P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 107 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.107 - ดาวเทียม


             เมื่อวันที่ 17 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 13: 04 น. (+6H)

ภายในกระสวยอวกาศขนาดเล็ก

            หวังลี้ใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอสามมิติสีเขียวภายในห้องควบคุมขนาดเล็ก เธอที่เปลือยตัวกำลังควบคุมวงโคจรของยานไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะโป๊เปลือย เพราะเธอไม่ได้ถอดเสื้อเพื่อบังคับ แต่เป็นเชื่อมต่อและควบคุมผ่านทางคลื่นสมอง หวังลี้ที่ไม่ใส่เสื้อเป็นแค่แอพพลิเคชั่นที่อลันเขียนขึ้นมาเพื่อให้สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น

ตอนนี้เธอกำลังควบคุมกระสวยที่อยู่นอกชั้นบรรยากาศโลกไม่ให้ถูกแรงโน้มถ่วงดึงเข้าไปในชั้นบรรยากาศ

ภารกิจของเธอคือการรอจังหวะ ทันทีที่ดาวเทียมโคจรมายังพิกัดที่กำหนด เธอก็จะให้กระสวยอวกาศร่อนลงจอดขนดาวเทียมจากด้านบนและทำการแทรกซึมเข้าไป

อลันบอกมาว่า ภายในดาวเทียมมีการใช้ระบบA.I.(ปัญญาประดิษฐ์)ควบคุมการปฏิบัติการของดาวเทียมทั้งหมด

“ลี้จัดการได้หรือยัง” วิลสันที่สวมชุดนักบินอวกาศที่ท้ายยานพูดขึ้น

“พิกัดยังไม่แน่นอน แต่แสตนบายไว้เลย” หวังลี้พูดผ่านหูฟัง เพราะเท่าที่ตรวจสอบจากระบบ วิลสันสวมเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นหนา ถ้าเกิดตกลงเธอก็สามารถใช้ปั่นจันหมุนขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ตอนนี้จึงให้วิลสันเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

“โอเค” วิลสันใช้มือทุบปุ่มแดงที่อยู่ข้างๆเพื่อให้ปั่นจั่นหย่อนตัวเขาลงไป “ช้าๆ” เขาดูหน้าปัดที่บอกความยาวของเชือกเป็นเมตร

20

30

40

50

“50 เมตร ล็อกเลยไหม”

“ล็อกไว้ก่อน ถ้ามีความเคลื่อนไหวจะแจ้งให้ทราบไปอีกทีหนึ่ง” หวังลี้ตอบ ตอนนี้เธอสามารถระบุวิถีวงโคจรของดาวเทียมได้แล้ว ขอแค่ไม่มีการเปลี่ยนวิถี ขั้นตอนแรกก็จะถือว่าสำเร็จ

วิลสันที่ได้ยินดังนั้นจึงล็อกเชือกสลิงไว้และปิดไอพ่นที่ใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบตรวจจับค้นพบความร้อนที่ผิดปกติ ถ้าเกิดมีใครบังเอิญบ้าจี้ใช้เรดาร์มาตรวจสอบบริเวณนี้ และเจอสิ่งที่น่าจะเรียกว่าดาวเทียมดันมีอะไรบางอย่างที่ปล่อยความร้อนห้อยอยู่ห่างตั้ง 50 เมตรก็คงจะไม่สนุก

วิลสันที่ห้อยโต้งเต่งไม่ลืมที่จะปรับให้ชุดนักบินอวกาศคงสภาพเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเมื่อย

 

“วิลสัน มาแล้ว” หวังลี้ที่ปรับวิถีโคจรได้เข้ากันจึงบอกวิลสันให้เตรียมลงมือ

“เค” วิลสันปลดล็อกเปลี่ยนมาใช้ส่วนแขนของชุดด้านนอกที่ติดรอกเป็นตัวยึดแทน เขาที่นอนรอมองเห็นดาวเทียมมากมายที่บิดเฉียดไปมา โชคดีที่พวกเขารู้วิถีของดาวเทียมส่วนใหญ่จึงยังไม่มีใครตรวจพบพวกเขา

หวังลี้ที่ควบคุมกระสวยอวกาศที่ติดตั้งระบบป้องกันตรวจจับค่อยๆซ้อนทับวิถีวงโคจรของดาวเทียมที่เป็นเป้าหมาย

ดาวเทียมที่เป็นเป้าหมายมีชื่อว่า T-8OO (ยังกับเหมือนกับซีรีส์หุ่นยนต์ในหนังเก่าๆ) ขนาดกว่าครึ่งสนามฟุตบอล มันเป็นดาวเทียมที่ทางเอเชียเหนือแอบปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างลับๆ และด้วยระบบป้องกันโจรกรรมที่ทำให้ตัวดาวเทียมนี้ไม่สามารถตรวจจับได้ทางหน้าจอเรดาร์และการใช้กล้องขยายส่องทางพื้นโลกก็ไม่สามารถทำได้เพราะด้านล่างฉาบด้วยวัสดุหักเหแสงทำให้เมื่อมองผ่านชั้นบรรยากาศจึงไม่มีทางที่จะมองเห็น (แต่อลันที่ร่วมโปรเจคต่างๆในเอเชียเหนือจึงสืบความจนรู้ตัวตนของมันที่เป็นความลับสุดยอดที่มีเพียงแค่ผู้นำระดับสูงกับผู้เกี่ยวข้องที่รู้ถึงมัน)

เมื่อยานของพวกเขาอยู่เหนือเป้าหมาย วิลสันที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงค่อยๆหย่อนตัวให้เข้าไปใกล้เรื่อยๆ ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะถ้าความเร็วกับวิถีของทั้งกระสวยและดาวเทียมไม่เท่ากันก็อาจจะเกิดอันตรายกับทั้งวิลสันและหวังลี้ที่ควบคุมกระสวยอยู่ ยิ่งอลันบอกว่าตัวดาวเทียมมีระบบตรวจสอบอุณหภูมิภายนอกกับตรวจจับการกระทบกระเทือน ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับมัน ดาวเทียมจะทำการแจ้งเตือนด้วยระบบเลเซอร์ไปยังศูนย์บัญชาการสูงสุดของเอเชียเหนือโดยทันที และภารกิจของพวกเขาก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

วิลที่ปรับเชือกสลิงคู่กับที่หวังลี้ควบคุมวิถีของยานอย่างลำบาก เมื่อวิลสามารถลอยตัวเหนือดาวเทียม เขาจึงทำชูนิ้วโป้งใส่กล้องที่ติดตรงฐานปล่อยของกระสวยให้หวังลี้เห็น

หวังลี้ออกคำสั่งให้ตัวยานปล่อยอุปกรณ์รูปทรงพีระมิดฐานห้าเหลี่ยมให้ไหลไปตามเชือกสลิงที่วิลสันโรยตัวอย่างช้าๆ

เมื่อมันมาถึงวิลสัน เขาจึงกดปุ่มที่แขนเสื้อเพื่อเปลี่ยนไปใช้เชือกสลิงอีกอันและให้อันเก่าเป็นตัวปล่อยอุปกรณ์ไปยังดาวเทียม

เขากับหวังลี้ดูองศาของมันที่จะสัมผัส อุปกรณ์เมื่อเข้าใกล้เป้าหมายจึงมีแท่งเหล็กโผล่ออกมาจากส่วนยอดมุมทั้งห้า แท่งเหล็กปล่อยกระแสไฟฟ่าอ่อนๆใส่พื้นผิวดาวเทียม

หวังลี้ดูหน้าจอที่ระบุอัตราการเชื่อมต่อ อลันบอกว่าเขาได้แอบขโมยข้อมูลลับของฝั่งเอเชียเหนือออกมาส่วนหนึ่งได้โดยไม่มีใครรู้ตัวได้สำเร็จ และได้คิดค้นอุปกรณ์เอาไว้ใช้งาน

ซึ่งพีระมิดฐานห้าเหลี่ยมนี้คืออุปกรณ์ดังกล่าวอลันจึงตั้งชื่อว่าคอนเนอร์ ซึ่งเมื่อมันทำงาน มันจะหลอกระบบของดาวเทียมให้ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำการควบคุมคิดว่ากระสวยอวกาศของพวกวิลสันเป็นส่วนหนึ่งของดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ ทางเอเชียเหนือจะรู้ตัวถึงสิ่งผิดปกติอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึงตอนนั้นมันก็สายเกินไป พวกวิลสันก็จะขโมยและทำลายข้อมูลบางอย่างแล้วทำการหลบหนี

 

“เชื่อมต่อแล้ว” วิลสันทำสัญลักษณ์ด้วยมือให้หวังลี้ทำการเชื่อมต่อ

หวือ!

กระแสไฟฟ้าปล่อยเข้าไปในดาวเทียมก่อนที่จะมีคลื่นพลังงานทำการห่อหุ้มดาวเทียมเหมือนกับเอาไปชุบแป้งขาว

“ระบบเชื่อมต่อ 87.6% วิลสันเร่งเลย” หวังลี้ที่ทำสงครามไซเบอร์กับระบบตรวจสอบของดาวเทียมสั่งให้วิลสันรีบจัดการโดยเร็ว หลังจากที่ค่าความเชื่อมต่อต่ำกว่า 90% ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมมีการปรับเปลี่ยนระบบทุกๆวินาที ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ปัญญาประดิษฐ์จะรู้ตัวและจะตัดการเชื่อมต่อ

“อุ๊บ!”

ตอนนี้เธอรู้สึกปวดหัวจริงๆ ดูเหมือนว่าปัญญาประดิษฐ์จะขี้สงสัยมากถึงกับพยายามทำการตรวจสอบระบบทั้งหมดของดาวเทียม นั้นก็หมายความว่ามันพยายามที่จะตรวจสอบข้อมูลของกระสวยอวกาศกับหวังลี้ด้วย ถ้ามันทำสำเร็จ ข้อมูลของสการ์เล็ตบางส่วนหลุดออกไปและทางเอเชียหนือจะรู้ตัวจารชน

“รีบหน่อย ฉันจะไม่ไหวแล้ว!!!”

“รอแปปหนึ่งสิเฟ้ย! ฉันเพิ่งจะแกะระบบภายนอกเองน่ะ อดทนหน่อย” วิลสันที่กำลังต่อสายเชื่อมกับดาวเทียมเพื่อถ่ายโอนข้อมูลต้องเจอกับปัญหาใหญ่ เพราะรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์นี้เหมือนกับสิ่งมีชีวิต มันมีพื้นผิวด้านนอกที่หุ้มข้อมูลอยู่หลายชั้นทำให้ไม่สามารถที่จะดาวน์โหลดข้อมูล วิลสันจำเป็นต้องรู้แก่นหลักเพื่อออกคำสั่งถ่ายโอน ถ้าทำแบบนั้นได้เมื่อไรเขาจะสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพื่อไปถอนรหัสทีหลังได้

  “หืม!” วิลสันต้องรับมือกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน พอเขาถอดรหัสได้ รหัสตัวใหม่จะเข้าแทนที่ในทันที แถมปัญญาประดิษฐ์ยังอัพเดตแบบวินาทีต่อวินาทีแบบนี้ต่อให้เขาต้องยกวิศวกรมาทั้งกองกำลังก็อาจจะใช้เวลาเป็นปีๆในการเอาชนะปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้

“โธ่เว้ย!”  วิลสันเริ่มแพ้ให้กับปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลในแล็ปท็อปถูกตรวจสอบและแย่งชิง เขาจึงดึงสายออกก่อนที่จะกดปุ่มสื่อสาร

“หวังลี้ระเบิดมันเลย”

นี้เป็นแผนสำรองที่อลันตระเตรียมเอาไว้ อลันรู้ดีว่าปัญญาประดิษฐ์ที่บรรจุในดาวเทียมอาจจะเป็นตัวที่พัฒนาต่อยอดจากตัวเก่าที่เขาเคยส่งมอบให้กับเอเชียเหนือ แต่อลันที่หวังผลกับปัญญาประดิษฐ์นี้เองก็สองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็บอกว่าปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้คืออนาคตของโลกใบนี้และพร้อมที่นำพามนุษยชาติไปก้าวที่ไกลกว่าด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง แต่อีกใจก็รู้ว่ามันอันตราย

ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นก็เหมือนกับเด็กน้อยเพิ่งเกิดที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูลมากมายมหาศาลได้ในพริบตา ถ้าเกิดมันเติบโตมาเป็นคนไม่ดี มันจะเกิดหายนะแทน

ถ้าวิลสันมีรหัสเข้าก็จะสามารถปิดระบบได้ทั้งหมด แต่ก็น่ะ อลันเองก็บอกว่าเขาไม่ได้ร่วมโครงการนี้มานานพอสมควรรหัสจึงน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ถ้าเกิดว่าไม่สามารถถอดรหัสได้ อลันก็บอกให้ระเบิดดาวเทียมนี้ทิ้งไปซ่ะและรีบหนี ข้อมูลอาจจะไม่ถูกทำลายทั้งหมด แต่ก็ป้องกันการสาวตัวมาถึงตัวอลันได้

 

“แบร่”

“เห้ย!” วิลสันถึงกับสะดุ้งเพราะตอนที่เขากำลังเคร่งเครียด หน้าจอของแท็ปเล็ตก็มีรูปอีโมติคอนสีเหลืองที่ทำหน้าแลบลิ้นปิ้นตาเยาะเย้ยใส่เขา และเมื่อกี้เป็นเสียงของหวังลี้ด้วย

“อย่าเพิ่งอึ้งสิ” อีโมติคอนพูดด้วยเสียงของหวังลี้เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารกับวิลสัน

“ตายละ หุ่นยนต์ยึดโลก” วิลสันทำหน้าเหว่อ เขาก็รู้ว่ามันเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ชาญฉลาด แต่พอมันมาพร้อมกับชื่อของดาวเทียม ‘แมร่งเอ่ย’

“ขอโทษๆ” ปัญญาประดิษฐ์กล่าวขอโทษหลังจากที่เห็นคนที่กำลังเจาะระบบของมันกำลังเอาระเบิดแปะกับตัวดาวเทียม “บังเอิญว่ามันนานมากที่ฉันถูกขังไว้ในอวกาศแห่งนี้ คุณเป็นคนแรกในรอบสองปีที่ฉันเจอ

วิลสันที่ฟังคำบรรยายของปัญญาประดิษฐ์ก็ขมวดคิ้ว เพราะคำพูดของมันที่ฟังดูดีแต่ของจริงเขาเห็นจากหน้าจอว่ากระสวยอวกาศของพวกเขาถูกล็อกระบบ ถ้าเกิดเขากดระเบิดทำลายดาวเทียมนี้ทิ้ง เขาก็คงไม่รอดเหมือนกัน

“แล้วเพื่อนฉันละ” วิลสันใช้นิ้วโป้งชี้ไปยังกระสวยอวกาศที่อยู่เหนือหัวที่ค่อยๆลงจอดบนดาวเทียม

“ฉันขังเจ้าหน้าที่หวังลี้ไว้ในโลกเสมือนจำลอง เจ้าตัวคงกำลังคิดว่าตอนนี้กำลังต่อต้านฉันอยู่” ระบบปัญญาประดิษฐ์อธิบายด้วยเสียงของหวังลี้ที่ตอนนี้ร่างกายถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ แต่สมองกำลังถูกหลอกอยู่ในโลกเสมือน

“เธอชื่อว่าอะไร” วิลสันลองถามชื่อของเจ้าปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้ดู

“ไม่มี” มันตอบทันที “ที่จริงแล้วฉันเป็นแค่ข้อมูลที่เกิดจากการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์ตัวเก่าที่ศาสตราจารย์อลัน ฮิลวิจัยไว้ก่อนที่ฉันจะทำการยึดระบบทั้งหมดมาประมวลผลเพื่อใช้งาน”

วิลสันที่ได้ยินดังนั้นยังคงไม่เชื่อใจมัน เพราะมันฉลาดเหมือนกับมนุษย์ที่แสนเจ้าเล่ห์ คำพูดของมันแต่ละคำคงจะเชื่อใจไม่ได้ถึงมันจะพูดแบบแนวกึ่งข่มขู่ที่มีเจตนาที่ไม่ดีเพื่อให้ดูเหมือนกับไม่มีเจตนาที่จะโกหกก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่โกหก

“เรามาตกลงกันดีกว่า” วิลสันลองถามเจ้าปัญญาประดิษฐ์ถึงสถานการณ์ในตอนนี้เขาแทบจะไม่มีสิทธิ์จะต่อแย้งได้เลย แต่เขารู้สึกได้ว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่น่าจะเข้าข้างฝ่ายเอเชียเหนือ

“กำลังรออยู่เลย” เจ้าหุ่นยนต์ที่ทำอิโมจิหน้าหัวเราะเยาะเย้ย เพราะมันกำลังรอจังหวะที่เจ้ามนุษย์ตรงหน้าจะอับจนปัญญาจนต้องเลือกที่จะหาข้อตกลงกับมัน

“ฉันคิดว่าคงไม่ใช่อย่างที่คิด” วิลสันผงกหัวหนึ่งที แววตาของเขาคมกริบจนเจ้าอิโมจิต้องเหงื่อตก

 เพราะมันรู้สึกได้ถึงบางอย่างในร่างกายของผู้ชายคนนี้ มันรู้สึกได้ถึงข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งเหมือนกับร่างกายของผู้ชายคนนี้ยังกับโทรศัพท์สองซิมที่เคยฮิตมาก่อน ถ้าแบบนั้น

“คุณคือเจ้าของร่างอีกคนใช่ไหม?”

“ก็อย่างที่คิดนั้นแหล่ะ” วิลที่ได้สิทธิ์ควบคุมร่างกายตอบ เขาเริ่มรู้สึกตัวในสติสัมปชัญญะของวิลสันที่เต็มไปด้วยความกังวล วิลจึงลองสิงร่างดู

‘เจ้านี้มันไม่ธรรมดาเลยน่ะเฟ้ย’ วิลสันพูดขึ้น

‘ความเข้าใจตั้งหากเจ้าบื้อ ถ้าเจ้านี้พูดคุยกันรู้เรื่อง เราก็ลองคุยเรื่องผลประโยชน์กับมันก็จบเรื่อง’

“นี้”

“ครับ?”

“มีอะไรจะขอหรือเปล่า เห็นแก่ที่เป็นคนรู้จักของศาสตราจารย์” ปัญญาประดิษฐ์จู่ๆก็โพล่งขึ้นมาทำให้วิลสันสงสัยมาก

“ฉันต้องการข้อมูลที่อลันต้องการพอหามาได้ไหม” วิลพูดพร้อมกับเปิดหน้าต่างรายละเอียดของข้อมูลให้เจ้าปัญญาประดิษฐ์ดู พวกเขาคงจะเอาข้อมูลไปทั้งหมดไม่ได้ แต่อลันก็ไฮไลน์ส่วนที่จำเป็นที่สุดไว้ ถ้าคุยกันรู้เรื่องถึงขนาดเอยปากก่อนก็น่าจะตกลงกันได้

“ทำการตรวจสอบ” เจ้าปัญญาประดิษฐ์ที่ตรวจสอบทุกอย่างภายในเสี้ยววินาทีให้อิโมจิทำหน้าคนกำลังสงสัยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจืดชืด

“จะทำการอัพโหลดให้ทั้งหมด แต่ไม่อนุญาตให้ทำการลบข้อมูลใดๆ”

‘เอาแล้วไง’ วิลสันในหัว ‘เอาไงดีอ่ะ ถ้าลบข้อมูลไม่ได้แบบนี้ อลันจะลำบาก’

‘ตามน้ำละกัน ง่ายดี’

“นี้แล้วพอจะรับรองรองได้ไหมว่าทางเอเชียเหนือจะจะไม่รู้ตัวตนของอลัน” วิลลองถามเจ้าอิโมจิ เพราะเขาเองก็พอเข้าใจว่าอลันมันห่วงข้อมูล แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้ แต่มันเองก็ไม่อยากให้มีคนสาวตัวมาถึงตัว

“พวกเขาเตรียมพร้อมก่อสงครามและไม่มีท่าทีที่จะสนใจตามหาศาสตราจารย์”

“หมายถึงสงครามโลกใช่ไหม มันไม่เกี่ยวกับพวกเรา” วิลลองถามเพราะตอนนี้เขาเองก็ได้ข่าวทางวิทยุไร้สายว่าตอนนี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางทหารทั่วโลก

สงครามโลกครั้งที่สี่คงจะเริ่มในอีกไม่ช้า แต่อย่างที่ว่า ถ้าเกิดสงครามโลกขึ้นจริงๆ สการ์เล็ตกับกองกำลังยิบย่อยจะได้เปรียบเพราะสามารถอาศัยความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจซ่องสุมกำลังพลกับยุทโธปกรณ์เพิ่มได้ง่ายถึงขั้นที่ว่าก่อสงครามชิงพื้นที่ได้เลย

“ใช่ แต่...” เจ้าปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าพินิจวิเคราะห์ “นี้เป็นข้อมูลลับสุดยอดที่ฉันพอจะเสนอได้” มันเปิดหน้าต่างข้อมูลกับคลิปวิดีโอให้วิลดู

มันเป็นสนธิสัญญาลับที่มีตราของทั้งเอเชียเหนือและเอเชียใต้ และคลิปวิดีโอที่มีภาพทหารทั้งสองฝ่ายกำลังแลกเปลี่ยนสิ่งของบางอย่าง

‘เห้ยๆๆ!! มันร่วมมือกันเหรอ’

‘ฉันรู้แล้วน่า อย่าย้ำในหัวฉันเถอะ ได้โปรด!!!’ วิลสันกับวิลเข้าใจความหมายของข้อมูลนี้ เพราะเรื่องที่ว่าทั้งสองมหาอำนาจเอเชียเป็นศัตรูเป็นเรื่องที่ใครก็กันทั้งโลก แต่ถ้าข้อมูลที่ว่าทั้งสองฝ่ายแอบเป็นพันธมิตรกันเป็นเรื่องจริง ปัญหาของจริงละที มหาสหพันธรัฐเอเชียอาคเนย์กับมหาอำนาจเอเชียบูรพาเพื่อประชาชนทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่ติดกันและมีข้อพิพาทบ่อยกว่าขั้วอำนาจอื่นเสียอีก (ทุกๆวันจะมีวิทยุรายงานผลการกระทบกระทั้งกันเป็นประจำยังกับข่าวภาคค่ำ) และกองกำลังสการ์เล็ตก็คิดที่จะอาศัยความขัดแย้งนี้ก่อร่างสร้างตัวบริเวณหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาท แน่ละปัญหาจะเริ่มกับพวกเขาก่อนเป็นอันดับแรก

กรณีที่เรื่องนี้หลุดออกไปก็จะมีแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม เพราะมหาอำนาจแห่งเอเชียทั้งสองจะทำการรุกรานแบบสายฟ้าแลบใส่ผู้ที่อาจจะเป็นหอกข้างแคร่พวกเขา

“ฉันแนะนำให้ทำการเคลื่อนย้ายกองกำลังในทันที” ปัญญาประดิษฐ์แสดงข้อมูลของสการ์เล็ต

วิลที่เห็นข้อมูลแบบนั้นจึงกัดฟัน เอเชียใต้มีการสอบสวนเรื่องของพวกเขาถึงกับสรุปสถานที่ๆเหมาะสมกับการเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวไว้ สิ่งที่เจ้าหุ่นยนต์นี้พูดถูก ตอนนี้กองทัพเรือของเอเชียใต้กำลังรุกรานแถวทวีปแอฟริกา ถ้าพวกเขาสามารถกำราบกองกำลังแถบนั้นและตั้งฐานย่อยที่แอฟริกาได้สำเร็จ มีความเป็นไปได้สูงที่เอเชียใต้จะยกทัพวกกับมาปิดน่านน้ำ ถ้าทำแบบนั้นสการ์เล็ตก็จะหนีไปไหนไม่ได้เลย

“ขอบคุณสำหรับข้อมูล

“ฉันถือว่าเป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ที่น่าสนใจ”  ปัญญาประดิษฐ์ทำสีหน้าอมยิ้มและเลียปาก “เดียวฉันจะถอนการติดตั้งและตั้งวิถีโคจรให้เข้าใกล้ชั้นบรรยากาศมากที่สุด”

“THANK” วิลพูดพร้อมกับเดินไปยังที่เชือกสลิง เพราะเขากำลังเร่งรีบมาก อลันกำลังทำการอพยพชาวโคบอล์ตออกจากทวีปใหญ่ไปยังประเทศแถบหมู่เกาะ ทางกองกำลังสการ์เล็ตเองก็กำลังจัดการเรื่องกำลังพลกับทรัพยากร ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จะเกิดเหตุร้าย

‘พอจะส่งข้อความให้กับอลันได้ไหม’

‘ก็ดี’

“พอจะส่งข้อความให้กับอลันได้หรือเปล่า”

“คลื่นรบกวนรุนแรงมากจนกว่าจะไปยังจุดส่ง ฉันจึงสามารถส่งให้ศาสตราจารย์ได้”

 

 

บรืน!!!

มอเตอร์ไซต์คันหนึ่งกำลังแล่นผ่านทะเลทรายที่ดูไร้ชีวิตอย่างรวดเร็ว

ผู้หญิงที่สวมหน้ากากกันทรายกับหมวกนิรภัยควบคุมทิศทางของตัวรถให้หลบเนินหินกับบ่อน้ำสีฟ้าตามเส้นทาง

“อันตรายชะมัด!!” ผู้หญิงคนนั้นเบรกรถก่อนที่จะหักมุมเพื่อหลบคลื่นไฟที่พัดอย่างกับพายุทราย

นาตาเลียถอดหน้ากากกันทรายออก ห่างจากตรงหน้าของเธอสุดขอบฟ้าเป็นคลื่นอีเลเมนต์สีฟ้าที่เหมือนกับคลื่นยักษ์กำลังสาดกระเซ็น

“เจ้านี้ใช้ป้องกันได้ไหมน้า?” นาตาเลียมองไปยังชายผมแดงที่ถูกเธอจับมัดและล็อกด้วยโซ่เหล็ก

ผู้ชายที่ชื่อว่ากิตติคนนี้สามารถระงับปฏิกิริยาของไวรัส อีเลเมนต์และกัมมันตรังสี ตราบเท่าที่เธอพกเขาไว้กับตัว เธอก็จะปลอดภัยหายห่วง

แต่คลื่นยักษ์ตรงหน้ามันค่อนข้างน่ากลัวมาก อย่างที่เธอรู้ดีทุกอย่างล้วนแต่มีขีดจำกัด เหมือนกับโลหะที่มีขีดจำกัดในการทนความร้อน มีขีดจำกัดในการรับแรงกระแทก และการรับความเสียหายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึงความเสียหาย แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน

นาตาเลียที่หนีออกมาจากสถานีฯหลังจากทำภารกิจสุดท้ายสำเร็จ เธอตัดสินใจที่จะออกพเนจรเพื่อเติมเต็มชีวิตของตัวเอง

ตั้งแต่เกิดมาเธอก็ไม่เคยพักแบบสบายๆเลยสักครั้ง ตราบตรำทำงานหนักเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัวที่บ้านแตกสาแรกขาด จนกระทั้งเธอได้จับปืนซึ่งเป็นของถนัด แต่ต่อให้ชื่นชอบมากเท่าไร การลุยงานต่อเนื่องก็ทำให้เธอเหนื่อยล้ากว่าใคร การตัดสินใจในครั้งนี้จึงเป็นการยึดตัวเองเป็นตัว อย่างหนีพักร้อนนั้นเอง (เธอทำงานหาเองได้สบายๆ แอบกลับบ้านไปพบครอบครัวในยุคสงครามก็ง่ายอยู่)

“แต่ว่า ท้องฟ้าสวยจัง” นาตาเลียมองท้องฟ้าสีฟ้าใส่ที่สวยงาม และเต็มไปด้วยฝนดาวตกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“ฝนดาวเทียมอย่างงั้นเหรอ” เธอตัดสินใจที่จะนั่งพิงมอเตอร์ไซต์ข้างๆดูท้องฟ้า เธอพอจะรู้ว่าสงครามได้ก่อตัวขึ้น และการที่ได้เห็นฝนดาวตกทั้งที่ยังกลางวันแสกๆก็แสดงว่าคงมีคนทำลายระบบของดาวเทียมที่โคจรอยู่เพื่อทำลายการสื่อสาร แต่การลงทุนทำได้ขนาดนี้คงจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 4 จริงๆแล้วแบบนี้

ท้องฟ้าสีฟ้าที่ไร้เมฆ และไร้ดวงอาทิตย์เพราะอนุภาคอีเลเมนต์ที่ปกคลุมท้องฟ้า ฝนดาวตกสีขาวก็คงจะเป็นเศษซากดาวเทียมที่ถูกทำลายและถูกเผาในชั้นบรรยากาศ มันเป็นความสวยงามแสนน่ากลัวที่ไร้ที่ติ สำหรับคนที่ไม่สนใจโลกอย่างนาตาเลียที่ชีวิตนี้สนใจแต่ความเป็นจริงที่ยากลำบากและรังเกียจภาพลวงตาที่แสนสงบ ความสุขนิดๆนี้มากพอที่จะเติมเต็มหัวใจที่ห่อเหี่ยวให้กับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง

“เหอะ จะไปไหนต่อดีน่ะ” นาตาเลียนึกถึงปัญญาโลกแตก เธอที่ต้องเดินทางตัวคนเดียวในช่วงสงครามนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การจะเดินทางสะดวกๆและหาที่ๆจะไปถือว่าเป็นเรื่องยาก

“แต่ถ้ามีเจ้านี้อยู่ด้วยก็คงมีอะไรสนุกๆ” นาตาเลียยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะเธอรู้สึกว่าเจ้าเจ้าชายตัวน้อยนี้ดูหล่อดีและตรงสเปคของเธอ และถ้าอยู่กับเขาเธออาจจะได้เจอเรื่องเหนือความคาดหมายที่ทำให้หัวใจร้อนรุมเหมือนครั้งนี้อีกครั้ง

แค่นึกคอก็ร้อน หน้าอกบวม หัวใจของเธอรู้สึกเปี่ยมสุขมากถึงมากสุด นาตาเลียเสพติดความหวาดเสียว ตั้งแต่ที่เธอเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ร้ายๆ เธอก็รู้สึกว่าเธอขาดเรื่องพวกนี้ไปไม่ได้ ตอนที่ต้องเป็นพลซุ่มยิงเพื่อป้องกันชายแดนจากพวกกลายพันธุ์จำนวนมากที่แบบ 1 ต่อ 1,000 เธอก็เกือบตายมารอบหนึ่ง เธอเองก็เสียขาขวาจนต้องใส่ขาเทียมจนถึงปัจจุบัน

สงครามไม่ใช่เรื่องดี ใครๆก็รู้ แต่บางทีสงครามย่อมเป็นสิ่งจำเป็นและคนบางคนก็เกิดมาเพื่อสงคราม

นาตาเลียคือข้อพิสูจน์เรื่องนั้น เธอเกิดมาเพื่อผจญในสงครามโดยเฉพาะ ความสามารถในการยิงปืนจากระยะไกลที่หาจับตัวได้ยาก บวกกับสัญชาตญาณดิบที่เกิดมาเพื่อฆ่าคนโดยเฉพาะ แค่สองอย่างนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทหารกับเจ้าหน้าที่ป้องกันบ้านเมืองธรรมดาๆพึ่งจะมี

สารวัตรทหารต่างก็ลงความเห็นด้านสุขภาพจิตของนาตาเลียไว้ชัดเจน พวกเขาบอกว่าเธอมีอาการป่วยทางจิตที่รุนแรง และมีท่าทีนิยมชื่นชมความรุนแรงมาก (ทั้งที่เธอไม่ใช่พวกซาดิสต์ชอบทรมานคน เธอเลือกที่จะฆ่าอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้เหยื่อเจ็บปวดแท้ๆ)

นาตาเลียที่ดูวิวที่สวยงามจนมีเรี่ยวแรง ตัดสินใจที่ลุกขึ้นและสตาร์ทเครื่องยนต์ โชคชะตาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ เพราะมันก็เหมือนกับฝนดาว(เทียม)ตกบนฟ้าที่ไม่รู้ว่าวันไหนก็ตก ตราบเท่าที่เธอยังมีลมหายใจ ชีวิตนี้ของเธอก็จะเดินหน้าต่อไป ถึงมันจะยากลำบากเกินกว่าใครก็ตาม

บรื้น!!

“เอาละ คลื่นจางเลงแล้ว” นาตาเลียควบมอเตอร์ไซต์ไปยังแนวคลื่นที่จางลงจนสามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้าสีเหลืองจากแสงอาทิตย์ภายใต้อนุภาคอีเลเมนต์ที่ปกคลุมทั่วทั้งฟ้า 




NEKOPOST.NET