The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก

Ch.5 - บทที่ 4 หวนคือสู่เกม (ท่อนที่ 4)


 

บทที่ 4  หวนคือสู่เกม (ท่อนที่ 4)

 

          หลังจากเหินข้ามเหล่าผู้ชมมาได้  ผมก็เดินเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงร้านอาหารที่ตัวเองหมายตาเอาไว้  มันเป็นร้านอาหารเล็กๆไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก  แต่ก็มีโต๊ะบริการเพียบพร้อม  ทั้งแบบเดี่ยวแยกห้องและแบบรวมกันที่ผมมองเห็นอยู่ชั้นล่าง  ส่วนอาหารก็คงจะเป็นแบบพื้นๆที่มีให้เลือกกินทั่วไป

            ผมหยุดฝีเท้าลงเมื่อถึงหน้าร้านและพบว่ามีใครบางคนรออยู่ก่อนแล้ว...

            “พี่ชายรู้จักคนที่ราชาหมาป่าพูดถึงจริงๆเหรอ”    ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับที่ 5 ของปัจจุบันกล่าวขึ้น  ขณะที่ผมกำลังจะเข้าร้าน  ซึ่งนั่นทำให้ผมต้องหันมามองและทักทายตามมารยาท

            “เธอคนที่ให้ยืมดาบนี่  ขอโทษนะดาบพังแล้ว”    ผมพูดด้วยน้ำเสียงขอโทษจากใจ  และพร้อมจะซื้อใช้คืนให้หากอีกฝ่ายต้องการ  แต่เมื่อไม่เห็นเขาตอบกลับมา  ผมจึงถือโอกาสถอดแว่นตาดำและโยนเข้าหน้าต่างเก็บไอเทมไป

            “ไม่เป็นไรครับ  ผมไม่ได้ใช้ดาบนั้นหรอก”

            “อืม...”

            “แล้วว่ายังไงครับสำหรับคำถาม”

            “ความลับ”   ผมตอบเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง  ก่อนจะมองเห็นเจ้าของฉายานักดาบมังกรคลั่งคลายมือออกจากอก  แล้วเดินเข้ามาใกล้ผมอีก  ซึ่งนั่นทำให้มีโอกาสพินิจใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัดขึ้น  เขาค่อนข้างมีเค้าโครงของคนจีนอย่างชัดเจน  สังเกตได้จากดวงตาชั้นเดียวที่เรียวคมและริมฝีปากบาง  แถมยังผิวขาวตัดกับสีผมดำขลับที่ไว้ทรงรากไทร    

            “เข้าใจแล้วครับ...เป็นภารกิจลับสินะ ผม เทลเลอร์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”   ประโยคท้ายเขาแนะนำตัวและผมก็เห็นว่าหน้าตากับชื่อไม่เข้ากันสักนิด  ส่วนแววตาอันกล้ามั่นที่อีกฝ่ายจ้องมองมานั้น  ก็ทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆชอบกล

            “เรียกผมว่าเควินก็แล้วกันเป็นชื่อในเกมนะ”  ผมยื่นมือไปจับกับเทลเลอร์   รู้สึกพอใจกับอัธยาศัยที่ดีของชายผู้นี้นิดหน่อย  แม้ว่ามันจะขัดกับฉายาเขาก็ตาม

            “งั้นเหรอครับ...ถ้างั้นผมขออนุญาตถามอีกอย่างได้ไหมครับ”

            “ว่ามาสิ”

            “เพลงดาบที่คุณใช้ชื่ออะไรเหรอครับ  เหมือนจะไม่ใช่เพลงดาบทั่วๆไปสินะครับ”  

ผมกระแอ่มไอพลางใช้ความคิด

            “ดูท่าเธอก็พอจะคบได้...เอาเป็นว่าผมถูกชะตาก็แล้วกัน  ตามมาสิ...ผมจะบอกความลับเล็กๆน้อยๆให้  ถ้าสัญญาว่าเธอจะไม่บอกใคร”

            กล่าวตัดบทแค่นั้นผมก็เดินนำเทลเลอร์เข้าไปในร้าน  จากนั้นจึงสั่งห้องอาหารพิเศษที่เป็นส่วนตัวหนึ่งห้อง  เอาแบบไม่ให้มีเสียงออกไปจากนอกห้องได้  ซึ่งผมก็ได้ห้องที่ว่าเป็นมิติพิเศษที่จะไม่มีใครเข้าไปได้นอกจากผมจะอนุญาต  และตอนนี้ผมก็นั่งจิบกาแฟยามบ่ายกับเทลเลอร์อยู่ชุดบนโต๊ะเก้าอี้ไม้สีขาว  แกะสลักด้วยลวดลายประติมากรรมศิลปะยุคกรีกโบราณ  ดูสวยงามและให้ความรู้สึกเข้ากับบรรยากาศของห้องที่ออกโทนวินเทจสีน้ำตาลอ่อน

            “พี่เควินจะบอกผมได้รึยัง”   เทลเลอร์เอ่ยขึ้น 

ผมวางกาแฟที่กำลังจิบอยู่บนจานรองช้าๆ  ก่อนจะเงยหน้ามองเขาแล้วคลี่ยิ้มบางๆ

            “เพลงดาบปัญจวชิรา”  

เทลเลอร์มองอย่างสงสัย  ก่อนเจ้าตัวจะเอ่ยถามต่อ

            “ทำไมผมไม่เคยได้ยิน”

            “ก็แน่ล่ะตาแก่นั่นอยู่เป็นที่ซะที่ไหน  แล้วรับรองเถอะว่าเธอทนนิสัยตาเฒ่านั่นไม่ได้หรอก”

            “ทำไมล่ะครับ”

            “อย่าให้พูดเลย...น่าสยอง”  ผมเสียงต่ำเมื่อเอ่ยถึงคำว่าสยอง  ก่อนจะนึกภาพสมัยที่ผมหัดทักษะดาบนี้มาจากตาเฒ่าที่พูดถึง  ซึ่งเป็น NPC ที่ทั้งเอาแต่ใจ  ให้ภารกิจยากๆ  และเคี่ยวเข็ญจนเกือบจะ 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ  แต่ผมก็ทนเพื่อให้ได้ทักษะเพลงดาบนี้มาครอบครอง

            “งั้นหรอกเหรอ...ว่าแต่ยังไงผมก็ไม่เคยได้ยินอยู่ดี”  เทลเลอร์ทำท่านิ่งคิดไปสักพัก  ก่อนจะกล่าวต่อ

            “จากที่ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเพลงดาบที่แข็งแกร่งที่สุดมา  ในปัจจุบันนี้ก็มีไม่กี่ทักษะ  ที่รู้ๆกันก็มี  เพลงดาบบุปผาชาติของอันดับที่ 3 ในปัจจุบัน ฉายานักฆ่าดาบพันมือ   เพลงดาบพยายมของผู้เล่นหน้าใหม่คนหนึ่งที่ถูกจับตาอยู่ตอนนี้  ฉายาเขาคือ  จอมโจรคว้าจันทร์  ซึ่งแต่ละท่ามีพลังโจมตีสูงๆทั้งนั้น  แต่กับเพลงดาบปัญจวชิราไม่เคยได้ยิน”

            ผมยิ้มบางๆอีกครั้งแล้วยกกาแฟขึ้นดื่น  ก่อนจะเห็นว่าเทลเลอร์โน้มหน้าเข้ามาแล้วกล่าวเสียงเบา ทั้งๆที่ในห้องมีแค่ผมกับเขาสองคนเท่านั้นไม่ได้มีใครอื่น

           “ล่าสุดนะครับ...เมื่อไม่นานมานี้ก็มีเพลงดาบไร้วิญญาณของดราก้อนฟิช อดีตอันดับ 1 เมื่อ 12 ปีก่อนโผล่มา  เขากลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปจากเกม  เห็นว่าเมื่อก่อนดราก้อนฟิชแข็งแกร่งมาก  บางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าอันดับ 1 ของเราก็ได้...แล้วสุดท้ายนี่เป็นข้อมูลลับที่ผมหามาได้นะครับ  ซึ่งอาจจะมีคนลืมไปแล้ว”

            อีกครั้งที่เทลเลอร์หยุดพูด  เขากำลังสังเกตปฏิกิริยาสีหน้าของผม  ซึ่งก็พบว่ามันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนอกจากเรียบเฉย  และนั่งฟังสิ่งที่อันดับที่ 5 ในปัจจุบันพูดอย่างเงียบๆไม่ขัด

            “แล้วใครล่ะ”  ผมถามต่อเพื่อให้ดูเหมือนว่าการสนทนายังต่อเนื่อง

           “อดีตอันดับ 2 เมื่อ 12 ปีก่อนไง  เขาเป็นนักดาบเหมือนกัน” 

            ผมถึงกับสำลักน้ำกาแฟทันทีหลังจากเทลเลอร์กล่าวจบ  พร้อมกับปรับสีหน้าท่าทางให้ปกติอีกครั้ง  แต่ดูเหมือนว่าเทลเลอร์จะชอบที่เห็นผมมีอาการตื่นเต้นบ้างเมื่อได้ยินข้อมูลของตน

            “เขามีฉายาว่าจอมดาบสยบศาสตรา  แล้วมันดันบังเอิญเป็นชื่อเดียวกับที่ราชาหมาป่าพูดถึง ไม่รู้ว่ามอนสเตอร์ตัวนั้นมีอะไรแค้นใจจอมดาบสยบศาสตรา  ขนาดผ่านมาหลายมีในเกมก็น่าจะลืมหรือไม่ก็น่าจะตายเพราะโดยฆ่าตั้งนานแล้ว  ผมรู้ว่าหมาป่าตัวนั้นมันไม่ได้เป็นของระบบแต่แรกหรอก  แต่ก็ปล่อยเลยตามข่าวลือเท่านั้น...”

             เทลเลอร์เว้นระยะพูดแล้วมองหน้าผมอีกครั้ง  ซึ่งเขาก็เห็นว่าผมกำลังตั้งใจฟังที่เขาพูดอยู่

            “น่าเสียดายที่เขาไม่กลับมาเล่นเกมแล้วเลยไม่มีข้อมูลเรื่องเพลงดาบของเขา”   เทลเลอร์กล่าวจบลง แล้วหยิบกาแฟขึ้นมาดื่มบ้างเมื่อรู้สึกว่าคอแห้งเล็กน้อย 

            ผมมองท่าทางและอากัปกิริยานั้นของอีกฝ่าย  ก่อนจะหยิบกาแฟขึ้นจิบหนึ่งที   คิดดูแล้วเหมือนผมกำลังนั่งคุยกับตัวเองตอนเด็กยังไงก็ไม่รู้

            “เธอเลยคิดว่าผมที่รู้ว่าจอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน  จะรู้ว่าเขาใช้เพลงดาบอะไรด้วยอย่างนั้นสินะ”

            ผมถามเข้าประเด็น  เพราะที่กล่าวเกริ่นนำมาตั้งแต่ต้นทั้งเรื่องเพลงดาบ  เรื่องดราก้อนฟิชหรือแม้แต่เรื่องที่อันดับ 2 เมื่อ 12 ปีก่อนเป็นนักดาบ  ก็เพื่อจะเอาข้อมูลจากผมว่ารู้อะไรเกี่ยวกับเพลงดาบของอดีตอันดับ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย

            น่าขำนะที่เรื่องราวของผมยังมีคนจำได้  ถึงจะผ่านไปนานเกือบ 12 ปี

            “พี่ชายเดาถูกแล้ว...อ้อ!  มีข่าวเก่าๆในเว็บบอร์ดที่ว่า จอมดาบสยบศาสตราเคยปะทะกับดราก้อนฟิช  ที่หุบเหวเดียวดายด้วยแต่ไม่มีใครทราบผล”

            “จอบดาบสยบศาสตราแพ้”  

            ผมตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน  เพราะมันเป็นเรื่องที่นานมากแล้ว  และผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากแข็งแกร่ง  อยากเอาชนะอะไรใครอีก  คงเป็นเพราะผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนั่นเอง  อีกอย่างที่ผมกลับมาก็เพราะมาทำภารกิจของบริษัทเกมเซียออนไลน์ต่างหาก  ไม่ได้เข้ามาเพื่อแก่งแย่งชิงตำแหน่งเหมือนเมื่อก่อน

            “พี่เควินรู้”   เทลเลอร์ถามเสียงสูงขึ้นทันใด  ซึ่งผมก็พยักหน้ารับ

            “นั่นสินะ...คนที่เล่นอาชีพสายนี้ก็ต้องหาข้อมูลแบบนี้อยู่แล้ว...ไม่แปลกหรอก  งั้นตกลงพี่เควินก็รู้จริงๆสินะว่าจอมดาบสยบศาสตราใช้เพลงดาบอะไร”  

           ผมเหลือบตามองเทลเลอร์  ในขณะที่มือก็ถือช้อนแล้วคนกาแฟช้าๆ

            “เทลเลอร์...”  ผมลากเสียงเล็กน้อย  “สิ่งสำคัญที่สุดของอาชีพดาบ  ไม่ใช่หาเพลงดาบที่แข็งแกร่งที่สุดจากคนอื่น  เพื่อมาเสริมให้กับตัวเองหรอกนะ  แต่มันอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเอง  ต้องมีจุดยืนและมั่นใจดาบทุกดาบที่ฟันออกไปเสมอ”

            “หึ...พี่เควินไม่รู้อะไร  เพลงดาบที่ผมมีอยู่ก็เป็นเพลงดาบระบำหงส์  ที่ผู้เล่นอาชีพดาบส่วนใหญ่มีกันเกลื่อน...ที่ทำให้ผมเป็นอันดับ 5 ได้ก็เพราะ  ทักษะมังกรคลั่งที่เป็นทักษะพิเศษหรอก  มันช่วยเพิ่มพลังโจมตีของทุกทักษะ  20 เท่าเป็นเวลา 30 นาที”

            “แล้วก็เป็นที่มาของฉายาเธอด้วยสินะ”  ผมลองเดา

            “ใช่ครับ”  เทลเลอร์ตอบรับสั้นๆ

            “ตอนนี้เธอเลยคิดว่าหากได้เพลงดาบที่แข็งแกร่ง  ก็จะทำให้ตัวเองเก่งขึ้นงั้นสิ”  ผมกลับมาถามต่อถึงประเด็นเดิมที่ตัวเองได้พูดไว้ก่อนหน้า

            “ใช่...ถ้าได้เพลงดาบที่แข็งแกร่ง  ดาบที่แข็งแกร่ง  บวกกับทักษะมังกรคลั่งละก็  ผมต้องไม่แพ้ใครแน่ๆ”  เทลเลอร์ตอบอย่างมั่นใจ  เพราะตัวของเขาคิดเช่นนั้นอยู่เสมอ

            ผมยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง  ตอนนี้ยิ่งคุยกับเทลเลอร์มากเท่าไหร่  ก็ยั่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนเห็นเงาตัวเองตอนเด็ก  กำลังทาบทับลงบนร่างของชายที่ชื่อเทลเลอร์ขึ้นทุกขณะ 

            ผมในสมัยนั้นทั้งอยากเก่ง  อยากได้ทักษะดีๆ  และอยากเป็นคนแข็งแกร่งไม่ต่างอะไรจากผู้เล่นคนอื่นๆ  เฉกเช่นเดียวกับเทลเลอร์ในตอนนี้  แต่พอกาลเวลาผ่านไปผมเริ่มมองเห็นอะไรต่างจากที่เคยกว่าเดิม แม้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันจะยังหลงเหลืออยู่ในจิตใต้สำนึก  หากทว่ามันกลับแสดงออกมาในรูปลักษณ์ที่ดีกว่าเดิม 

            นั่นก็คือ...แทนที่ผมจะไขว่คว้าหาความแข็งแกร่ง สู้ทำให้ตัวเองสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆได้จนแข็งแกร่งขึ้นมาจะไม่ดีกว่าอย่างนั้นเหรอ  ถ้าทำแบบนั้นคนเราก็จะสามารถเดินไปบนเส้นทางชีวิตได้อย่างไม่ติดขัด  แม้ว่าอุปสรรคระหว่างทางจะเป็นก้อนหินผาก็ตาม

            “แต่พี่ไม่คิดแบบนั้นนะ...”  ผมเริ่มกล่าวขึ้นอีกครั้ง  “มีความจริงที่ว่าเมื่อมีคนที่มีความแข็งแกร่งก่อกำเนิดขึ้นมา  ก็จะมีคนที่หาความแข็งแกร่งกว่ามาล้มคนเดิมเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆแล้วไหนล่ะจุดสิ้นสุดของความแข็งแกร่ง”   

             เทลเลอร์สะอึกเมื่อได้ยินประโยคนี้เข้า  เขาไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไง

            “พี่จะบอกอะไรให้อย่างนะ...ความแข็งแกร่งน่ะไม่ต้องไปหามันหรอก  ขอแค่เธอใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  แล้วเข้าใจขีดความสามารถของตัวเองให้มาก  เท่านี้ความแข็งแกร่งมันก็จะเดินมาหาเธอเอง   แล้วทีนี้แม้แต่เพลงดาบที่โหลๆ  เธอก็จะสามารถใช้มันสยบคนที่เก่งกว่าเธอได้  ถ้าใช้ให้มันถูกจังหวะและถูกโอกาส”

            เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะแล้วตัวผมเองก็จบบทสนทนาลงแต่เพียงเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวอะไรขึ้นมาอีก  จึงยกกาแฟที่เหลือขึ้นดื่มจนหมดแก้ว 

            พอมาคิดดูแล้วคำพูดเหล่านี้ผมก็จำมาจาก NPC ที่เป็นอาจารย์สอนทักษะเพลงดาบให้ผมเมื่อ 12 ปีก่อนทั้งนั้น  ไม่น่าเชื่อว่าผมจะยังจำได้และก็เข้าใจมันด้วย  ทั้งที่เมื่อก่อนผมคิดว่ามันไร้สาระและไม่ได้ทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมาสักนิด   มิน่าล่ะพวกอาจารย์ถึงกรอกหูผมตลอดเวลาฝึกเพลงดาบว่า  เจ้าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดจนกว่าเจ้าจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้

           ออด!  ออด!

            เสียงออดประตูหน้าห้องดังขึ้นทำลายความเงียบ  เมื่อผมเอ่ยปากถามว่าเป็นใคร  ก็มีเสียงของพนักงานร้านตอบกลับมาว่า  ราชาหมาป่ามาขอพบ  ซึ่งนั่นทำให้ผมเอ่ยตอบรับออกไป

            “เข้ามาได้”   ผมอนุญาต  แล้วร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าราชาหมาป่าก็เดินโงนเงนผ่านประตูเข้ามา  เหมือนคนกำลังหมดแรงไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน 

            ไคน์เปลี่ยนไปมากเท่าที่ผมสังเกตเห็น  ผมสีดำของมันที่เคยยาวระต้นคอก็ถูกตัดสั้นชี้โด่ไม่เป็นทรงอยู่บนศีรษะ  ใบหน้าที่ดูเฉยชาแบบจืดๆก็ดูเข้มขึ้นผิดหูผิดตา  แล้วร่างกายก็กำยำขึ้นมาก  จะมีก็แค่นิสัยขี้เก๊กวางท่าเท่านั้นที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนับจากเจอกันครั้งล่าสุดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

            “ข้ามาแล้ว”   ไคน์บอกเสียงห้วน  หากผมก็ไม่ได้ใส่ใจแต่กลับเปิดหน้าต่างเก็บไอเทม  แล้วโยนเสื้อชุดหนึ่งให้  ซึ่งผมซื้อมาจาก NPC ขายเสื้อผ้าระหว่างทางเดินมายังร้านห้องอาหารสารพัด 

            “ของขวัญจากเจ้านาย...ยังไงข้าก็ยังอยากมีผู้ติดตามที่ดูดี...ห้องน้ำอยู่ทางนั้นนะ”    ผมพูดด้วยสำเนียงของไคน์แบบยิ้มๆแล้วชี้มือไปทางขวา   ไคน์มองผมด้วยสีหน้าหงุดหงิดแต่ก็จำยอมเดินเข้าห้องน้ำพร้อมเสื้อผ้าของผมอย่างเลี่ยงไม่ได้

            สักพักใหญ่ผมจึงเห็นไคน์เปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าที่สะอาดสะอ้านขึ้น  เผยความหล่อแบบคมคายได้ชัดเจน  ตอนนี้ไคน์อยู่ในชุดเสื้อยืดสีแดงรัดรูป  ที่สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำกับกางเกงยีนสีเทาควันไฟ

            “พอใจยัง”   ไคน์กัดฟันพูดแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆผม

            “มีนี่อีก”    ผมยื่นรองเท้าผ้าใบสีเทาให้หนึ่งคู่  ไคน์มองดูอย่างอดกลั้นความหงุดหงิดที่ใกล้จะระเบิดเต็มทน  ก่อนจะรับมาและใส่มันอย่างรำคาญ

            “ตัดผมแล้วนี่”  ผมถามเสียงห้วนบ้าง รู้สึกอยากจะหัวเราะทุกครั้งเวลาที่มันทำท่าทางฮึกฮัดใส่ผมเหมือนเด็กๆ

            “เพราะข้ารำคาญไง”  มันตอบกลับเสียงห้วนไม่ต่างกัน

ผมหัวเราะเบาๆกับคำตอบของไคน์  นิสัยปากจัดของมันก็ไม่เคยเปลี่ยนจากเดิมสักนิด

            “เจ้า...คนที่เคยแพ้ข้านี่  มาทำอะไร”    ไคน์หันไปทางที่เทลเลอร์นั่นอยู่  เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ  5  กำลังนั่งข่มความรู้สึกพ่ายแพ้

            “เขาเป็นแขกของผม”  ผมบอกเสียงเรียบและนั่นทำให้ไคน์หันกลับมาและนั่งอย่างสงบเสงี่ยมไม่ปริปากแทน

            “ถ้าเป็นแขกของเจ้านายข้าก็ไม่ว่าอะไร”  ไคน์บอกแบบนั้นแล้วหลับตาลงช้าๆ  คล้ายว่าไม่อยากจะรับรู้และเห็นเหตุการณ์ระหว่างที่ผมกับเทลเลอร์สนทนากัน  ซึ่งอาจจะมีขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้

            “เจ้านาย!”  เทลเลอร์โพล่งขึ้นอย่างตกใจ  “พี่เควินทำพันธสัญญากับราชาหมาป่าตอนไหน”

            “ทำไมข้าต้องทำพันธสัญญาซ้ำกับคนที่เป็นเจ้านายข้าอยู่แล้ว”  คนตอบเป็นไคน์ที่เปิดตาขึ้นหนึ่งข้างแล้วกลอกไปทางที่เทลเลอร์นั่งอยู่

            “อะไรนะ”   เทลเลอร์เริ่มงงเป็นอย่างมาก  สำนวนงงเป็นไก่ตาแตกคงใช้กับเขาไม่ได้แล้วล่ะ

            “ก็อย่างที่เจ้าหมาบ้านี่บอก...ผมเป็นเจ้านายมันอยู่แล้ว”   คราวนี้ผมบอกสำทับคำตอบของไคน์  แต่ว่าดูเหมือนเจ้าหมาผู้ติดตามจะไม่ค่อยพอใจในสรรพนามที่ผมใช้เรียกแทนชื่อของมัน

            “ข้ามีชื่อนะ...ชื่อของข้าคือไคน์  ไม่ใช่เจ้าหมาบ้า”    ไคน์แทรกขึ้นอย่างรำคาญ  แต่ตรงที่มันย้ำชื่อตัวเองก็เหมือนจะภูมิใจอย่างมาก  ก็แน่ล่ะนั่นมันเป็นชื่อที่ผมอุตส่าห์นั่งคิดนอนคิดและกลิ้งคิดให้มันเชียวนะ  เพื่อใช้แทนชื่อเดิมที่ดูบ้านนอกอย่างโฮ่งสามสมัยที่ผมเจอมันครั้งแรก

            “เดี๋ยวนะ...ผมงงไปหมดแล้ว”  เทลเลอร์ตีสีหน้ามึนบ้าง  เขาเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก

            “เจ้าโง่หรือแกล้งโง่กันแน่...นั่งคุยกับเจ้านายข้าแต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”  คราวนี้เป็นไคน์ที่ตอบแทนผมอีกครั้ง  มันตัดสินใจกลับมาเปิดตาทั้งสองข้างเพื่อจะพูดคุยได้อย่างถนัด

            “พี่เควิน...เป็นใคร”   

ไคน์เริ่มขมวดคิ้วและพ่นลมหายใจแรงๆ

            “เจ้าจำคำถามของข้าได้ไหม”

            “จำได้”   แน่นอนทำไมเทลเลอร์จะจำคำถาม  ตอนที่เขาพ่ายแพ้ให้แก่ราชาหมาป่าไม่ได้  เพียงแต่มันไม่น่านึกถึงก็เท่านั้นเอง

            “จอมดาบสยบศาสตราเป็นเจ้านายข้า”   เท่านั้นแหละที่เทลเลอร์หันมามองหน้าผม   แล้วเบิกตากว้างอย่างตกใจ  ในขณะที่ผมได้แค่สงยิ้มแห้งๆให้

            “ต้องล้อเล่นแน่ๆ”   เทลเลอร์เริ่มลนลานหันซ้ายขวา  “จะเป็นไปได้ไง...พี่เควินคือ จอมดาบสยบศาสตราอย่างนั้นหรือ”

            “อืม...ก็นะ”   คำตอบผมเติมเชื้อแห่งความตกใจให้กับเทลเลอร์ขึ้นอีก  แล้วกลายเป็นความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด

            “ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ  ที่อดีตอันดับ 2 กลับมาเล่นเกมหลังจากหายไป 12 ปี  ต้องใหญ่พอๆกับการกลับมาของดราก้อนฟิชแน่ๆ”      

            “ใครบอกเจ้าว่า 12 ปี  ข้าตามหาเจ้านายงี่เง่านี่เป็นพันกว่าปี”    ผมสบตากับเทลเลอร์อย่างไม่ต้องอธิบาย จะบอกไคน์ได้ไงว่าเวลาในเกมกับนอกเกมมันต่างกัน 

            “เรื่องเวลาช่างมันเถอะ...”   ท้ายที่สุดเทลเลอร์ก็บอกปัดแบบขอไปที

            “ว่าแต่พี่เควิน...รู้เรื่องที่ดราก้อนฟิชกับอันดับ 1 ของปัจจุบันโดนมอนสเตอร์จับตัวไปหรือเปล่า”

            “รู้...นั่นแหละเป็นเหตุผลให้พี่กลับมา”  

ผมฉวยโอกาสใช้เรื่องของดราก้อนฟิชเป็นข้ออ้าง  เพราะจะให้ใครรู้ความจริงที่ผมกลับเข้าเกมมาไม่ได้

            “สนใจกิจกรรมเหรอครับ”   เทลเลอร์ถามต่อ ซึ่งผมก็พยักหน้าให้แทนคำตอบ

            “นั่นสินะ...กิจกรรมครั้งนี้น่าสนใจจริงๆนั่นแหละ   ระบบเกมส์จะสุ่มกองทัพมอนสเตอร์ให้บุกเมืองต่างๆ  ถ้าใครสามารถฆ่าได้หมดก็ได้รับอาวุธระดับ 7 ดาว* เป็นจำนวน 3 ชิ้นไป  ของรางวัลล่อใจจริงๆนั่นแหละ  แต่ก็ไม่มีใครทำได้เลย  แม้แต่อันดับ 1 ของปัจจุบันหรือดราก้อนฟิช  แถมมอนสเตอร์ก็โหดๆทั้งนั้นระดับก็ตั้ง 8 ขึ้นไปทุกตัว”

          (*ในเซียออนไลน์ อาวุธแบ่งออกเป็น 7 ระดับโดยใช้ดาวเป็นตัวกำหนด  ยิ่งมีดาวมากยิ่งเป็นอาวุธที่หายาก)

            “ผมถึงอยากลองดูไง”   ผมกล่าวแบบยิ้มๆ  และตอนนี้เทลเลอร์ก็ทำตัวลุกลนเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง  เขากลอกตาไปทางซ้ายทีขวาที  แล้วตัดสินใจลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่

            “พี่เควินครับ...ช่วยรับผมเป็นศิษย์ด้วย” 

เท่านั้นแหละที่ผมแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง   ส่วนไคน์ก็หันไปส่งสายตาแบบขวางๆให้

            “เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า  เซียออนไลน์มีระบบศิษย์อาจารย์ที่ไหน”  ผมกล่าวแทรกขึ้นทันควัน  เพราะจำได้ว่าไม่มีระบบแบบนี้อยู่ในเกม

            “เมื่อก่อนไม่มีหรอกครับ  แต่มันเป็นระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ผู้เล่น  เมื่อไม่นานมานี้เอง”  

 ผมฟังแล้วก้มหน้าคิด  ลูกศิษย์งั้นเหรอ  ถ้าผมรับเข้ามามันคงไม่เลวร้ายนักหรอกนะ

            “แล้วต้องให้พี่ทำยังไงล่ะ”   เทลเลอร์ฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบผม

            “ไม่ยากครับ  พี่เควินเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา  แล้วเลื่อนไปแท็บที่ 3 จะมีสถานะศิษย์อาจารย์อยู่”  ผมทำตามที่เทลเลอร์บอกก็พบว่ามีสถานะที่ว่าจริงๆ  ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สังเกตเห็น

            “แล้วไงต่อ”

            “ใส่ชื่อผมลงไปที่ช่องลูกศิษย์ช่องแรก  แล้วกดตกลงแค่นั้นเอง...ผมใช้ชื่อจริงในเกมส์ครับ”   เทลเลอร์อธิบายเพิ่มเติม

            ผมกรอกชื่อของเทลเลอร์ลงไปในช่องที่ว่า  ก่อนจะกดตกลงแล้วหน้าต่างระบบก็ดับไป  จากนั้นที่ตัวของเทลเลอร์ก็มีรูปซองจดหมายสีเขียวกระพริบปริบๆอยู่  ผมเห็นเขาเอามือไปแตะก็ปรากฏเป็นหน้าต่างยืนยันอะไรบางอย่าง 

           ผมเห็นเขาตอบตกลงทันทีแล้วเสียงระบบก็ดังขึ้นทั้งของผมและเทลเลอร์

          ‘ผู้เล่นเควินได้รับ ผู้เล่นเทลเลอร์เป็นลูกศิษย์เรียบร้อยแล้วค่ะ  สามารถถ่ายโอนทักษะได้ตั้งแต่บัดนี้’

            “พี่เควินจะถ่ายทอดทักษะให้ผมตอนไหนครับ”  เทลเลอร์ถามเสียงตื่นเต้น  แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าถ้าหากถ่ายทอดเพลงดาบปัญจวิชราให้กับเทลเลอร์ไป  เจ้าตัวจะใช้ได้คล่องหรือเปล่าก็ไม่อาจจะรู้ได้  เพราะมันไม่ใช่แค่เพลงดาบที่สักแต่เรียกใช้กระบวนท่ามันก็จะออกมาเลยเหมือนทักษะทั่วไป  หากทว่าต้องทำตามท่าทางและเงื่อนไขการผนึกพลังออร่าก็ต้องตรงตามจังหวะของทักษะด้วย  ฉะนั้นแล้วถ้าหากไม่ฝึกควบคุมพลังออร่าให้ดี  ก็อาจจะใช้ไม่ได้เช่นกัน

            “เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องใช้”  ในที่สุดผมก็ตัดสินใจตอบออกไป

            “ขอบคุณครับ”  เทลเลอร์ก้มหัวให้แล้วนั่งลงตามเดิม  ส่วนใบหน้านั้นไม่ต้องบอก  ก็รู้ว่าบานเป็นถาดตากปลาแห้งไปแล้ว

            “เจ้านาย...จะเอาไอ้คนอ่อนแอนี้เป็นศิษย์จริงๆเหรอ”   ไคน์เอียงหน้ากระซิบถาม

            “เขาไม่ได้อ่อนแอ  ก็แค่ใช้ความแข็งแกร่งที่มีในตัวเองไม่เป็นก็เท่านั้น”   ผมกระซิบตอบ

            “งั้นก็ตามใจ”    ไคน์สบถทิ้งท้ายแล้วเบี่ยงหน้าออกมา  ผมเห็นใบหน้าที่ดีใจแบบปิดไม่มิดของเทลเลอร์แล้ว  ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ  ไม่รู้ว่าที่พูดไปก่อนหน้านั้นเจ้าตัวจะซึมซับไปบ้างหรือเปล่า

            “ขอฝากตัวด้วยนะครับ”   เทลเลอร์สำทับปิดท้ายแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก 

            ระหว่างนั้นจู่ๆก็มีเสียงระบบดังก้องไปทั้งเกมเพื่อประกาศบางสิ่งบางอย่าง

          ‘ประกาศจากระบบขณะนี้เมืองวอร์กโรด  เป็นเป้าหมายการโจมตีจากกองทัพมอนเตอร์  ขอให้ผู้เล่นเตรียมตัวให้พร้อมกับกิจกรรมพิเศษ  ผู้เล่นท่านใดไม่ประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรม  กรุณาใช้ผลึกมรกตเพื่อวาปตัวเองไปยังเมืองอื่น...คำเตือนสำหรับผู้เข้าร่วม  ขอให้ท่านพยายามอย่าโดนแสงจากศิลาแดง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถออฟไลน์ได้จนกว่าจะหมดกิจกรรม’

            เสียงประกาศของระบบแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั้นทำให้ไคน์  ผม  และเทลเลอร์สะดุ้งตกใจ  โดยเฉพาะผมเองที่วิตกกว่าคนอื่น  เพราะรู้สาเหตุที่แท้จริงของการบุกจากมอนสเตอร์ในครั้งนี้

สีหน้าของผมตอนนี้เริ่มไม่สู้ดีแล้ว

            “พี่เควินผมจะไปดูข้างนอกเมืองหน่อยนะ”   แล้วเทลเลอร์ก็รีบวิ่งออกจากห้องไป  ทิ้งให้ผมอยู่ในห้องกับไคน์ตามลำพังอย่างใช้ความคิด  กระทั่งมีซองจดหมายสีแดงกระพริบติดต่อเข้ามา  จึงทำให้ความสนใจของผมเบี่ยงเบนไปหามันแทน  และทันทีที่กดรับ  หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงก็ฉายภาพใครคนหนึ่งขึ้น  และผู้ที่อยู่ในหน้าจอนั้นก็คือดร.เนวันเอง

            “คุณพสิฐ  ผมมีข่าวฉุกเฉิน”   ดร.เนวันกล่าวด้วยสีหน้าวิตก  เห็นได้ชัดว่าด้านหลังของดอกเตอร์  มีพนักงานวิ่งวุ่นกันอุตลุดยิ่งกว่าเดิม

            “ผมเพิ่งทราบจากระบบเมื่อกี้”  ผมตอบกับไปแล้วปรับภาพให้เล็กลงอีก

            “งั้นดีเลย  คุณอยู่ที่ไหน”

            “เมืองวอร์กโรดครับ”

            “โชคดีจริง...ถ้ายังไงคุณก็ต้านมอนสเตอร์ได้เลย  แต่อาจจะต้องทำคนเดียวนะเพราะพวกวรรณภา  แทซอน  กับเอกอนพวกเขาอยู่เมืองเวลูน่า  กำลังช่วยกันต้านกองทัพมอนสเตอร์อีกแห่ง”

            “เยี่ยม  ผมคงจะโดนเหยียบตายก่อน”

            “แต่ผมมั่นใจในตัวคุณ”    ดร.เนวันทิ้งท้ายเหมือนผมจะเป็นความหวัง  แล้วพลันหน้าจอของดอกเตอร์ก็ดับไป  ผมเอามือตบหน้าผากตัวเองอย่างเซ็งๆก่อนจะลุกขึ้นยืน

            “ให้มันได้อย่างนี้ซี่”   ผมสบถจากนั้นจึงเดินอย่างรีบๆไปที่ประตู  หากทว่าก็ถูกไคน์เรียกไว้ซะก่อน  ทำให้ต้องหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองผู้ติดตามตัวเองอย่างสงสัย

            “เจ้านาย”  ไคน์เอ่ยขึ้นเสียงเบาแล้วผลุบตาต่ำลง

            “มีอะไร”  ผมถามสั้นๆ

            “ไม่เอามือจับหัวข้าเหรอ”   ผมมองไคน์ที่ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาประจันหน้า   ดูๆไปแล้วเจ้าหมาบ้านี่ต่ำกว่าผมไปนิดหน่อยนะ  หรือว่าเป็นผมที่สูงขึ้นกันแน่

            “แล้วทำไมต้องเอามือไปจับหัวนาย”  ผมถามพร้อมกับขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อย

            “ก็เมื่อก่อนเวลาที่เจ้านายไม่สบายใจก็มักจะยีหัวข้าเล่นเสมอ”  ผมมองหน้าไคน์นิ่งๆ สายตาของมันยังคงใข้ฆ่าคนได้ 

 

            ผมแอบเผลอยิ้มนิดๆเมื่อได้ยินอย่างนั้น  จะว่าไปสิ่งหนึ่งที่พอทำให้ผมคลายความกังวลได้   ก็คือสัตว์เลี้ยงหรือผู้ติดตามในเกมเซียออนไลน์นี่แหละ  เพราะว่าพวกเขาจะไม่หักหลังเราแต่จะซื่อสัตย์จนกว่าพันธสัญญาจะหมดลง

            “แกก็เป็นลูกหมาขี้อ้อนไม่เคยเปลี่ยน”   ผมพูดแล้วหัวเราะเสียงดัง  ก่อนจะยกมือขึ้นยีผมสีดำสนิทบนหัวของไคน์เล่นอย่างเอ็นดู  จนผมที่ดูยุ่งเหยิงอยู่แล้วของมันกลับรกขึ้นไปอีก 

แล้ววินาทีนั้นผมก็ได้เห็นรอยยิ้มของไคน์เป็นครั้งแรก  มันเป็นรอยยิ้มที่ผมแทบจะไม่ได้เห็นจากเจ้าหมาป่าเย็นชา  ถึงแม้อีกฝ่ายจะคลี่ออกมาแค่แว่บเดียวก็ตาม

            “ข้าไม่ใช่ลูกหมา  แล้วก็ไม่ได้ขี้อ้อนด้วย”  ไคน์ตอบแบบปัดๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี

            “โอเค...เจ้ามันเป็นหมาวัยรุ่นกลัดมัน  ใกล้ฤดูผสมพันธุ์แล้วหาหมาตัวเมียด้วยล่ะ”   ผมเหน็บแหนมทิ้งท้ายแล้วเปิดประตูออกจากห้อง  พลางนึกขันตัวเองที่เวลาคุยกับเจ้าไคน์ทีไรเป็นอันต้องติดสำเนียงมันทุกครั้งไปสินะ…

            “ให้ตายสิ...ไอ้เจ้านายติ๊งต๊อง”

 




NEKOPOST.NET