DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 4 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.4 - เหล่านักสืบ


แล้วพวกเขาก็ยังคงเป็นสามนักสืบสมัครเล่น

 

เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงลอบบี้โรงแรมลาดุช ตาลามาน   

“มีชายคนหนึ่งฝากสิ่งนี้ไว้ให้กับคนที่ถามหาถึงชาลส์ ฮัสกินหลังจากเขาเช็คเอาท์ออกไปแล้วค่ะ เขาบอกด้วยว่าสามารถตามหาชาลส์ได้ที่เขตเมืองย่อยอลันดูลิน” พนักงานสาวหน้าเคาท์เตอร์โรงแรมยื่นซองเอกสารสีขาวให้แก่แฮริส 

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเล ริคมองลอดออกไปข้างนอกบานกระจก เขาเห็นว่าตรงมุมโค้งของหินโสโครกมีหินสีแดงอิฐสามก้อนโผล่พ้นขอบผิวน้ำขึ้นมา มันงอกเงื้อมบนหินโสโครกสีอิฐแลดูเหมือนเสาสูงวางเรียงเป็นมุมสามเหลี่ยม บริเวณนั้นมีป้ายเขียนติดไว้ด้วยว่า

 

สามศิลาล้ำค่าแห่งย่านเจ็ดเกล็ด สิบเอ็ดตำนานว่าด้วยความงดงามยามอัสดง

 

ริคโทเฟ่นเรียกให้แฮริสดูแล้วเขาก็ร้องอุทานออกมา “นั่นไงล่ะคำตอบที่ถูกซ่อนอยู่อีกทีหนึ่ง”

ชาลส์คงใช้สิ่งนี้อธิบายว่าเขาอยู่ที่นี่สินะ จากมุมมองที่ริคนั่งดูอยู่ เขากำลังนึกถึงบรรยากาศยามเย็น เขามองเห็นชาลส์  ฮัสกินนั่งดื่มชาร้อนๆ อ่านหนังสือพิมพ์และมองดูก้อนหินขนาดยักษ์ แสงอาทิตย์ตกต้องขอบของหินเปล่งประกายสง่างามตัดแสงสีส้มอมเหลืองดูอบอุ่นน่ารื่นภิรมย์     

หลังจากแฮริสคุยกับพนักงานเสร็จเรียบร้อย เขาก็เรียกเพื่อนๆกลับไปนั่งในรถเปิดประทุนเพื่อขับรถมุ่งหน้าเลียบชายทะเลไปยังเมืองอลันดูลิน

“แฮริส เขาให้อะไรมา?” ริคถามก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าหยิบซองจดหมายตรงฝากล่องใส่ของ

“โทรศัพท์มือถือ ชาลส์บอกประชาสัมพันธ์ไว้ว่าจะเดินทางไปอลันดูลินตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อน”

“สองอาทิตย์ก่อน? แสดงว่าบางทีตอนนี้เขาคงอยู่ในอลันดูลิน” เด็กหนุ่มมองโทรศัพท์สีส้มสดพร้อมกระดาษขาดๆแผ่นหนึ่ง มีหมายเลขโทรศัพท์เขียนไว้ด้วยปากกาหมึกน้ำเงิน

“ฉันจะโทรศัพท์ล่ะนะ” ริคบอก 

ชั่วอึดใจเดียวกันก็มีผู้รับโทรศัพท์รัวภาษาอิตาลีใส่จนริคงงเป็นไก่ตาแตก 

“เอ่อ ขอโทษครับ” ริคแนะนำตัว“เลมเบอสท์ เดสเตมัยเนเม”

ชาลส์หยุดพูดแล้วจึงหัวเราะออกมา เขากล่าวด้วยภาษาครีตชีนาเดียนแปร่งๆว่า“ฉันกำลังคุยกับใคร? ... โอ้! ริคโทเฟ่นสินะ”

“ครับ ... คุณคงเป็นเพื่อนของเลปเปนลาฟ?”

“ถูกต้องแล้ว ฉันคือชาลส์ ฮัสกิน ... ขอโทษด้วยนะที่ฉันทดสอบเธอด้วยวิธีนี้”

“ทดสอบ?”

“ก็ทำนองนั้นล่ะ! เธอเป็นคนที่โด่งดังคนหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติของครีตเชียเลยนี่นา”

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็น่าจะรู้ดีว่าผมชอบการใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง”ริคประชดใส่ขณะกล่าวเสียงแข็ง

“ฉันไม่ได้บังคับเธอนะ ฉันคิดว่างานนี้เธอตกลงร่วมเกมเองจริงไหม?”ชาลส์บอกโดยไม่สนใจคำพูดของริค

“ก็ถูกของคุณ ... เอาเถอะ หวังว่าผมจะได้เจอคุณในเร็วๆนี้”

ชาลส์หัวเราะร่าอย่างถูกใจ“ฉันควรให้คำใบ้ที่สองแก่เธอสินะ อืม  ...  เธอคงรู้แล้วว่าฉันเริ่มต้นเดินทางจากท่าเรือเลฟเลิฟไปยังเกาะซันแลนด์ ผ่านมายังมิลยาร์ด พักที่โรงแรมในลอนเดรีย  แล้วหลังจากนั้นฉันก็เดินทางไปยังเมืองอลันดูลิน ซึ่งในเมืองอลันดูลินมีกลุ่มคนที่รู้จักฉันดี ฉันแนะนำให้ลองเข้าไปถามเขาดูที่นั่น จากการสอบผ่านบททดสอบแรก เธอคงตามหาร่องรอยต่อไปได้ไม่ยาก ขอให้เดินทางปลอดภัย!”

ชาลส์วางสายไปแล้วพร้อมกับส่งข้อความกลับมาอย่างรวดเร็ว อ่านได้ความว่า

 

Let’s kill Tardandelish, Alandulinish All Ice&Mustard

 

 

พวกเขาใช้เวลาเดินทางประมาณยี่สิบห้านาทีจึงเข้ามาถึงตัวเมืองอลันดูลินซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลอนเดรีย

อลันดูลินเป็นแหล่งคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองท่า มีการพนันที่ถูกกฎหมายทุกรูปแบบและสถานบันเทิงในยามวิกาล ในยามเช้าอลันดูลินค่อนข้างเงียบเหงาแต่ทันทีที่ตกดึกเมื่อไหร่ เมืองแห่งนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่คึกคักเต็มไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย

ก่อนจะเข้าสู่อลันดูลิน บรรดาหนุ่มๆก็ต้องเดินทางผ่านแนวเขาสูงเลียบชายฝั่งทะเล แฮริสจอดรถติดแนวรั้วกั้นขอบถนน พวกเขาออกมาสูดอากาศหายใจรับลมยามเย็น บริเวณที่พวกเขาหยุดพักนั้นเป็นผาสูง ริคเห็นชายหนุ่มนั่งตกปลาอยู่บนโขดหินเบื้องล่าง เขามองแฮริสค่อยๆไต่ลงไปบนเนินหญ้าตามขั้นบันไดเล็กๆก่อนจะทักทายคนตกปลาราวกับรู้จักกันดี

อัลเดินออกมาจากรถพร้อมพูดกับริคว่า“Let’s kill Tardandelish, Alandulinish All Ice&Mustard (เลทส คิล ทาแดนเดลลิช,อะลันดูลินิช ออล ไอซ์แอนด์มัสตาร์ด) ... ร่วมกันสังหารทาแดนเดลลิช ชาวเมืองอลันดูลิน รวมทั้งน้ำแข็งและมัสตาร์ด? เราต้องฆ่าทาแดนเดลลิช?”

“ในภาษาอังการาส(อังกฤษ)มีคำนี้หรือเปล่า?”ริคเอ่ยถาม

“เท่าที่เรียนมาตลอดหลายสิบปีก็ไม่เคยผ่านหูเลยสักครั้ง”อัลเบิร์ตบอกพลางนึกพึมพำ

“ในเมื่อมันไม่มีอยู่ในภาษาอังการาส”ริคส่งเสียงในลำคอ ค่อยๆไล่เรียงปัญหาเชาว์ของชาลส์ ฮัสกิน “มันหมายถึงอะไร? ... ชื่อคน?”

อัลยักไหล่ตอบ

“เราต้องสังหารชาวเมืองอลันดูลิน น้ำแข็งและมัสตาร์ดด้วยเพื่ออะไร?”ริคพูดพลางหลุดหัวเราะ “ฟังดูตลกดีนะ”

“ไม่รู้สิ” อัลเบิร์ตว่าพลางเลื่อนมือแตะริมฝีปาก

พวกเขาต่างเงียบลงพลางนึกถึงความหมายต่างๆซึ่งอาจเป็นไปได้ แล้วอัลก็เอ่ยแสดงความคิดเห็นในที่สุด “คำว่าสังหารในที่นี้บางทีอาจจะไม่ได้หมายถึงสังหารจริงๆก็ได้นะ”

“ฉันก็เดาว่าอย่างนั้น”

“มันหมายถึงการฆ่า ฆ่าอะไรสักอย่างหรืออาจจะเป็นการกำจัดเพื่อไม่ให้มีอยู่ถูกไหม?”

ริคพยักหน้าก่อนจะพึมพำตอบ“อาจจะเป็นการตัดคำหรือตัวอักษรบางตัว” 

“ตัดตัวอักษร?”

ริคเลิกคิ้วสูงพร้อมถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เขาเหลือบสายตาลงไปมองแฮริสยังคงนั่งสนทนากับคนตกปลาแปลกหน้า “ตัดคำว่าทาแดนเดลลิช ... ตัดจากอะไรล่ะ?”

“ตัดจากสิ่งที่มีอยู่ในทาแดนเดลลิชล่ะมั้ง”อัลเอ่ยขึ้นลอยๆ ส่วนริคก็หันไปกรีดนิ้วลงบนตัวอักษรทีละตัวเพื่อวิเคราะห์

“อืม ... ตัดสิ่งที่มีอยู่ในคำๆนี้น่ะเหรอ ... เดี๋ยวก่อนนะ” แล้วจู่ๆเด็กหนุ่มก็อุทานออกมาเมื่อมีความคิดดีๆผุดขึ้นมาในวินาทีนั้น“อัล คำว่า ทาแดนเดลลิช ไม่มีความหมายในภาษาอังการาสใช่ไหม? ... แต่มันอาจจะผสมอยู่ในภาษาอังการาส!”

“ผสมอยู่? ผสมอยู่ยังไงริคกี้?”

“ฉันหมายถึงมันอาจจะผสมอยู่ในพยางค์หรืออักษรตัวสุดท้ายของแต่ละคำ” ริคหยิบกระดาษที่อัลเขียนเอาไว้ขึ้นชูกระทบแสงอาทิตย์เรืองรองก่อนจะพูดว่า “ผสมอยู่ในคำภาษาอังการาส” ริคไล่นิ้วไปตามตัวอักษร “นี่ไงล่ะ”เด็กหนุ่มขอปากกาจากอัลแล้วจึงขีดเส้นใต้บางพยัญชนะเรียงเป็นแถว

 

Let’s kill Tardandelish,  Alandulinish  All  Ice  &  Mustard

 

“เราลองอ่านคำที่ขีดเส้นใต้จากด้านหลังมาด้านหน้าก็จะเป็น Tard & e l ish   ซึ่งก็คือ  Tard and e lish” ริคบอกพลางก้มอ่านข้อความแรกอีกครั้ง

Let’s kill Tardandelish

 

“อ้อ! ฉันเข้าใจว่านายหมายถึงอะไรริคกี้! เราต้องตัดTard and e lishออกไปจากประโยค เพราะฉะนั้นเราก็จะเหลือแค่  Alandulin Al Ic Mus ”อัลบอก

“ใช่แล้ว”

ริคหลับตานึก พวกเขาใช้ความคิดครู่ใหญ่ก่อนที่อัลจะลองเขียนเรียบเรียงใหม่โดยเลื่อนคำศัพท์จากหลังมาวางเรียงไว้ด้านหน้าได้เป็น

 

Mus Ic Al Alandulin

เขาเขียนใหม่อีกครั้ง

Musical Alandulin

ซึ่งมันก็คือ

Alandulin Musical

(ผับชื่อดังในย่านเขตเมืองย่อยอลันดูลิน)

 

“นี่มันชื่อผับ”

“ผับ?”ริคสงสัย เหลือบตามองอัล

“ใช่ ฉันเคยได้ยินในข่าว”

“แฮริส! เรารู้ความหมายของชาลส์แล้ว!” ริคตะโกนเรียกเพื่อนทันทีที่พบคำตอบ

“เจ๋ง!”แฮริสตะโกนเสียงก้องก่อนจะถือปลาฮาฟกี้ตัวใหญ่ที่คนตกปลามอบให้แก่เขาแล้วจึงเดินอ้อมเอาไปใส่ไว้ในท้ายรถ “พวกเราต้องไปที่ไหน?”

“ผับ”

“ผับ?”แฮริสเหยียดยิ้ม

“เลิกฝันที่จะไปเที่ยวผับในระหว่างที่เราต้องตามหาตัวชาลส์ได้เลย”ริคเกี่ยวคอเพื่อนกลับขึ้นไปนั่งท้ายรถ “เราจะไปทำธุระเท่านั้น”

“แน่ล่ะคุณคนดี ... ขืนพานายไปผับด้วยกันฉันคงต้องจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของร้านไม่รู้เท่าไหร่ นายเมาทีไรได้เกิดเรื่องในผับขึ้นทุกทีสิน่า” ริคได้ยินเพื่อนกล่าวหาเช่นนั้นก็เลื่อนแขนหมายจะล็อคคอแต่แฮริสก็บ่ายตัวหนีรีบกระโดดขึ้นไปนั่งเบาะหน้าอย่างรวดเร็ว

 “นี่แน่ะ คุณลูกลิงทั้งสอง ช่วยนั่งดีๆ รัดเข็มขัดให้แน่นๆ ฉันจะขับรถต่อ”อัลกล่าวหน้าตายทำให้เพื่อนๆอดขำไม่ได้

ไม่นานนักพวกเขาก็เดินทางมาจนถึงสี่แยกใจกลางเมืองอลันดูลิน บางครั้งการค้นพบคำตอบของคำใบ้ก็ใช่ว่าพวกเขาจะค้นหาชาลส์ ฮัสกินได้ง่ายๆ ยิ่งในเมืองที่ทั้งสามหนุ่มไม่คุ้นเคยเส้นทางเหมือนดังเช่นบ้านเกิดของตนเองด้วยแล้ว การตามหาผับแห่งหนึ่งในเมืองอลันดูลินก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว

พวกเขาเสียเวลาราวๆครึ่งชั่วโมงเดินทางวนอยู่ในตรอกซอกซอยจนในที่สุดก็เดินทางมาถึงอลันดูลิน มิวสิคอล ประตูผับเป็นรูปหัวคิงคองยักษ์อ้าปากกว้าง แฮริสเดินผ่านปากมันเข้าไปแต่จู่ๆก็โดนพนักงานในร้านไล่ออกมาก ทันทีที่เริ่มมีปากเสียงกันขึ้น อัลก็ลงจากรถรีบตามไปไกล่เกลี่ย

ริคหันไปมองผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูผับ เธอส่งเสียงตะโกนไล่แฮริสและอัลเบิร์ตทันทีโดยไม่ฟังเหตุผล

เด็กหนุ่มมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆด้วยนึกรำคาญใจ สุดท้ายเขาก็ลงจากรถเดินทอดน่องไปหาเพื่อนทั้งสองก่อนจะก้มมองตัวเจ้าปัญหา

หญิงสาวหน้าร้านหยุดจ้องริคตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

“ช่วยหน่อยเพื่อน”แฮริสกระซิบแผ่วเบา

“นายคือใคร? จะมาหาใครก็ตอนค่ำสิ เสียมารยาท”

“อะไรนะ?”

“ไม่มีคนชื่อชาลส์หรืออะไรทั้งนั้นล่ะ กลับไปได้แล้ว”

“แต่ฉันคิดว่าเขาเคยมาที่นี่และบางทีอาจจะทิ้งข้อความหรืออะไรสักอย่างเอาไว้”

“ฉันบอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้สิ ไป๊” เธอว่าพร้อมกระทืบเท้าไล่

“ปกติพูดแบบนี้กับลูกค้าหรือเปล่า?” ริคบ่น

“แล้วจะทำไม?”

“หัดมีมารยาทบ้างสิ ฉันถามดีๆก็ตอบมาดีๆ” 

“นี่ล่ะดีๆของฉันจะมีปัญหาใช่ไหม!?” เธอไม่พอใจ

“ไล่กันแบบนี้ฉันจะฟ้องผู้จัดการไล่เธอออก”

“ก็ฉันนี่ล่ะลูกสาวผู้จัดการ! อย่ามายืนขวางหน้าร้าน”เธอหยิบไม้ขนไก่จากพนักงานร้านมาแกว่งกวัด

ริคหลบก่อนจะดึงปลายไม้มากุมไว้ในมือ หญิงสาวสะดุดเสียหลัก เด็กหนุ่มจึงใช้แขนรับตัวเธอไว้ “ชาลส์อยู่ไหน? เขาต้องแวะมาที่นี่”

“ฉันไม่รู้ คนป่าเถื่อน รังแกผู้หญิง”

“ผู้หญิงแล้วไงล่ะ? เป็นผู้หญิงแล้วรังแกผู้ชายได้เหรอ ยายบ้า!” เขาพูดพร้อมกับผลักร่างของเธอออกห่าง แววตาวาวโรจน์เป็นประกายน่ากลัว เธอไม่รู้ก็ไปเรียกคนที่รู้มาคุยให้รู้เรื่อง! ใครเขามันจะกลัวคนอย่างเธอ อย่าทำเป็นอวดดีแล้วคนอื่นเขาจะมองเธอน่านับถือนักล่ะ เป็นลูกผู้จัดการแล้วยังไง! ปัญญาไม่มีมันก็ยายโง่เหมือนกันนั่นล่ะ!”

เธอมองดูเขาโดยไม่เถียงกลับอีก

“ชาลส์อยู่ไหน? ไปถามใครก็ได้ที่เธอพอจะนึกออก ไม่อย่างนั้นคงต้องมีเรื่องกันแน่ๆ” พนักงานสองคนได้ยินก็รีบวิ่งเร็วจี๋กลับเข้าไปในร้าน

ในตอนนั้นเองก็มีชายร่างท้วมหนวดเคราดกเฟิ้มถือกล้องยาสูบเดินออกมาจากประตูมองดูเด็กหนุ่มอย่างเคลือบแคลงใจ

“ดิสโชสดัสกี”เป็นคำทักทายลูกค้าอย่างไม่เต็มใจนัก

“สวัสดีครับ คุณรู้จักชาลส์ ฮัสกินหรือเปล่า?”

“อ้อ รู้จักสิ เราเป็นเพื่อนสนิทกันน่ะ”เขาบอกก่อนจะเกิดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก“ฉันรู้แล้วล่ะว่าพวกเธอมาที่นี่ทำไม เข้ามาข้างในก่อนสิ” เจ้าของผับจัดอาหารให้แก่แขกพร้อมสั่งพนักงานรินแชมเปญ มีบริกรคอยทยอยจ่ายอาหารลงบนโต๊ะยาวสุดหรูมุมหนึ่งของผับกว้าง

“ชาลส์บอกว่าลูกชายของผู้บังคับบัญชาจากเมืองหลวงอาจจะผ่านมาที่นี่”

“เขาคงหมายถึงริคกี้”แฮริสใช้ปลายส้อมตวัดชี้ไปทางผู้เป็นเพื่อน

“โอ้! น่าประหลาดใจดีจริงๆ ฉันรู้สึกยินดีที่ได้เจอพวกเธอ!”เจ้าของผับว่าพลางปลายตามองลูกสาวตัวดี “มาการ์เร็ต ลูกน่าจะถามให้ดีก่อนจะเสียมารยาทกับคนอื่น พ่อไม่อยากเห็นลูกตวาดใส่แขกอีกได้ยินไหม?”

หญิงสาวพยักหน้าช้าๆนั่งรับประทานอาหารเที่ยงร่วมโต๊ะกับสามหนุ่มไม่พูดไม่จา

“ชาลส์คงจะรู้ว่าพวกเธอมาถึงที่นี่แล้ว”

“คิดว่าอย่างนั้นครับ” ริคบอก

“เขาฝากของไว้ด้วยน่ะ” เจ้าของผับเรียกพนักงานก่อนที่เขาจะเดินหายไปและกลับมาพร้อมกับลูกกุญแจสีทองเรียบๆดอกหนึ่งกับกระดาษใบเล็กๆเขียนว่า

 

หากรู้ว่ากุญแจสีทองดอกนั้นมีความหมายเช่นไร

ความหมายของ ‘สำหรับให้รถจอด’ ก็คงตอบได้โดยพลัน

 

“พวกเธอคงรู้ว่ามันหมายถึงอะไร เขามักเป็นแบบนี้เสมอล่ะ”

ริครับลูกกุญแจมาไว้ในกำมือ ทั้งสามหนุ่มต้องมองหน้ากันเองด้วยความฉงนสงสัย

“ผมไม่แน่ใจว่าผมรู้ความหมายของมันนะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องใช้เวลาคิดสักหน่อย”

“ครับ คงต้องใช้เวลาสักพักเลยล่ะ”

 

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\

 

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว สามหนุ่มก็ขอตัวลาเจ้าของผับก่อนจะออกมานั่งเล่นบนชายหาดอีกครั้งในช่วงบ่าย

“กุญแจเอาไว้ใช้ทำอะไร?”

“ดูเล่น” แฮริสบอก

“พูดได้ดีแฮริส ดูแล้วก็โยนทิ้งสิ” ริคแกล้งทำทีเป็นโยนกุญแจลงทะเลก่อนจะใช้มืออีกข้างรับเอาไว้

“เฮ้ย!”

ในทันทีนั้นแฮริสกับอัลก็รีบวิ่งตะกุยทรายมาหาก่อนจะตะครุบร่างของเด็กหนุ่มด้วยความตกใจ กุญแจดอกเล็กหลุดออกจากฝ่ามือหล่นบนหาดทราย แล้วคลื่นก็พามันกลับลงทะเลไปด้วย

แฮริสกับอัลร้องเสียงหลงแทบจะพร้อมกัน “ริคกี้! ไม่ตลกนะ!”

“พวกนายทำให้ฉันเผลอปล่อยมันทิ้งเองนะ!”

พวกเขาควานหากุญแจจนกระทั่งอัลเห็นคลื่นซัดมันกลับมาเกยหาด

“ดูนี่สิ” อัลว่าพลางมองน้ำซึมเข้าไปตามร่องเล็กๆของกุญแจแล้วหมายเลขก็ปรากฏขึ้นมา“25923”

“มันคือหมายเลขอะไร?”

“กุญแจรถยนต์?” 

“คงไม่ใช่กุญแจรถยนต์ของชาลส์หรอกใช่ไหม?”

“ฉันไม่คิดว่ามันเป็นกุญแจรถยนต์หรอกนะ”ริคบอกโดยฉับไว“อย่าลืมสิว่าชาลส์ไม่ได้อยู่ที่นี่ รถของเขาต้องไม่อยู่ในเมืองนี้ ... เขาไม่มีทางบอกป้ายทะเบียนรถตัวเองให้พวกเรารู้แน่ๆ ... ลองคิดใหม่ กุญแจมาพร้อมกับกระดาษหนึ่งแผ่นมันสัมพันธ์กันอย่างไร?”

“นั่นสิ สำหรับให้รถจอด กับ 25923 มันมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะ?”

“เราค่อยๆหาความสัมพันธ์ของมันทีละนิด”แฮริสพูดพลางหยิบกระดาษมาวางบนลานหินอ่อนและวางกุญแจไว้ใกล้ๆกัน “สำหรับให้รถจอดคืออะไร?”

“ลานจอดรถ”อัลกล่าวสวนอย่างรู้ดี

แฮริสเอียงคอมองเพื่อน “ก็ถูกของนาย ... แต่นายน่าจะลองเสนอความคิดอื่นๆบ้างดีไหม?”

“ถ้าไม่ใช่ลานจอดรถแล้วจะเป็นที่ไหน?”อัลสงสัยหันไปปรายตามองใส่ริคซึ่งยักไหล่ตอบ

“ข้างถนน? หน้าบ้าน? ... หรือว่าจะเป็นโรงเก็บรถ?”

แฮริสฟังริคพูดก่อนจะหมุนปากกาจดข้อความลงไปบนกระดาษ “เราเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน”กล่าวพร้อมเลื่อนนิ้วชี้ไปยังกุญแจ “คราวนี้ตัวเลขห้าตัว ...พวกนายนึกถึงอะไร?”

อัลเลื่อนมือเกาศีรษะ “นายหมายถึง ...?”

“สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองของนายทันทีที่เห็นตัวเลขนี้บนกุญแจน่ะ”แฮริสว่าพลางเขียนสิ่งที่ตนเองคิด

“ฮ่ะ! อะไรน่ะ? อาจารย์ดาวนีย์?”ริคอ่านข้อความที่แฮริสเขียนแล้วก็แทบจะหลุดขำ “นายนึกถึงอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์?”

“ก็นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดนี่ ... เขาตรวจการบ้านของฉันผิดไปสองข้อ”แฮริสฉีกยิ้มกว้างไม่สนใจอัลซึ่งโก่งตัวหัวเราะ “เอาล่ะ พวกนายนึกถึงอะไรอีกก็รีบบอกมา”

“รหัสสินค้า”ริคกล่าวพลางครุ่นคิดหนัก “รหัสบัตรหรืออาจจะเป็นวันเดือนปีเกิดของชาลส์”

“นายคิดว่าเป็นรหัส?”แฮริสถามก่อนที่ริคจะพยักหน้า

“ฉันนึกถึงนักกีฬา”อัลเบิร์ตบอกแล้วสองหนุ่มก็หันไปมอง “นึกถึงเพื่อนๆตอนที่ซ้อมกีฬาในสนาม”

“คำตอบฟังดูไร้สาระ”

“ของนายก็ไร้สาระนะแฮริส อาจารย์ดาวนีย์ไม่เกี่ยวกับตัวเลขห้าตัว”อัลเบิร์ตรีบแย้ง

“มันเกี่ยวตรงที่ตัวเลขทำให้ฉันนึกถึงเขาเพราะเขาเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ แต่นักกีฬาไม่เกี่ยวกับตัวเลขห้าตัว”แฮริสหน้ามุ่ย

“เกี่ยวสิ เพราะฉันกำลังนึกถึงตอนที่ทุกคนต้องยืนกอดคอกันเป็นวงกลมเพื่อสร้างสปิริตก่อนลงสนามน่ะ”อัลว่าพลางเลื่อนนิ้วกลางอากาศ “ฉันจะวิ่งรอบทุกคนครั้งหนึ่งแล้วก็กอดคอกับเพื่อน ส่งเสียงตะโกนดังๆ”

“แล้วไง?”

“ตอนที่ฉันวิ่งไปด้านหลัง ฉันจะเห็นหมายเลขเสื้อของทุกคนเรียงต่อกัน”

“อ้อ ... ฉันไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อน”ริคเบิกตามองเพื่อนแล้วอัลเบิร์ตก็ยักคิ้วให้

แฮริสฟังพลางเท้าศอกกับลานหินอ่อน จับจ้องมองสิ่งที่ตนเองเขียนตาไม่กระพริบ “หมายเลขเรียงต่อกัน”นิ้วย้ำบนอักษรทีละบรรทัดอย่างพินิจพิจารณา “รหัส ... เรียงต่อกัน”

“นายคิดอะไรอยู่?”อัลหันไปถามแฮริสซึ่งก้มหน้างุดๆบนกระดาษ แล้วผู้เป็นเพื่อนก็ยกมือห้ามเป็นเชิงบอกให้เงียบ

แฮริสจดบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมลงไปในกระดาษอีก “ฉันกำลังคิดว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ตัวเลขทั้งห้าตัวคือรหัสที่เรียงต่อกัน”

“หมายเลขคือรหัส”อัลพึมพำเสียงแผ่ว

“ตัวเลขอาจจะแทนด้วยคำหรือความหมายบางอย่าง”ริคคิดขณะหันไปมองชายหาดซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินอาดๆผ่านผืนทราย “ภาษาอังการาส”

คำพูดเปรยเบาๆของริคทำให้แฮริสเอะใจ “ใช่ น่าจะเป็นภาษาอังการาส”

“ตัวเลขแทนอักษรภาษาอังการาสน่ะหรือ?”อัลเบิร์ตกำลังงุนงงขณะมองเพื่อนๆสนทนากัน “แทนยังไง?”

“ไม่รู้สิ ... เราต้องเริ่มจากการเดา”แฮริสกล่าวพลางเขียนตัวเลขทั้งหมดเป็นภาษาอังการาส “Two-Five-Nine-Two-Three”

“ลองสลับตัวอักษรดูก็อาจจะได้ความหมายใหม่นะ”ริคพูดพลางชี้นิ้วสลับไปมาบนกระดาษ ไม่ทันที่แฮริสจะเริ่มต้นเขียนเขาก็หันมาชำเลืองมองเพื่อนเสียก่อน

“นายรู้ไหมว่าหากใช้วิธีที่นายเสนอ จำนวนวิธีที่เป็นไปได้ที่ฉันจะต้องนั่งสลับตัวอักษรทุกตัวให้ครบมีมากกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบล้านล้านวิธี”บอกพลางชูกระดาษแสดงตัวเลขจากการหาความน่าจะเป็นให้เพื่อนดู

“ถ้าอย่างนั้นก็เดาใหม่”ริคบอกอย่างไม่ลังเล

“เมื่อตะกี้นี้ริคกี้บอกว่า 25923 อาจจะเป็นวันเดือนปีใช่ไหม?”อัลเอ่ยขึ้น “วันที่ 25 เดือน 9 ปี 23 คือวันอะไร?”ทุกคนต้องมองหน้ากันเองแล้วจึงกระพริบตาปริบๆ

“อืม ... ปี 23 คงไม่ใช่ปีเกิดแน่ๆ”

“เราไม่รู้ว่าชาลส์หมายถึงทศวรรษไหนและวันที่ 25 ก็ไม่ใช่วันสำคัญของคนครีตชาย”

“คงไม่ใช่วิธีนี้แน่ๆ”แฮริสพูดจบก็ขีดค่าความเห็นของริคออกก่อนจะถอนหายใจยาวๆ “สิ่งที่เขาใบ้ต้องไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปที่เราจะค้นหาคำตอบภายในระยะเวลาสั้นๆ”พูดจบก็หันไปมองสองสาวชาวอังการาสผมสีบลอนด์ยาวสลวยเดินผ่านไปด้วยท่าทีสง่า พวกเธอหัวเราะคิกคักขณะย่างเท้าลงไปบนหาดทราย

“25-9-23 อย่างนั้นหรือ?”

“25-9-23?”แฮริสหันมามองเด็กหนุ่มซึ่งกำลังใช้ความคิดก่อนจะลองจดตัวเลขแยกกันตามที่ริคพึมพำ เขากวาดตามองสองรอบแล้วจู่ๆก็เบิกตาโพลง “เฮ้! พรรคพวก! ฉันคิดว่าฉันน่าจะรู้แล้วนะ”

ทั้งริคและอัลรีบก้มหน้ามองกระดาษทันทีเมื่อแฮริสขีดค่าหน้ากระดาษทิ้งทั้งแผ่น พลิกหน้าใหม่แล้วก็เริ่มเขียนบางอย่างอีกครั้ง

Beibc,Yibc,Yiw

“มันคืออะไร?”อัลถาม

“ดูให้ดี”แฮริสบอกพลางชี้นิ้ว “ฉันคิดว่าตัวเลขทั้งห้าอาจจะหมายถึงตัวอักษรภาษาอังการาสน่ะ”

“ใช่ ฉันรู้ ... ฉันหมายถึง ... พวกเรารู้ว่ามันต้องเป็นภาษาอังการาส”อัลบอก “แต่สิ่งที่นายเขียนคือ ...?”

“คือลำดับตัวอักษรในภาษาอังการาสยังไงล่ะ”แฮริสกล่าวรัวเร็ว “อักษร a คือลำดับที่หนึ่ง b คือลำดับที่สอง ,,, ไล่ไปจนครบยี่สิบหกลำดับโดยลำดับสุดท้ายคือ z”

เพื่อนทั้งสองพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ความน่าจะเป็นที่จะจัดตัวเลขได้มีเพียงแค่สี่รูปแบบคือ 2-5-9-2-3, 25-9-2-3, 2-5-9-23, และ 25-9-23 คราวนี้เราลองแทนตัวอักษรภาษาอังการาสลงไปในแต่ละตำแหน่งก็จะได้แบบนี้”

 

2-5-9-2-3 = B-e-i-b-c

25-9-2-3 = Y-i-b-c

2-5-9-23 = B-e-i-w

25-9-23 = Y-i-w

 

“คราวนี้เรามาดูสิ่งที่อยู่ในกระดาษของชาลส์”

สำหรับให้รถจอด

“นายบอกฉันว่ามันคือลานจอดรถ”แฮริสชี้นิ้วใส่เพื่อน “ในภาษาอังการาสคือ ...”

“Parking lot” ริคเอ่ยขึ้น

“ถูกต้อง”แฮริสยิ้มกริ่ม “คราวนี้เราก็รู้ความหมายของสิ่งสองสิ่งที่ชาลส์ให้มาแล้ว”พูดพร้อมชูกุญแจให้เพื่อนๆดู “กุญแจสัมพันธ์กับกระดาษ ... ความหมายของกุญแจต้องเป็นหนึ่งในสี่คำที่ฉันเขียนขึ้น ส่วนความหมายในกระดาษก็เป็นได้แค่อย่างเดียวคือ ... Park”

อัลฟังพลางเลื่อนตัวหยิบแผนที่มากางบนพื้น เขาจดจ้องมองชื่อเมืองต่างๆอย่างละเอียดแล้วจู่ๆก็ตะโกนขึ้นมาว่า“เมืองYiw Park!”

“ถูกของนาย ฉันเชื่ออีกด้วยว่าชาลส์ต้องหมายถึงสวนสาธารณะ Yiw Park”

“อ้อ! เข้าใจล่ะ!”ริคทุบมือตัวเอง “ฉันลืมนึกถึงคำว่า Park ที่นอกจากจะหมายถึงลานจอดรถแล้วยังสามารถหมายถึงสวนสาธารณะ (Public Park)ได้ด้วย”

“เจ๋งไหมล่ะ! มีงานให้ทำต่อแล้วล่ะพรรคพวก!”แฮริสตบมือไฮไฟฟ์กับเพื่อนก่อนจะรีบเก็บของและวิ่งนำอีกสองหนุ่มกลับไปยังรถยนต์ด้วยสีหน้าร่าเริงเป็นที่สุด

 

 
To Be Continued .........

เริ่มมีปริศนาให้ขบคิดแล้ว ฮา... เป็นยังไงบ้างคะ?


 




NEKOPOST.NET