The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

The Online War ฝ่าวิกฤตออนไลน์ทะลุโลก

Ch.4 - บทที่ 3 หวนคืนสู่เกม (ท่อนที่ 3)


 

บทที่ 3 หวนคืนสู่เกม  (ท่อนที่ 3)

 

            ‘ยินดีต้อนรับผู้เล่น  เควิน  สู่โลกแห่งเซียค่ะ  กรุณารอสักครู่ระบบกำลังอัฟเดตข้อมูลของท่าน...’

            เสียงแว่วหวานในแบบผู้หญิงของระบบที่ผมไม่ได้ยินมานานแสนนานดังขึ้นมาในโสตประสาท  เพื่อย้ำเตือนถึงการกลับมายังโลกของเกมออนไลน์  ที่ครั้งหนึ่งผมเคยมาสร้างตำนานไว้  ณ ที่แห่งนี้ 

            ผมกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ชินกับแสง  และผมก็รู้สึกเหมือนกับว่าใบหน้าของตัวเอง  กำลังจูบแผ่นดินอยู่              ซึ่งพอลืมตาเต็มตื่น  ก็พบว่าผมนอนล้มอยู่ในท่าเดิม  ก่อนที่ผมจะออฟไลน์เมื่อ 12 ปีก่อน  มันเป็นท่าที่ผมพ่ายแพ้ให้แก่ชายที่ชื่อ ดราก้อนฟิช

            ผมใช้เวลาอีกหลายวินาทีเพื่อรำลึกถึงความหลังตอนนั้น  น่าแปลกที่ความอยากเป็นหนึ่ง  และความอยากเอาชนะมันไม่ได้คุกรุ่นอีกแล้ว  คงเป็นเพราะอายุของผมที่ปาไปตั้ง 27 แล้วกระมัง  อีกทั้งประสบการณ์ชีวิตที่สอนผมจนเป็นคนที่รู้จักเหตุผล  เลยทำให้ความรู้สึกในวัยเด็กค่อยๆหายไป  แล้วเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น

          ปี๊ป!  ปี๊ป!

            เสียงสัญญาณบางอย่างดังขึ้นรอบตัว   ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่อยู่ตามตัวออก  ก่อนจะมองหาที่มาของเสียง  ซึ่งก็พบว่ามันเป็นรูปซองจดหมายสีแดง  ที่กระพริบอยู่ตรงหน้าตัวเอง  ผมเอามือเข้าไปสัมผัสมันก็ปรากฏเป็นหน้าจอโปร่งแสงขนาดย่อม  ซึ่งมีรูปของวรรณภาหรือชื่อในเกมว่าไมร่ายิ้มให้ผมอยู่

            “คุณโอเคไหม”   เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเล็กน้อย

            “ก็...โอเค”  ผมตอบเสียงเบาแต่อีกฝ่ายก็คงจะได้ยิน

            “อยู่ที่ไหน”  

ผมไม่ได้ตอบทันที  เพราะกำลังนึกอยู่ว่าที่แห่งนี้คือที่ไหน

            “น่าจะเรียกว่า  หุบเหวเดียวดายนะถ้าจำไม่ผิด”

            “งั้นเหรอ...พอดีว่าฉันจะไปทำธุระที่กิลด์นิดหน่อยอีก 3 วันเจอกันที่เมืองเกรย์ได้ไหม”

            “ตกลง”  ผมพยักหน้าประกอบคำพูด

            “โอเค...ตามนี้นะเดี๋ยวฉันจะแจ้งให้อีก 2 คนนั่นรู้”   จากนั้นหน้าจอของไมร่าก็ดับลง  พร้อมๆกับมีจดหมายสีแดงกระพริบขึ้นอีกครั้ง  ผมเอามือไปแตะมันก็พบว่าเป็นดร.เนวันที่ติดต่อมา

            “สบายดีนะ”

            “ครับใช้ได้”

            “ผมอยากให้คุณนัดเจอกันที่หนึ่ง  จะได้แจ้งรายละเอียดที่เหลือเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนี้ให้ทราบ”

            “เรานัดเจอกันที่เมืองเกรย์อีก 3 วันน่ะครับ”

            “งั้นหรอกเหรอ...ถ้าไงเป็นอันว่าอีก 3 วันผมจะส่งคนไปหาพวกคุณที่เมืองเกรย์...แจ้งสถานที่ให้ผมทราบด้วยนะ”

            “ครับ”   แล้วหน้าจอของดร.เนวันก็ดับไป 

ผมต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่กว่าจะรู้สึกชินในสภาพโลกออนไลน์  คงเป็นเพราะผมไม่ได้เข้ามานานนั่นเอง  และสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเปิดดูสถานะตนเอง  แต่ก็พบว่าหน้าตาของหน้าต่างระบบเปลี่ยนไปเยอะมาก  จนผมสับสนว่าอันไหนทักษะติดตัว  อันไหนทักษะพิเศษ  แถมยังมองหาไอเทมที่จะใช้ไม่เจออีกด้วย

            “เฮ้อ!”    ผมถอนหายใจให้กับตัวเองดังๆ  สุดท้ายแล้วผมก็ต้องนั่งลงกับพื้น  และใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวันเพื่อทำความเข้าใจกับระบบใหม่ทั้งหมด  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเอามากๆ

            “เข้าใจสักที”   ผมพึมพำกับตัวเองเมื่อในที่สุดก็สามารถแยกได้สักทีว่าทักษะไหนเป็นทักษะไหน  แล้วจะใช้ไอเทมทำยังไง  นี่ยังดีนะที่รูปร่างของไอเทมที่ผมมี  ไม่ได้เปลี่ยนหน้าตาไปซะหมด  ไม่อย่างนั้นคงต้องลองกดใช้กันอุตลุดแน่ๆ 

          ปิ๊ป!

            ผมปิดหน้าต่างเก็บไอเทมลง  แล้วล้มตัวลงนอนแผ่หลามองดูก้อนเมฆที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าอย่างใจลอย  สภาพอากาศของโลกที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโลกแห่งเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย  ทุกอย่างสามารถสัมผัสได้จริงด้วยมือสองข้าง  และรู้สึกได้จริงผ่านผิวหนัง  แม้แต่ความเจ็บปวดก็ยังเสมือนจริงจนน่าตกใจ  เพียงแต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับมันแค่ 1 ใน 10 ส่วนของความเจ็บจริงเท่านั้น  ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์ของเกมออนไลน์โลกเสมือน  ที่ทำให้เราได้รู้สึกแบบนี้ในโลกที่แตกต่างออกไป และอิสระมากกว่าโลกที่เคยอยู่

            ณ ที่แห่งนี้ทุกคนสามารถเป็นได้ทุกอย่างดั่งใจปรารถนา  อยากจะเป็นโจรที่มีคุณธรรมก็สามารถทำได้  อยากจะเป็นฮีโร่ให้คนได้ชื่นชมก็ทำได้เช่นกัน  หรือแม้แต่ทำตัวให้เป็นคนดังก็ยังได้  เพราะที่แห่งนี้ขอเพียงมีจินตนาการและไม่ปิดกั้น  คุณก็จะสามารถไต่เต้าไปจนถึง  ซึ่งนั่นทำให้เกมออนไลน์กลายเป็นเหมือนสิ่งเสพติดที่ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ง่ายๆ  หลังจากที่ได้ลิ้มลองเข้ามาเล่น  เสน่ห์ของมันยังคงยั่วยวนผู้ที่ออนไลน์อยู่ไม่รู้จบ

            ผมดึงสติที่ลอยไปไกลกับบรรยากาศที่ไม่ได้สัมผัสมานานให้กลับมาที่ปัจจุบัน  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเหลือเวลาตั้ง 3 วันกว่าจะเริ่มภารกิจ  ซึ่งผมยังคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรที่ไหนก่อนดี

            “ไปตามหาเจ้าหมาขี้เก็กดีกว่า”   ผมโพล่งออกมาเมื่อนึกขึ้นได้แล้วดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรีบๆ 

            หมาขี้เก็กที่ผมพูดถึงนั้น  มันเป็นมอนสเตอร์เผ่าพันธุ์หมาป่าที่ทำพันธสัญญาเป็นผู้ติดตามของผม  ไม่เจอมันตั้งนานไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง  มันอาจจะตายไปแล้วหรืออาจจะไปอยู่ที่ไหนสักที่ในโลกแห่งนี้  ถ้ามันได้เจอผมอีกครั้ง  นึกภาพไม่ออกจริงๆว่าเจ้านั่นจะทำหน้ายังไง

            แค่คิดก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว...

            “โอเพ่น  แบ๊ก”   ผมใช้คำสั่งเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา   และมองหาเสื้อผ้าที่คิดว่าน่าจะมีอยู่ขึ้นมาเปลี่ยนเป็นอันดับแรก  เพราะคิดว่าชุดที่ใส่อยู่ปัจจุบันนี้มันดูเหมือนจะแฟนซีเกินไปจนไม่เข้ากับผม 

            ผมหยิบเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีน้ำเงินขึ้นมาสวม  และคลุมทับด้วยแจ๊คเก็ตสีเทาอีกที  ซึ่งมันดูดีกว่าเสื้อนักรบโบราณยุคกรีกที่ขาดวิ่นเมื่อครู่นี้มาก  แม้ว่าค่าพลังป้องกันมันจะน้อยกว่าก็ตามแต่ผมก็ไม่สนเรื่องนั้น  และก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองตอนเด็กกล้าใส่ได้ยังไง   สุดท้ายผมก็หยิบเอาการ์ดใบหนึ่งออกมา  ก่อนจะปิดหน้าต่างเก็บไอเทมลง

            การ์ดที่ว่ามันเป็นการ์ดประเภทไอเทมระดับสูง  มีไว้เพื่อใช้เดินทางไปที่ไหนก็ได้ในโลกแห่งเซีย   แต่ข้อเสียของมันคือใช้แล้วมีดีเลย์  2 วัน  ชื่อของมันคือการ์ดประตูสารพัดนึก

            เมื่อกล่าวถึงการ์ด  ในโลกของเกมเซียออนไลน์นี้มีการ์ดอยู่มากมาย  แบ่งออกเป็น  3 ประเภท คือ ประเภทไอเทม  ประเภททักษะ  และประเภทมอนสเตอร์  แต่ละประเภทก็จะมีอยู่ 3 ระดับ  ตามแต่ผลของการ์ดนั่นก็คือ  ระดับต่ำ  ระดับกลาง  และระดับสูง 

            การ์ดบางการ์ดสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านของ NPC ระบบและผู้เล่นนำมาวางขาย  บางการ์ดก็ดรอปจากมอนสเตอร์  บางการ์ดก็ต้องทำภารกิจเอา  ซึ่งการ์ดที่ผมถืออยู่นี้นั้นได้มันมาจากการฆ่ามอนเตอร์ที่ชื่อว่า  ‘ทวารเทพ’  มันเป็นมอนสเตอร์ระดับสูงและน่ากลัวเอามากๆ  แถมการ์ดประตูสารพัดนึกก็ตกยากเสียด้วย  ถ้าจำไม่ผิดราคาในตอนนั้นของมันอยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว  ส่วนในปัจจุบันนี้ผมไม่รู้ว่าราคาของมันยังคงจะแพงเหมือนเดิมไหม

            “ยังใช้ได้ไหมนะ”  

            ผมพลิกการ์ดไปมาเพื่อสำรวจดูว่ามีอะไรบกพร่องหรือชำรุดหรือเปล่า   เพราะไม่อยากใช้แล้วมีปัญหาทีหลัง   และเมื่อเห็นว่าด้านหลังของมันยังคงเป็นรูปดาวหกแฉก  ส่วนด้านหน้าก็สะท้อนภาพประตูที่มีลวดลายหัวกะโหลกสลักไว้บนบานประตูทั้งสอง  มองดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ  ผมจึงตัดสินใจร่อนมันให้ปักลงบนพื้นข้างหน้าตัวเอง

            “จงขานรับเสียงของข้า...คลายผนึก การ์ดประตูสารพัดนึก

            สิ้นคำร่ายของผม  การ์ดตรงหน้าเปล่งแสงเรืองรองก่อนจะแตกสลายไปกลายเป็นละอองสีขาว  และชั่วขณะนั้นประตูศิลาขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นจากพื้นดินตรงหน้า  ลวดลายรูปหัวกะโหลกที่ถูกแกะสลักอยู่กลางบานประตูทั้งสองนั้น  ไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญผู้เล่นให้เข้าไปสู่นรก  แทนที่จะพาไปไหนทุกที่เหมือนดั่งชื่อของมัน

            “ประตูสารพัดนึก  พาผมไปหาผู้ติดตามที่ชื่อ ไคน์ หน่อยนะ”   

             ผมผลักบานประตูนั้นเข้าไปหลังจากกล่าวจบ  จากนั้นก็มีเสียงประตูปิดตามหลังมาอย่างแผ่วเบา

 

             สิ่งแรกที่ผมพบเจอหลังจากก้าวข้ามบานประตูสารพัดนึกเข้ามาก็คือ  ภาพความวุ่นวายของผู้เล่นที่เดินกันขวักไขว่ในเมืองที่ผมไม่รู้จักชื่อ  จากจุดที่ผมยืนอยู่สามารถมองเห็นบ้านช่องสร้างเรียงติดกันถี่ยิบ  ไม่ต่างอะไรกับย่านสยามการค้าแถวบ้านผม  เมื่อสอบถามคนที่เดินผ่านไปมาก็พบว่าที่นี่คือ  เมืองวอร์กโรด  และผมก็ยังนึกไม่ออกว่า  เจ้าหมาบ้านั่นมาทำอะไรที่เมืองนี้  

             ท้ายที่สุดผมก็ได้แต่โยนการ์ดประตูสารพัดนึกเข้าหน้าต่างเก็บไอเทมอย่างไม่ใส่ใจ  ก่อนจะเดินทอดน่องเนือยๆไปตามถนนที่ปูด้วยอิฐรูปแปดเหลี่ยมสีน้ำตาลเข้ม  ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปเดินถนนคนเดินเมื่อ  10 กว่าปีก่อน   ผมใช้สายตามองร้านรวงต่างๆที่พากันวางของขาย  จนกระทั่งสายตาผมไปสะดุดอยู่ร้านๆหนึ่งซึ่งเป็นร้านที่ผู้เล่นตั้งขายการ์ด

            “การ์ดใบนี้ราคาเท่าไหร่”   

ผมหยิบการ์ดใบหนึ่งขึ้นมาจากบรรดากองการ์ดที่วางขายอยู่  ชื่อของมันคือ การ์ดดาบมังกรพิโรธ  เป็นการ์ดประเภทไอเทมแม้จะอยู่ในระดับกลาง  แต่ก็เป็นรูปแบบอาวุธที่หายากเช่นกัน  ซึ่งมักจะมีคุณสมบัติพิเศษอยู่เสมอ  ต่างจากอาวุธที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการ์ด

            “ลูกค้าตาถึงจริงๆ  ใบนี้ราคา  140,000 เซีย”   

             ผมเบิกตากว้างและอ้าปากค้างเมื่อได้ยินราคาแพงลิบลิ่ว  ก่อนจะรีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทม  ก็พบว่าผมเหลือเงินเซียมากพอดูจากการเล่นครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 ปีก่อน  (เซีย เป็นสกุลเงินในโลกเซียออนไลน์  มีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินจริงคือ  100 เซีย เท่ากับ 1 บาท)

            “นี่ครับ”    ผมกดส่งเงินเซียผ่านทางช่องแลกเปลี่ยนให้กับพ่อค้าคนนั้น  ก่อนจะรับการ์ดใบนั้นมา  จากนั้นจึงโยนเข้าหน้าต่างเก็บไอเทมของตัวเอง

            “นี่คุณลูกค้า  ไม่ไปดูผู้มาขอท้าชิง ‘ราชาหมาป่า’  เหรอ เห็นว่าคนที่มาท้าชิงครั้งนี้เป็นถึงอันดับ 4 ของเกมในปัจจุบันเชียวนะ”    จู่ๆพ่อค้าขายการ์ดก็พูดขึ้นในขณะที่ผมกำลังจะเดินจากไป

            “เนี่ย....ผมว่าจะเก็บร้านแล้วไปดูเหมือนกัน   แต่ผมว่านะยังไงก็แพ้ราชาหมาป่าอยู่วันยังค่ำ  มันเก่งออกจะตาย”

            “เดี๋ยวนะ...ที่ว่าราชาหมาป่านี่”

            “เป็นฉายาที่คนเมืองนี้ตั้งให้  มอนสเตอร์เผ่าพันธุ์หมาป่าตัวหนึ่งน่ะ...มันมาอยู่ตรงลานน้ำพุของเมืองนี้ได้พักใหญ่แล้ว  เห็นว่ามาท้าประลองคนที่คิดว่าเก่ง  โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าหากชนะมันจะยอมเป็นทาสรับใช้  หรือผู้ติดตามนั่นแหละ...แต่ถ้าแพ้แค่ตอบคำถามของมันว่า  จอมดาบสยบศาสตรา  อยู่ที่ไหน  ถ้าไม่รู้ให้วางเงิน  50,000 เซียแล้วจากไปได้”    

ผมฟังสิ่งที่พ่อค้าอธิบายอย่างมึนๆเพราะเขาพูดเร็วมาก  ต้องให้เวลาหลายวินาทีในการจับใจความและตีความหมาย

            “มีแบบนี้ด้วยแฮะ...แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าจอมดาบสยบศาสตราเป็นใคร”     ผมลองหยั่งเชิงถามดูว่ายังมีคนรู้จักฉายาของผมอยู่ไหมในตอนนี้  เพราะกาลเวลาก็ผ่านมานานแล้วอาจจะมีคนหลงลืมไปก็ได้  ซึ่งนั่นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย

            “ไม่รู้หรอกเป็นใครหรือมอนสเตอร์ตัวไหนก็ไม่รู้  แต่ผมคิดว่านะคงเป็นภารกิจของระบบนั่นแหละ  จนป่านนี้แล้วก็ไม่มีใครชนะมันได้สักคน  ขนาดอันดับ 5 ของปัจจุบันมาท้าชิงยังแพ้ไม่เป็นท่าเลย....ผมว่านะราชาหมาป่าต้องอยู่ระดับ 10 หรือไม่ก็ 11 แน่ๆ”    

ผมฟังพ่อค้าพูดถึงระดับของราชาหมาป่าแล้วอดทึ่งนิดๆ  ที่จริงผมรู้ว่าราชาหมาป่าเป็นใครตั้งแต่ฟังเงื่อนไขนั่นแล้ว  แต่ระดับที่พูดถึงนี่พ่อค้าออกจะเดาผิดไปนิด   ที่จริงเจ้าหมาบ้านั่นมันแค่ระดับ 7 เอง  มันไม่มีทางที่มันจะเก็บค่าประสบการณ์เองได้  ตราบเมื่อยังมีพันธสัญญาเป็นผู้ติดตามอยู่  ซึ่งนั่นหมายถึงต้องให้ผมแบ่งค่าประสบการณ์ให้เท่านั้น  (ระดับของมอนสเตอร์ในเซียออนไลน์นั้น  มี 13 ระดับ  ยิ่งตัวเลขระดับสูงมากเท่าไหร่ความเก่งกาจก็มีมากขึ้นเท่านั้น)

            “แล้วลานน้ำพุที่ว่าไปทางไหนล่ะครับ”

            “ตามผมมาเถอะ”    กล่าวจบพ่อค้าคนนั้นก็กุลีกุจอเก็บร้านแล้วเดินนำผมไป  เราเลี้ยวซ้ายเมื่อมาถึงสี่แยก  ก่อนจะเดินตรงเข้าไปอีก  ซึ่งยิ่งเข้าใกล้ลานน้ำพุมากเท่าไรผู้คนก็ยิ่งหนาตามากเท่านั้น

            “ผมไม่เห็นอะไรเลย สงสัยสู้กันเสร็จแล้วมั่ง...เฮ้! นายน่ะ...ขอทางหน่อย”    

ผมเห็นพ่อค้าบ่นอะไรบางอย่างแต่ก็ฟังไม่ถนัด   เพราะมัวแต่เบียดผู้คนเพื่อให้เข้าไปใกล้ลานน้ำพุมากที่สุด   จนกระทั่งพลัดหลงกับเขาในที่สุด  ซึ่งผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจาก  คน  คน  และก็คน

            “ให้ตายเถอะ”    ผมสบถให้กับตัวเองก่อนจะรวบรวมพลังออร่าไว้ที่เท้า  (พลังออร่าคือพลังแฝงที่แผ่ออกจากร่างกาย  ทั้ง NPC  มอนสเตอร์  และผู้เล่นจะมีพลังนี้กันทั้งหมด  เนื่องจากเป็นพลังพื้นฐานของการใช้ทักษะ เว้นแต่อาชีพนักเวทที่เมื่อเปลี่ยนอาชีพแล้วจะใช้พลังเวทแทนพลังออร่า)

            ทักษะวิชาท่าเท้าข้ามภพ   เหยียบนภา

            ร่างของผมทะยานขึ้นสู่อากาศทันทีด้วยทักษะพิเศษที่เรียกใช้  ผมเหยียบอากาศ 2-3  ครั้งราวกับว่ามันเป็นพื้นดิน  ก่อนจะร่อนลงหลังคาตึกสี่ชั้นหลังหนึ่ง  ซึ่งพอมองลงไปแล้วเห็นการต่อสู้บนลานน้ำพุแบบถนัดตา  กระนั้นก็มีคนอื่นนอกเหนือจากผมนั่งดูอยู่ก่อนแล้ว

            “ฝีมือยังไม่ตกแฮะ”    ผมพึมพำกับตัวเองแล้วพยายามทรงตัวอยู่บนหลังคา

            “คุณฝีมือพอตัวเลยนี่ครับ  กระโดดเหยียบอากาศ 2-3 ครั้งก็มาอยู่บนหลังคาที่สูง 4 ชั้นได้แล้ว”

            “ชมเกินไปแล้ว”   ผมกล่าวถ่อมตนเมื่อถูกคนที่นั่งอยู่ก่อนเอ่ยชม  ดูจากรูปร่างแล้วคงจะเป็นเด็กอายุไม่มากเท่าไหร่  แต่ถึงจะคิดแบบนั้นในโลกเกมออนไลน์สามารถลดอายุของหน้าตาได้  ดังนั้นบางครั้งผู้เล่นที่ดูเหมือนเด็กแต่ในโลกจริงสูงอายุก็มีมาก  ฉะนั้นแล้วต้องฟังจากคำพูดเป็นส่วนใหญ่ 

            “คุณพลาดไปนิดนะ  การต่อสู้พึ่งเสร็จไป”  ผมพยักหน้าเล็กน้อย  ตอนนี้เดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายอายุเท่าไหร่จากน้ำเสียงและคำพูดที่ดูเหมือนไม่หนักแน่นพอ คงจะสักประมาณ 15-17 ปีเห็นจะได้

            “งั้นเหรอ...ใครชนะล่ะ”   ผมถามแล้วนั่งลงข้างๆเขา

            “ราชาหมาป่า”

            “แล้วผู้ท้าชิงอันดับ 4 นี่เป็นใครเหรอ”   เขาหันมามองหน้าผมเหมือนขอคำตอบ

            “คุณไม่รู้จักจริงๆเหรอ”   ผมส่ายหน้า

            “อันดับที่ 4 ในเกมส์ของปัจจุบันไงชื่อ เทสก้า ฉายา จอมนางอำมหิต ไง”    ฟังฉายาก็รู้ว่าคงเป็นผู้หญิงที่โหดเอามากๆแน่  ไม่งั้นก็ต้องห้าวสุดๆจนมีคนเรียกแบบนั้น

            “คุณคงเพิ่งจะเข้ามาเล่นเกมสินะครับ”

            “ก็คงงั้น”   ผมตอบแบบปัดๆ เพราะยังไม่อยากให้ใครรู้จักฐานะที่แท้จริงเกรงว่าจะวุ่นวายไปกันใหญ่

            “มิน่า  ถึงไม่รู้จักเรา”

            “นายว่าอะไรนะ”    ผมถามย้ำ  ได้ยินไม่ชัดว่าเขาพูดอะไร  เพราะทำเสียงเบามาก

            “เปล่า...ดูนั่นสิราชาหมาป่าเริ่มถามแล้ว”   เขาชี้มือไปที่ลานน้ำพุและเปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ  ผมละความสนใจเรื่องเมื่อครู่และมองตามมือของเขาไป

            “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าจอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน”   ราชาหมาป่า  หรือ ไคน์ในชื่อที่ผมรู้จักถามเสียงกร้าว

            “ฉันไม่รู้  นี่เงิน 50,000 เซียตามเงื่อนไข”   

ผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับ 4 ของปัจจุบันวางถุงเงินลงตรงหน้า  น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างชัดเจน  แต่ดูเหมือนท่าทางเธอจะไม่เต็มใจสู้เสียมากกว่าเพราะบนร่างกายของเธอยังบาดเจ็บไม่มาก  แถมยังมีพลังออร่าเหลือเฟือ  ดูยังไงอีกฝ่ายก็เหมือนจะออมมือให้ไคน์

            “เจ้าไปได้”   ไคน์บอก  เห็นได้ชัดว่าเทสก้ากัดฟันกรอดอย่างเคียดแค้น  เธอแค้นที่ไม่ได้หมาป่าตัวนี้เป็นผู้ติดตาม  แม้ว่าเธออยากจะชนะมันเอามากๆ  แต่ว่าเธอก็ตัดใจทำร้ายมันไม่ลงในที่สุด

            “แล้วฉันจะกลับมาแก้มือ  ยังไงแกก็ต้องมาเป็นผู้ติดตามของฉัน”     แล้วร่างของเทสก้าก็เป็นแสงสีขาวและกระจายเป็นฝุ่นละอองหายไป  ซึ่งผมเดาว่าอีกฝ่ายคงใจผลึกวาร์ปไปยังเมืองอื่น 

ผมเห็นไคน์กลับไปนั่งที่น้ำพุด้วยความเดียวดาย  แล้วผู้คนก็เริ่มทยอยเดินออกจากลานน้ำพุช้าๆ

            “เอาล่ะ...ตาผมบ้าง”   ผมพูดขึ้นแล้วลุกยืนทรงตัวอยู่บนหลังคาเตรียมกระโดดลงไปข้างล่าง

            “เดี๋ยว..ผมขอทราบชื่อคุณได้ไหม”   ชายหนุ่มที่นั่งข้างผมถาม  ในขณะที่ผมกำลังจะถลาลงไป

            “เควิน”

            “ชื่อในเกมสินะ”  

            ผมยิ้มรับแล้วถลาลงสู่เบื้องล่างด้วยทักษะตัวเบา  อันเป็นทักษะประจำอาชีพนักดาบ  ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกตัวเบาราวกับขนนก   ระหว่างนั้นผมเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา  ก่อนจะหยิบเอาแว่นตาดำมาสวมเพื่ออำพรางใบหน้า  แม้ว่าหน้าตาผมจะเปลี่ยนไปมากจากตอนอายุ 15 ที่เริ่มเล่นเกมแต่ก็ต้องกันไว้ก่อน  

             ผมให้ทักษะเหยียบนภาเหยียบอากาศ 2-3 ก้าวแล้วใช้ปลายเท้าแตะพื้น   ก่อนจะเหยียบลงอย่างแผ่วเบาตรงหน้าไคน์พอดี  ที่ซึ่งห่างไปเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

            “ผมมาท้าสู้”   ผมเปล่งเสียงหนักแน่นซึ่งดังพอให้ไคน์ได้ยิน  และเพราะทำแบบนั้นจึงทำให้ผู้คนที่กำลังเดินออกจากลานน้ำพุเริ่มหันมาสนใจอีกครั้ง   ผมหันไปส่งยิ้มให้กับคนที่นั่งข้างผมเมื่อครู่  ซึ่งเขาก็โบกมือให้

            “ขอดูฝีมือนายหน่อยนะ”

            ไคน์เงยหน้ามองผมช้าๆ  แล้วพ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างรำคาญ  ราวกับว่าผมมารบกวนเวลาเขา

            “ดูจากเสื้อผ้าคงเป็นมือใหม่  กลับไปซะข้าขี้เกียจตบแมลงวัน”

            “ดูถูกเกินไปหรือเปล่า  นายเองเสื้อก็ขาดหมดแล้วไม่ใช่เหรอ”    ไคน์ลุกขึ้นยืน  ดวงตาสีแดงของมันวาวโรดไปด้วยความหงุดหงิดเวลาจ้องผม   ก่อนจะหักนิ้วตัวเองดังกร๊วบ  จากนั้นก็สะบัดมือทั้ง 2 ออกข้างลำตัว  แล้วกรงเล็บเหล็กสีเงินวาวก็ค่อยๆงอกออกจากหลังมือของมันอย่างรวดเร็ว

            “แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”  พูดจบร่างของไคน์ก็พุ่งพรวดเข้ามา  ผมหรี่ตาลงแล้วรวมพลังออร่าไว้ที่ปลายเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ทักษะ

            ทักษะวิชาท่าเท้าข้ามภพ   ก้าวพริบตา

            ผมเรียกใช้ทักษะพิเศษแทบจะในทันที ซึ่งมันมีความสามารถทำให้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในระยะหกเมตรรอบตัว

           ร่างกายของผมหายไปจากจุดที่ยืน  ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศด้านหลังของไคน์   ชั่ววินาทีนั้นผมหมุนตัวฟาดส้นเท้ากลางหลังอย่างเต็มแรงส่งร่างของไคน์ให้ไถลไปไกล   กระนั้นอีกฝ่ายกลับใช้กรงเล็บสะกิดพื้นแล้วพลิกตัวขึ้นมายืนประจันหน้าผมอีกครั้ง  เกิดเสียงฮือฮาขึ้นจากคนดู  แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ

            “ใช้ได้”  ไคน์พูดก่อนจะสะบัดศีรษะสองสามทีไล่อาการมึน

             อันที่จริงฝีมือการต่อสู้ของเจ้าหมาบ้านี่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก   หรือว่าผมไม่ได้เล่นเกมนานหรือเปล่าฝีมือเลยทื่อไป  แต่ที่แน่ๆทั้งความเร็ว  ความแรง  ความแม่นยำ  และการตัดสินใจของมันในตอนนี้เรียกได้ว่าต่อกรได้ยากจริงๆ  แม้ว่ามันจะอยู่ระดับ 7 ก็ตาม  มิน่าล่ะว่าทำไปพ่อค้าคนนั้นถึงบอกว่าไคน์น่าจะอยู่ระดับ 10 หรือ 11    ไม่เจอกันตั้ง  12  ปี  ประสบการณ์การต่อสู้ของเจ้าหมาบ้าตัวนี้พัฒนาขึ้นมาก   คงจะตระเวนท้าสู้ไปทั่วละสิ  นี่ถ้าผมไม่เคยสู้กับมันมาก่อนการเปิดฉากเมื่อครู่  ผมคนโดนชำแหละไปแล้วล่ะ

            “มีใครให้ผมยืมดาบบ้าง”    ผมหันไปถามกับผู้คนที่ยืนดู  ซึ่งพวกเขาก็ได้แต่หันหน้ามองปรึกษากันไปมา

            “ผมให้ยืมพี่ชาย”    

            แล้วดาบจากแห่งใดไม่ทราบก็ลอยพุ่งเสียบบนพื้นตรงหน้าของผมพอดิบพอดี   ผมถอนดาบเล่นนั้นออกมาก่อนจะมองหาที่มาของเจ้าของดาบ   ก็พบว่าเป็นชายคนหนึ่งที่แต่งชุดสีดำเมื่อมทั้งตัวราวกับนินจา  ต่างแต่ไม่มีหมวกคลุมเท่านั้น  เขากำลังนั่งโบกมือให้ผมบนต้นไม้ใหญ่ที่ห่างไปไม่มาก

            “นั่น...อันดับ 5 ฉายา นักดาบมังกรคลั่งนี่”     ผมได้ยินคนที่อยู่แถวนั้นพูดแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก   และกล่าวขอบคุณเป็นพิธีจากนั้นจึงหันกลับมาทางที่ไคน์ยืนอยู่

            “มาต่อกันเถอะ”     สิ้นเสียงไคน์ก็ปรี่เข้าหาผมอีกครั้ง

            ทักษะเผ่าพันธุ์  กระชากเหยื่อ

            ไคน์เรียกใช้ทักษะบ้าง   ร่างของมันกระโดดขึ้นเหนือตัวผมขึ้นไป  ก่อนจะใช้กรงเล็บประสานกันตรงหน้า  แล้ววาดออกเป็นรูปกากบาท  จนเกิดคลื่นพลังที่คมกริบและสามารถฉีกเนื้อศัตรูได้หากโดนเข้าไปเต็มๆ  ราวกับหมาป่าที่จ้องจะฉีกเนื้อหนังของเหยื่อ   ชั่ววินาทีนั้นผมบิดดาบในมือพร้อมกับผนึกพลังออร่าเอาไว้  ก่อนจะใช้ออกด้วยทักษะเช่นกัน

            ทักษะคลื่นลมดาบ

            ผมเรียกใช้ทักษะประจำอาชีพนักดาบ  มันสามารถสร้างคลื่นลมรุนแรงเมื่อผมตวัดวาดดาบออกไป  คลื่นลมนั้นมันปะทะเข้ากับทักษะของอีกฝ่ายอย่างจัง  และในช่วงนั้นเองผมก็ใช้ทักษะก้าวพริบตาหายตัวจากที่ยืนอยู่อีกครั้ง  ปรากฏตัวอีกทีก็อยู่ด้านหลังเหนือไคน์แล้วเงื่อดาบขึ้นฟัน   แต่อีกฝ่ายก็รู้ทันมันพลิกตัวและใช้กรงเล็บประสานป้องกันเอาไว้ได้

          เคร้ง!  เคร้ง!  เคร้ง! 

            ผมระดมฟันไปอีก 3-4 ครั้ง  แต่ก็ถูกกันได้ทั้งหมด  เลยตัดสินใจใช้ทักษะคลื่นลมดาบอีกครั้งให้ไคน์เสียหลัก  แล้วดีดตัวเองให้ลงสู่พื้น  ไคน์สบโอกาสเร่งพลังออร่าขึ้นอีกแล้วรวบรวมไว้ที่กรงเล็บด้านขวา  ก่อนจะตวัดมันออกไป

            ทักษะเผ่าพันธุ์   ตะปปเหยื่อ

            พลังออร่าที่รวบรวมไว้ที่กรงเล็บด้านขวา  ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นกรงเล็บโปร่งแสงขนาดยักษ์  มันฟาดลงตรงจุดที่ผมยืนอยู่อย่างรวดเร็ว  เหมือนกับหมาป่าที่พุ่งตะครุบเหยื่อ

          ทักษะดัชนีดาบ

          ตูม!

            กรงเล็บฟาดกระทบพื้นอย่างแรง  หากทว่าผมเองก็ใช้หนึ่งในทักษะประจำอาชีพ   สร้างลำแสงดัชนีเพื่อเปิดช่องหนีจากกรงเล็บนั้นได้  แต่ก็ถูกไคน์โจมตีต่อเนื่องเข้ามาอีกซึ่งผิดคาดจากที่คิดไว้มาก

            ทักษะเผ่าพันธุ์   ห่าฝนกรงเล็บ 

            ดั่งชื่อทักษะ  หมัดที่มีกรงเล็บถูกระดมชกอย่างรวดเร็ว  เกิดเป็นปราณรูปกรงเล็บนับพันพุ่งตรงเข้าหาเพื่อปลิดชีวิตผม   เห็นทีว่าสู้แบบดูเชิงคงจะไม่จบง่ายๆแน่ต้องเผด็จศึกแบบไม่ทันตั้งตัวเท่านั้น 

ผมพลิกดาบขึ้นมาเหนืออกแล้วหมุนวาดมันออกเป็นวงกลมทันที

            ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา   กงล้อธรรม

            พลังออร่าถูกถ่ายเทลงดาบในขณะที่วาดดาบเป็นวงกลม   จนเกิดเป็นรูปดาบโปร่งแสงนับพันหมุนแผ่กระจายเป็นวงกว้าง   ต้านกรงเล็บของไคน์ได้ทั้งหมดและชั่วขณะนั้นเองผมก็มองเห็นช่องว่างกลางลำตัวของไคน์

            ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา   ชี้ทางมาร

            ผมบิดดาบและควงมันจนเกิดเป็นปราณดาบหลายเล่ม   มันหมุนรวมกันเป็นเกลียวพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า  ก่อนจะโค้งลงมาหาไคน์อย่างรวดเร็ว  ซึ่งอีกฝ่ายได้แต่เบิกตากว้างแล้วใช้กรงเล็บประสานต้านเกลียวปราณดาบนับร้อย  เพราะมันไม่สามารถใช้ทักษะตั้งรับได้ทันการ

          ตูม!

            ปราณดาบปะทะร่างของไคน์อย่างจัง  จนระเบิดเสียงดังสนั่นส่งฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณลานน้ำพุ  แล้วทุกอย่างก็เงียบลงไม่มีแม้แต่เสียงใดๆ   ไม่มีการโจมตีกลับ  ไม่มีการเคลื่อนไหวจากไคน์  ส่วนคนดูเองก็จ้องมองกันอย่างลุ้นระทึก  ไม่เว้นแม้แต่ชายที่นั่งอยู่บนหลังคาตึกที่ผมนั่งอยู่เมื่อครู่  หรือชายที่ได้ชื่อว่าอันดับ 5  ทุกคนมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

          เปรี๊ยะ!  เพล้ง!

            เสียงใบดาบที่ผมถืออยู่ปริแตกละเอียด   เมื่อผมถอนพลังออร่าออก  ผมยกด้ามดาบขึ้นมามองอย่างงงๆ 

           ดาบนี่ทนพลังของผมไม่ได้อย่างนั้นเหรอ…

            ฝุ่นเริ่มค่อยๆจางหายเมื่อมีลมพัดผ่าน เผยให้เห็นร่างของไคน์นอนแผ่หราหมดแรงอยู่บนพื้น   เพียงเท่านั้นเสียงฮือฮาจากผู้คนก็เริ่มดังกระหึ่มขึ้น  ผมไม่ได้สนใจคำวิจารณ์ที่กำลังแซ็งแซ่ออกมา  แต่กลับเดินเข้าหาร่างที่นอนอ่อนแรงอยู่  แล้วปล่อยด้ามดาบลงข้างตัว

            “ข้าแพ้แล้ว  ทั้งความเร็ว  รูปแบบการต่อสู้และพลัง  เจ้าเหนือกว่า  มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกับกำลังต่อสู้อยู่กับชายคนนั้นจริงๆ”

            “ใครเหรอ”

            “จอมดาบสยบศาสตราไง  เจ้ารู้จักไหม”   ผมฉีกยิ้มกว้างให้

            “กะแล้ว...ยิ้มแบบนี้คงไม่รู้จักหรอก  ช่างเถอะ...ว่าแต่นานแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นเพลงดาบนี้  เจ้าไปเรียนมาจากไหน”

            “ความลับ”

            “นั่นสินะ...เอาเถอะจากนี้ไปข้าเป็นผู้ติดตามเจ้าแล้ว...จะทำสัญญาเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน”   ไคน์ปิดเปลือกตาลงช้าๆ  อย่างเหนื่อยแรง  สิ่งหนึ่งที่ผมยกย่องในตัวของเจ้าหมาตัวนี้ก็คือ  การที่มันรู้จักยอมรับความจริง  แพ้ก็คือแพ้  ชนะก็คือชนะ  สัญญาก็คือสัญญา

            “เห็นแก่ความพยายามของนายนะ  จะบอกให้ก็ได้ว่าจอมดาบสยบศาสตราอยู่ที่ไหน”    ไคน์ลืมตาขึ้นทันใด  รวมถึงความสนใจของผู้คนก็เริ่มพุ่งตรงเข้ามาหาผม

            “เจ้าหมายความว่าไง  พูดจริงใช่ไหม”    น้ำเสียงของไคน์ดูตื่นเต้นระคนดีใจอย่างปิดไม่มิด

            “ก็ตามนั้น...ข้าไม่ได้บอกซะหน่อยว่าไม่รู้จัก”   ผมเริ่มใช้สำเนียงของไคน์

            “บอกมาสิ...บอกข้ามา”    ไคน์กระเซ้า  มันเอามือเขย่าขาผมเบาๆ  แต่ผมกลับยื่นขวดยาเพิ่มพลังชีวิตให้

            “กินซะ...แล้วไปหาข้าที่ร้านตรงหัวมุมถนนนั่น”   ผมชี้มือไปยังร้านที่ว่า

            “เร็วหน่อยล่ะเจ้าหมาบ้าขี้เก็ก  ข้าขี้เกียจรอนาน”    

            แล้วผมก็หันหลังเดินจากไปช้าๆ  ปล่อยให้ไคน์สะดุดกับคำพูดทิ้งท้ายที่เขาคุ้นเคยมานาน   ถ้าหากจะมีใครในโลกแห่งเกมเซียนี้ที่เรียกมันว่า เจ้าหมาบ้าขี้เก็ก  ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น   และคนๆนั้นก็กำลังใช้ทักษะตัวเบากับทักษะเหยียบนภาเหินข้ามผู้คนไป  

            ใช่แล้วล่ะ...มันเจอแล้ว  เจอคนที่เฝ้าตามหาแทบพลิกแผ่นดินเซียแล้ว  แม้ว่าโครงหน้าจะเปลี่ยนไปมากแต่ไม่ผิดแน่นอน  ชายคนนั้นคือเจ้านายที่แท้จริงของมัน

              จอมดาบสยบศาสตรา...

 

 




NEKOPOST.NET