P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

P.Plan เส้นทางลิขิต ปฏิวัติโลก

Ch.1 - จุดเริ่มต้นแห่งความทรงจำ


นับตั้งแต่ ค.ศ. 2038 เป็นต้นมาตั้งแต่ที่โลกของเราค้นพบและได้ยอมรับในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “อีเลเมนต์(Element)” ซึ่งเป็นพลังงานที่แฝงอยู่ในร่างกายของทุกสิ่ง ดุจเวทมนตร์มีชีวิต

โลกของเราก็เข้าสู่ภาวะสงคราม มีการคิดค้นวิธีการมากมายเพื่อที่จะได้อีเลเมนต์ ทั้งการดัดแปลงสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆร่วมถึงมนุษย์เพื่อสงคราม ทำให้เกิดสงครามทั่วทุกย้อมหญ้า ประเทศมากมายต้องล่มสลายผู้คนมากมายต้องล้มตาย

 

ณ ปัจจุบัน วันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 2042 

     “ตูม”

สิ้นเสียงระเบิดได้มีร่างๆหนึ่งปลิวไปตามถนนคอนกรีตบนรันเวย์ก่อนที่จะไถลไปจนเกือบตกขอบถนน

     ได้มีหญิงสาวยืดแขนขว้าเขาไว้ แล้วพูดว่า

     “นี้คุณทำใจดีๆไว้อย่าเพิ่งหลับน่ะ นี้!!

     ชายคนนั้นได้ยิ้มก่อนที่สติจะดับวูบลง

 

2 เดือนต่อมา วันที่ 13 มีนาคม ปี ค.ศ. 2042 

      “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

      เด็กอายุ 7 ขวบ 4 คนกำลังเล่นวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน ได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งหยิบขนมขึ้นมากินพร้อมพูดว่า

      “ใครจับฉันได้ เดียวฉันเลี้ยงหนม!”     สตีฟ เด็กขี้เล่นขาไวประจำกลุ่มพูดขึ้นมา เพราะอยากหาอะไรเล่นก่อนที่พวกเขาต้องไปทำความสะอาดห้องน้ำหลังจากที่พวกเขาทำให้แผนการของพวกผู้ใหญ่พักเละเทะไม่มีชิ้นดี

      “ไม่เอาหรอกก็ สตีฟ น่ะวิ่งเร็วที่สุดแล้วนี้ เราวิ่งตามไม่ทันหรอก” เจ เด็กผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มพูดแทรกขึ้นมาพลางทำปากมุ่ย หลังจากที่เธอมักจะถูกหนูน้อย สตีฟ วิ่งไล่เปิดกระโปรงทุกครั้งที่มีการเล่นไล่จับกันเช่นนี้

      “นั่นพี่ ริสตี้ มารับแล้ว”

สองฝาแฝด สองหน่อสุดเกรียนในกลุ่ม โรโต้ กับ ฟลิบพูดขึ้น พร้อมชี้ไปที่ผู้หญิงสาว ผมบลอนซ์ นัยน์ตาสีฟ้า ใส่โค๊ดครึ่งท่อนบน กางเกงยีนสั้นเดินมาพร้อม ชายหน้าตาธรรมดา(ผม,ตาดำ ผิวแทน)ที่มีเอกลักษณ์เด่นที่ตัวเขาถือหุ่นยนต์พร้อมตุ๊กตาไว้ในมือทั้งสองข้างของเขา ก่อนที่เขาจะตะโกนด้วยความอารมณ์ดีว่า

     “นี้ทุกคนรีบไปขัดห้องน้ำกัน เสร็จแล้วมาเล่นกันเถอะน่ะ”

 

เราจะย้อนกลับไปเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อนในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน

     “ตื๊ด ๆ ๆ”

      เสียงเครื่องมือวัดชีพจรดังเป็นระยะๆในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่มีชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียง ข้างๆเตียงยังมีพยาบาลกับหมอที่กำลังง่วนอยู่กับเอกสารบ้างอย่าง

      “หมอค่ะ เขาฟื้นแล้วค่ะ!”

พยาบาลกล่าวให้กับหมอทันทีที่เธอเห็นชายบนเตียงเริ่มขยับร่างกาย

หมอที่ยังคงง่วนกับงานภูเขาเหล่ากาบนโต๊ะรีบลุกขึ้นมาทันทีเพื่อดูอาการของชายผู้นั้น เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก หลังจากไปช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กลุ่มของพวกเขาดูแลอยู่ จนทำให้ตัวของชายผู้นั้นเองโดนระเบิดอย่างจัง จนนอนสลบมาเกือบสองเดือนแล้ว

 “นี้คุณพอจะพูดได้ไหมครับ”    

หมอหนุ่มพูดพลางเช็คสภาพร่างกายของชายคนนี้ เขาไม่เคยพบคนที่มีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงขนาดนี้มาก่อนตั้งแต่เขาเรียบจบวิชาแพทย์

ตลอดระยะเวลาเกือบเดือนที่ชายคนนี้สลบอยู่ เขาได้เช็คร่างกายของมนุษย์ที่แถบไม่มีทางหาได้ด้วยความดีใจ นอกจากสิ่งที่เรียกว่าอีเลเมนต์ได้ถูกค้นพบแล้ว ทำให้วิชาสาขาชีววิทยาก้าวหน้าไปมาก จนมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่รวมไปถึงมนุษย์ที่สามารถใช้อีเลเมนต์ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

สำหรับเขาคนนี้การรักษาคนไข้รายนี้มีถือว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานมาให้ เพราะร่างกายของผู้ป่วยไม่มีปฏิกิริยาของอีเลเมนต์แม้แต่นิดเดียว แต่กับมีร่างกายที่แข็งแรง และทนทานต่อสภาวะแวดล้อมต่างๆได้ขนาดนี้ ต่อให้เอาเงินเป็นล้านมาเขาก็ไม่แลกของขวัญที่พระเจ้ามอบให้ชิ้นนี้โดยเด็ดขาด

 แต่ผู้ป่วยก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากกลอกตากลิ้งไปมาเท่านั้น ก่อนที่สายตานั้นจะจ้องมายังหมอที่ยังคงทำหน้าอมยิ้มลูบๆคล้ำตามร่างกายของเขา

“เฮือก!

หมอหนุ่มกลืนน้ำลายทันที ก่อนที่เขาจะหันไปมองหน้าผู้ป่วย ซึ่งก่อนที่เขาจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่ผู้ป่วยได้หลับตาลงไปแล้ว

เขารู้สึกได้ถึงการคุกคามบางอย่างจากคนที่เขากำลังเช็คร่างกายอยู่เหมือนมีคนกำลังบีบคอเขาอยู่ ก่อนที่เขาจะคิดว่าคิดไปเองพลางเช็ดเหงื่อเย็นๆที่ผุดออกมาก่อนที่จะพูดกับพยาบาลว่า

“เขาคงเหนื่อยล้ามาก และอาการบาดเจ็บของเขาถือว่าหนักมากทีเดียว ให้เขานอกพักฟื้นสัก เดือนสองเดือนก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็เรียกหมอได้ทุกเมื่อ”

หมอหนุ่มพูดกับพยาบาลสาว ก่อนที่จะเดินออกนอกห้องฉุกเฉินไป

เมื่อหมอเดินจากไปห้องผู้ป่วย พยาบาลสาวก็ฟุบหลับบนโต๊ะทำงานของเธอทันที หลังจากที่ เธอต้องช่วยหมอคนนี้ดูแลคนไข้รายนี้ที่ทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาหลายวันมาแล้ว เธอก็ไม่รู้หรอก ว่าผู้ป่วยหลายนี้มีอะไรเป็นพิเศษ จนทำให้หัวหน้าแผนก และหมอที่เธอให้ความช่วยเหลือสนใจได้ขนาดนี้

ตามเนื้อตามตัวของผู้ป่วยก็มีแต่แผลไฟไหม้เต็มไปหมดเล่นซ่ะเธอไม่ได้หลับมาหลายคืนเป็น เพราะเอาเวลาไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้กับผู้ป่วย

“นี้!!!

“เฮือก!!! ดิฉันไม่ได้แอบหลับเลยน่ะค่ะ”

พยาบาลสาวตกใจ และพูดอย่างร้อนรน หลังจากที่หัวหน้าแผนกประจำหน่วย

ของเธอเดินเข้ามาทักเธอ

      ชายที่ถูกเรียกว่า”หัวหน้าหน่วย”ยิ้มให้พยาบาลสาวพลางโบกมือให้เธอเป็นสัญญาณว่าไม่เป็นไร เพราะตัวเขาเองก็เห็นใจในตัวเธอเองเช่นกันที่ต้องดูแลคนไข้รายนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคนในแผนกแพทย์ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยที่ในช่วงหลายปีมานี้เกิดสงครามอย่างต่อเนื่องจนทำให้คนในแผนกของเขาต่างล้มป่วยเป็นจำนวนมาก เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอนั้นเอง

“ฉันมาดูอาการเขาน่ะ แล้วพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเขาหรือเปล่า ทานิกะ

หัวหน้าหน่วยพูดพลางเอากุญแจข้อมือล็อคแขนของชายที่บาดเจ็บทั้งสอง

ข้างเข้ากับเตียงอย่างมั่นคง ก่อนที่จะยิ้มแล้วกล่าวกับพยาบาลสาวที่ชื่อว่า “ทานิกะ”

      “เออ ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมาที่เขาทำอย่างมากก็นอกจากบิดหัวไปมา เหมือนพยายามจะพูดอะไรสักอย่างก็แค่นั้นค่ะ ท่านผบ.เคิร์ก”

      “อืม...” 

“งั้นหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงต้องรอสภาพร่างกายของเขาให้ดีกว่านี้ซ่ะก่อนแล้วกัน เรื่องถามคงต้องไว้ทีหลังก็แล้วกัน ดูแลเขาให้ดีๆด้วยล่ะ”

ชายที่มีชื่อว่า Kirk ก็โบกมือเพื่อบอกให้ชายนับสิบคนที่ยืนคุ้มเชิงอยู่นอกห้องกลับไป เพราะคนที่พวกเขาช่วยมายังไม่สามารถให้การใดๆที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาได้ในตอนนี้

“ได้ค่ะ ท่านผบ.  แล้ว เออ!!! พอมีคนมาเปลี่ยนกับดิฉันหรือยังค่ะ ฮ้าวววว..!!”

ทานิกะพูดออกมาตามตรงพร้อมกับฮ้าวออกมา เพราะถ้าตามเวลาก็น่าจะมีคนมาเปลี่ยนเวรกับเธอได้แล้ว

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดียวอีกสักวันสองวันริสตี้ ก็มาแล้วล่ะ เธอคนนั้นต้องเลี้ยงเด็กจอมซนตั้ง 4 คน เชียวน่ะ เห็นใจเธอหน่อยเถอะ”

ทั้งพยาบาลและตัวหัวหน้าของเธอเองต่างก็หัวเราะพรืดออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเดินออกไป เพราะคนในแผนกของเธอ และคนในองค์กรที่เธอสังกัดต่างรู้พิษสงของพวกเด็กกลุ่มนี้ดี

      ชายปริศนาที่นอนอยู่บนเตียงกำลังพยายามสังเกตร่างกายของตัวเองและพยายามขยับให้มากที่สุด แต่ร่างกายของเขาก็แทบที่จะขยับเขยือนไม่ได้เลย

      ชายคนนั้นคิดในใจ แล้วนึกถึงก่อนที่ตนเองจะหมดสติลง เขากำลังสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อยู่ในเมืองที่ทางรัฐบาลได้ทำการทิ้งระเบิดแบบปูพรมเพื่อกำจัดเหล่าบรรดาสิ่งมีชีวิตพวกนั้น รวมทั้งเหล่าบรรดาผู้ต่อต้านกลุ่มต่างๆที่ในยุคสมัยนี้สงครามมีอยู่แทบทุกที่บนโลก

      “อั้ก.....”

      เขาร้องกระอักด้วยความเจ็บปวด เขาคงเจ็บหนักมากจริงๆ คงต้องพักสักก่อนค่อยๆนึก เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ก็จำได้แค่เลือนรางเท่านั้น ก่อนที่เขาจะงีบเอาแรกเพื่อทำตามเป้าหมายต่อไปของเขา

 

 ผ่านไป 2 วัน อาการของเขาก็ดีขึ้น

      หมอที่ดูแลเขาได้เข้ามาถามเขาในตอนเช้าตรูของวัน

      “อาการดีขึ้นมากไหมครับ” หมอได้ถามผู้ป่วยคนสำคัญของเขา

      “ดีขึ้นมากครับ แต่รู้สึกง่วงมากเลยครับ”

      “อ่อ ผมชื่อว่า นิล ครับ แล้วหมอชื่ออะไรครับ” คนป่วยถามชายผู้เป็นหมอ

      “อืม ผมก็ลืมแนะนำตัวเลย ผมชื่อว่า อลัน  ฮิล ครับ” หมอกล่าวกลับ

      “ถ้าอาการดีขึ้นผมก็คงต้องขอตัวก่อน เพราะว่ามีคนเจ็บมาไม่ขาดสายเลยครับ”     แล้วหมอก็ลาจากไป ด้วยหน้าตาเสียดายที่เขาไม่อาจได้วิจัยร่างกายนั้นได้ เพราะสองวันที่ผ่านมามีคนเจ็บจากการทิ้งระเบิดเป็นจำนวนมากจนแม้กระทั้งทางองค์กรต้องเรียกตัวเขาเองไปทำการรักษาผู้ป่วยที่มาอย่างไม่ขาดสายเช่นกัน

หลังจากที่หมอเดินออกนอกห้องไป

ชายที่นอนอยู่บนเตียงได้ใช้แรงของเขากระชากกุญแจออกจนหมดก่อนที่จะลุกขึ้นมากระโดดบนพื้นเพื่อปรับสภาพร่างกายของเขาที่อ่อนล้าหลังบาดเจ็บสาหัส

เขาใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียวของเขายันตัวตั้งฉากกับพื้นก่อนที่จะตีลังกากลับหลังไปสามตลบก่อนที่จะกลับมายืนนิ่งอยู่ที่เดิม

      นิล กำลังหาทางหนีจากที่ๆเขาติดอยู่ เขาเป็นอดีตหน่วยรบของสหพันธ์ยุโรปตะวันออก หลังจากที่เขาถูกระเบิดจนตัวเขาเองนั้นหมดสติไป เขาก็ได้ถูกผู้หญิงที่ชื่อว่า  ริสตี้  ช่วยไว้บนรันเวย์ซึ่งหล่อนเป็นคนของกองกำลังต่อต้านรัฐบาลภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีชื่อว่า “Scarlet Desert” ที่เป็นศัตรูของกลุ่มสหพันธ์ในภูมิภาคนี้

      แต่เขาก็ถอนตัวออกจากสหพันธ์ไปไม่รู้ตั้งกี่เดือนแล้วซึ่งตัวเขาเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน เพราะระหว่างที่เขาหลบหนีนั้นได้เกิดเรื่องมากมาย ส่วนคนที่เขาได้พบเจอส่วนใหญ่ถ้าไม่เรียกคนของหน่วยรัฐฯ ก็ล้วนพยายามรีดไถข้อมูลจากตัวเขาแทบทั้งนั้น

      “เขาต้องจับเราไปล้วงข้อมูลแน่ ต้องรีบหนีแล้ว!!!” นิล บ่นพรึมพรำ

      นิล ใช้เวลาทั้งวันในการวางแผนหลบหนี และ สะเดาะกุญแจห้องฉุกเฉินออกด้วยการใช้แรงงัดออกมาทั้งแถบโดยไม่ต้องใช้รหัสในการเปิดแต่อย่างได้ เพราะเขารู้ได้จากการสังเกตขณะอยู่บนเตียงว่า ที่นี้ถึงจะมียามรักษาการณ์กับการวางรหัสที่แน่นหนา

แต่ระบบปฏิบัติการเกือบทั้งหมดได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดที่เรียกว่า “ปลาไหล” หรือที่เรียกว่า “เอียนส์(EELS:[E]lectric [E]lementals B[L]ast [S]tream )” จนทำให้ระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหายทำให้กล้องวงจรปิดใช้การไม่ได้ รวมไปถึงเหล่าบรรดายามรักษาการณ์ที่ต้องไปช่วยทำการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากแรงระเบิดอีกด้วย จนทำให้ที่โรงพยาบาลแห่งนี้มียามรักษาการณ์ไม่ถึง 20 คน เลยด้วยซ้ำ เป็นเรื่องไม่ยากที่เขาจะหนีออกไปจากที่นี้

เขาเปิดประตู และวิ่งไปตามทางเดินที่ยาวเกือบ 20 เมตรได้ เขาสามารถวิเคราะห์เส้นทางในชั้นนี้ได้หมดหลังจากที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์หมอ และพยาบาลตลอดเวลาที่เขาพักรักษาตัวอยู่ แต่ที่เขาอยู่มันเป็นชั้นสี่ของตัวอาคาร ถ้าร่างกายเขาไม่ได้บาดเจ็บอะไรเขาก็คงปีนลงไปแล้ว

เขาวิ่งชาร์จใส่ยามที่กำลังจุดไฟสูบบุหรี่ก่อนที่จะซัดยามคนนั้นด้วยหมัดซ้ายที่เขาถนัด แล้วทำหน้าบึงพร้อมพูดว่า

“ในโรงพยาบาลเขาห้ามสูบบุหรี่ครับ”

เขาปล่อยหมัดซ้ายอีกหมัดเพื่อความแน่ใจ จนยามคนนั้นแน่นิ่งไป เขาเอาร่างของยามคนนั้นยัดไว้ในล็อกเกอร์หน้าห้องน้ำ ก่อนที่จะเดินลงบันได้ด้วยความใจเย็น เพราะบริเวณจุดนี้เป็นจุดที่มักมีคนเฝ้าไว้เสมอ

เขาค่อยๆเดินลงมาทีละชั้นจนถึงชั้นสอง

ทันใดนั้นได้มียามเดินมาเห็นเขาพอดี

“เห้ย!... ค....”

นิลกระโดดเตะคอเข้าจากมุมสูงก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ ยามคนนั้นแน่นิ่งไปเหมือนกัน

นิล วิ่งลงบันได้ในทันที เพราะตามทางที่เขาวิเคราะห์ไว้ ว่าอีกไม่นานก็น่าจะถึงทางออก ซึ่งบริเวณนี้ไม่มียามตามทางแล้ว เพราะเสียงตะโกนจากยามที่ชั้นสองนั้น ทำให้ยามทุกคนต่างวิ่งไปรวมตัวที่นั้นกันหมดแล้ว เขาก็แค่แสร้งทำตัวเป็นคนไข้ที่วิ่งหนีออกมาก็เท่านั้น

 

จนใกล้ถึงทางออกแล้ว อีกไม่กี่เมตรเท่านั้นเองพลางคิดไปว่า

      “ใกล้ถึงทางออกแล้ว”

      “พลั่ก โครม”

นิล วิ่งชนเข้ากับเด็กผู้หญิงที่ที่วิ่งเข้ามาพอดีจนล้มลงทั้งคู่ ก่อนที่ทั้งสองจะสบตากัน ในช่วงขณะนั้นเอง

“อั่ก”

นิลเอามือจับไปที่หัวก่อนที่จะแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างทรมานออกมา เขาสะบัดหัวอย่างรุนแรงเพื่อไล่อาการเจ็บปวดนั้นไปให้หมด แต่ก็ไม่ได้ผล

จนกระทั่งมีภาพๆหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา

 

มันเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่สวยมาก ท้องฟ้าสีครามสดใส มีศาลาน้อยๆอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้านั้น เขาเห็นคนๆหนึ่งกำลังเดินอยู่บนถนนเล็กๆ พร้อมกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่มีผมสีแดงสวยกำลังวิ่งตามเขา

“นี้รอหนูด้วยสิค่ะท่านพี่!!!

เด็กผู้หญิงกล่าวขึ้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่คนๆนั้นที่มีสีผมแดงเหมือนเด็กน้อย แต่สีผมของเขาแดงดุจทับทิมที่ปล่อยประกายเพลิงออกมา

ปอยผมที่บดบังหน้าของเขาเชิดขึ้นเล็กหน่อย ก่อนที่เขาจะยิ้มให้เด็กน้อยที่ทำหน้าบึ้งใส่เขา

 

“น้องอย่าพูดอย่างนี้สิ เดียวพี่รอก็ได้”

บุรุษผมแดงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนี่จะมองไปที่ศาลาเล็กๆที่มีคนๆหนึ่งโบกมือให้เขาอยู่

 

“นี้!!! เป็นไรมากมั้ยค่ะ”

 “อึก” สติของเขากลับมาอีกครั้งหลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้น พร้อมกับเด็กสาวที่กำลังมองมาที่เขาอย่างลนลาน

เด็กผู้หญิงคนนี้มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าของเธอส่องประกายดุจมหาสมุทร เธอสวมเสื้อแบบโกธิคแขนกุดสีขาว และสวมกระโปรงยาวถึงเข่า

 

 

 

ภาพเหล่านี้กำลังถูกมองด้วยสายตาคู่หนึ่งที่อยู่ด้านนอกโรงพยาบาล ด้วยคนๆหนึ่งที่สวมชุดตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่ กับชายที่มีผมสั้นสีทองคนหนึ่ง

“เด็กสาวที่ทำให้ชะตากรรมของเขาได้เปลี่ยนแปลง ความทรงจำที่แท้จริงทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!!”

ชายผมสีทองกล่าวจบ ก่อนที่จะเดินทางหายไปในซอกตึกกับคนที่สวมชุดตุ๊กตาหมี  




NEKOPOST.NET