็บปวดนั้นเธอยังจำได้ขึ้นใจ ซึ่งเหมือนกับเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดของเด็กๆในสลัม

เธออาจจะมีมนุษยธรรมอย่างการช่วยเด็กหลงเหลืออยู่(บ้าง) แต่ตอนนี้ในสถานการณ์นี้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ดังนั้น...

กร๊อบ

นาตาเลียหักคอเด็กทารกคนนั้นทิ้งเพื่อไม่ให้ทุกข์ทรมานจากการเสียบุพการีและความเจ็บปวด แต่ในใจลึกๆแล้วเธอเห็นว่าคนที่ไม่มีทางสู้ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนดังนั้นเธอจึงอยากที่จะประหยัดกระสุนมากกว่าที่จะเสียดินปืนโดยใช้เหตุ

นาตาเลียเจอผู้รอดชีวิตที่รอความตายประมาณ 6 คน ซึ่งเธอเองก็ส่งให้ไปสบายทุกคน ซึ่งเธอก็ไม่ลืมที่จะเก็บหัวกระสุนกับปลอกกระสุนออกจากศพเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนสืบจนมาถึงตัวเธอ

การค้นกองคาราวานครั้งนี้ค่อนข้างคุ้มค่า เพราะมีทั้งยานพาหนะ น้ำและเสบียงที่พอจะทำให้เธอกับผู้ชายที่เธอจับมาอยู่ได้หลายสัปดาห์,สินค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนกับทางภาครัฐ,เงินติดตัวนิดหน่อย,อาวุธกับเครื่องกระสุนรุ่นเก่าที่ยังใช้ได้ และเชื้อเพลิงที่สามารถดัดแปลงให้กับเครื่องยนต์ของเธอ

ที่จริงมันยังมีมากกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากสารพิษจนใช้การไม่ได้ นาตาเลียจึงคัดเอาที่พอใช้การได้และพอเอาไปขายทำทุนได้ติดตัว ส่วนที่เหลือ นาตาเลียตัดสินใจใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อเผากองคาราวานทั้งหมดทิ้ง เธอจะไม่ให้หลักฐานที่สามารถสาวมาถึงตัวเธอได้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

‘แต่ก็นึกไม่ถึงแหะ ที่ตอนนี้เราต้องใช้ชีวิตเยี่ยงโจรเถื่อนข้างทางเพื่อเอาชีวิต คงจะตกต่ำลงจริงๆนั้นแหล่ะ’ นี้คือสิ่งที่เธอคิด มันออกจะน่าเกลียดแต่ความเป็นจริง (ทุกๆเรื่องนั้น) โหดร้ายเสมอ ใครอำมหิตกว่า เด็ดขาดกว่า ว่องไวกว่าย่อมอยู่รอด ถ้าเกิดเธอถูกใครตามล่าขึ้นมา เธอก็พร้อมที่ต่อสู้แบบแลกชีวิตและฆ่าเพื่อเอาตัวรอด

นาตาเลียจอดมอเตอร์ไซค์ของเธอบนรถบรรทุกเก่าๆที่เธอเลือกไว้ใช้เองหลังจากจัดของทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย เธอก็ขับออกไปจากสถานที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเพลิงไหม้ที่เผาผลาญทุกอย่างจนเป็นจุล




NEKOPOST.NET