The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก

Ch.6 - บทที่ 5 กองทัพมอนสเตอร์ (ท่อนที่ 1)


 

บทที่ 5  กองทัพมอนสเตอร์ (ท่อนที่ 1)

 

            เมืองวอร์กโรดขึ้นชื่อเรื่องการค้าขายทั้งอาวุธ  ไอเทม  ชุดเกราะ  หรือแม้แต่การ์ด  ทำให้เมืองแห่งนี้มักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อหาของดีๆกัน  ทว่าเมืองวอร์กโรดในขณะนี้เหลือผู้คนแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น   แล้วร้านรวงที่เคยเปิดกันคึกคักก่อนหน้า  ก็พากันปิดตัวหมดภายในเวลาไม่กี่นาที   หลังจากที่ทางระบบประกาศแจ้งการบุกของกองทัพมอนสเตอร์  ส่งผลให้เมืองวอร์กโรดในตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากเมืองร้าง

            ผมกับไคน์เดินไปตามทางถนนที่ปลอดผู้คน  ไม่น่าเชื่อว่า 15  นาทีก่อนนี้มันเคยมีคนสัญจรอยู่เต็ม  ทุกอย่างดูเงียบงัน  มีเพียงชายฉกรรจ์ 4 คนที่ผมไม่คุ้นหน้ากำลังเดินเข้ามาหาผมเท่านั้น  และจากที่สังเกตลักษณะท่าทางแล้ว  ฝีมือคงไม่ด้อยไปกว่าใครเป็นแน่

            “พี่ชายคือคนที่ต่อสู้กับราชาหมาป่านี่  ฝีมือของท่านไม่เลวเลย”   หนึ่งในชาย 4 คนเอ่ยชมผม

            “ขอบคุณที่ชม”  ผมกล่าวขอบคุณแบบถ่อมตัว

            “ครั้งหน้าถ้ามีโอกาส  ผมคงต้องของท้าประลองด้วยบ้าง”

            “ได้แน่ครับ”

            “ถ้าไงพวกเราขอตัวก่อน  เห็นว่ากองทัพมอนสเตอร์ครั้งนี้  ระดับสูงกว่าครั้งก่อนเลยไม่อยากลอง  ถ้ายังไงขอให้พี่ชายโชคดี”   กล่าวจบชายทั้ง 4 คนนั้นก็ใช้ผลึกมรกตวาร์ปหายไปเมืองอื่นทันที  ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่เทลเลอร์วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก  แถมยังกระหืดกระหอบจากความเหนื่อยในการวิ่งอีก

            “พี่เควินแย่แล้วล่ะ...กองทัพมอนสเตอร์ครั้งนี้มาเป็นโขยงเลย”  เจ้าตัวพักหายใจก่อนจะสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ  แล้วกล่าวต่อ  “มากกว่าครั้งก่อนที่มันบุกเมืองไวท์คราวอีก  มีมอนสเตอร์ระดับ 11 อย่างน้อย 50 กว่าตัวระดับ 10 อีก 100 กว่าตัว  ที่เหลือพันกว่าตัวเป็นพวกระดับ 7-9 เห็นทีว่างานนี้เราคงจะเอาไม่อยู่”

            “แกคิดว่าไง”   ผมแหล่ตาไปหาไคน์

            “ข้าเคยโดนมอนเตอร์ระดับ 8 รุมเป็น 100 ยังไม่ตายเลย”  ไคน์ตอบด้วยสีหน้าซื่อๆ

            “แต่นี่เป็นพันนะ  ระดับก็มากกว่าด้วย”

            “ถ้าเจ้านายไม่กลัว  ข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลัว”

            “งั้นเหรอ”  ผมพึมพำแค่นั้น  ก่อนจะก็เริ่มเกาคางตัวเองอย่างใช้ความคิด 

             ความจริงผมก็วิตกอยู่มากกลัวว่าจะทำไม่ได้  กลัวว่าจะต้านมอนสเตอร์ระดับสูงหลายตัวไม่อยู่  แต่พอคิดว่านี่มันก็แค่เกม  ต่อให้ผมถูกฆ่าตายก็สามารถเกิดใหม่ได้อีกไม่รู้จบ  ซึ่งไม่เหมือนมอนสเตอร์ที่ฆ่าแล้วมันจะไม่เกิดใหม่อีก  แต่ระบบจะสร้างตัวใหม่ขึ้นมาแทน  ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบ 

             อีกอย่างใช่ว่าผมจะไม่เคยสู้กับมอนสเตอร์หลายตัว  เมื่อก่อนตอนที่ผมไปทำภารกิจขโมยไข่มังกร  ก็ยังต้องสู้กับมังกรเป็นร้อยด้วยตัวคนเดียวเลย  ฉะนั้นของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้

            “พี่เควินจะเอายังไง”    เทลเลอร์ถามเมื่อเห็นผมเงียบไป

            “พี่คิดว่า...มอนสเตอร์ระดับสูงเป็นพันเนี่ย...”   ผมเว้นช่วงแล้วสังเกตสีหน้าของเทลเลอร์  “น้อยไปไหม”

            เทลเลอร์อ้าปากค้างไม่อยากจะเชื่อว่ามอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัวนี่จะน้อยไปสำหรับอดีตอันดับ 2 

ผมเห็นอาการของเทลเลอร์ที่เหมือนจะอึ้งค้างแล้วก็อดขำไม่ได้  เลยพูดเสริมให้ปากเขาค้างไปอีก

            “พี่กลัวว่าค่าประสบการณ์มันจะไม่พอ  ให้เจ้าไคน์เลื่อนเป็นระดับ 8 น่ะสิ”   แล้วผมก็ตบบ่าเทลเลอร์ 2-3 ทีก่อนจะเดินทอดน่องอย่างสบายๆไปทางกำแพงเมือง

            “เจ้านายข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก”  เทลเลอร์หุบปากลงแล้วหันมามองไคน์

            “แม้ว่าระดับกับทักษะเขาจะเท่าเดิม  แต่ข้ารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่ง  ที่มากกว่าครั้งสุดท้ายที่ข้าเจอเขาเป็นร้อยเท่า  มันกลายเป็นหินผาขนาดใหญ่  ที่ไม่ว่าใครก็ข้ามไม่ได้ง่ายๆ”

            “ขนาดนั้นเชียว”  เทลเลอร์เผลอหลุดปาก

            “ถ้าเจ้าเป็นศิษย์ของเขาก็ควรจะรู้ไว้ว่า  ความแข็งแกร่งที่หยั่งยากของเขาในตอนนี้น่ะ สำหรับมอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัวมันน้อยจริงๆนั่นแหละ”

            อีกครั้งที่เทลเลอร์ต้องอึ้งกับข้อมูลที่ตัวเขาไม่คาดคิด 

เทลเลอร์ไม่ได้ถามต่อ  เขาได้แต่มองราชาหมาป่า  ซึ่งมารู้ภายหลังว่าชื่อไคน์  เดินตามพี่เควินผู้ที่ได้รับฉายาว่า  จอมดาบสยบศาสตรา ไปอย่างช้าๆ

            “ผมชักอยากจะเห็นฝีมือที่แท้จริงของพี่แล้วสิ”

 

            กองทัพมอนสเตอร์ระดับสูงพันกว่าตัว   เมื่อมองจากไกลๆจะเห็นเป็นเส้นแนวนอนสีดำๆ  ที่ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นราวกับเงามืดที่กำลังครอบคลุมพื้นปฐพีก็ไม่ปาน 

            ผมใช้กล้องส่องทางไกลของเทลเลอร์  ส่องดูถึงความเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่บนกำแพงเมือง  ข้างๆผมเจ้าไคน์ยังคงยืนกอดอกปั้นหน้าเย็นชาอยู่  ส่วนเทลเลอร์ก็ใช้มือป้องตาดูมอนสเตอร์ไกลๆ

           “อีก 30 นาทีคงจะมาถึงเมือง”   ผมสรุปจากที่เห็น

           “30 นาทีงั้นเหรอ”   คนพูดไม่ใช่ทั้งเทลเลอร์และไคน์  แต่เป็นใครคนหนึ่งที่กำลังกระโดดขึ้นมาอยู่บนกำแพง  ห่างจากพวกผมไป 2-3 เมตร  และเมื่อผมหันไปมองดูก็พบว่าเป็นชายคนเดียวกันที่นั่งอยู่ด้วยกับผมบนหลังคา  ตอนดูเจ้าไคน์สู้กับเทสก้า

           “อันดับ 2 ฉายาปิศาจน้ำแข็ง เหรอนายมาทำอะไรที่นี่”  เทลเลอร์โพล่งออกมาเหมือนจะบอกผมเป็นกลาย  ก่อนจะแหวกทางให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับ 2 ของปัจจุบันเดินเข้ามาใกล้

             “ผมนี่แย่จริงๆที่ไม่ได้แนะนำตัวแต่แรก  ผมชื่อราเชลไอซ์”   เขายื่นมือมาจับกับผมแล้วเขย่า 2-3 ที

           “ชื่อในเกมส์สินะ”

          “ครับ”

          “อืม...คงดีไม่น้อยที่ได้คนมีฝีมืออย่างเธอมาช่วยถล่มมอนสเตอร์”

          “ต้องขอโทษด้วยนะครับ  เห็นทีมอนสเตอร์ฝูงนี้ผมคงไม่ร่วมด้วย”   ราเชลไอซ์ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลก่อนจะเดินถอยหลังเล็กน้อย  ส่วนผมก็หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด

         “ทำไมล่ะครับ”

          “ผมแค่อยากเห็นฝีมือผู้เล่นหน้าใหม่อย่างพี่เควิน  ที่ถึงขนาดเอาชนะราชาหมาป่าได้ก็เท่านั้น”

          “ผู้เล่นหน้าใหม่งั้นเหรอ...นายนี่”    ผมยกมือห้ามเทลเลอร์ให้หยุดพูดได้ทัน  ส่วนไคน์ก็ส่งสายตาให้ว่าอย่าพึ่งวู่วาม

         “งั้นผมก็ไม่รบกวน”   ผมกล่าวตัดบท  แล้วราเชลไอซ์ก็โค้งคำนับให้ทีหนึ่ง  ก่อนจะหันมามองเทลเลอร์

          “ฉันจะดูฝีมือเธอด้วยนะ...เผื่อว่าเจอกันครั้งหน้า...ฉันจะไม่ออมมือให้”    เทลเลอร์กำหมัดแน่นแล้วกัดฟันกรอด  เขาได้แต่มองดูราเชลไอซ์ค่อยๆเดินจากไป  แต่ก็ถูกผมเรียกตัวไว้ก่อน

          “เดี๋ยว!”  ราเชลไอซ์ชะงักฝีเท้า 

          “อย่าลืมถอนเวทอาณาเขตวิญญาณน้ำแข็งด้วยล่ะ  มันใช้ไม่ได้กับผมและคนที่อยู่ในอาณาเขตของผมหรอก  เปลืองพลังออร่าเปล่าๆ”    ราเชลไอซ์ตกตลึง  ก่อนจะดีดตัวเองให้ลอยอยู่เหนือพื้นบนกำแพง  เมื่อพบว่าวงแหวนเวทย์อาณาเขตสีฟ้าที่ตัวเองร่ายไว้ใต้ฝ่าเท้าพวกของผม  ถูกล้อมทับด้วยวงแหวนเวทย์สีแดงที่เขาไม่รู้จัก

           “ดูถูกไม่ได้จริงๆ รู้แม้กระทั่งทักษะเวทที่ผมใช้”  ราเชลไอซ์ทิ้งท้าย  แล้วดีดตัวเองให้ลอยไปอยู่บนหลังคาหอระฆังประจำเมือง   ในขณะเดียวกับวงแหวนเวทอาณาเขตของเขาก็ค่อยๆเลือนหายไป

           “อย่าให้ใครรู้ว่าพี่เป็นใครดีที่สุด”

           “ผมขอโทษ”   เทลเลอร์ก้มหน้าราวกับสำนึกผิด   

            “แต่พี่รู้ได้ยังไงว่าหมอนั่นกำลังใช้เวทอาณาเขตอยู่  ทั้งๆที่พี่เป็นนักดาบ” 

            ผมยิ้มให้กับคำถามของเทลเลอร์

            “จำไว้นะเทลเลอร์  เป็นนักดาบก็จงอย่าหยุดอยู่แค่ดาบ  ส่วนเป็นนักเวทย์ก็อย่าให้ใครรู้ว่ากำลังร่ายเวทย์  มิเช่นนั้นก็เตรียมตัวตายได้”    

           เทลเลอร์เกาหัวเกรกๆอย่างไม่เข้าใจ  ผมเห็นอาการนั้นแล้วอดนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ เวลาฟังคำตอบจาก NPC ที่เป็นอาจารย์สอนดาบไม่ได้  ไม่น่าเชื่อว่าผมกำลังจะได้ใช้ประโยคนั้น  ประโยคคำพูดที่กรอกหูผม 3 เวลาหลังอาหาร

          “เธอจะไม่เข้าใจคำพูดของพี่  จนกว่าจะโตกว่านี้”  ผมยิ้มให้อีกครั้งแล้วหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี  ก่อนจะร่อนตัวเองลงจากกำแพงด้วยทักษะตัวเบา

          “ข้าอธิบายเพิ่มเติมให้คนโง่อย่างเจ้าฟังก็ได้”   เทลเลอร์หันมามองไคน์อย่างเคืองๆ  แต่เขาก็ยังรอฟัง 

          “นักดาบน่ะมีอาวุธคือดาบ  เมื่อมีดาบเขาย่อมแข็งแกร่งและสามารถพิชิตศัตรูได้  แต่พอเมื่อใดไร้ดาบนักดาบก็ไม่ต่างจากกระต่ายที่รอให้ศัตรูเชือด  ฉะนั้นหากเจ้าอยู่ในสนามรบแล้วคิดพึ่งแต่ดาบในมือละก็  รอความตายได้เลย”  

             กล่าวจบไคน์ก็กระโดดลงจากกำแพง  ทิ้งให้เทลเลอร์ยืนคิดกับคำอธิบายนั้น  ซึ่งไม่ได้ทำให้เขากระจ่างขึ้นสักนิด   ท้ายที่สุดเทลเลอร์ก็จำใจลงจากกำแพงโดยใช้ทักษะตัวเบา  แล้วตามชายที่กลายเป็นอาจารย์จำเป็นของตัวเองไป

 

            เมื่อมาถึงข้างล่างผมยกกล้องส่องทางไกลขึ้นดูอีกครั้ง  เพราะไม่แน่ใจว่ามอนสเตอร์ตัวไหนครอบครองผลึกศิลาแดงอยู่  จากข้อมูลที่ผมได้รับมา  ทราบว่าหากโดนแสงนั่นเข้าไปก็จะไม่สามารถใช้คำสั่งออฟไลน์ได้  ดังนั้นจึงต้องดูว่ามีมอนสเตอร์ตัวไหนบ้างที่เป็นเจ้าของผลึกศิลาแดง

           “ผลึกสีแดงทรงลูกบาศก์  ที่กำลังส่องแสงอยู่บนหัวโกเลมน้ำตัวนั้นใช่ศิลาแดงไหม”   ผมถามพร้อมกับยื่นกล้องส่องทางไกลให้เทลเลอร์  ทันทีที่เขาถึงพื้น

            “ครับ...ถ้าใครโดนแสงมันจะออฟไลน์ไม่ได้จนกว่าจะหมดกิจกรรม”  เทลเลอร์ยกกล้องขึ้นส่องแล้วบอก 

            ผมเริ่มเกาคางตัวเองแล้วใช้ความคิดอีกครั้ง  ความจริงเรื่องศิลาแดงนี่ไม่ใช่มันจะออฟไลน์ไม่ได้จนหมดกิจกรรมหรอก  แต่มันจะออฟไลน์ไม่ได้ตราบเท่าที่เอไออเล็กซ์ยังอยู่  หรือดร.เนวันทำไอเทมที่ทำให้ออฟไลน์ได้สำเร็จหรืออาจจะตลอดไป  ซึ่งถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง  ร่างกายที่นอนอยู่ในเครื่องแคปซูลแชร์ความคิด  ก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายในที่สุด  

           นั่นแหละวิกฤตของจริง

 แต่ถึงอย่างไรผมก็บอกเรื่องนี้กับเทลเลอร์ไม่ได้

          “พี่จะแบ่งงานคร่าวๆนะ”   ผมกล่าวขึ้นแล้วมองไปที่เทลเลอร์   “กลัวหรือเปล่า ถอนตัวได้นะ”

          “ผมเป็นถึงอันดับ  5 นะอย่าดูถูกสิ”  เทลเลอร์น้ำเสียงเหมือนจะหนักแน่นแต่สายตาของเขากลับตรงกันข้าม

           “เอาล่ะ  งั้นฟังให้ดีๆเท่าที่พี่สังเกตดู  กองทัพมอนสเตอร์พวกนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือพวกที่อยู่บนพื้นดิน  ประกอบไปด้วยมอนสเตอร์เผ่าต่างๆระดับ 8 ขึ้นไป  ส่วนโกเลมธาตุต่างๆนั้นคงจะระดับ 10 และมังกรที่เดินต้วมเตี้ยมนั่นก็คงระดับ  11  อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกบินได้  คงเป็นเผ่าทีเร็กซ์และเผ่าปักษาเป็นส่วนใหญ่  ระดับก็คงหนีไม่พ้น  9  คราวนี้งานที่พี่จะแบ่งก็คือ”  ผมเว้นช่วงแล้วมองดูไคน์ที่ยืนเก๊กอยู่ในมาดนิ่งๆ

          “ไคน์...ฉันยกโกเลมน้ำที่มีศิลาแดงกับพวกที่บินว่อนนั่นให้”

          “ล้อเล่นใช้ไหม”   ไคน์มองผมอย่างสงสัย  “ถ้าโกเลมน้ำน่ะได้  แต่พวกที่บินได้นี่ข้าแพ้ทางอยู่”

           “เพราะแกไม่มีปีกงั้นสิ”   ไคน์แบะมือ

          “งั้นข้าจะทำให้หมาบินได้”   ทันทีที่กล่าวจบ  ผมก็เปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา  และควานหาของที่ต้องการจนเจอ  มันเป็นการ์ดสีเทาใบหนึ่ง  ที่ไว้ใช้สำหรับบินบนอากาศ  ชื่อของมันคือการ์ดปีกเทวดา

           “อะไร”  ไคน์ถาม  เขามองการ์ดสีเทามันวาวที่มีรูปปีกสีขาวพันกันในมือผมอย่างไม่ไว้ใจ

           “การ์ดปีกเทวดา  ระดับกลาง”    เทลเลอร์เป็นคนบอก

            “ถูกต้อง...เอาล่ะถือไว้”   ผมยื่นการ์ดให้ไคน์แล้วยกมือขึ้นกางออกเหนือใบหน้าเขา

            “จงขานรับเสียงของข้า  คลายผนึก การ์ดปีกเทวดา

            สิ้นเสียงคำร่าย  พลันการ์ดในมือของไคน์ก็เรืองแสงขึ้น  แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด  เมื่อปีกคู่สีขาวนวลตาค่อยๆงอกออกกลางหลังของไคน์ช้าๆ  ก่อนที่มันจะกระพือสยายความบริสุทธิ์นวลผ่องของขนนกสีขาวสะบัดออกไปด้านหลัง  ตอนนี้เผ่าพันธุ์หมาป่าอย่างไคน์  แลดูไม่ต่างจากเทพบุตรไปแล้ว

           “ให้ตายเถอะ”  เทลเลอร์อุทาน  “ผมไม่นึกมาก่อนว่าใช้การ์ดกับมอนสเตอร์ผู้ติดตามก็ได้”

           “ตราบเท่าเซียออนไลน์ไม่มีข้อห้าม  ก็อย่าเอากรอบมาขังจินตนาการตัวเองเด็ดขาด”   เทลเลอร์ได้แต่มองผมอย่างทึ่งๆ  เขาคิดไม่ผิดที่ขอเป็นลูกศิษย์ชายคนนี้

             “เอาล่ะไคน์  ไปสอยพวกแมลงที่บินปิดทัศนียภาพน่านฟ้านั่นซะ”   ไคน์พยักหน้ารับคำแล้วลองขยับปีกแบบงงๆ  มันกำลังรู้สึกตงิดใจถึงสิ่งแปลกปลอมใหม่บนร่างกายของตัวเอง  ก่อนจะตัดสินใจกระพือมันแรงขึ้น  จากนั้นก็โผบินสู่ท้องฟ้าและพุ่งเข้าหาฝูงทีเร็กซ์กับฝูงปักษาทันที

            “อย่าลืมเตะก้นโกเลมที่มีศิลาแดงด้วยล่ะ”   ผมตะโกนไล่หลัง  แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าไคน์จะได้ยินหรือเปล่า  แล้วหันมาทางเทลเลอร์

            “ต่อไปก็ถึงตาเธอ  เทลเลอร์พี่อยากให้เธอคอยกำจัดมอนสเตอร์ที่หลุดจากการสู้กับพี่”

            “เข้าใจแล้วครับ”

            “ถ้ามันรอดมาได้นะ”    เทลเลอร์ทำสีหน้าอึ้งอีกรอบแล้วมองผมด้วยสาตาประหลาดใจ  ประหนึ่งผมเป็นเอเลี่ยนที่หลุดมาจากต่างดาว

            ผมส่ายหน้าน้อยๆให้กับอาการนั้นอย่างขันๆ  แล้วใช้คำสั่งเรียกหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา  ก่อนจะมองหาการ์ดล่าสุดที่ผมซื้อมาจากพ่อค้าขายการ์ด  เมื่อเห็นมันอยู่ในช่องเก็บของบนสุดจึงหยิบมันออกมาอย่างไม่ลังเล

           “จะทนพลังเราได้ไหมนะ”   ผมพึมพำกับการ์ดใบนั้นแล้วโยนมันขึ้นบนฟ้า

           “จงขานรับเสียงของข้า คลายผนึก การ์ดดาบมังกรพิโรธ

           เกิดห้วงมิติบิดเบี้ยวตรงหน้าของผม  เมื่อการ์ดที่ผมโยนไปเปล่งแสงและสลายหายไป 

           สักพักหนึ่งมีอะไรบางอย่างค่อยๆโผล่ออกมาจากห้วงมิตินั้น  มันคือด้ามดาบที่มีลายเกล็ดมังกรสีเขียวประดับอยู่  เลยขึ้นไปอีกหน่อยก็เป็นหัวมังกรที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข   และพอผมเอื้อมมือไปจับเปลือกตาของมังกรก็ค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ  เผยให้เห็นดวงตาอันแดงก่ำของมัน   พลันชั่วขณะนั้นปากของมังกรก็เปิดอ้าแล้วใบดาบสีเงินวาวยาว 1 เมตรก็พุ่งพรืดออกจากปากที่อ้านั้นทันที  ในขณะที่ห้วงมิติอันบิดเบี้ยวแสนประหลาดก็หายไป

           “เจ้าหรือคือผู้ปลดผนึกข้า”    น้ำเสียงที่ทุ้มหนักมีอำนาจดังออกมาจากหัวมังกร  และทุกครั้งที่วาจาจากดาบนั้นเปล่งออกมา  ดวงตาสีแดงก่ำนั่นก็จะกระพริบแสงสีแดงปริบๆไปด้วย

           “พูดได้”   ผมชี้มือไปที่ดาบ  แล้วหันไปทางเทลเลอร์ที่กำลังมองดูดดาบแบบทึ่งๆเช่นกัน

           “เจ้าคนเสียมารยาท  ใครใช้ให้เจ้าเอามือมาชี้ข้าแบบนี้”    ผมหันกลับมาที่ดาบในมือทันที

           “ก็แล้วทำไม”

           “คนโง่อย่างเจ้า  ไม่รู้หรอกว่าข้าเป็นผู้สูงศักดิ์แค่ไหนมาชี้มือใส่ข้าได้ยังไง”   

            ขมับผมเริ่มกระตุก  นี่ผมไปซื้ออะไรมาเป็นอาวุธกันล่ะเนี่ย

           “หุบปากไปเลยนะ  เจ้าดาบสัปรังเคเป็นอาวุธก็เงียบๆหน่อยได้ไหม”

           “เจ้าคนไร้มารยาท  เจ้ากล้าด่าข้างั้นเรอะรู้ไหมว่าข้าคือมังกรที่เก่งที่สุดนะ”

           “ขี้โม้น่ะสิ  หยุดพล่ามไปเลย  ข้าไม่มีเวลามาเล่นต่อปากกับแกนะ”

           “หนอย!  ไอ้เจ้าคนปากเสีย  ทำไมข้าต้องมาเป็นอาวุธให้เจ้า  ผู้ซึ่งหาความมีมารยาทไม่เจอด้วย”

           เคร้ง!

          ผมวาดดาบให้กระทบหินข้างๆ อย่างรำคาญเสียงและเพราะทำแบบนั้นเลยทำให้  เจ้าดาบปากมากด่าผมเป็นชุดยาวเหยียดจนถ้าเอามาเขียนเป็นหนังสือคงได้หนาเท่าสารานุกรม   

           ผมเอามือแคะหูอย่างไม่ใส่ใจและคร้านจะฟัง  ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นและส่งอะไรบางอย่างให้กับเทลเลอร์

          “อะไรครับ”  เทลเลอร์ถาม

          “ปาร์ตี้ไง”   ผมบอก  จากนั้นจึงใช้ทักษะตัวเบาทะยานเข้าหาฝูงมอนสเตอร์  ที่ใกล้จะมาถึงเมืองขึ้นทุกขณะ  ท่ามกลางเสียงโหยหวนของดาบมังกรพิโรธ  ที่ก่นด่าอย่างกระชั้นชิด

            “เจ้าคนไร้มารยาทททท!!!”

 

            กองทัพมอนสเตอร์เมื่อมาอยู่ใกล้ๆ  มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นมดไปทันที  ผมร่อนลงบนโขดหินก้อนหนึ่ง  ห่างจากกองทัพมอนสเตอร์ไปไม่ถึงกิโลเมตร  และเสียงก่นด่าจากดาบมังกรพิโรธที่ยังด่าไม่หยุดอยู่นี่  ก็ทำให้ปวดขมับอย่างน่ารำคาญตลอดเวลา

            “หุบปากได้รึยัง  ไม่เห็นเหรอว่านรกอยู่ข้างหน้า”    ผมพลิกดาบให้ตาของดาบมังกรพิโรธมองเห็นกองทัพนับพันของมอนสเตอร์ที่อีกไม่กี่นาทีก็จะมาถึงตัวผม

            “ให้ตายเถอะ...นี่เจ้าจะมาฆ่าตัวตายอย่างนั้นเรอะ”

            “ถ้าแกอยู่เฉยๆ ไม่พูดรบกวนสมาธิคนอื่น  ข้าก็จะกวาดพวกนี้ให้เรียบ”   

เงียบ...ไม่มีคำด่าเล็ดรอดออกจากดาบมังกรพิโรธ  ผมเดาว่าคงกำลังอึ้งกึมกี่กับมอนสเตอร์เป็นฝูงขนาดมหึมาอยู่แน่ๆ

            “เจ้าต้องโง่หรือไม่ก็ประสาทเสียแน่ๆ  ถึงได้คิดจะสู้กับมอนสเตอร์เป็นพันเยี่ยงนี้”

            “ช่างผมเถอะนา...บอกมาได้แล้วว่าคุณสมบัติพิเศษของแกคืออะไร”

            “นี่เจ้าได้ข้ามา...แต่ไม่รู้ว่าข้ามีความสามารถอะไรอย่างนั้นเหรอ”

            “มันก็ต้องมีบ้างล่ะนะ”

            “สมแล้วที่เจ้าโง่...ฟังให้ดีๆนะคุณสมบัติพิเศษของข้าคือ  สามารถเก็บค่าประสบการณ์แล้วเลื่อนระดับได้”

            “โอเค...เข้าใจแล้วงั้นเตรียมพร้อม”   

            กล่าวจบผมก็ยกดาบมังกรพิโรธขึ้นเหนืออก  เตรียมฟาดฟันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า  

            พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงวิ่งของมอนสเตอร์หลากหลายเผ่าพันธุ์รวมเป็นกองทัพ   พวกมันเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ  และดูเหมือนจะเริ่มโอบล้อมผมแล้วด้วย  ทั้งผมและดาบเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น   ต่างพากันนับถอยหลังในใจถึงสิ่งที่จะทำข้างหน้าในอีกไม่กี่วินาที

            5…4…3…2…1…

            0…

 

 




NEKOPOST.NET