LightNovel No Yuusha ตอนที่ 18 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

LightNovel No Yuusha

Ch.18 - elf war part 2


กองทัพของทั้งสองฝ่ายเมื่อเจอเหตุการพื้นดินระเบิดกระจายออกจนเป็นหลุมก็ต่างหยุดโจมตี และหาที่หลบกัน

 

ทางฝ่ายเอลฟ์กลับมาตั้งหลักอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในป่าเพื่อดูทาที ฝ่ายเมืองไอเซนฮายก็กลับไปหลังโขดหินหน้าถ้ำขนาดใหญ่ที่พวกเขาเดินทัพออกมา

 

ผมที่รอให้เศษดินและเศษหญ้าที่กระจายอยู่บนอากาศบางลง และเดินเข้าไปกลางวงลอมของทั้งสองฝ่ายกำลังเป็นจุดสนใจของพวกนั้นเป็นอย่างดี

 

“หยุดต่อสู้กันก่อนได้มั้ย” ผมตะโกนบอกทั้งสองฝ่าย

 

ฝ่ายที่ส่งเสียงตอบรับเสียงของผมก่อนคือฝ่ายของเมืองไอเซนฮาย

 

“แล้วแกเป็นใคร กล้ามาขัดขวางการโจมตีของพวกข้า”

 

คนที่ส่งเสียงออกมาเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น อายุน่าจะประมาณ 15-16  ปี เขามีผมสีน้ำตาลยาว ใส่ชุดสีขาวที่ไม่เหมาะในการออกรบนัก เครื่องประดับที่ติดอยู่กับเสื้อของเขาเหมื่อนเครื่องประดับของพวกนายทหารชั้นสูงในสมัยสงครามของโลกผม

 

“ก็แค่คนที่ไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเท่านั้นเอง” ผมตอบกลับไปด้วยท่าทางนิ่งๆ

 

“หนอยแก!” แต่ดูเหมือนจะมีทหารที่ไม่คอยพอใจกับที่ผมพูดอยู่ด้วย เขาเอาหอกที่มีขนาดยาวพอสมควรปามาทางผม

 

ผมที่เห็นหอกวิ่งเข้ามาใส่ก็เตรียมตัวป้องกัน แต่ผมยังไม่ได้ทำอะไร หอกที่บินตรงมากลางอากาศนั้นก็โดนกำแพงน้ำแข็งเข้าเสียก่อนแล้วก็ตกลงพื้นไป

 

“กล้าดียังไงถึงโจมตีใส่ท่านผู้กล้า” คนที่สร้างกำแพงน้ำแข็งคือ เอเรน่าที่เดินตามผมมาที่หลังนั้นเอง

 

“Blue Mage!!!” ทหารที่ปาหอกมานั้นตัวสั่นพร้อมกับพูดชื่อนั้นออกมา

 

“Blue mage งั้นเหรอ อยากเจอมานานละ หน้าตาสวยใช้ได้เลยนิ สนใจมาเป็นภรรยาของข้ามั้ยละ” ไอ้เด็กที่หน้าจะเป็นตัวหัวหน้านั้น ส่งเสียงเชิญชวนให้เอเรน่าไปเป็นภรรยาของมัน

 

“ของปฎิเสธ ตัวฉันเป็นของท่านผู้กล้าแล้วไม่คิดจะเป็นภรรยาของใครอีก” เอเรน่าพูดปฎิเสธใส่หน้าเจ้าเด็กคนนั้นไป

 

“อย่างงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นถ้าเราไม่ได้คนอื่นก็ไม่ได้ ทหารโจมตี!”

 

เจ้าเด็กนั้นออกคำสั่งโจมตี ผมกับเอเรน่าโดนหอกจำนวนมากบินผ่านอากาศเข้าใส่ แต่ก็มีกำแพงน้ำแข็งมากันการโจมตีไว้ได้อีกเช่นเคย พร้อมกับเสียงของคนที่สร้างกำแพงน้ำแข็ง

 

“ไม่ยอมให้ทำร้ายท่านพีหรอก! “  อิริน่าที่มาถึงช้าที่สุดเป็นคนสร้างกำแพงขึ้นมากันพวกหอกที่โจมตีเข้ามาพร้อมกับพูดด้วยอารมโกรธ

 

“Twin Blue Mage !!!!!!!!” ทหารของทางนั้นหยุดโจมตีและส่งเสียงอย่างตกใจ

 

“บ้าน่า! ทำไมถึงมาที่เดียวสองคนเลย พวกเราท่าจะไม่ไหวแน่ๆ ถอยก่อนเถอะครับคุณหนู” ทหารที่ดูจะมีอายุพอสมควรและหน้าจะเป็นรองแม่ทัพแนะนำเจ้าเด็กนั้นถอยทัพพร้อมอาการตื่นกลัว

 

“แค่ผู้หญิงสองคนทำเป็นกลัวไปได้ ทางเรามากันเป็น100 จะไปกลัวทำไม” เจ้าเด็กนั้นไม่ยอมฟังคำแนะนำของทหารคนนั้นและยังดึงดันจะโจมตีต่อ

 

แต่ทหารบางส่วนด้านหลังของเขานั้น เริ่มถอนกำลังกลับกันไปแล้ว หลังจากได้ยินชื่อของพวกเอเรน่า ด้วยความกลัวพวกนั้นเลยไม่รอคำสั่งถอนทัพจากแม่ทัพของตัวเองและเริ่มทะยอยหนีกลับไป แต่ผมก็แปลกใจทำไมพวกนั้นถึงกลัวกันนัก

 

และแน่นอนเจ้าเด็กนั้นพอหันกลับไปเห็นทหารของตัวเองวิ่งหนีกลับไปยังถ้ำด้วยความกลัวก็ส่งเสียงตะโกนใส่

 

“พวกแกจะหนีไปไหนกัน แค่ผู้หญิงสองคนมาก็ไม่กล้าสู้แล้วเหรอ”

 

ทหารที่ได้ยินเสียงของเจ้าเด็กนั้นก็หันกลับมาตอบด้วยความเหลืออด

 

“งั้นท่านแม่ทัพก็สู้เองละกัน ผมไม่ไปสู้กับผู้หญิงที่จัดการทหารของจอมมารในการรบครั้งที่แล้วได้จำนวนเยอะขนาดนั้นได้หรอก” หลังพูดจบเขาก็วิ่งหนีกลับไปยังถ้ำกับพวกๆของเขาต่อ

 

“ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เจ้าเด็กนั้นอารมเสียสุดๆ แต่ไม่ทันที่มันจะได้ทำอะไรต่อ ทหารทีแนะนำให้มันถอยทัพก็จับตัวมันแบกขึ้นหลังแล้วรีบวิ่งหนีไปทางพวกทหาร

 

“จะทำอะไรของแก!” เจ้านั้นส่งเสียงไม่พอใจระหว่างที่กำลังโดนแบกวิ่งหนี

 

“รักษาชีวิตไว้ก่อนเถอะครับคุณหนู เดียวมีโอกาสค่อยมากันใหม่”

 

“แต่ว่า! ชั้นจะเอาสาวเอลฟ์กลับบ้านนิน่า จะเอากลับบ้าน! จะเอากลับบ้าน! “ เจ้าเด็กนั้นร้องเหมือนเด็กที่จะเอาของเล่นให้ได้  ผมที่ยื่นดูพวกนั้นพูดกันและวิ่งหนีกลับไปรู้สึกเหนื่อยใจแทนทหารคนนั้นจริงๆ

 

หลังจากพวกทหารของไอเซนฮายกลับไปจนหมด พวกเอลฟ์ที่อยู่ในป่าก็ทะยอยกันออกมา

 

“ขอบคุณท่านผู่กล้ามากเลยนะค่ะ “ วีเร็ตต้าวิ่งเข้ามาขอบคุณผม

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่น่าจะได้คำขอบคุณน่าจะเป็น เอเรน่ากับอิริน่ามากกว่า”

 

“ขอบคุณมากค่ะ คุณเอเรน่า คุณอิริน่า” วีเร็ตต้าที่ได้ยินผมบอกก็หันไปขอบคุณพวกเอเรน่า

 

“ไม่เป็นไรจ๊ะ พวกฉันทำไปเพราะอยากปกป้องที่รักก็เท่านั้น” เอเรน่าบอกกับวีเร็ตต้า

 

“ดีจังเลยน่ะ ฉันอยากมีคนที่สำคัญเป็นพิเศษที่ต้องปกป้องแบบนี้บ้างจัง” วีเร็ตต้าพูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ

 

“สักวันต้องได้เจอแน่จ๊ะ” เอเรน่ายิ้มพร้อมกับพูดบอกเธอไป

 

หลังจากนั้นเอเรน่าก็มองไปยังถ้ำที่พวกทหารพวกนั้นหนีกลับเข้าไป

 

“ถ้ำนั้นเป็นถ้ำอะไรเหรอ” เอเรน่าหันไปถามวีเร็ตต้าเกี่ยวกับถ้ำนั้น

 

“เป็นถ้ำที่เก่าแก่ของเมืองของเรานะค่ะ จริงๆก็ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่………” อยู่ดีๆวีเร็ตต้าก็เงียบลง

 

“ตอนนี้เอาไว้ให้เอลฟ์ที่ถูกจับไปหนีกลับมาได้นะ” คนที่พูดบอกนั้นคือคุณวอน่า

 

“ที่ถูกจับไปมีหนีกลับมาได้ด้วยเหรอครับ” ผมสนใจที่คุณวอน่าบอกออกมา

 

“ครับ เคยมีคนหนีกลับมาได้ แต่ก็……….” คุณวอน่าแสดงหน้าตาเศร้าลงขณะพูด

 

“แต่ก็.. อะไรเหรอครับ”

 

“เธอตายแล้วนะครับ “ เขาตอบผมพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา

 

“เธอเป็นลูกสาวของคุณลุงวอน่านะค่ะ สำหรับฉันแล้วเธอเป็นเหมือนพีสาวคนสำคัญเลยค่ะ” วีเร็ตต้าบอกผมพร้อมกับมีน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน

 

ผมที่เห็นดังนั้นก็ไม่อยากจะถามอะไรเพิ่ม แต่ถ้าไม่รู้รายละเอียดก็ไม่รู้จะเอายังไงต่อดี ผมเลยต้องใจแข็งแล้วถามเรื่องราวของลูกสาวของคุณวอน่าต่อ

 

“ถ้าเป็นไปได้ช่วยเล่าให้ฟังได้มั้ยครับ”

 

“ก็ไม่ใช่จะไม่ได้ ถ้าท่านผู้กล้าอยากรู้จริงๆ ผมจะเล่าให้ฟังก็ได้ครับ” คุณวอน่าพยายามแข็งใจต่อความเศร้าเพื่อเล่าเรื่องราวให้ผมฟัง

 

“ประมาณครึ่งปีที่แล้ว กลุ่มของลูกสาวของผมออกไปสำรวจตรงท่าเรือ เพราะมีคนมาแจ้งว่ามีพวกมนุษย์ยกกำลังเข้ามาทำลายข้าวของที่นั้น พอเธอไปถึงก็โดนเจ้าพวกนั้นล้อมเอาไว้ พวกกองกำลังของเราโดนจับไว้ได้ เจ้าพวกนั้นยื่นข้อเสนอให้กับลูกสาวของผม ถ้ายอมไปกับพวกมันจะยอมปล่อยคนที่ถูกจับไว้ ด้วยความที่ลูกสาวของผมเป็นหัวหน้าหน่วยนั้นและไม่อยากให้ลูกน้องต้องตาย เลยทำตามข้อเสนอของพวกมัน ลูกสาวของผมก็เลยโดนจับไปโดยพวกมันก็รักษาคำพูดแต่ไม่ทั้งหมด มันปล่อยคนที่เจ็บหนักกลับมาบางส่วน ส่วนที่เหลือโดนฆ่าต่อหน้าของเธอเลย

 

กว่าผมจะรู้เรื่องก็ตอนที่ทหารที่โดนปล่อยกลับมากลับมาถึงแต่ก็นานหลายวันจนพวกนั้นออกเรือกลับเมืองไปแล้ว ผมพยายามไปเจรจาขอคืนตัวจากเจ้าเมืองไอเซนฮายแต่เจ้าพวกนั้นก็บอกไม่รู้เรื่องพวกเขาไม่ได้จับใครมาทั้งนั้น ผมที่พยายามอย่าสุดความสามารถแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องกลับมาที่เมืองก่อน พอเวลาผ่านไปประมาณ3เดือน ก็มีคนเจอลูกสาวของผมในสภาพไกล้ตายมานอนอยู่ตรงปากถ้ำ เลยรีบพากลับไปหาผม ตอนที่ผมได้เจอลูกสาวของผมเธอก็อยู่ในสภาพที่เวทของทางเราไม่สามารถรักษาได้แล้ว ตอนนั้นเธอได้สติขึ้นมาและก็เล่าเรื่องราวให้ผมฟัง ตัวเธอที่โดนจับไปนั้นโดนหลานชายของเจ้าเมืองจับไปทำเป็นนางบำเรอ เธอโดนข่มขืนทุกวัน ดูเหมือนเจ้าพวกนั้นอยากได้ทายาทที่มีความสามารถในการรักษาของเอลฟ์ เลยพยายามผลิดลูกที่มีสายเลือดของตัวเอง แต่เวลาผ่านไปสองเดือนเธอก็ไม่ยอมท้องเสียที่ สาเหตุน่าจะมาจากที่ตอนนี้เผ่าเอลฟ์ของเราโอกาศในการเกิดน้อยกว่าเมื่อก่อนมากเพราะตั้งท้องยาก เจ้าพวกนั้นคงหมดความอดทนเลยยกลูกสาวของผมให้ทหารในปราสาทของพวกมันลุมข่มขืนต่อ เธอโดนทหารไม่รู้กี่คนข่มขืน และลุมทำร้าย ตอนที่เธอเล่านั้นหน้าตาของเธอเศร้ามากๆ ผมที่เป็นพ่อก็เจ็บปวดไปกับเธอด้วย  เธอที่โดนข่มขืนจนพวกนั้นเบื่อก็โดนจับโยนออกจากปราสาทมา เธอพยายามหนีจนกลับมาถึงปากถ้ำนี้ได้แต่ก็หมดแรงไปเสียก่อน “

 

คุณวอน่าหยุดพูดลงและทำหน้าเศร้ากว่าเดิม

 

“ “หนูดีใจที่ได้กลับมาเจอท่านพ่อและตายที่ป่าบ้านเกิด ดีจริงๆที่พยายามมาจนถึงได้” นี้เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ลูกสาวของผมจะสิ้นใจ ผมตอนนี้ยังไงก็ไม่ยกโทษให้เจ้าพวกนั้นเด็ดขาด” หลังเล่าจบคุณวอน่าก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าใจอย่างมาก

 

“ฉันตอนที่พีสาวโดนจับไป ก็ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะติดเข้าพิธีรับช่วงต่ออาวุธจากท่านพ่อ “ วีเร็ตต้าก็น้ำตาไหลหลังพูดจบเช่นกัน

 

“ผมต้องขอโทษด้วยแล้วกันนะครับ ที่ต้องให้พวกคุณมาเล่าเรื่องให้ฟัง” ผมพยายามขอโทษคุณวอน่ากับวีเร็ตต้า

 

“เจ้าพวกนั้นเลวมากเลยค่ะ ต้องฆ่าทิ้งให้หมด” “ใช่ค่ะท่านพี ฉันเห็นด้วย” เอเรน่ากับอิริน่าที่นั่งฟังอยู่ด้วยตอนนี้น้ำตาไหลและพูดออกมา

 

ผมที่เห็นสถานะการตอนนี้กำลังเศร้าเลยพยายามเงียบเอาไว้ก่อน และมองหาวิธีจัดการกับเจ้าถ้ำที่พวกนั้นสามารถใช้บุกเข้ามาได้

 

ผมมองดูรอบๆ บริเวณนั้นเป็นเขาสูงที่ดูแล้วหินน่าจะแข็งแรงมากจนสามารถสร้างถ้ำได้ จะใช้วิธีไหนจัดการกับมันดี จะใช้sliver glove ก็ไม่รู้จะหลบเศษหินจากยอดเขาได้หรือเปล่า จะปาหินใส่ด้วยสุดกำลังก็ไม่รู้จะพังลงมาทับตัวถ้ำได้หมดหรือเปล่า ปัญหาในการจัดการดูยุ่งยากมากพอสมควร

 

ผมที่ไม่รู้จะเอายังไงดีเลยลองหันกลับไปถามพวกเอเรน่าที่ตอนนี้เลิกร้องไห้กันแล้วดูว่าจะเอายังไงดีกับเจ้าถ้ำนี้ดี

 

“เอเรน่าเอายังไงกับถ้ำนั้นดีละ”

 

เธอเช็ดหน้าก่อนจะหันมาพูดกับผม

 

“ถ้ามันอาจจะเป็นปัญหากับพวกเอลฟ์ได้อีก ฉันว่าทำลายทิ้งเลยดีกว่าค่ะ”

 

“แล้วเราจะทำลายมันยังไงดีละ จะใช้silver gloveของผมก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า”

 

“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ silver glove ยังมีข้อจำกัดอยู่อีกหลายอย่าง และไหนจะเรื่องพลังของที่รักด้วย “

 

ผมกับเอเรน่าเลยได้แต่ยืนคิดวิธีกันอย่างปวดหัวไม่รู้จะเอายังไง ระหว่างนั้นวีเร็ตต้าก็ยกมือขึ้น

 

“ฉันว่าถ้าใช้เจ้านั้นน่าจะทำได้ค่ะ”

 

ผมงงกับสิ่งที่วีเร็ตต้าเสนอมา

 

“เจ้านั้นที่ว่าคืออะไรเหรอ”

 

แต่ระหว่างที่ผมงงและพูดกับวีเร็ตต้าอยู่ คุณวอน่าก็พูดขึ้น

 

“จะใช้จริงๆ เหรอครับคุณหนู แต่สิ้งนั้นมัน!”

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเพื่อความปลอดภัยของเผ่าเรา ฉันจะใช้มันค่ะ” หลังพูดกับคุณวอน่าจบ เธอก็หันมาพูดกับผม

 

“เช่นทางนี้ค่ะ ท่านผู้กล้า” แล้ววีเร็ตต้าก็พาผมกลับไปยังบ้านของเธอ

 

พอกลับมาถึงเธอก็พาผมขึ้นไปยังชั้นบนสุด และพาเข้าไปยังห้องๆหนึ่ง ที่กลางห้องมีกล่องโลหะสีเงินที่มีขนาดที่ไหญ่พอจะใส่sliver bow ได้วางไว้อยู่

 

วีเร็ตต้าเดินตรงไปยังกล้องใบนั้นและเปิดมันออก ในนั้นมีลูกธนูสีเงินทีส่องประกายใส่อยู่สามดอก วีเร็ตต้าหยิบมันขึ้นมาหนึ่งดอกพร้อมกับส่งsilver bowมาให้ผม

 

“ถ้าท่านผู้กล้าใช้เจ้านี้กับsliver bow น่าจะทำได้นะค่ะ”

 

“ให้ผมใช้silver bow งั้นเหรอ”

 

“ค่ะ! “ วีเร็ตต้าตอบด้วยความมั้นใจ

 

“จะไม่เป็นไรเหรอแล้วลูกธนูนี้เป็นลูกธนูอะไรเหรอ” ผมถามข้อข้องใจกับวีเร็ตต้า

 

“มันเป็นลูกธนูแบบพิเศษที่คุณปู่เคยใช้ล้มจอมมารนะค่ะ อนูภาพของมันจากที่คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังสามารถทำลายภูเขาลูกเล็กๆได้เลยค่ะ “

 

“แล้วทำไมถึงให้ผมใช้ละ”

 

“เพราะตอนนี้คนที่สามารถใช้มันได้ก็มีแต่ท่านผู้กล้าเท่านั้นค่ะ ชั้นที่ปลดลิมิตไม่ได้ไม่สามารถใช้มันยิงได้ค่ะ “

 

“อย่างนั้นเหรอ แต่ผมไม่เคยยิงธนูแบบนี้มาก่อนนะ จะให้ยิงลูกธนูแสนสำคัญแบบนี้จะดีเหรอ”

 

“ไม่เป็นไรค่ะ เดียวตอนยิงฉันจะเป็นคนเล็งเป้าให้ท่านผู้กล้าเอง”

 

“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีครับ” ผมทำท่าสบายใจเมื่อมีคนมาช่วยจัดการในส่วนที่ผมไม่สามารถทำได้เพื่อไม่ให้ของสำคัญต้องเสียเปล่า

 

“ถ้างั้นไปกันเถอะค่ะ “ วีเร็ตต้ารีบดึงมือผมกลับไปหาพวกคุณวอน่าเพื่อให้ยกกำลังถอยกลับมา เพื่อไม่โดนลูกหลงจากการยิ่งธนูครั้งนี้

 

หลังจากทุกคนถอยกลับไปแล้ววีเร็ตต้ากับผมก็ขึ้นไปยังหน้าผาริ่มทะเลที่มีมุมเหมาะสมที่สามารถยิงเข้ากลางเขาได้แม่นยำที่สุดตามที่เธอแนะนำ

 

“ตรงนี้ค่ะ ท่านผู้กล้า” วีเร็ตต้าพาผมมายืนอยู่ด้านบนสุดของหน้าผา บริเวณนี้ตรงส่วนตรงข้ามติดกับท้องทะเล ลมจากทะเลเลยมากระทบตัวของพวกเรา ตรงที่ห่างออกไปมีพระอาทิตย์ทีกำลังลอยต่ำลงตรงขอบทะเล ผมกับวีเร็ตต้าเลยรีบจัดการเรื่องนี้กันให้เสร็จก่อนที่พระอาทิตย์จะลับของฟ้าไปเสียก่อน

 

ผมยกธนูขึ้นและเอาลูกธนูที่ได้รับมาใส่ในช่องของลูกธนูพร้อมเริ่มเร่งเป่าหมาย วีเร็ตต้าที่เห็นผมเตรียมพร้อมก็เข้ามาจับแขนด้านซ้ายของผมพร้อมกับเอาหน้าเข้ามาแนบเข้ากับไหล่ซ้ายของผมเพื่อช่วยเล็งเป้าหมาย

 

“ใช้กำลังประมาณ130% ก็คงพอค่ะ”

 

หลังจากเธอสั่งผมก็ดึงสายให้หน้าปัดแสดงผลโชร์เลข1-3-0

 

“ไปทางขวาอีกนิสค่ะ” เธอดันแขนของผมไปยังจุดที่เธอบอก

 

ตอนนี้ตัวผมมีแรงกดดันจากการยิงเป้าหมายแล้วยังกดดันเรื่องของวีเร็ตต้าทีแนบชิดกับผมอยู่สุดๆตอนนี้

 

“ตรงนี้ละค่ะ! ยิงเลย” เธอบอกผมทันที่เมื่อเธอเร่งเข้าเป้าหมายพอดี ผมที่ได้ยินดังนั้นก็ปล่อยสายออกไป ลูกธนูที่โดนสายดีดออกไปนั้นวิ่งออกไปด้วยความเร็วที่แสนหน้ากลัว เพียงไม่กี่อึดใจลูกธนูก็เข้าไปยังกลางภูเขา หลังจากนั้นบริเวณรอบๆของภูเขาที่โดนลูกธนูก็แตกกระจายเป็นเศษหินและลงไปทับถ้ำด้านล่างจนหมด

 

เมื่อเป้าหมายสำเร็จผมก็หันหน้าไปหาวีเร็ตต้าที่อยู่ข้างๆ แต่หน้าของเธอก็ยังคงแนบอยู่ที่ไหล่ซ้ายของผม จนหน้าของผมกับเธอไกล้กันมากจนเกือบจะจูบกัน

 

ระหว่างที่พวกผมต่างตกใจและต่างแยกห่างกัน ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น หลังจากวีเร็ตต้าถอยห่างจากผมไปก็มีลมจากทางเดียวกับที่ภูเขาระเบิดพัดกลับมาอย่างแรง ตัวผมที่ทรงตัวได้ก่อนลมจะพัดเลยไม่เสียหลักไปกับแรงลมมากเท่าไร แต่วีเร็ตต้าที่ตกใจเพราะอายและถอยหลังไปนั้นเธอทรงตัวไว้ได้ไม่ดีจนโดนลมพัดเสียหลักไปทางหน้าผา ผมเห็นดังนั้นเลยรีบวิ่งเข้าไปจับตัวเธอไว้ แต่มือของผมนั้นก็ไปไม่ถึงเธอ วีเร็ตต้าที่ผมจับตัวไว้ไม่ได้ ร่างของเธอลอยออกไปกลางอากาศห่างจากหน้าผาเล็กน้อยแล้วร่างของเธอก็ตกลงไปสู่ด้านล่างที่เป็นพื้นน้ำทะเล

 

ผมที่เห็นดังนั้นเลยรีบถอดเกราะเหล็กที่อกและไหล่ออกอย่างรวดเร็วแล้วกระโดดตามลงไปช่วยเธออย่างเร็วที่สุดเท่าที่กำลังของผมจะทำได้

-------------------------------------------------------------


 




NEKOPOST.NET