P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 101 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.101 - Scorched earth (2.During)


วันที่ 17 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 05: 11 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ตูม ต้าม!!!

ขีปนาวุธมากมายยิงถล่มใส่สถานีอวกาศ แรงระเบิดของขีปนาวุธแต่ละลูกทำให้สิ่งของจำนวนมากในรัศมีที่ไม่ถูกเผาเป็นตอตะโกกระเด็นไปตามแรง

ทหารกับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เมื่อถูกแรงระเบิด ร่างกายก็จะระเหิดในทันที อารมณ์เดียวกับตัวละครในหนังวันสิ้นโลกที่ตัวระเหิดตั้งแต่ผิวหนังยันกระดูก

ใครที่ไม่ตายไปในชุดแรกก็จะถูกความร้อนสูงเผาจนกลายเป็นถ่านคาร์บอน แต่ถ้ายังรอดชีวิตก็จะตายเพราะสารกัมมันตรังสีที่จะละลายร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในอาณาบริเวณให้กลายเป็นพุดดิ้งสีเขียว

 

“พระเจ้าช่วย! ผมยังไม่อยากตาย!” ทหารนายหนึ่งที่รอดชีวิตต้องร้องอ้อนวอนพระเจ้าอย่างทุกย์ทรมาน เมื่อร่างกายของเขาเกิดกลายสภาพอย่างรุนแรง เลือดออกตามส่วนต่างๆของร่างกาย แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือขาทั้งสองข้างที่ละลายเป็นของเหลวสีเขียวที่เริ่มระเหยในทันที

ปัง!

กระสุนหนึ่งนัดพุ่งทะลุหัวของทหารผู้โชคร้ายจนเสียชีวิต

“ขอโทษด้วย” ทหารหญิงคนหนึ่งที่น้ำตานองหน้าจำใจต้องใช้ปืนยิงเพื่อนของตัวเองเพื่อไม่ให้เขาต้องทุกข์ทรมาน แต่อีกไม่นานเธอก็จะตามไปด้วยเช่นกัน

เธอหายใจหอบแหกเป็นเลือดเพราะสารกัมมันตรังสีเริ่มทำลายร่างกาย ก่อนที่จะเล็งปืนจ่อขมับตัวเองแล้วเหนี่ยวไก

ปัง!

 

“บ้าจริง!” ทหารคนหนึ่งทุบประตูนิรภัยด้วยความโกรธ

“ทำไมมันเป็นแบบนี้!!” ทหารหญิงอีกคนที่นั่งกอดปืนพิงกำแพงพูดขึ้น

พวกเขาที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธของสถานีต้องเจอเรื่องไม่คาดฝัน เพราะมีกองกำลังหลากสังกัดบุกโจมตีทุกทิศทุกทางหลังจากที่ตัวสถานีฯที่กำลังลอยตัวไปยังจุดหมายถูกต้นไม้ประหลาดโจมตี และพอพวกเขาเริ่มที่จะควบคุมสถานการณ์ด้านนอกได้ก็มีพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เข้าโจมตีอีก

ผู้บัญชาการจำเป็นต้องสั่งให้กองกำลังส่วนหนึ่งไปตั้งค่ายด้านนอกเพราะตัวสถานีฯอยู่ตรงช่องแคบทำให้ถูกโจมตีได้รอบด้าน พวกเขาต้องสูญเสียเจ้าหน้าไปถึงหนึ่งในสามเพื่อทำให้สถานการณ์ภายนอกอยู่ในการควบคุม

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ภายในที่เพิ่งกู้ระบบสื่อสารคืนได้สำเร็จก็ต้องตกใจกับขีปนาวุธมากมายที่มีเป้าหมายมายังสถานีฯแห่งนี้ผ่านเรดาห์ และมันก็สายเกินไปถึงแม้ระบบถูกกู้คืนกลับมา

ระบบป้องกันขีปนาวุธของตัวสถานีฯไม่สามารถป้องกันได้ทัน ขีปนาวุธจำนวนมากได้ทำลายพื้นที่รอบนอกของสถานีรอบนอกทั้งหมด กองกำลังที่ถูกส่งออกไปด้านนอกเกือบทั้งหมดถูกสังหารด้วยแรงระเบิดกับความร้อนเพียงเสี้ยววินาที เจ้าหน้าที่ประสานงานอยู่ด้านในกับผู้บุกรุกเองก็เสียชีวิตด้วยความร้อนสูงกับสารกัมมันตรังสีเข้มข้น

คนที่ยังรอดชีวิตต้องร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอดถึงแม้จะเป็นศัตรู ตอนนี้ห้องนิรภัยนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายสังกัดที่รอดชีวิตหวุดหวิด

ส่วนหน่วยของพวกเขาที่ทำหน้าที่ป้องกันแหล่งพลังก็ต้องเสียเพื่อนร่วมรบไปถึงสองคนเพราะที่ไม่พอ

ใช่! เพราะในห้องนิรภัยมีเด็กๆกับทหารต่างกองกำลังอยู่ก่อนแล้ว

เด็กๆในชนบทเหล่านี้ได้รับทุนการศึกษาทางการทหารเพื่อทัศนศึกษาสถานีอวกาศที่กำลังก่อสร้างอยู่เพื่อให้เด็กเหล่นนี้เป็นรากฐานใหม่ให้กับประเทศชาติ

พอเป็นแบบนั้นเพื่อนของพวกเขาคนหนึ่งจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดใช้ปืนยิงขาทหารอีกคนที่กำลังวิ่งหนีเข้ามาอย่างร้อนรนจนล้มลง ก่อนที่ตัวเองจะรีบปิดประตูจากด้านนอกจนเกิดเหตุการณ์น่าสลดเมื่อครู่ สาเหตุที่ต้องทำเป็นแบบนี้เพราะถ้าพวกเขาชักช้าเกินไปอาจจะเกิดปัญหากับทหารฝ่ายอื่นจนทำให้พวกเด็กๆอยู่ในอันตราย

“ทั้งคู่ตายแล้ว” ทหารแก่อีกคนที่ใช้เสื้อนอกของตัวเองช่วยห้ามเลือดให้กับเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด เขากระอักเลือดก่อนที่จะล้มฟุบลงไปอีกคนเผยให้เห็นแผลด้านหลังที่ถูกยิงจนเละ

สถานการณ์ชั่งหดหูเพราะคนบางคนด้านในห้องนิรภัยก็เริ่มเสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไว้หรือเป็นเพราะร่างกายได้รับสารพิษบางอย่าง แต่ที่น่าเสียใจที่สุดคือเด็กบางคนที่ต้องตายกับบางคนที่ต้องพิการตลอดชีวิตทั้งที่ยังเยาว์

“โอ้ อย่าร้องไห้น่ะเด็กๆ” ครูที่พาเด็กมาทัศนศึกษากล่อมนักเรียนที่กำลังขวัญผวา

ทหารที่เหลือรอดต่างพากันจ้องหน้ากันภายในห้องขนาดรถบัสที่มีคนอัดแน่นกัน ทหารที่อยู่ข้างในเองก็เป็นอดีตศัตรูที่ตอนนี้ช่วยเหลือกัน

คนอเมริกาช่วยเด็กรัสเซียที่บาดเจ็บ หน่วยแพทย์ชาวจีนที่พยายามห้ามเลือดให้กับทหารวาติกัน มันคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องช่วยเหลือกันเพื่อเอาตัวรอด แต่ก็เป็นภาพที่งดงามที่มนุษย์ในยามวิกฤตก็ยังคงรักกันอยู่

“ครับ ครับ รับทราบ” ทหารคนหนึ่งที่กำลังคุยผ่านวิทยุไร้สายตอบรับก่อนที่จะสูดลมเข้าเต็มปาก

“มีภารกิจหรือไง” เพื่อนที่อยู่ข้างกันถามจากสีหน้าที่ไม่สู้ดีของเพื่อน

“ประตูที่ชั้น 2-C4 ปิดไม่สนิท”

เขาถอนหายใจและพูดต่อ “ต้องมีคนไปปิดมันก่อนที่สารกัมมันตรังสีจะรั่วซึมเข้าไปในทำลายระบบป้องกันสำรอง A-024” สถานการณ์ที่ว่านี้เลวร้ายกว่าเดิม สาเหตุที่สถานีฯแห่งนี้ยังคงมีห้องนิรภัยไว้ใช้งานทั้งที่ถูกระดมยิงด้วยขีปนาวุธก็เพราะว่า สถาปนิกกับวิศวกรที่ออกแบบต้องการสร้างสถานีฯให้มีความปลอดภัยสูงขนาดที่ว่า ถ้าตัวเครื่องเกิดขัดข้องตอนปฏิบัติการในอวกาศจนตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก ระบบป้องกันทั้งหมดจะทำงานให้ตัวสถานีฯตกลงบนมหาสมุทรและในช่วงเวลานั้นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจะหลบภัยในห้องนิรภัยเพื่อรอคนเข้ามาช่วยในภายหลัง

แต่ประตูนิรภัยเกิดขัดข้องเพราะแรงระเบิดทำให้สารกัมมันตรังสีเริ่มร่วงไหลเข้าไปภายใน ถ้าขืนปล่อยไว้นานเกินไป สารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนอนุภาคอีเลเมนต์จะทำให้เตาปฏิกรณ์ฟิวชันทำงานขัดข้อง ซึ่งจะทำให้ระบบป้องกันที่สร้างม่านพลังหลายชั้นหยุดทำงาน ระบบป้องกันส่วนอื่นๆจะเริ่มพังทลายทั้งหมด

“แล้วเราจะออกไปยังไง” ทหารวาติกันที่อยู่ใกล้เคียงพูด เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องแคบที่คนอันแน่นจนทำอะไรไม่ได้

“ยังมีทางอยู่” ทหารแก่อีกคนที่ใช้หมวกปิดหน้าทหารแก่ที่สิ้นชีพพูด “ถ้าเราส่งคนมุดไปชั้นล่างตรงนี้” เขาชี้ไปยังใต้ศพทหารแก่ที่นอนทับประตู

“มันจะพาเราไปยังห้องนิรภัยชั้นล่าง”

“แล้วทำไมลุงไม่บอกก่อนล่ะ!!!” เจ้าหน้าที่ยังทำใจไม่ได้เพราะเพื่อนต้องตายคาประตูท้วง ถ้าพวกเขารู้ตั้งแต่แรกคงไม่เสียเพื่อนไปอีกสองคน

“เจ้าหนูทำไม่ได้หรอก” ทหารแก่ยกร่างเพื่อนไปที่อื่นและกดรหัสเพื่อเปิดประตู “ห้องด้านล่างอีกสองชั้นยังใช้งานไม่ได้เต็มร้อย และถ้าอยากใช้งานได้เราต้องไปควบคุมระบบหล่อเย็นที่ชั้น2-C4ด้วยมือเพื่อลดอุณหภูมิของระบบป้องพลังงานในห้องด้านล่าง เราจึงจะใช้งานห้องนิรภัยอีกสองห้องได้” เขาที่ทำงานเป็นวิศวกรคุมงานพูด

“งั้นก็ไปกันเลย”

“ไอ้หนูหัดใจเย็นๆกันหน่อย” ชายแก่พูดหลังกดรหัสเสร็จ เขาเปิดประตูที่ภายในเป็นห้องขนาดเล็กสำหรับหนึ่งคน “ด้านล่างมีชุดป้องกันเพียงหนึ่งชุด เราจำเป็นเลือกคนเพียงคนเดียวเพื่อจัดการเรื่องทั้งหมด”

ด้านล่างเป็นห้องปรับสภาพที่มีขนาดสำหรับคนหนึ่งคนพร้อมกับชุดป้องกันกับระบบสื่อสารหนึ่งชุด

“เราจะให้ข้าศึกไปไม่ได้” ชายแก่มองไปยังทหารที่ไม่ใช่กองกำลังของเอเชียเหนือ

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง” ทหารฝ่ายอื่นไม่พอใจ

“ผมพอเข้าใจ” ทหารอเมริกาที่ผ่านศึกน้อยใหญ่มาโชกโชนเข้าใจ พวกเขากลัวการถูกลอบกัด ถ้าเกิดฝ่ายไหนที่มีจำนวนน้อยกว่าคิดหนีตัวคนเดียวก็ย่อมได้ เพียงแค่สวมชุดออกไปและปรับระบบป้องกันให้ใช่ได้เฉพาะที่ๆตัวเองอยู่ เขาคนนั้นก็จะสามารถฆ่าปิดปากทุกคนได้ทั้งหมดและยังจะสามารถทำลายโครงสร้างภายในของสถานีฯแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าให้ฝ่ายเจ้าตัวจัดการเองจะไม่ต้องกลัวปัญหาแบบนี้ เพราะในห้องยังมีเด็กๆและส่วนอื่นก็น่าจะมีเจ้าหน้าที่ระดับวีไอพีอยู่ ถ้าใครคนนั้นหนีรอดไปเพียงคนเดียว เขาคนนั้นจะต้องเจอกับบทลงโทษของประเทศแม่อย่างแน่นอน (ซึ่งก็น่าจะเป็นการบังคับใช้แรงงานตลอดชีวิต ถูกใช้เป็นหนูทดลองโปรเจกต์ต่างๆ หรือประหารชีวิต แต่ละอย่างไม่มีอะไรดีๆทั้งนั้นเลย)

“ถ้าเข้าใจก็มาช่วยกันหน่อย” ทหารแก่หยิบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาก่อนที่จะปีนลงไปในห้องแคบเพื่อจัดการระบบป้องกันที่ยังใช้การไม่ให้ใช้การได้ชั่วคราว

เหล่าคนที่พอมีฝีมือจึงให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้เพื่อความอยู่รอด

ตอนนี้ในห้องแคบแห่งนี้ถูกแบ่งตามกลุ่มได้อย่าง นักเรียนกับครูที่ยังรอดชีวิตอยู่สุดหัวมุม 30 คน (ครู 4 คน กับ นักเรียนอีก 26 คน) ทหารช่างกับวิศวกรที่กำลังช่วยกันซ่อมแซมกับป้องกันประตูนิรภัยบานใหญ่ 11 คน (วิศวกรชาวจีนประจำสถานีฯ 2 คน แฮกเกอร์อเมริกัน 1 คน ภารโรง 4 คนกับทหารวาติกันหน่วยกำจัดสารตกค้างอีก 4 นาย) กลางห้องด้านหนึ่งมีศพของทหารกับนักเรียนที่โชคร้ายวางเรียงกันก่อนที่จะเอาผ้าคลุมและเอาสิ่งของวางทับชั่วคราวโดยมีทหารเอเชียเหนือ 11 นายค่อยจับตาดูร่างว่ามีการกลายพันธุ์หรือคืนชีพหรือไม่ (ทั้งนี้ศพเหล่านั้นยังมีกลุ่มก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรงอยู่ด้วย แต่พวกนี้หัวรุนแรงและฆ่านักเรียนจนถูกทหารหลากฝ่ายรุมสะกำจนเละ) และส่วนสุดท้ายคือกลางห้องอีกด้านหนึ่งที่มีทหารแก่พูดคุยกับตัวแทนชั่วคราวของทุกฝ่ายกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเรียกมาช่วย 6 คน (ทหารช่างแก่ชาวรัสเซีย 1 นาย ทหารอเมริกันกับหัวหน้า 2 นาย ทหารวาติกันหนุ่มเลือดร้อนประสบการณ์น้อย 1 นาย นักวิทยาศาสตร์ประจำสถานี 1 คน กับสายลับของทวิภาคี 1 นาย)

 “แล้วใครจะไป”  ทหารอเมริกันหลังจากที่ทหารแก่อธิบายขั้นตอนกับโครงสร้างภายในคราวๆให้ฟังว่า พวกเขายังคงส่งคนใส่ชุดป้องกันออกไปไม่ได้จนกว่าอุณหภูมิจะลดในระดับหนึ่งและต้องรอประสานงานกับอีกกลุ่มที่อยู่ใกล้กับระบบหล่อเย็นใกล้เคียงเพื่อปรับให้ระบบหล่อเย็นทำงานเกินพิกัดเพียงชั่วขณะแล้วค่อยอาศัยจังหวะนี้ส่งคนใดคนหนึ่งรีบไปซ่อมประตูนิรภัยที่ได้รับความเสียหายที่ว่ารีบจัดการให้เสร็จ

แล้วทำไมถึงมีคนเดียว คนที่อยู่ห้องนิรภัยอื่นๆไม่มาด้วยหรือ นั้นเป็นเพราะว่ามันไม่มีทางผ่านยกเว้นห้องนิรภัยห้องนี้เพียงห้องเดียว การที่จะไปถึงจุดหมายจำเป็นต้องคลานผ่านช่องลมและปีนเชือกลิฟต์เท่านั้น ซึ่งทางอื่นมันถูกปิดตามหมดและยังมีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนอนุภาคอีเลเมนต์หนาแน่นมาก ชุดป้องกันไม่สามารถป้องกันได้ ทั้งคนและชุดจะละลายไปพร้อมกันเพียงแค่สัมผัส

“ฉันเอง” ทหารหญิงที่นั่งทับศพพูดพร้อมกับลุกขึ้น เธอหยิบปืนลูกซองพร้อมกับเดินไปหาทหารแก่

“อะไรคือเหตุผลที่ฉันจะอนุญาตให้เธอจัดการเรื่องทั้งหมด” ชายแก่พูด ภารกิจนี้ส่งผลถึงทุกชีวิตในสถานีฯแห่งนี้ ถ้าเกิดพลาด จะไม่มีใครสักคนที่สามารถรอหน่วยกู้ภัยมาช่วยได้แม้แต่คนเดียว

“ฉันมีคุณสมบัติพอและเหมาะสมที่สุด”

“นั้นไม่ใช่เหตุผลที่รับได้” อย่างที่บอก การที่จะส่งทหารคนไหนไปไม่จำเป็นต้องสนใจยศหรือความสามารถ แต่ต้องดูว่าเจ้าตัวมีทักษะการตัดสินที่เหมาะสม......

พลั้ก!!!

ทหารหญิงคนนั้นใช้ด้ามปืนทุบไปยังไหล่ของทหารแก่ก่อนที่จะใช้หลังมือฟาดหน้าทหารอเมริกาใกล้ๆจนเลือดออก

“เธอ!!!!”

ทหารใกล้เคียงเตรียมอาวุธเล็งไปยังทหารหญิงที่เล็งปืนไปยังทหารแก่ที่กำลังจับไหล่ขวาที่ถูกทบจนกระดูกแตก ชายแก่คนนั้นมองไปยังหน้าของทหารหญิงคนนั้นจึงพึ่งสังเกตเห็น

เขาเปิดแท็บเล็ตข้อมูลเจ้าหน้าที่ๆประจำการในสถานีฯเพื่อดูประวัติฐานะและสภาพการเงินของครอบครัว (พ่วงสาเหตุที่มาสมัครทหาร)

สิบเอกหญิงนาตาเลีย วลาดีมีรอฟนา คาอาร์ลาโมวา [Natalia Vladimirovna Kharlamova] เกิดในตระกูลเศรษฐีค้าขายด้านอาหารทะเลในเมืองวลาดีวอสตอค เธอเป็นลูกสาวคนที่สามของครอบครัวจากพี่น้องสี่คนที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด

‘หือ เป็นลูกนอกสมรสนี้’

คาอาร์ลาโมวาเป็นลูกน้องสมรสเพียงคนเดียวที่เกิดกับผู้หญิงชาวประมงแถวท่าเรือ ฐานะไม่ค่อยดีเพราะกฎหมายทางทะเลที่ระบุเกี่ยวกับการกระจายคลื่นอีเลเมนต์ในชั้นบรรยากาศ

เขาไล่ดูข้อมูลแบบคราวๆจนมาถึงภาพทหารหญิงในชุดทหารตอนได้รับการเลื่อนยศครั้งล่าสุดกับแม่ที่ชาวประมงกับเด็กๆจำนวนมากที่มายินดี

เข้าใจล่ะ นี้คือสาเหตุสิน่ะ

“ก็ได้” ทหารแก่คนนั้นตอบตกลงพร้อมกับยิ้ม “เดียวเธอลงไปเตรียมตัวด้านล่างเลย ฉันจะให้คนจัดการเรื่องชุดให้” เขาพูดพร้อมกับใช้แขนข้างที่ยังใช้การได้ขวางทหารบางคนที่ไม่พอใจในการตัดสินใจ ทหารแก่จึงพยักหน้าและบอกว่า ยังไงเขาก็ต้องให้เด็กๆเหล่านี้รอด ซึ่งทหารหญิงคนนี้มีความคิดแบบเดียวกัน แต่ด้วยนิสัยของทหารที่คลั่งในการรบแนวหน้าทำให้พูดน้อยต่อยหนักกว่าคนอื่นๆ

 

“ฮึบ!”

นาตาเลียที่อยู่ในชุดป้องกันเสริมพละกำลังปีนป่ายภายในลิฟต์หลังจากที่เชือกขาด

เธอที่ปีนอยู่เกิดปล่อยมือ จนเกือบตกไปด้านหลัง

“แย่ละสิ มันเริ่มควบคุมไม่ได้แล้ว” นาตาเลียพูดกับตัวเอง

สาเหตุที่เธอตั้งใจทำภารกิจนี้ด้วยตัวเองก็เพราะว่า เธอติดเชื้อ

นาตาเลียถูกสิ่งมีชีวิตทดลองปริศนาคล้ายหมีเข้าทำร้ายจนเสียเพื่อนร่วมรบไปหลายนาย(พอถามคนที่รอดก็ไม่มีใครรู้อีกว่ามันคือตัวอะไร และใครเป็นคนเอามันมาปล่อย) ตัวเธอที่สามารถสังหารมันได้สำเร็จด้วยความยากลำบาก แต่กลับถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บที่แผ่นหลัง

แผลของเธออาจจะไม่หนักมากเพราะไม่ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ แต่บาดแผลกับติดเชื้อไวรัส และเธอจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดอย่างแน่นอน

เธอที่รู้อย่างนั้นจึงคุมสติตัวเองด้วยยากระตุ้นประสาทตลอดเวลาก็เพื่อต้องการที่จะหวนนึกถึงอดีตของเธอที่เกิดขึ้นตั้งแต่เล็กจนโต และพอได้ฟังเรื่องที่คนพวกนั้นพูดกันเกี่ยวกับเรื่องประตูนิรภัยเสียเธอก็เลยฉุดคิดขึ้นได้ว่าถ้าเธอทำภารกิจนี้สำเร็จ เธอที่ตายไปจะมีเงินบำเหน็จกับเงินบำนาญมากโขให้ครอบครัวของเธอใช้สบายๆ

ส่วนทหารแก่ที่มองไปที่ตาของเธอรูม่านตาขยายตัวและมีเส้นเลือดขึ้นผิดปกติจึงสามารถรู้ได้ทันทีตามประสบการณ์ว่าเธอติดเชื้อ และการที่เขาเช็คประวัติก็คงจะรู้เจตนาของเธอที่โลภอย่างได้เงินจึงอนุมัติ

ใครๆก็รู้ดีเวลามนุษย์โลภขึ้นมาจะหาอะไรมาห้ามมันก็ยาก

และที่สำคัญ สำหรับเธอแล้ว วิธีนี้คงจะเป็นการเกษียณตัวเองเงียบๆสบายๆแบบที่เธอต้องการ

แต่เธอกลับต้องรู้สึกประหลาดใจ เพราะตัวเลือกที่ตัดสินใจด้วยความโลภของคนที่ยอมรับชะตากรรม จะทำให้เธอเจอกับความมหัศจรรย์ที่ทั้งชีวิตนี้ไม่มีทางได้เห็น




NEKOPOST.NET