DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.5 - ตามหา



  

 

พวกเขามุ่งหน้าสู่เมืองยิวพาร์คผ่านถนนหลวงโดยมีอัลเป็นผู้ขับรถยนต์

“ริคกี้ ฉันลืมบอกอะไรไปอย่างหนึ่ง”เมื่ออัลเบาเสียงเพลงลง แฮริสจึงหันมาสนทนากับริคโทเฟ่นอย่างจริงจัง“  นายก็คงรู้ว่าตระกูลนิลบาเล็ตกำลังคัดเลือกบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมกับทุกสิ่งทุกอย่างในตระกูลของเราใช่ไหม?”

“หืม?”ริคส่งเสียงในลำคอ “รู้สิ ... ข่าวประกาศทางโทรทัศน์แทบทุกวัน”

ตระกูลนิลบาเล็ตถือได้ว่าเป็นเชื้อสายบริสุทธิ์แห่งชนชาติครีตเชีย แทบทุกคนในตระกูลมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการช่วยเหลือประเทศชาติ ตั้งแต่รากเหง้าต่างปลูกฝังลูกหลานให้รับใช้ประเทศร่วมกับกษัตริย์ด้วยความภักดี และผู้ที่ได้รับเลือกในฐานะนามสกุลที่สองให้รู้จักโครงสร้างตระกูล การบริหารและบทบาทหน้าที่ทุกอย่างนั้นมีน้อยมาก ... ตำแหน่งนามสกุลที่สองจึงเป็นตำแหน่งสูงสุดของชนชั้นกลางชาวครีตเชียที่แสดงถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรี

“รูดี้ต้องเลือกผู้ที่จะมารับนามสกุลที่สองโดยดูจากรายชื่อที่ถูกคัดกรองมาจากหน่วยงานของรัฐอีกทีหนึ่ง แล้วในบรรดารายชื่อเหล่านั้นก็มีชื่อของนายรวมอยู่ด้วยนะ”

“แจ่มแจ๋ว”อัลเบิร์ตเผลอยิ้มดีใจแทน

เด็กหนุ่มพ่นน้ำในปากออกมาจนเลอะเบาะหน้า เขารีบวางกระติกบนเบาะก่อนจะควานหากระดาษทิชชู่ซับรอยเปียก“นายพูดใหม่อีกทีสิ!”

“ตอนนี้รูดี้ต้องตัดสินใจที่จะเลือกใครสักคนในบรรดารายชื่อนั้น”

“ฉันเข้าใจงานของรูดอยู่หรอกนะ ... แต่ฉันไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่ว่าคนที่มีประวัติด่างพร้อยอย่างฉันได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่ด้วยเหรอ?”

“ริคกี้ ... นายหัดดีใจกับสิ่งที่ควรจะดีใจบ้างได้ไหม? ฉันอุตส่าห์เล่าให้ฟัง ตอนนี้ฉันล่ะหมดอารมณ์คุยด้วย”แฮริสเลื่อนมือประสานกันหลังศีรษะ

“ฉันไม่เคยคิดหรอกว่าคนนิสัยอย่างฉันจะมีโอกาสได้รับนามสกุลที่สอง”เด็กหนุ่มกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ

“นายคิดว่าฉันเป็นใครริคกี้! ฉันเป็นน้องชายของรูดี้นะ ... แล้วก็เพราะว่าคนๆนั้นต้องเป็นนาย ฉันจึงต้องบอกกับนายเรื่องนี้โดยตรง” แฮริสคลายสีหน้าจริงจัง เขาตบบ่าเพื่อนเบาๆ

ริคนั่งนิ่งกำลังจับใจความคำพูดของเพื่อน

“เชื่อหรือไม่เชื่อก็ลองรอรูดี้เปิดปากของเขาขึ้นมาอีกครั้งในวันกล่าวสุนทรพจน์เถอะ”

ริคไม่ค่อยเข้าใจนัก ลึกๆแล้วก็ยังคงสับสนกับสิ่งที่แฮริสบอก เด็กหนุ่มนั่งเงียบนึกตรองตลอดการเดินทางในขณะที่อัลและแฮริสได้แต่เอ่ยแซวท่าทีที่ผิดปกติไปของเขา

ทั้งสามหนุ่มเดินทางถึงยิวพาร์คในช่วงจวนจะสี่โมงเย็น ในตอนนั้นสวนสาธารณะใจกลางเมืองเต็มไปด้วยผู้คน สถานที่แห่งนี้มีเนื้อที่พอๆกับสนามกอล์ฟสิบแปดหลุมในรายการอินเตอร์เนชั่นแนล ซีซั่นเลยทีเดียว ภายในสวนสาธารณะมีโซนสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ สวนสัตว์ขนาดย่อมและลำธารสำหรับแข่งเรือใบจิ๋ว

“สมควรแล้วที่สถานที่แห่งนี้จะเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในครีตเชีย”สามหนุ่มทอดสายตามองไปรอบๆขณะที่อัลขับรถไปช้าๆ รอบๆยิวพาร์คมีการจราจรที่ค่อนข้างหนาตาโดยเฉพาะฝั่งสถานีรถไฟ อัลเบิร์ตจึงเลิกหาที่จอด เขาเลี้ยวรถเข้าไปในถนนสายกลางของสวนสาธารณะ

“ตรงนั้นน่ะ อัล” ริคชี้ไปยังอาคารทรงกลมเบื้องหน้า

อัลเบิร์ตจอดรถก่อนที่ริคจะวิ่งเข้าไปในศูนย์ประชาสัมพันธ์ของยิวพาร์ค

“ดิสเบกเคที” เด็กหนุ่มกล่าวสวัสดีตอนเย็น

“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยเหลือหรือเปล่าคะ?”

“คนที่ชื่อว่าชาลส์ ฮัสกินติดต่อมาบ้างหรือเปล่าครับ?” ริคพูดพลางวางแขนลงบนหน้าเคาท์เตอร์

“ค่ะ” เธอตอบแทบจะในทันที “อันที่จริงเขาติดต่อกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ก่อนกะประจำของฉันน่ะค่ะ เขาบอกไว้ว่าอาจจะมีคนถามหาได้ทุกเมื่อก็เลยฝากของไว้ด้วย ฉันคิดว่าเขายังคงเก็บกุญแจล็อคเกอร์ไว้กับตัวเอง”

“อ้อ ครับ”เด็กหนุ่มเพิ่งจะเข้าใจในทันทีว่ากุญแจสีทองถูกสลักด้วยคำบอกใบ้ของชาลส์นั้นมีประโยชน์เช่นไร เขาเดินกลับไปขอกุญแจจากอัล ก่อนจะกลับมาหาพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ แล้วสักครู่ๆเธอก็หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้

ริคไม่รอช้ารีบเปิดซองเอกสารระหว่างเดินกลับมาที่รถ เขามองดูรูปถ่ายขนาดใหญ่ด้วยความสนใจ มันเป็นภาพของเพชรพลอยเกลื่อนบนผืนผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินสด มีลายเซ็นของชาลส์ ฮัสกินเขียนกำกับไว้มุมล่างขวา

“มีกระดาษแผ่นหนึ่งแนบมาด้วย”

“เขาเขียนว่าอย่างไรบ้าง?” อัลถามขณะมองดูกระดาษแผ่นเล็กในมือของริค

เด็กหนุ่มกราดสายตาก่อนจะใช้นิ้วไล่ไปตามตัวอักษร

 

ลูกศรชี้เลื่อนไป                   เป็นคำใหม่เปลี่ยนแปลผัน

หากลองมองภาพนั้น            ปัญหาครั้นพลันมลาย

 

ริคก้มลงใช้นิ้วย้ำลงบนรอยหมึกอีกส่วนหนึ่งซึ่งเขียนไว้เป็นภาษาอังการาสว่า

 

à A

จาก  ชาลส์  ฮัสกิน

 

“อักษร E กับ A” ริคกล่าว “นี่น่ะหรือคำใบ้?”

“มันหมายถึง...?”

“ไม่รู้สิ”อัลยักไหล่ก่อนจะหยิบรูปถ่ายขึ้นมาตรวจสอบ “เรามาดูรูปถ่ายกันก่อนดีกว่าไหม?”

“รูปเพชรพลอยของชาลส์”ริคพูดพลางเดินตามเพื่อนๆออกมานั่งในสวนสาธารณะบริเวณริมบึงกว้าง

“เมื่อเห็นรูปนี้แล้วพวกนายนึกถึงอะไร?”แฮริสถามคำถามเดิมขณะเตรียมจด “อย่าบอกฉันนะว่านายกำลังนึกถึงแม่ของตัวเอง”ว่าพลางหันไปมองอัลเบิร์ตซึ่งเตรียมเปิดปากจะพูด

“ฉันนึกถึงเครื่องประดับ”ริคบอก

“ของมีค่าที่พวกผู้หญิงชอบ” อัลพูดพลางหัวเราะ

“ขอเป็นคำตอบอื่น”แฮริสหรี่ตาบอกเพื่อนเป็นเชิงเตือนให้เลิกพูดเล่น

“ก็คงจะเป็นเครื่องประดับ”

ได้ยินคำตอบแล้วเขาก็ขมวดคิ้วแน่น รีบหันไปมองภาพถ่ายของชาลส์อีกครั้ง

“ถ้าหากมันหมายถึงเครื่องประดับ ... บางทีคำตอบอาจจะเกี่ยวข้องกับร้านขายเครื่องประดับ”

“ก็อาจจะใช่”อัลเห็นด้วย

แฮริสไม่ได้ฟัง เขากวักนิ้วเรียกให้เพื่อนหันไปสนใจมองภาพถ่าย “พวกนายรู้หรือเปล่าว่าในรูปนี้มีอะไรบ้าง?”

“เพชรและพลอย”

คำตอบกวนๆของอัลทำให้แฮริสต้องคว้าคอของเพื่อนมาล็อคใต้วงแขน

“นี่คือเพชร”ริคบอกก่อนจะกราดตามองอัญมณีสีแดง “ส่วนนี่คงจะเป็นทับทิม”

“อ้อ ฉันเข้าใจคำถามของนายแล้วล่ะ”อัลฉีกยิ้มยียวนก่อนจะหันไปสนใจรูปเบื้องหน้าตนเองอีกครั้ง “เอาล่ะ ฉันรู้จักอะไรบ้างนะ?”

“ชิ้นนี้คือทับทิม”แฮริสเปรยแล้วริคก็รีบท้วง

“ไม่นะ ... โกเมนต่างหาก โกเมนมีสีเลือดหมู”ริคบอกพลางมองเพื่อนจดยิก

“เม็ดนี้คือบุษราคัม”อัลชี้นิ้วไปยังอัญมณีสีเหลือง “มีสีน้ำเงินด้วย ... ชิ้นนี้สวยมาก ต้องเป็นไพลินแน่ๆ”

“อันนี้อะไร?”

“ฉันไม่รู้”อัลบอกริค

แฮริสชำเลืองมองอัญมณีสีขาวแกมฟ้าขุ่นคล้ายหมอกออกประกายรุ้งพลางกัดปลายดินสอ “ฉันเคยเห็นแต่จำชื่อไม่ได้ ... ฉันจำได้ว่าอัญมณีชิ้นนี้ทำมาจากแร่เฟลด์สปาร์”

“แร่เฟลด์สปาร์”ริคทวนชื่อที่เพื่อนพูดแล้วก็หัวเราะในลำคอ “ใช่มุกดาหรือเปล่า?”

“อ้อ! ถูกของนาย”แฮริสพูดก่อนจะก้มหน้าเขียนคำศัพท์ “... เรามาดูอัญมณีส่วนที่เหลือกันดีกว่า”ว่าพลางกวาดมองรอบรูปภาพ แล้วเขาก็สะดุดกลุ่มอัญมณีทางขวามือซึ่งมีโทนสีฟ้าคล้ายคลึงกันทั้งหมด “เม็ดนี้สีครามแต่เม็ดนี้เป็นสีน้ำเงินเหมือนนีออน”

“น่าจะเป็นเพทาย”

“ใช่ เพทาย”ริคเสริมในที “เพทายมีหลายสีและโทนสีนี้ก็เป็นโทนสีที่ฉันคุ้นเคยที่สุด”

“ส่วนตรงนี้ก็คือ Cat’s Eye (ไพฑูรย์หรือ Chrysoberyl) อย่างไม่ต้องสงสัย”แฮริสกล่าวพลางชี้นิ้วไปยังรูปของอัญมณีสีเหลืองนวลซึ่งผ่าครึ่งด้วยแถบสีอ่อนตรงกลางแลดูคล้ายตาแมว “แล้วสีเขียวตรงนี้ก็คือมรกต”

“มีอัญมณีอื่นๆอีกไหม?”อัลพึมพำถามก่อนจะกรอกตาไปมาอย่างละเอียด

“คงจะมีแค่นี้”

แฮริสเลื่อนนิ้วนับรายชื่ออัญมณีที่มีอยู่ในภาพ “เก้า”

“เก้าชื่อ?”

“ใช่”

“มันทำให้ฉันนึกถึงอัญมณีเก้าอย่างที่มีชื่อเสียง”

“The Nine Gems (นพรัตน์)”ริคเอ่ยขึ้น “ความเชื่อของชาวอินเดียสมัยก่อนที่มีต่ออัญมณีซึ่งเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์ทั้งเก้า”

แฮริสฟังพลางจดคำอธิบายเอาไว้สั้นๆ “รายชื่อทั้งเก้านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นายพูดหรือเปล่า?”

“เกี่ยวเกือบทั้งหมดยกเว้นว่า The Nine Gems มีมุกและปะการังแดง (Red Coral) ไม่ใช่มุกดากับเพทายเหมือนในรูปถ่ายของชาลส์ ... ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ความหมายในเรื่องโชคลางของอัญมณีทั้งสองก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก บางครั้งก็ใช้ทดแทนกันในความเชื่อของชาวเอเชียตะวันตกเฉียงใต้”

“นายรู้มาจากไหน?”

ริคยักไหล่ “ฉันก็ได้ยินมาจากคำซุบซิบจากพวกผู้หญิงและของบรรดาแม่บ้านแถวๆถนนชิพมาน”

“แม่บ้าน! แน่ล่ะ! ผู้หญิงไม่เคยพ้นเรื่องแบบนี้หรอก!”อัลหัวเราะร่า

“ฉันคิดว่าพวกเราน่าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับ The Nine Gems เพิ่มเติมอีกสักหน่อย”แฮริสบอกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นก่อนจะลุกขึ้นยืน เลื่อนมือปัดเศษหญ้าออกจากกางเกง

“นายจะไปหาที่ไหน?”

แฮริสยักไหล่ ก้มมองเพื่อนทั้งสอง “อินเตอร์เน็ตคาเฟ่”

“หืม?”

“ฉันหมายความตามนั้น”แฮริสบอก “รีบมากันเถอะ”พูดจบก็เดินนำเพื่อนทั้งสองซึ่งช่วยกันเก็บของก่อนจะขนกลับมาที่รถยนต์อีกครั้ง

อัลเบิร์ตขับรถออกจากสวนสาธารณะ แล้วไม่นานนักพวกเขาก็ออกมาบริเวณชานเมืองยิวพาร์ค ทุกคนต่างเหลือบดูนาฬิกา หันไปมองท้องฟ้าแล้วจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งเพื่อขอใช้บริการอินเตอร์เน็ต

“เรามีเวลาสำหรับวันนี้ไม่มาก”แฮริสว่าพลางก้มหน้าอ่านลายมือของตัวเองบนกระดาษโน้ตส่วนริคก็มีหน้าที่พิมพ์คำศัพท์และค้นหาความหมายบนหน้าเว็บไซต์

“ดูข้อความตรงนี้”ริคชี้นิ้วก่อนจะไล่สายตาอ่าน “The Nine Gem (นพรัตน์) คือสิ่งสิริมงคลในหลายประเทศทางแถบเอเชีย โดยตามความเชื่อแล้วรัตนชาติทั้งเก้านี้มีความสัมพันธ์กับดวงดาว”

“ดวงดาว?”แฮริสพึมพำ

“ใช่ รัตนของดวงอาทิตย์คือทับทิม, รัตนของดวงจันทร์คือไข่มุกแท้, รัตนของดาวอังคารคือปะการังแดง, รัตนของดาวพุธคือมรกต, รัตนของดาวพฤหัสบดีคือบุษราคัม, รัตนของดาวศุกร์คือเพชร, รัตนของดาวเสาร์คือไพลิน, รัตนของดาวราหูคือโกเมน, และรัตนของดาวเกตุคือเพชรตาแมว ... อัญมณีที่มีสิริมงคลต้องมีคุณภาพที่ดีและปราศจากตำหนิ”

“ไม่มีชื่ออัญมณีของเพทายและมุกดาอยู่ในนี้จริงๆด้วย”แฮริสต้องเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย

“ฉันบอกนายแล้วว่าบางครั้งมันก็ใช้แทนไข่มุกกับปะการังแดงได้”ริคย้ำ

“ใครเป็นคนแทน?”

“นั่นสิ ... ใครที่ใช้เพทายกับมุกดาแทนปะการังแดงและมุกแท้?”

ริคไม่รอช้ารีบพิมพ์ข้อความเพื่อหาคำตอบโดยไวแล้วไม่นานนักเด็กหนุ่มก็พบข้อมูลที่น่าสนใจ “เกี่ยวกับความเชื่อของคนไทย”

“ไทย?”อัลเบิร์ตหรี่ตาอ่านคำที่เขียนใต้ข้อความซึ่งอธิบายเกี่ยวกับรัตนชาติและดวงดาว

“มีอยู่ในคัมภีร์”ริคหันไปบอกแฮริส “จากคัมภีร์ ... เอ่อ ... มันอ่านว่าอะไร?”

“ปาริชาตชาดก”อัลพยายามสะกด

“เอ้อ ... นั่นแหละ จากคัมภีร์ที่อัลพูดถึงน่ะได้ระบุความหมายของรัตนชาติทั้งเก้าประการเอาไว้ โดยกำหนดให้เพทายแทนปะการังและมุกดาแทนไข่มุกแท้”

“ความเชื่อที่ชาลส์หยิบยกมานี้มีต้นตอมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”แฮริสสรุปโดยไว

“คราวนี้เราจะเข้าใจคำใบ้ของชาลส์ได้มากขึ้นหรือเปล่า?”อัลเบ้ปาก เพื่อนๆทั้งสองไม่ตอบ

“คำใบ้ของเขามีตัวอักษร E à A”แฮริสพูด “แล้วก็ให้คำกลอนสั้นๆมาว่า

 

ลูกศรชี้เลื่อนไป                   เป็นคำใหม่เปลี่ยนแปลผัน

หากลองมองภาพนั้น            ปัญหาครั้นพลันมลาย

 

“ลูกศรชี้จาก E ไป A ก็แสดงว่า E ทำให้เกิดคำใหม่คือ A”ริคออกความเห็น

“คงงั้น”แฮริสยักไหล่ “ปัญหาคือ ... คำว่า E คืออะไรและคำว่า A คืออะไร”

“คำย่อ?”อัลเปรย

“อาจจะเป็นไปได้นะ ... ชาลส์บอกให้มองภาพแล้วจะเจอคำตอบ แสดงว่าคำศัพท์อาจจะอยู่ในภาพ”ไม่ทันที่ริคจะพูดจบแฮริสก็เริ่มเขียนคำศัพท์อัญมณีทั้งเก้าชนิดเป็นภาษาอังการาส

 

Diamond, Ruby, Emerald, Yellow Sapphire, Blue Sapphire, Garnet, Moonstone, Zircon, Cat’s eye

 

“หากดูจากคำทั้งเก้าที่เขียนขึ้นมา ... ตัวย่อ E อาจจะหมายถึง Emerald”

“เป็นไปได้ ... แต่เราต้องอย่าลืมว่าคำย่อนั้นมาจากตัวอักษรตัวไหนก็ได้ที่ชาลส์อยากให้มันเป็น เพราะฉะนั้น E ไม่จำเป็นต้องย่อมาจาก Emerald”

“โอเค แล้วถ้าอย่างนั้น A ย่อมาจากอะไร?”แฮริสสลับสายตามองคำศัพท์พลางเลื่อนปากกาตีขมับเบาๆ “เกือบทุกคำในเก้าคำนี้มี E และ A ผสมอยู่”

“นายลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ The Nine Gems ในเมืองท่าชินซูรีดูหน่อยสิ เราอาจจะคิดอะไรดีๆออกก็ได้”อัลบอกริค แล้วเด็กหนุ่มก็รีบรัวแป้นพิมพ์ทันที

“มีข้อมูลเกี่ยวกับ The Nine Gems ในเมืองท่าชินซูรีทั้งหมดหนึ่งร้อยเจ็ดข้อมูล ... The Nine Gems ใช้ในการตั้งชื่อสินค้า ชื่อร้าน ชื่ออาคาร และชื่อกลุ่มเด็กนักเรียนในโรงเรียน”

“โว้ว”แฮริสหัวเราะในลำคอ “ฉันไม่คิดว่าชื่อแบบนี้จะมีคนใช้กันมากนักหรอกนะ”

“ฉันค้นหาคำศัพท์แยกทีละตัวน่ะ”ริคบอก “ข้อมูลที่ได้จึงดูเยอะเกินจริง แต่นี่ก็คงเป็นรายชื่อทั้งหมดที่เป็นไปได้ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับ The Nine Gems”

“ถ้าอย่างนั้นนายลองพิมพ์คำว่า Thai เพิ่มเข้าไปสิ”

ริคทำตามที่อัลเสนอทันที แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็ทำให้ทุกคนต้องอุทานเป็นเสียงเดียว “เราเหลือข้อมูลทั้งหมดหกแห่ง เป็นชื่อร้านหมอดูในย่านเอนชเต็ด เมืองซัมเชอร์ลอปกิ้น(Sumcherlopkin) เป็นชื่อร้านขายเครื่องประดับหนึ่งแห่งในเมืองบริคสัน(Brickson) เป็นชื่อหอพักนักเรียนนานาชาติหนึ่งแห่งในเมืองจิลเลียด(Gilliad) เป็นชื่อสโมสรนักศึกษาหนึ่งแห่งในมหาวิทยาลัยเซฟิล เดอร์ คลาค เมืองอีเชอร์นา(Eturna) และเป็นร้านอาหารสองแห่งในเมืองเพียซเบิร์ก(Pieceburg)กับเมืองอาเมราลด์(Amerald)

“อาเมราลด์!”ทั้งอัลเบิร์ตและแฮริสตะโกนลั่นร้านจนทุกคนหันมามองพวกเขาเป็นสายตาเดียว

ทั้งสองหนุ่มไม่หยุดตื่นเต้นไว้เพียงเท่านั้น พวกเขาลุกขึ้นตบมือกันก่อนจะส่งเสียงร้องตะโกนอย่างดีอกดีใจจนเจ้าของร้านต้องเดินมาตักเตือน

ริคเลื่อนสายตามองดูคำใบ้ของชาลส์ครั้งหนึ่งขณะที่เพื่อนๆรีบเก็บของด้วยท่าทีลุกรี้ลุกรน “อ้อ! ฉันเข้าใจล่ะ! ... E ย่อมาจาก Emerald เราต้องเลื่อนตัวอักษร E ไปเป็นตัวอักษร A … ซึ่งเราก็จะได้คำใหม่เป็น Amerald (อาเมราลด์)แล้วเราก็จะได้ชื่อเมืองสินะ”

“เร็วเข้า! ริคกี้! พวกเรารีบไปกันเถอะ!”แฮริสพูดรัวเร็วรีบวิ่งแข่งกับอัลกลับไปที่รถยนต์ทันที ปล่อยให้ริคโทเฟ่นจดที่อยู่ของร้านอาหารในเมืองอาเมราลด์ก่อนจะหันไปส่ายหน้าให้กับอากัปกิริยาเสียมารยาทของสองเกลอ “พวกนายเนี่ย เชื่อเขาเลย ...”

 

 

 


             

 

เมืองท่าชินซูรีแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆเรียกทางฝั่งตะวันตกว่าโยชแอนท์ ทางตะวันออกเรียกว่าซูคมัวเรีย  และบริเวณหมู่เกาะเรียกว่าเกาะหลักเลอ กิลท์

อัลต้องขับรถจากฝั่งโยชแอนท์ไปยังเมืองอาเมราลด์ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซูคมัวเรียระยะทางเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตร

“เหนื่อยแต่ก็ไม่เลว”นั่นคือคำวิพากษ์วิจารณ์สำหรับการเดินทางครั้งนี้ของอัลเบิร์ต

บัดนี้ริคและแฮริสหลับไปแล้ว เมื่อเห็นป้ายบอกยินดีต้อนรับสู่เมืองอาเมราลด์ อัลก็ไม่ชักช้า เขารีบขับรถเข้าสู่ใจกลางเมือง

สองหนุ่มต้องตื่นจากนิทราทันทีที่ได้ยินเสียงของรถบนถนนยามค่ำคืน เสียงโฆษณาจากโทรทัศน์จอยักษ์และแสงไฟจากห้างสรรพสินค้า

พวกเขาขยี้ตา นั่งเงียบรวบรวมสมาธิ “เรากำลังอยู่ที่ไหน?”ริคพูดพลางหาวหวอด

“เราอยู่ในอาเมราลด์แล้วล่ะ”อัลตอบ

เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว อัลเบิร์ตก็เดินทอดน่องไปตามทางเท้าก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ร้านอาหาร The Nine Gems ซึ่งเป็นร้านอาหารไทย

ไม่นานนักอัลเบิร์ตก็เดินออกมาจากร้านพร้อมกับร้อยยิ้มกว้าง เพื่อนของเขาตื่นขึ้นมาเต็มตาหลังจากที่เห็นอัลเดินกลับมาถึงรถ

“ว่าอย่างไรบ้าง?” ริคถาม

“ไม่มีซองจดหมาย” อัลบอก “ไม่มีอะไรเลย” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ฟังดูกระวนกระวายใจเลยด้วยซ้ำ

“หมายความว่ายังไง? หรือว่าพวกเรา ... !” แฮริสตกใจ

“เรามาถูกแล้วล่ะ” อัลรีบกล่าวสวน เขาเลื่อนตัวนั่ง รัดเข็มขัดดีแล้วก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังโรงแรม“พนักงานในร้านทุกคนบอกฉันแทบจะพร้อมกันเลยล่ะ”

“ว่า ... ” ริคสงสัย

“ว่าชาลส์มอบบทกลอนให้แก่พวกเรา แล้วพวกเขาก็ช่วยกันนึกถึงกลอนที่ชาลส์แต่งขึ้นมาเมื่อเช้านี้”

“มันคือ ...?”

อัลเบิร์ตกระแอมเบาๆก่อนจะตอบ

“โอ้  นายผู้เก่งกาจ

ยินดี ยินดี

ยินดีต่อชัยชนะ

เยี่ยมยอด เยี่ยมยอด

เยี่ยมยอดนั่นคือนาย

สุดท้าย สุดท้าย

สุดท้ายต่อความพยายาม

โอ้ นายผู้เก่งกาจ โอ้ นายผู้เก่งกาจ

 

ฉันอยู่ที่แสนห่างไกล    ท้องฟ้าสดใส

มองไปสู่ท้องธารา

จากนี้จากผืนพสุธา      ลงลำนาวา

กลับมา ณ ฐานที่หมาย

ความงามล้วนมีมากมาย         อันว่าหลากหลาย

ยามสายจักพานพบกัน

เปรียบดั่งดินแดนแห่งฝัน          สิ่งถูกสร้างสรรค์

พาฉันดั้นด้นวนเวียน

เพื่อบอกจึงเริ่มต้นเปลี่ยน        จากข้อคำเขียน

สู่กลอนบอกใบ้ไล่ตาม

 

เขาบอกฉันมาอย่างนี้ พวกนายคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

ทั้งสองฟังก่อนจะยิ้มออก “เขากลับไปยังจุดเริ่มต้น เขาลงเรือไป นั่นก็หมายความว่า ...”

“ใช่แล้ว” อัลบอก “พรุ่งนี้เราจะไปเมืองเลฟเลิฟเพื่อขึ้นเรือเดินทางต่อไปยังเกาะซันแลนด์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาลส์ในครั้งนี้ เอาล่ะ! วันนี้เรานอนพักที่นี่กันก่อนเถอะ ฉันเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออีกแล้ว!”

 

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\

 

ในวันที่สองของการเดินทาง 

แฮริสตื่นสาย ริคและอัลต้องลากเพื่อนออกจากเตียงไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่มีทางได้ไปเลฟเลิฟในระยะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้

เมืองเลฟเลิฟอยู่ติดกับอ่าวชินซูรี  มีท่าเรืออยู่ที่นั่นเป็นแนวยาวติดหาดเทอร์เรอร์ ลาการ์ตาร์

พวกเขาตกลงกันเช่าเรือใบลำเล็กด้วยค่าจ้างเหมาจ่ายตกในราคาที่สูงอยู่เอาการ ทั้งสามแบ่งกันรับผิดชอบคนละส่วนก่อนเตรียมสัมภาระออกสู่ทะเลกว้าง

การล่องเรือเป็นสิ่งที่คาดหมายกันตั้งแต่ต้นของการเดินทางท่องเที่ยวเมืองท่าชินซูรี ตอนนี้สามหนุ่มจึงมีโอกาสแวะจอดตามจุดต่างๆเพื่อตกปลา นอนอ่านนวนิยายหรือดำน้ำดูปะการัง

ริคเดินไปหยิบถังน้ำใบใหญ่วางไว้ทางกราบขวาเรือ เด็กหนุ่มนั่งดูสายเบ็ดขณะที่แฮริสลงไปยังเคบินเรียกให้อัลช่วยกันถือถังใส่ปลาไปเทรวมกันไว้และจับทุบหัวปลาเพื่อทำอาหาร ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนจากอัลให้ริคลงไปรับโทรศัพท์

“จากชาลส์  ฮัสกิน”อัลบอกก่อนที่ริคหยิบโทรศัพท์มือถือที่แนบมาในซองสีขาวซึ่งได้รับมาจากโรงแรมลาดุช ตาลามานออกมากดรับสาย

“ทีซีดดัสกี เลมเบอสท์เดสเตมัยเนเม”

“ทีซีดดัสกี ฉันเอง ชาลส์ ”

“ครับ”ริคบอกอย่างรู้ทัน

“อยู่ในทะเลแล้วสินะ ปริศนาของฉันไม่น่าจะง่ายนี่นา จริงไหม? ... แต่ฉันก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้หากพวกเธอตามหาฉันเจอจริงๆ!”

ริคแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เขาคงจะต้องไปพบชาลส์แบบชวนประหลาดใจสุดๆให้เข็ดหลาบเสียว่ากำลังเล่นเกมอยู่กับใคร

“ผิดคาดของคุณล่ะสิ”

“ก็ผิดคาดเล็กน้อยแต่อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ อย่าชักช้านะเพราะเวลาไม่เคยคอยใคร”

“ครับ ผมมั่นใจเหมือนกันล่ะว่าผมจะตามตัวคุณเจอในวันนี้ ”

ชาลส์หัวเราะอย่างพอใจ“ถ้าหากมั่นใจนักก็รีบหาฉันให้เจอไวๆล่ะ ” 

“ครับ คลายตาโพซี ”เด็กหนุ่มกล่าวลา

ในเวลาเที่ยงตรงสามหนุ่มก็มองเห็นชายหาดของเกาะซันแลนด์

ริค อัลและแฮริสต่างมองดูผืนทรายสะอาดล้อแสงอาทิตย์ราวกับเพชรเม็ดงามด้วยความสนใจ พวกเขาต้องรีบกระโดดลงไปในทะเล แข่งกันว่ายน้ำจากเรือเข้าสู่ฝั่งอย่างสนุกสนาน

บนเกาะซันแลนด์มีอาคารให้บริการอุปกรณ์ดำน้ำ ห้องสุขาและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงแห่งเดียว ริคจึงรีบวิ่งเข้าไปถามถึงชาลส์  ฮัสกินทันที

“อ้อ!เขาไม่อยู่ที่นี่แล้วล่ะ นักท่องเที่ยวคนนั้นเดินทางไปเกาะหลักตั้งแต่เมื่อเช้านี้นี่เอง”

“ทราบไหมครับว่าเขาอยู่ที่ไหนของเกาะหลักเลอ กิลท์?” ริคถามต่อ

“เขาเดินทางไปเมืองอูเมอร์ ได้ข่าวว่ามีบ้านพักตากอากาศบนเชิงเขานอฟท์ตี้ ที่นั่นก็มีทางขึ้นภูเขาทางเดียวเท่านั้น หากจะไปหาเขาก็รีบหน่อยนะ นายคนนี้ไม่ค่อยจะอยู่กับที่หรอก เขาชอบเดินทางชีพจรลงเท้าตลอดเวลา”

“ขอบคุณครับ”

พวกเขาตัดสินใจนอนอาบแดดบนหาดร้อนจี๋ใต้แสงอาทิตย์สาดใส่ตรงศีรษะจนถึงบ่ายโมงก็ว่ายน้ำกลับไปที่เรือเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

 

 

 

จากซันแลนด์ถึงเกาะหลักเลอ กิลท์ไม่ไกลนัก ทั้งสามใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เดินทางถึงท่าเทียบเรือ แต่พวกเขาก็ต้องนั่งแท็กซี่ขึ้นไปยังเขานอฟท์ตี้อีกราวๆยี่สิบนาทีจึงเดินทางมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง

“นี่คือบ้านพักของชาส์หรือเปล่า?”

แฮริสจ่ายค่ารถก่อนจะปรายตามองผ่านรั้วไม้เตี้ยๆและสนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่นานนักสุนัขอาเซเชี่ยนตัวโตก็ส่งเสียงเห่า ในตอนนั้นเองที่ผ้าม่านบริเวณบานหน้าต่างทางขวามือถูกขยับเปิด

มีชายคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ“นิ่งไว้จอน” เขาบอกสุนัขตัวโต มันกำลังยื่นจมูกดมแขกทั้งสามด้วยความสงสัย“สวัสดีครับ พวกคุณมาหาชาลส์หรือเปล่าครับ?”

“ใช่ครับ”

“ผมชื่อแฟรงก์ ตอนนี้ชาลส์อยู่ข้างใน ...ชาลส์แพ้พนันผมล่ะ”ว่าพลางยิ้มร่า “ผมเชื่อว่าพวกคุณจะตามหาเขาเจอในวันนี้” 

เมื่อรู้ว่าชาลส์ ฮัสกินอยู่ในบ้าน ทั้งสามก็ร้องไชโยออกมาก่อนจะยืนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจตบมือไฮไฟฟ์จนแฟรงก์ต้องนิ่งเงียบ

“ขอโทษนะครับ” ทั้งสามโค้งตัวลงอย่างสุภาพก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน

สถานที่แห่งนี้ถูกจัดอย่างสวยหรู มีม่านหน้าต่างและโซฟาตัวยาวปักลายผ้าด้วยด้ายสีทองล้อแสงไฟสีส้มเปล่งประกายจับตา แฮริสไม่เห็นชาลส์นั่งอยู่ตรงนั้น เขาจึงเดินไปยังข้างในตัวบ้าน แล้วก็พบบานกระจกสีชาเปิดทิ้งไว้สู่ระเบียงด้านหลัง มีบันไดทอดยาวลงไปเบื้องล่าง

แฮริสเห็นสระว่ายน้ำสีน้ำเงินเข้มพร้อมร่างของชายคนหนึ่งกำลังนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนห่วงยางขนาดใหญ่ ชาลส์มองแขกแปลกหน้าด้วยความตกใจ เขาขยับตัวจนเกือบหล่นจากห่วงยาง “พวกเธอ?”

“ว้าว เยี่ยมเลย” ริคร้องเสียงหลงเมื่อเขาเดินออกมาที่ระเบียงและมองลงไปเห็นชาลส์ในสระว่ายน้ำ

ทั้งสามกล่าวสวัสดีชาลส์ก่อนจะเดินลงบันไดไปหา

“สวัสดี”เอ่ยทักพลางวางหนังสือพิมพ์ทิ้งไว้ข้างขอบสระ เขาหันไปตะโกนสนทนาภาษาอังการาสกับแฟรงก์ก่อนจะหันกลับมามองเด็กหนุ่มทั้งสามซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าตนเอง

“กวินเวียร์ฝากบอกเอาไว้ด้วยว่าอีกสองวันให้คุณไปเจอเธอที่หาดพุลุนกิลด์”

“อ้อ ... งั้นเหรอ? ขอบคุณนะ”

เป็นไปตามคำพูดของกวินเวียร์  ชาลส์เหมือนกับที่พวกเขาคิดไว้ไม่มีผิด ... เขามีผมสั้นสีดาร์คช็อคโกแล็ต รูปหน้ายาวจมูกโด่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลดูลึกลับคมคาย รูปร่างสมสัดส่วน กล้ามแขนเป็นมัดโตจนริคคิดว่าหากชาลส์เงื้อหมัดสัมผัสปลายคางของริคเพียงนิดเดียว ตัวของริคคงปลิวไปไกล

“ฉันคือชาลส์  ฮัสกิน ตอนนี้ไม่สะดวกจับมือเลยนะ ... เหลือเชื่อ พวกเธอหาฉันเจอภายในสองวัน! ... รู้ไหม ฉันเคยสร้างข้อตกลงด้วยเงินนับสิบล้านให้กับเพื่อนๆเพื่อเล่นเกมของฉันแต่แล้วก็มีเพียงแค่เด็กสี่คนซึ่งก็คือพวกเธอกับเด็กชายที่ชื่อว่าเฮดรัล เฮคเทลที่ตกลงเล่นเกมและสามารถตามหาฉันเจอโดยไม่พูดถึงเรื่องค่าตอบแทนสักเพียงเหรียญเดียว เอาเถอะ! ... แนะนำตัวหน่อยสิ”

“ผมคือริคโทเฟ่น เลมเบอสท์ แล้วนี่ก็เพื่อนของผมสองคน อัลเบิร์ต มอร์แกนกับแฮริสัน นิลบาเล็ต”

“โอ้!”ชาลส์ต้องหัวเราะอย่างถูกใจ “มันคือความบังเอิญหรือความโชคดีที่ฉันได้เจอลูกหลานตระกูลนิลบาเล็ตสองคน”

“สอง?”ริคโทเฟ่นเอียงคอขณะที่อัลเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายในวินาทีนั้น

“คุณรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอเนี่ย!?”แฮริสกลับเป็นฝ่ายตกตะลึงพรึงเพริด เขาเลื่อนมือสางผมหยิกๆของตนเบาๆ “คุณคงไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวธรรมดาๆหรือนักถ่ายรูปมืออาชีพแล้วล่ะมั้ง”

ชาลส์หัวเราะในลำคอ เขารีบขึ้นจากสระแล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเพื่อสนทนากันอย่างจริงจัง

“ฉันเป็นนักถ่ายรูปสมัครเล่น อาชีพประจำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ... รูด นิลบาเล็ตไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้สินะ แฮริสัน”

จู่ๆริคก็ต้องขมวดคิ้วแทบจะเป็นปม

เขากำลังนึกถึงคำพูดของชายในชุดสูทสีดำนามมอสติล เฟลโรซึ่งบอกแก่เขาเอาไว้ว่าชาลส์ ฮัสกินเป็นสายลับจากอิตาลี ... หรือว่าบางที ...

“ฉันมาทำงานในครีตเชีย”

“งานอะไรครับ?”

“มันเป็นเรื่องที่ฉันบอกพวกเธอไม่ได้หรอกนะเด็กๆ”

“งานลับเหรอครับ?” อัลเบิร์ตเปรยเบาๆ “เหลือเชื่อเลยแฮะ!”

“คุณเดินทางมาหาพอล เลปเปนลาฟอย่างมีนัยสำคัญใช่ไหม?”

ชาลส์ปรายตามองริคโทเฟ่นพร้อมเหยียดยิ้มบาง “ในเมื่อพวกเธอเป็นลูกหลานนิลบาเล็ตเพราะฉะนั้นฉันก็เต็มใจจะตอบว่ามันถูกต้อง ... นี่แน่ะ ริคโทเฟ่น ... เธอรู้หรือเปล่าว่าพ่อของเธออนุญาตให้เธอเข้าร่วมงานค่ายของโรงเรียนทัพกษัตริย์ในช่วงปิดเทอมนี้ด้วยนะ”

“ไม่รู้เลยครับ”ริคยังคงสงสัยว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร “ผมจะต้องไปด้วยเหรอ?”

“โรงเรียนทัพกษัตริย์! น่าสนุก!”อัลยิ้มกริ่ม

แล้วคราวนี้แฮริสก็ตีสีหน้าตกใจ เขาจ้องริคเขม็ง

“เธอชอบท้าชาวบ้านชาวช่องเขาต่อสู้ไม่ใช่หรือยังไง? นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะได้เจอเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนับเป็นพันๆคนในการท้าประลองฝีมือ”

“ผมไม่คิดว่าริค ...”แฮริสกล่าวแทรกเสียงแผ่วๆ

“ผู้บังคับบัญชาจะชี้แจงให้เธอทราบอีกครั้งหลังจากเธอเรียนจบปีนี้ ... เฮดรัล เฮคเทลเองก็เรียนในโรงเรียนทัพกษัตริย์ครีตเชีย เขาเป็นเด็กยอดอัจริยะที่เธอควรจับตามองนะ”

ริคต้องยิ้มกริ่ม รู้สึกตื่นเต้นอย่างไรพิกล

“เอาล่ะ ... เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ฉันอยากฟังพวกเธอเล่าประสบการณ์ในสองวันที่ผ่านมาให้ฟัง แล้วฉันก็จะพาพวกเธอท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ก่อนอาหารมื้อค่ำ เราพักผ่อนที่นี่ด้วยกัน แล้วมะรืนก็ไปงานเลี้ยงกองถ่ายของกวินเวียร์ สนใจไหม?”

“สนใจสิครับ!”อัลและริคโทเฟ่นกล่าวแทบจะพร้อมกัน

การเป็นนักสืบสมัครเล่นของทั้งสามจบสิ้นแล้วในวันนี้  พร้อมประสบการณ์สุดพิเศษที่จะทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปตลอดราตรีนี้

... ทว่าแฮริสนั้นไม่ได้รู้สึกยินดีอย่างเต็มที่ดังเช่นสองเกลอ ...

เขากำลังกังวลเมื่อรู้ว่าชาลส์ ฮัสกินเข้ามาทำงานในครีตเชีย ... นั่นหมายความว่าเจ้าหน้าที่ครีตเชียไม่สามารถรับมือกับปัญหามืดแปดด้านเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องได้และตอนนี้ครีตเชียก็ได้รับข้อเสนอยินยอมรับความช่วยเหลือจากสหประชาชาติเพื่อร่วมกันทำคดีนี้

อันตรายกำลังคืบใกล้เข้ามาจนน่าใจหาย

แฮริสจับจ้องมองริคโทเฟ่นด้วยแววตากังวล เขาไม่อยากให้เพื่อนของตนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทุกอย่างจากกระทรวงกลาโหม

ทุกครั้งที่ริครับรู้ความจริงมากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งไม่ปลอดภัย

ในฐานะลูกหลานตระกูลนิลบาเล็ต แฮริสควรจะทำอย่างไรดี?

 
To Be Continued ...

หมดเวลาของการเป็นนักสืบสมัครเล่นล่ะค่า ... กลับมาสู่ความจริงกันบ้างล่ะ


 


 




NEKOPOST.NET