P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 100 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.100 - Scorched earth (1.Post)


ณ ฐานทัพใต้ดิน

เหล่าโคบอลต์กำลังช่วยใช้สว่านขุดดินที่ออกแบบเป็นพิเศษค่อยๆขุดทางเดินใต้ดินอย่างเป็นระเบียบสมกับเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใต้ผิวโลกมาช้านาน

การทำงานของพวกเขามีระบบในหลายรูปแบบ ทั้งการขุดดิน สำรวจแร่ สร้างทางเดิน กับกำจัดภัยอันตราย ทั้งหมดที่ว่านี้ปฏิบัติพร้อมกันโดยที่โคบอลต์หนึ่งคนสามารถจัดการเรื่องดังกล่าวได้ถึงสามในสี่

“กระสวยอวกาศใช้ได้หรือยัง” วิลสันที่นั่งอยู่บนเตียงให้โคบอลต์ช่วยทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นพูดขึ้น

“ยังไม่ได้ ทั้งสถานการณ์กับร่างกายของคุณยังไม่พร้อม” อลันที่กำลังใช้ดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของสิ่งแปลกปลอมสองอย่างที่ตอนนี้อยู่ในร่างกายของวิล/วิลสัน

“งั้นก็เอาให้เร็วหน่อย เออะ! ซี้ด” วิลสันเจ็บจนหน้าเกร็ง

อลันที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าเขาจะจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

ภารกิจถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากจากตอนแรกที่ให้นิล,วิล/วิลสันกับอลันขึ้นกระสวยอวกาศแล้วให้โคบอลต์ทำการเปิดประตูมิติวาร์ปเอากำลังพลกับทรัพยาการที่ขนย้ายหนีไปที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งในตอนนี้สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลง เหล่าบรรดาสุดยอดผู้นำโลกใช้นโยบายสกอชท์เอิร์ธ(นโยบายทางการทหารที่จะทำลายทุกอย่างที่อาจเป็นประโยชน์แก่ข้าศึก) ระดมยิงหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กทำลายสถานีฯทิ้ง ตอนนี้ทะเลอารัคกับอดีตศูนย์ปล่อยอวกาศยานได้ถูกลบไปจากแผนที่โลก

สาเหตุที่มหาสหพันธ์โลกต้องใช้วิธีถอนรากถอนโคนแบบนี้ก็เพราะว่าพวกเขาตรวจพบการปฏิบัติการทหารจำนวนทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้สถานีฯอันตรายนี้ตกไปอยู่ในมือผู้ใด(ร่วมถึงผู้ที่สร้างมันด้วย) ทางมหาสหพันธ์โลกจึงทำลายตัดตอนมันเสียก่อน (แถมยังสบตอนที่พวกกลายพันธุ์อาละวาดเละเทะในอาณาเขตเพื่อหาความชอบธรรมในการใช้อาวุธด้วยน่ะ

แต่เมื่อมีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แผนที่อลันกับพวกวางเอาไว้ตอนแรกจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามกัน การขึ้นสู่อวกาศยังคงมีอยู่ ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องสำคัญอยู่สองเรื่องที่ต้องจัดการก่อนเป็นอันดับแรก

หนึ่ง.) สถานการณ์ด้านบน ตอนนี้บนดินจะเรียกว่าฉิบหายวายป่วงก็ไม่ผิดนัก มหาสหพันธ์โลกที่ได้รับสัญญาณฉุกเฉินได้ทำการตรวจสอบก่อนที่จะทราบว่ามันเป็นข้อมูลการทดลองที่ขัดต่อสนธิสัญญาวันอาทิตย์ยามเที่ยงคืนจึงรีบสั่งให้มีการหยุดเผยแพร่ แต่ก็ไม่ทันการ สัญญาณที่ส่งมามีไวรัสติดมาด้วย ซึ่งไวรัสนี้จะบีบให้เสาสัญญาอื่นๆส่งคลื่นแบบเดียวกันกระจายออกไปเป็นลูกโซ่ทำให้ข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาสามารถกระจายได้ทั่วทั้งโลก

เมื่อเห็นแบบนั้นมหาสหพันธ์โลกจึงออกคำสั่งให้ขั้วอำนาจที่อยู่ใกล้เคียงยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์เพื่อทำลายเสาส่งสัญญาณก่อนที่ข้อมูลที่ขัดต่อสนธิสัญญาจะกระจายครบทุกไฟล์ข้อมูล

ตอนนี้บนผิวดินถูกเผาราบเป็นหน้ากอง ระเบิดนิวเคลียร์ขนาดย่อมมากมายทำลายทุกสิ่งในรัศมีจนตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่รกร้างสุดแสนอันตรายที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 3000 องศาเซลเซียสและยังมีสารกัมมันตภาพรังสีระดับเจ็ด ทุกอย่างที่กล่าวมาจะคร่าทุกชีวิตในรัศมีและทุกชีวิตที่เข้าใกล้

สรุปก็คือพวกเขาไม่สามารถเปิดประตูมิติหรือขึ้นกระสวยได้ตามปกติ โคบอลต์จำเป็นต้องขุดดินลงไปให้ลึกกว่านี้เพื่อความปลอดภัย และตัวศูนย์วิจัยทั้งหมดได้กระจายคลื่นอีเลเมนต์เพื่อป้องกันไม่ให้กัมมันตรังสีกับความร้อนผ่านลงไปถึงตัวฐานปล่อยจรวดใต้ดินที่กำลังดัดแปลงให้เหมาะกับการยิงภายใต้สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแบบนี้

แต่โชคก็ยังเข้าข้างพวกเราอยู่บ้าง การระดมยิงขีปนาวุธมากขนาดนี้บีบให้เหล่าโคบอลต์ที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียงอื่นๆต้องร่วมตัวกันเพื่อเอาตัวรอดจากสารพิษ พวกเขาจึงได้แรงงานมาเพิ่มอีกมากโข จากตอนแรกหมู่บ้านโคบอลต์ไร้นามมีไม่ถึง 200 คน ตอนนี้มีโคบอลต์มากมายหลากสายพันธุ์(น้องตูบ)ร่วมพันคน

สอง.) สภาพร่างกายของวิล/วิลสัน อันนี้อาจจะไม่สำคัญเท่าข้อแรก แต่ถ้าเทียบในกรณีการจรกรรมถือว่าเป็นปัญหาที่หนักไม่เบา

วิล/วิลสันถูกยิงด้วยกระสุนที่เป็นอุปกรณ์ไฮเทครูปแบบหนึ่ง กระสุนที่เจาะเข้าไปในกะโหลกจะเปลี่ยนสภาพเป็นเครื่องจักรขนาดเหล็กที่ยึดสมองทั้งสองซีกเอาไว้ อลันในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเจ้าอุปกรณ์ในหัวของวิล/วิลสันมันทำงานยังไง แต่จากสภาพก็สรุปได้ว่าค่อนข้างอันตรายอยู่

นอกจากนี้ที่มือขวาของวิล/วิลสันมีเครื่องจักรบางอย่างเจาะทะลุฝ่ามือและยึดติดเหมือนกับเจ้าเครื่องจักรที่อยู่ในหัว ซึ่งตัวนี้อลันพอจะเข้าใจการทำงานของมันคราวๆว่าเป็นข้อมูลที่อลันต้องการ แต่รายละเอียดเบื้องลึกก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก

เจ้าสองอย่างนี้อาจจะเป็นตัวระบุตำแหน่ง ถ้าเกิดวิล/วิลสันไปที่ไหนก็รู้ทันที หรืออาจจะเป็นเครื่องจักรที่ใช้ควบคุมการกระทำของมนุษย์อย่างการทำให้มนุษย์ที่ถูกติดตั้งทำตามคำสั่งที่เข้ารหัสไว้อย่างเคร่งครัด (เหมือน ออเดอร์ 6X) ไม่ก็อุปกรณ์ระเบิดสมองถ้าไม่ฟังคำสั่ง

“ผมพอจัดการได้อยู่” อลันพูดผ่านไมโครโฟน ที่เขาแสดงความมั่นใจแบบนี้ก็เพราะข้อมูลที่เขาได้จากนิลนั้นมากโขอยู่ ถ้าเอาไปปรับแต่งให้เข้ากับสภาพร่างกายของวิล/วิลสันแล้วผ่าตัดดัดแปลงไขสันหลังกับกระดูกซี่โครงก็น่าจะระงับการทำงานของเจ้าอุปกรณ์บ้านี้ได้ (ถึงจะไม่หมดแบบร้อยเปอร์เซนต์ก็เถอะ)

“รีบๆเหอะหมอ” วิลสันพูดพร้อมกับเอาผ้าเช็ดหน้าที่โคบอลต์ใช้ซับเลือดกับเหงื่อออก

“ใจเย็นๆ เรายังพอมีเวลาอยู่ ผมคิดว่าน่าจะทันในวันพรุ่งนี้” อลันพูดพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือที่ระบุเวลาอยู่

วันที่ 17 เมษายน  ค.ศ. 2042 เวลา 12: 00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

“ทุกคนฟังทางนี้ ตอนนี้กลางวันแล้วเปลี่ยนเวรพักกันก่อน” อลันพูดให้เหล่าโคบอลต์ที่กำลังทำงานฟัง โคบอลต์เองก็ต้องการพักผ่อน ยิ่งที่ว่าโคบอลต์ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โคบอลต์บางชุมชนก็เป็นศัตรู บางชุมชนก็เป็นมิตร ตอนเจอกันครั้งแรกยังจะฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง อย่างน้อยก็ควรมีเวลาพักให้พวกโคบอลต์ที่เสียบ้านได้พักกันบ้าง

วิลสันที่ได้ยินดังนั้นจึงเอาผ้าเช็ดหน้ามาคลุมหน้าตัวเอง เพราะถ้าอลันมันพูดระบุเวลาไปแล้ว เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปเร่งอะไรได้อีก งั้นตอนนี้ก็ควรงีบเอาแรงสักหน่อย

“คุณไม่ทานอาหารหน่อยเหรอ” หวังลี้ที่หยิบมื้อเที่ยงเฉพาะกิจแจกจ่ายให้กับโคบอลต์ที่เข้ามาพัก

“ฉันไม่ชินกับเวลา” วิลสันพูดถึงตอนนี้จะเที่ยงก็จริง แต่ก็เป็นเวลาท้องถิ่น แต่เดิมเขาอยู่อเมริกาใต้จนชินไปแล้ว เวลานี้ควรจะเป็นเวลานอนด้วยซ้ำ “และปกติผมกินแค่มื้อเช้า”

มันอาจจะเป็นธรรมชาติที่แปลกนิดหนึ่ง แต่มันคือความจริง วิลกับวิลสันจะรับประทานแค่มื้อเช้ามื้อเดียวเท่านั้น เรื่องนี้แม้แต่หวังลี้กับโดโรธีตกใจมากเพราะมันเป็นนิสัยการกินที่ดูไม่เหมาะกับทั้งคู่ วิลกับวิลสันจะทานมื้อเช้าเยอะๆเพียงมื้อเดียวเสร็จจะไม่ทานอีกเลยจนกว่าจะถึงวันต่อไป เว้นเสียแต่พวกเขาต้องการพลังงานสูงเพื่อไปลุยภารกิจบางอย่างจึงจะกินของที่ให้พลังงานสูง  เช่นแคลอรี่เมทหรือไข่ต้ม (แต่ถ้าวันไหนวิลสันหิวมากๆก็จะหาอะไรง่ายๆกินเหมือนกัน)

“กินหน่อยเถอะค่ะ” หวังลี้ยื่นให้ “สำหรับคนป่วยที่ดื้อจะลุยต่อ อย่างน้อยก็ต้องทานอาหารให้คน 5 หมู่”

“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เธอเป็นแม่ฉันหรือไง” วิลสันอารมณ์เสีย

หวังลี้ค่อนข้างแปลกใจที่วิลสันทำตัวผิดปกติ เขาดูร้อนรนมากทั้งที่ปกติไม่น่าจะเป็น หรือว่าเพราะว่าเขาติดต่อกับวิลไม่ได้จึงเป็นแบบนี้ เธอได้ยินเรื่องนี้จากปากของอลันเห็นว่าวิลทานยาที่มีผลทำให้ตัววิลสามารถใช้ร่างกายในช่วงที่วิลสันใช้ร่างกายอยู่ได้ นี้คงจะเป็นผลข้างเคียง

หวังลี้ที่ยื่นอาหารให้คนอื่นเสร็จจึงเดินไปหาอลัน “งั้นดิฉันไปเตรียมตัวก่อน”

“อือ ยังไงซ่ะผมก็อยากให้คุณสำรวจท่าปล่อยอยู่ดี” อลันอนุญาต หวังลี้จึงเดินไปยังห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนร่างกายกับอะไหล่ให้ใช้ได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสีกับสุญญากาศ

เธอที่ยืนอยู่กลางห้องพยักหน้าให้อลันผ่านกล้องวงจรปิดก่อนที่จะเหยียบแท่นที่นูนออกจนมันยุบลง

แขนกลจำนวนมากโผล่ออกมาจากรอบด้าน แขนกลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยึดเข้ากับท้ายทอยและแผ่นหลัง แขนกลที่มีขนาดรองลงมาอีกสี่แขนยึดเข้ากับแขนและขา

แขนกลค่อยๆยกร่างของหวังลี้จนเธอลอยเหนือพื้น เมื่อถึงระดับที่พอเหมาะคอมพิวเตอร์จึงออกคำสั่งต่อ

“เริ่มปฏิบัติการ”

เสียงเครื่องจักรทำงาน แขนกลอีกมากมายโผล่ออกมาเสริม แขนกลเหล่านั้นเสียบเข้าไปในร่างกายของหวังลี้ แขนกับขาของเธอถูกถอดเปลือกออกจนเห็นแขนโลหะที่ทำหน้าที่แทนกระดูก เคลื่อนจักรจึงค่อยๆถอดโครงที่เป็นผิวหนังของเธอออกเผยให้เห็นอวัยวะที่ยังเหลืออยู่กับเครื่องช่วยชีวิต 

ระบบหายใจเปลี่ยนเป็นระบบกรองอากาศที่ทำให้เธอสามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้หลอดลม พ่วงด้วยการรีไซเคิลอากาศในร่างกายทำให้เธอสามารถปฏิบัติการได้ในอวกาศอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องไปเติมอากาศที่ใช้ในการหายใจ

ร่างกายติดแบตเตอรี่เข้ากับหัวใจทำให้สามารถปฏิบัติการได้นานกว่ามนุษย์ซ้ำยังเพิ่มเกราะสามชั้นเพื่อปกป้องระบบที่สำคัญและยังเพิ่มข้อต่อกับแขนสำรองด้วย

เมื่อระบบภายในทำการติดตั้งเสร็จ ระบบจึงติดตั้งชุดเกราะส่วนนอกจนเธอดูเหมือนกับคนสวมชุดนักบินอวกาศขนาดกะทัดรัดดูว่องไว

“โอเค ต่อไปก็...” อลันที่ดูการตกแต่งอยู่จึงเปิดหน้าต่างเพิ่มเติม “หวังลี้ ผมจะปิดระบบคุณช่วงคราว”

“ค่ะ” หวังลี้ตอบรับก่อนที่เธอจะก้มหน้า

กึก แก๊ก!

หวังลี้ถูกปิดระบบ ศีรษะของเธอเปิดออกเผลให้เห็นสมองกับกะโหลกที่ถูกหุ้มด้วยกล้ามเนื้อเทียม บางส่วนของกะโหลกถูกแทนที่ด้วยโลหะและเครื่องจักรละเอียดสูง

อลันควบคุมแขนกลด้วยตัวเอง เขาถอดและประกอบโลหะกับกะโหลกของหวังลี้ เปลี่ยนนัยน์ตาเพิ่มเติมพร้อมกับติดตั้งระบบแสกนเพิ่มเติมแทนแก้วหูชั้นในเทียม และอีกมากมาย

เมื่ออลันทำการตกแต่งเสร็จ เขาจึงควบคุมแขนกลให้ประกอบศีรษะของหวังลี้ ภารกิจในอวกาศมีความอันตรายสูง เขาจึงไม่ได้ปลูกหนังเทียม แต่ใช้กล้ามเนื้อเทียมที่ทำจากโลหะกันความร้อนและแรงดันสูงติดเข้ากับไทเทเนียมอัลลอยที่ใช้เทคโนโลยีอีเลเมนต์ทำเป็นผิวหนัง จากนั้นจึงครอบด้วยเกราะป้องกันสองชั้นเพื่อป้องกันอันตรายในอวกาศ

ตอนนี้หวังลี้เหมือนกับหุ่นยนต์สีขาวที่มีกลไกมากมายพร้อมปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ดีกว่ามนุษย์คนไหนๆ

“ทำการรีสตาร์”

คอมพิวเตอร์ทำการเปิดระบบของหวังลี้ขึ้น

“อึก” หวังลี้ที่ถูกดัดแปลงเสร็จตื่น และพยายามจะขยับร่างกาย

“อาจจะยังไม่ค่อยชิน” อลันพูดผ่านไมโครโฟน “ผมจะส่งคุณขึ้นไปภายในสามสิบนาที พยายามทำตัวให้ชินโดยเร็ว” เขาพูดจบก็เปิดระบบของหวังลี้ทั้งหมดและทำการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในห้องดัดแปลงเป็นสุญญากาศ

“ค่ะ” หวังลี้ที่ไม่มีปากสื่อสารผ่านคลื่นสมองที่อลันคิดค้นจากข้อมูลของนิลกับวิล/วิลสันรับทราบหน้าที่ เธอต้องทำตัวให้ชินก่อน

“ผมจะส่งแผนการให้ ลองศึกษาดูก่อน”

หวังลี้เห็นแผนที่กับข้อแนะนำต่างๆขึ้นมาเหมือนกับเธอกำลังดูภาพโฮโลแกรมเสริม เธออ่านรายละเอียดทั้งหมดเพื่อฆ่าเวลากับเตรียมร่างกายให้พร้อม

หวังลี้ได้รับหน้าที่สำรวจกับเปิดระบบปล่อยจรวดที่ชั้นด้านบนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสารกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลเข้ามา หลังจากนั้นให้กลับมาอย่างปลอดภัยเพื่อล้างตัวให้สะอาดและเชื่อมระบบเข้ากับจรวดเพื่อยิงไปยังสถานีอวกาศ

 

 “ทางนั้นเสร็จแล้ว” อลันที่ปรับแต่งร่างกายของหวังลี้เสร็จนั่งลงบนโซฟา การดัดแปลงร่างของหวังลี้ในครั้งนี้ค่อนข้างลำบากเพราะต้องมีทั้งด้านความปลอดภัยและการใช้งาน ถ้าเกิดผิดพลาดก็หมายถึงความตาย เขาเลยต้องใส่ใจทุกราบละเอียด การควบคุมแขนกลต้องใช้การควบคุมโดยตรง และยิ่งต้องใช้เวลาน้อยก็ยิ่งลำบากมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ตอนนี้นิ้วมือของอลันนั้นชาไปหมด อารมณ์เหมือนกับนักมายากลฝึกหัดที่ฝึกทริคง่ายๆเบื้องต้นจนนิ้วแข็ง

อลันที่นั่งบนโซฟาถึงจะใช้การนิ้วไม่ได้ แต่ส่วนอื่นยังขยับได้อยู่ เขาออกคำสั่งเพื่อจัดแจ้งหน้าที่ให้เหล่าโคบอลต์ทุกคนทำตามอย่างเป็นระเบียบ

‘โคบอลต์ชุมชนนั้นยังกับเจ้าหญิงยุควิกตอเรีย’

‘ตรงนั้นนี้ก็กี่เพ้ามาเลย’

‘ไอ้นั้นยิ่งแล้วใหญ่ มาเป็นคนเถื่อนขี่สัตว์เลื้อยคลานยักษ์’

อลันต้องจัดแจงให้พวกโคบอลต์ทำงานให้ถูกที่ ไม่สิ! ต้องจัดแจงไม่ให้พวกโคบอลต์กัดกันเองมากกว่า แต่ละชุมชนต่างก็มีแนวคิดกับวัฒนธรรมของตัวเอง และยิ่งบางชุมชนยังก่อสงครามประหัตประหารกันเนื่องๆ แต่ยังดีที่โคบอลต์นั้นมีเหตุผลและรู้สถานการณ์ ตอนนี้เลยยังไม่มีการจับอาวุธมายิ่งใส่กัน แลกกับการที่บรรยากาศในการร่วมงานค่อนข้างร้อนแรงในหลายๆความหมาย

“เห่อ!” โคบอลต์ชุมชนแรกที่เข้าร่วมกับพวกอลันถอนหายใจ พวกเขาต้องคอยไม่ให้มีโคบอลต์ทะเลาะกัน และการอ้างชื่อชุมชนคูกเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

ชุมชนคูกหรือที่เรียกว่าหมู่บ้านคูกเป็นหนึ่งในสองชุมชนของเหล่าโคบอลต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่โอเชียเนียคู่กับชุมชนอินดิโก้ที่อเมริกาใต้

            ที่เล่ามาแบบนี้เพราะมันเกี่ยวกับภารกิจ(การว่าจ้าง)ที่วิล/วิลสันได้รับมาจากตัวแทนโคบอลต์ชุมชนคูกเคธีให้ไปที่ชายแดนใกล้เคียงเพื่อรวบรวมพลเหล่าโคบอลต์หลากชุมชนให้เป็นหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของเผ่าพันธุ์ที่อาจจะเกิดสงครามจนพวกเขาสูญพันธุ์ ซึ่งชุมชนอินดิโก้เองก็ใช้เส้นสายในระบบเศรษฐกิจที่อเมริกาลอบติดต่อโคบอลต์เช่นกัน

สำหรับวิล/วิลสันแล้ว การที่เกิดสงครามย่อมๆขนาดที่ว่ามหาสหพันธ์โลกต้องใช้นโยบายทางการทหารอย่างสกอชท์เอิร์ธช่วยเขาได้มาก เพราะที่วิลกลัวคือวัฒนธรรมของพวกโคบอลต์มากกว่า ถ้าแค่ใช้ความรุนแรงแล้วจบเรื่องก็ดี แต่บางชุมชนจะรับฟังคำขอเรียกร้องของมนุษย์ก็ต่อเมื่อมนุษย์คนนั้นยอมมีเพศสัมพันธ์(เพื่อขยายเผ่าพันธุ์)ด้วย ซึ่งวิลเครียดมากเพราะเขาจะถูกล้อจนเละแน่ๆ และต่อให้ไม่ต้องมีการกระทำแต่ใช้เป็นต้นแบบในการโคลนนิ่งแบบเดียวกับที่นิลโดนเองก็โดนล้ออยู่ดีเหมือนตอนก่อนมาไง ให้ตายเถอะ

 

“วิบถ้าเป็ดนานจะทัมยังไค” วิลสันที่นั่งกินอาหารง่ายๆเพื่อเพิ่มพลังเอ่ยออกมาพร้อมกับเคี้ยวอาหารไปด้วย

วิลสันเริ่มรู้สึกแย่มากขึ้น หัวเขาปวดอย่างรวดแรงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ อลันก็บอกว่าทนเข้าหน่อย นิลกับวิลยังปวดหนักกว่านี้เลย วิลสันเลยคิด ถึงเจ้าอลันมันจะอ้างว่าไม่อยากยุ่งกับสมองของสิ่งมีชีวิต แต่อลันมันทำอะไรกับสมองชาวบ้านชาวช่องไว้เยอะมากเลย ขนาดที่เรียกได้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับในหัวเมื่อไรเรียกหาอลันอะไรเถือกนี้

“แล้วไอ้บ้าวิล” วิลสันที่กลืนอาหารลงคอแล้วทำสีหน้าสลด หยาดน้ำตาอยู่ในเบ้าตาของเขา “ทำไมไม่ยอมบอกเรื่องของแกให้ฉันฟังว่ะ”

วิลสันพูดในขณะที่กำลังดูหวังลี้สวมชุดเกราะชั้นนอกขนาดใหญ่เพื่อปฏิบัติการ

 




NEKOPOST.NET