DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 3 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.3 - ปริศนาเริ่มแล้ว!!


ปริศนาแรกจากชาลส์ ฮัสกิน

 

ดอนการ์ด ...

ริคก้มมองคอนแทคเลนส์สีฟ้าประกายเงินภายในกล่องผ้าด้วยความสงสัยอยู่ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มตอบไม่ได้หรอกว่ามันแตกต่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กชนิดอื่นๆเช่นไร ทว่าคำแนะนำจากแทบบินส์ มอร์นากีย์อาจจะช่วยเหลือเขาได้

เด็กหนุ่มรีบเดินเข้าห้องน้ำแล้วถอดแว่นตากรอบดำอันเก่าก่อนจะจัดแจงใส่คอนแทคเลนส์พร้อมสำรวจตัวเองในกระจก

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของเขาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนเปลงประกายระยิบระยับช่างแลดูไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เขารู้สึกราวกับว่าดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องจับกินตับใครสักคนขณะมองตัวเองในกระจก

ริคโทเฟ่นยืนนิ่งรอให้ตนเองพบกับบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากสวมใส่ดอนการ์ดเพราะตามที่แทบบินส์แจ้งเอาไว้ว่าดอนการ์ดมีข้อมูลลับซ่อนอยู่เขาก็ควรจะสังเกตเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากคอนแทคเลนส์ชิ้นนี้ ทว่าหลังจากยืนนิ่งผ่านไปราวๆสิบนาที เขาก็ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ริคจึงลองเลื่อนมือเปิดหนังตาของตนเอง สำรวจความผิดปกติก่อนที่เสียงออดหน้าบ้านจะดังขึ้น

กิ๊งก่อง

เขาสะดุ้งสุดตัวหันไปมองประตูห้องน้ำที่เปิดทิ้งไว้แล้วจึงตะโกนให้พ่อได้ยิน “ผมกำลังจะไปเปิดเดี๋ยวนี้ล่ะ!” ว่าจบก็สบถด้วยความหัวเสียก่อนจะรีบเดินตึงๆไปเปิดประตูต้อนรับพ่อของตน

“ตาของแกเป็นอะไร?”คุณเลมเบอสท์ย่นคิ้วหนาๆจดจ้องมองลูกชาย

“อ้อ ... เอ่อ คือว่า ... ผมซื้อคอนแทคเลนส์เมื่อวานนี้”ริคโทเฟ่นยิ้มแหยๆตอบ

“แกก็รู้ว่าแกควรจะบอกและปรึกษาฉันก่อน”

ริคยักไหล่

“ว่าแต่แกใส่คอนแทคเลนส์เป็นด้วยเหรอ?”

“ผมเพิ่งเรียนรู้วิธีใช้เมื่อวาน”บอกรัวเร็วแล้วจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง“วันนี้ผมไปเที่ยวที่เมืองท่าชินซูรีกับอัลและแฮริสนะ ผมเคยบอกพ่อเรื่องนี้ไปแล้วตั้งแต่ตอนเปิดเทอม”

“ตามใจแก ระวังตัวให้ดี” คุณเลมเบอสท์ฟังคำรายงานของลูกชายแล้วจึงพยักพเยิดหน้าอย่างขอไปทีก่อนจะเดินเข้าห้องครัวเตรียมชงกาแฟ

ริคต้องโคลงศีรษะมองดูท่าทีไม่กล่าวห้ามของผู้เป็นพ่อแล้วจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปเก็บสัมภาระในห้องนอนก่อนจะยืนจ้องตัวเองในกระจกต่ออีกนับชั่วโมงเพื่อรอให้สิ่งที่คาดว่าจะเปลี่ยนไปโดยการทำงานของดอนการ์ดเกิดขึ้น แต่แล้วริคก็ต้องผิดหวังอีกเช่นเคย

“มันคงเป็นแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ธรรมดา ... หรือบางทีประสิทธิภาพของดอนการ์ดอาจจะถูกทำลายไประหว่างหลอมเพื่อฝังมันลงไปในเนื้อเลนส์ มันคงพังแล้วล่ะมั้ง”

พัง? .... ดอนการ์ดพังแล้ว?

ถ้าหากมันพังแล้วจะทำเช่นไรได้? มันคงเป็นเพียงสิ่งของไม่มีค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้น

เด็กหนุ่มเลิกสนใจทันทีที่ได้ยินเสียงแตรหน้าบ้าน เขารีบแบกสัมภาระเดินไปที่รถเปิดประทุนคันสีเหลืองสดของแฮริสก่อนจะเอ่ยทักทายเพื่อนทั้งสอง 

“นายใส่คอนแทคเลนส์?”

“ใช่ นายวางแผนเที่ยวเอาไว้แล้วใช่ไหม?”

“ไม่เลยสักนิด”แฮริสตอบโดยไม่ต้องคิด “เอาไว้ไปถึงหน้าหาดแล้วค่อยว่ากันอีกที”

ริคต้องถอนหายใจใส่ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง

ในวันนี้ทั้งสามหนุ่มเดินทางหลายร้อยไมล์เข้าสู่เขตเมืองท่าชินซูรีอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆของสาธารณรัฐครีตชาย ชินซูรีมีท่าเรือหลายแห่งสำหรับติดต่อการค้าและงานธุรกิจต่างประเทศ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเก็บภาพทิวทัศน์สวยๆไว้เป็นที่ระลึก

สามหนุ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่จากเมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซจนไปถึงเมืองท่าในอีกสามชั่วโมงถัดมา

แฮริสบอกให้อัลเบิร์ตจอดรถหน้าหาดพุลุนกิลด์ แล้วสามหนุ่มก็เดินออกมาเหยียบย่างบนทรายขาวละเอียดยิบ สูดรับอากาศบริสุทธิ์หน้าชายหาดเข้าเต็มปอด น้ำทะเลสีครามสดกว้างสุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นซัดกระเซ็นสาดฟังดูคล้ายเสียงดนตรีเบาๆคลอด้วยท่วงทำนองที่ผ่อนคลาย สถานที่แห่งนี้เป็นชายหาดที่มีความยาวมากที่สุดของประเทศ ความสวยงามของหาดซึ่งรายล้อมด้วยต้นสนทะเลตลอดแนวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาที่นี่ตลอดปี  มีสนามหญ้ากว้างและลานหินอ่อนเป็นทางเดินยาวทอดตามแนวหาดมากกว่าสามไมล์

เด็กหนุ่มปูผ้าผืนใหญ่ใต้ต้นไม้ในขณะที่อัลกับแฮริสเดินไปซื้ออาหารว่างด้วยกัน

ริคสวมแว่นตากันแดด มองหาดอย่างสงบรอเพื่อนๆอย่างสบายอกสบายใจ แล้วจู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น เธอพูดภาษาคุนนาเซียนด้วยสำเนียงที่ชัดเจน

“สะเจอดู  อานดาด”

ริคเผยอเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะใช้ข้อศอกชันตัวมองเรือนร่างหญิงสาวตรงหน้าผู้มีใบหน้าหวานประดับด้วยรอยยิ้มแฉล้ม ผมสีน้ำตาลอ่อน เอวบางร่างน้อยแล้วก็นุ่งน้อยด้วย

ริคสบสายตากับเธออยู่นานพอควรระหว่างนึกแปลภาษาคุนนาเซียน

“โอเล็ตต้าค่ะ”

ลมเย็นๆพัดผ้าพองๆของริคโทเฟ่นทำให้กระดุมเม็ดบนต่ำลงมาจากคอเสื้อปลดออก เผยให้เห็นอกได้รูปอย่างชัดเจน หญิงสาวมองด้วยความพึงพอใจพลางเม้มปากยิ้มให้  

เด็กหนุ่มทักทายตามมารยาทแล้วจึงผละสายตาไปจากเธอ ทว่าหญิงสาวต่างชาติรายนี้ก็พยายามปรายตาหวานหว่านเสน่ห์ คราแรกเธอนั่งอยู่ปลายขาของริคโทเฟ่น แต่แล้วต่อมาก็ค่อยๆคลานคืบเข้ามาใกล้ๆ เธอสะบัดผมสลวยเป็นครั้งคราว สายตาบ่งบอกว่าถูกใจริคไม่น้อยเลยทีเดียว เธอเท้าแขนลงบนเสื่อข้างเอวของเด็กหนุ่ม อกนวลกลมกลึงปรากฏเห็นเด่นชัดโดยไม่จำเป็นต้องแอบเหลือบมอง 

ริคโทเฟ่นสุดจะทานทนกับการแสดงออกอย่างน่ารังเกียจของฝ่ายหญิง เขาตวาดเธอลั่น เขาไม่สนใจหรอกว่าหญิงสาวเป็นใครมาจากไหน เขาด่าเป็นภาษาคุนนาเซียนอย่างเชี่ยวชาญจนเธอนั่งกระพริบตาปริบๆตกตะลึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในทันที

เมื่อแฮริสและอัลเบิร์ตกลับมาพร้อมอาหารกลางวัน พวกเขาก็ต้องยืนนิ่งมองดูริคอารมณ์ร้อนๆลุกขึ้นจากเสื่อก่อนจะจับปลายเสื่อกระชากสุดแขนจนหญิงสาวกลิ้งหลุนๆคลุกกับพื้นทราย บรรดาเพื่อนๆของเธอก็รีบถลาตัวเข้ามาหาก่อนที่เด็กหนุ่มจะเก็บสัมภาระ เดินปึงปังโมโหสุดขีดกลับขึ้นไปบนลานหินอ่อน

อัลเบิร์ตกับแฮริสต้องหัวเราะแห้งๆทิ้งท้ายด้วยการถอนลมหายใจยาวๆ

“ทำไมชีวิตนี้ฉันจึงต้องเจอผู้หญิงที่รุกเข้าใส่เสมอๆแบบนี้ด้วยนะ!?”

“มีผู้หญิงชอบก็ดีแล้วนี่! สาวในอุดมคติของนายเป็นแม่ศรีเรือนหรือยังไง? บ่นเก่งชะมัดริคกี้”แฮริสนิ่วหน้าหยิบปลาหมึกย่างออกมาทานระหว่างเหลือบสายตามองหญิงสาวนามโอเล็ตต้าบนหาดทรายเดินลงไปในทะเลและสนทนากับเพื่อนของเธอด้วยความไม่พอใจ

“ผู้หญิงดีๆสักคนหายาก พ่อของฉันพูดไม่เคยผิด”ริคโมโหจัด เขามักจะได้ยินคำว่ากล่าวเสียๆหายๆของผู้หญิงจากพ่อของตัวเองเสมอๆ

“ฉันคงเล่นด้วยแน่ๆถ้าหากผู้หญิงสวยๆให้ท่าแบบนี้”อัลยิ้มกริ่มมองดูแฮริสยักคิ้วตอบ

“ไม่เอาด้วยหรอก ขอบคุณ”ริคต้องสบถอย่างอารมณ์เสียระหว่างทานอาหารกลางวันอย่างไม่ประทับใจ “หากฉันให้เกียรติผู้หญิง ผู้หญิงก็ควรให้เกียรติฉันบ้าง”

“สุภาพบุรุษเสมอล่ะ!”

“เปล่า แฮริส ... ฉันชอบความยุติธรรมต่างหาก”

“นายจะหาความยุติธรรมจากอารมณ์พิศวาสหรือความรักไม่ได้หรอกนะริคกี้”

“ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น ... พ่อไม่อนุญาตให้ฉันมีแฟน”

“เขาไม่เคยพูด! นายโตแล้วนะสหาย! นายแค่เดินเลียบหาดไปเพียงสองสามนาทีก็คงเดินควงแขนผู้หญิงกลับขึ้นมาด้วยสักคน แต่นายพยายามบังคับให้ตัวเองต่อต้านความคิดที่เจ๋งสุดๆนั้นไป! ตลกชะมัด ... นายไม่กล้าแม้กระทั่งจูบผู้หญิง!”

“โอ้! ขอร้องล่ะแฮริส อย่าพูดจะดีกว่าไหม? นายกำลังทำให้ฉันนึกถึงเมื่อก่อนตอนที่ฉันลงมือทำร้ายผู้หญิงได้อย่างน่าตาเฉย!”

“การเถียงริคกี้ไม่เคยมีวันชนะหรอกแฮริส พอเถอะ ...”อัลปราม

“ก็ได้ๆ ฉันจะไม่พูด”แฮริสยกมือโบกเบาๆบ่ายตัวหนีสีหน้าบูดบึ้งของริคโทเฟ่น “ใครเปลี่ยนทัศนะคติของริคกี้ได้ก็คงจะเจ๋งมากๆเท่านั้นล่ะ”

“เฉยเถอะน่า”ริคหรี่ตามองเพื่อน

อัลเบิร์ตต้องถอนหายใจ มองลิงน้อยทั้งสองจ้องตากันราวกับกำลังหาจังหวะดีๆกระโดดใส่ตะลุมบอน

ริคไม่ชอบให้เพื่อนๆกล่าวถึงปฏิสัมพันธ์ของตนเองกับผู้หญิง เขาเคยรังแกพวกเธอเหมือนที่เขาต่อยหมัดหนักใส่ผู้ชายไม่ยั้งมือ อีกทั้งคำพูดกรอกหูของพ่อซึ่งแสดงความดูถูกผู้หญิงสมัยนี้ยิ่งสร้างมโนภาพที่แย่มากของเพศตรงข้ามแก่ริค

“นายต้องเปิดหูเปิดตาได้แล้วล่ะริคกี้!”

“ฉันก็ไม่เคยบอกว่าฉันรังเกียจผู้หญิงจริงๆเสียหน่อย”เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ

“นายเคยบอกว่าเฮนดริน่าสวยที่สุดในเบลเฟอร์เรต์จริงไหม?”แฮริสมองเพื่อนยักไหล่ “นายก็จีบเธอสิ”

“ไม่หรอก ขอบคุณ”ริคกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย “เธอเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง”

“พอเถอะ แฮริส”อัลเบิร์ตต้องส่ายหน้า

“ฉันพยายามสร้างความกล้าให้ริคกี้อยู่นะ!”

“ไม่ต้องสร้างฉันก็จีบผู้หญิงเป็นอยู่แล้วล่ะแฮริส ... ฉันก็แค่ไม่เจอคนที่ถูกใจ”

แฮริสยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาบ่ายหน้าไปมองหญิงสาวผิวสีแทนนุ่งบิกินี่สีแดงสุดเซกซี่ รูปหน้าเรียวสวยภายใต้เรือนผมสีดำสลวย สายตาอันเย้ายวนและร้อนแรงนั้นดึงดูดให้เขาต้องเผลอมองตามตาไม่กระพริบ “แล้วถ้าหากเป็นผู้หญิงคนนั้น นายจะถูกใจหรือเปล่า?”

ริคชำเลืองสายตามองตามเพื่อน แล้วทั้งสามก็ต้องอ้าปากค้างให้กับความงดงามโดดเด่นบนร่างบางระหงของหญิงสาว เธอย้ายสะโพกช้าๆเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยพร้อมรอยยิ้มน้อยๆแตะแต้มบนริมฝีปากสีแดงอวบอิ่ม

หญิงสาวค่อยๆถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นเรียวตาคมกริบแทบจะเชือดเฉือนเด็กหนุ่มทั้งสามคนจนหัวใจละลายหายไปกับเกลียวคลื่นในทะเล

เธอจับจ้องมองริคโทเฟ่นด้วยความสนใจก่อนจะยื่นมือไปเบื้องหน้า

“สวัสดีจ้ะ”

ริคค่อยๆยื่นมือเขย่าเบาๆตอบก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“ฉันชื่อกวินเวียร์ เอียน ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ผมชื่อแฮริส”เด็กหนุ่มรีบเบียดริคแล้วจึงกล่าวแนะนำตัวพลางยักคิ้วหลิ่วตา “แล้วก็นั่นคืออัลเบิร์ต แล้วก็นี่คือ ...”

“ริคโทเฟ่น เลมเบอสท์ ลูกชายของผู้บังคับบัญชามณฑลที่สามแห่งครีตเชีย”เธอพูดแทรกเสียเต็มยศจนเด็กหนุ่มต้องอ้าปากหวอ มองอีกฝ่ายอย่างสงสัย

“คุณรู้จักผม? คุณคงเป็นชาวต่างชาติ?”

“แน่นอน”เธอเอียงคอน้อยๆก่อนจะเลื่อนมือรับน้ำเย็นๆจากอัลเบิร์ตแล้วจึงกล่าวขอบคุณ “ฉันเป็นคนอิตาลี”

“มาพักผ่อนสินะครับ”แฮริสฉีกยิ้มกว้าง

“เปล่าหรอก มาถ่ายแบบน่ะ”

“เป็นนางแบบ?”อัลเบิร์ตถามอย่างใคร่รู้

“ถูกต้อง ... อันที่จริงฉันตั้งใจจะมาพักผ่อนบนหาดพุลุนกิลด์พร้อมกับคู่หมั้น”

“คู่หมั้น?”อัลเบิร์ตและแฮริสต้องเอียงศีรษะนึกเสียดายคนสวย แน่นอนว่ากวินเวียร์คงแก่กว่าพวกเขาอย่างน้อยก็เจ็ดหรือแปดปีทีเดียว

“ฉันเป็นคู่หมั้นของชาลส์ ฮัสกิน”เธอบอกก่อนที่ริคจะใช้เวลานึกครู่หนึ่งแล้วจึงเบิกตาโต

“ชาลส์ ฮัสกิน! ... เพื่อนของ ...”

“ใช่แล้ว เพื่อนของเจ้าหน้าที่พอล เลปเปนลาฟ”

“ใครคือชาลส์?”แฮริสสงสัย “เป็นเพื่อนของพอล เลปเปนลาฟอย่างนั้นหรือ? ชาลส์เป็นเพื่อนของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับแนวหน้าของครีตเชีย?"

“เข้าใจเร็วนะ ฉันคงไม่ต้องพูดให้มากความ ... ฉันมีหน้าที่เพียงนำคำขอร้องของชาลส์บอกแก่พวกเธอ”กวินเวียร์เลื่อนตัวลงนั่งบนเสื่อ กวาดสายตามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์ทว่าริคกลับต้องย่นคิ้วหนาของตนสบสายตามองเธอด้วยความไม่พอใจ

“พรรคพวก ตอนนี้พวกเรากำลังถูกเจ้าหน้าที่จับตามองอยู่ ... คุณตามหาพวกเราเจอและรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่ก็เพราะเจ้าหน้าที่สังเกตพวกเราอยู่ใช่ไหม?”

กวินเวียร์ต้องหัวเราะร่วนชอบใจ “เธอคงมีประสบการณ์ถูกสะกดรอยบ่อยๆสินะ พอลไม่ได้โกหก เธอคงเคยเดินเข้าไปท้าต่อยเจ้าหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย”

ริคโทเฟ่นต้องยักไหล่ขณะที่อีกฝ่ายเอ่ยชมในความกล้าหาญผิดที่ผิดเวลาของเขา

“ตอนนี้ชาลส์อยากเจอเธอมากเลยล่ะ!”กวินเวียร์สบสายตามองพวกเขาอย่างจริงจัง

“ผมมาพักผ่อน ไม่ได้ต้องการถูกใครเรียกไปสอบสวน”ริคไม่ชอบใจ

“เปล่า เธอไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ครีตเชียตามมาสอบสวนเธอหรอกนะ”กวินเวียร์กล่าวตามตรง “ชาลส์เตรียมเกมบางอย่างเอาไว้ให้พวกเธอสามคน”

“เกม?”อัลเปรยแผ่วๆ

“เกมเล่นเป็นบทนักสืบ”

“อะไรนะ?”ทั้งสามแทบจะเอ่ยพร้อมกัน

“ฉันพูดตามนั้น ... มันคือเกมบอกใบ้เพื่อตามหาตัวชาลส์ เขามักจะสร้างเกมแบบนี้เสมอๆแต่ไม่มีใครเคยเล่นผ่าน คงมีเพียงเด็กอัจฉริยะคนเดียวที่เอาชนะเกมของเขาได้”

“มันคงไม่ยากนักหรอก”แฮริสกับอัลเบิร์ตหัวเราะกันเอง

“เดี๋ยวพวกเธอก็จะได้รู้”กวินเวียร์กล่าวอย่างท้าทาย

“เด็กอัจฉริยะนั่นเป็นใคร?”ริคสงสัย

“เฮดรัล เฮคเทล”

“อะไรนะ!”แฮริสหันไปเบิกตาตกใจ “เฮดรัลเล่นเกมของชาลส์อย่างนั้นเหรอ? ... ไม่ธรรมดา!”

“นายรู้จักเฮดรัล เฮคเทล?”

“ก็แค่เคยได้ยินชื่อ”แฮริสพยายามเลี่ยงตอบ เขาใช้สายตาปรามเพื่อนๆ

“เขาคงเก่งมากสินะ”ริคเริ่มสนใจเกมของชาลส์ ฮัสกินขึ้นมาบ้างแล้ว “เลปเปนลาฟก็บอกผมว่าชาลส์ต้องสร้างเรื่องประหลาดใจให้แก่พวกเรา ดูเหมือนพวกเราคงต้องเล่นเกมของเขา”

“ตกลงไหมล่ะ?”กวินเวียร์หัวเราะเบาๆ

อัลเบิร์ตยิ้มกริ่ม เขาเห็นแววตาเปล่งประกายของแฮริสและริคโทเฟ่นแล้วก็รู้สึกสนุกขึ้นมาในทันที

“ก็ดีครับ เกมของชาลส์ ฮัสกินเป็นยังไง?”

กวินเวียร์เม้มริมฝีปากช้าๆก่อนจะเริ่มต้นอธิบาย “เธอควรรู้จักชาลส์ก่อนนะ ... ชาลส์เป็นชาวอังกฤษที่ตอนนี้ถือสัญชาติอิตาลี เขาเป็นนักถ่ายรูปชื่อดังในวงการช่างถ่ายภาพธรรมชาติ  เขามีนิสัยค่อนข้างจะสนุกสนานกับการท่องเที่ยวแล้วก็ชอบเรื่องสืบสวนสอบสวนเป็นชีวิตจิตใจ ชาลส์อายุสามสิบหกปี ตัวสูงใหญ่รูปร่างดีผิวสีแทน ... ฟังให้ดีนะ นับตั้งแต่ที่ฉันและเขาเดินทางมาถึงเมืองท่าชินซูรี เขาก็แยกตัวเดินทางไปถ่ายรูปธรรมชาติเพียงลำพังที่เกาะซันแลนด์  เกาะมิลยาร์ดและครั้งสุดท้ายพักในลอนเดรียที่ย่านสามศิลาแดง ... ฉันเจอเขาเมื่อวันก่อนนี้เอง”กวินเวียร์บอกพลางถือวิสาสะหยิบปากกาและกระดาษโน้ตของแฮริสบนกระเป๋าเป้ก่อนจะจดข้อมูลเหล่านั้นเป็นภาษาครีตชีนาเดียน “โอเค ฉันรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนแต่ฉันไม่มีทางบอกพวกเธอหรอกจริงไหม? มันเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่จะต้องตามหาชาลส์”

“ตามหาชาลส์ ฮัสกิน”ริคโทเฟ่นพึมพำ

“ชาลส์ได้ทิ้งปริศนาเตรียมไว้ให้พวกเธอในสถานที่ที่เขาเดินทางไป”

“น่าสนุกดีนี่”ริคยิ้มพราย

“ฉันบอกใบ้ให้พวกเธอได้แค่เพียงว่า เธอต้องค้นหาว่าย่านสามศิลาแดงในลอนเดรียอยู่ที่ไหน ... ทันทีที่ฉันเดินออกจากเสื่อผืนนี้ ฉันจะกลับไปยังจุดวางสัมภาระเพื่อติดต่อบอกชาลส์ว่าการตกลงข้อเสนอครั้งนี้สมบูรณ์แบบ พวกเธอมีเวลาสามวันในการตามหาตัวของเขา”

“ถ้าพวกเราหาเขาไม่พบภายในสามวันล่ะ?”

“ชาลส์ก็คงกลับอิตาลีไปแล้ว”กวินเวียร์เผยยิ้มบาง

ทั้งสามพยักหน้ารับ“ก็ได้ ผมยินดีเสี่ยงเล่นเกมนี้”อัลเบิร์ตบอก

กวินเวียร์หัวเราะพออกพอใจ “อ้อ แล้วก็อย่าลืม ฝากบอกชาลส์ด้วยนะว่าฉันจะรอเขาที่หาดพุลุนกิลด์แห่งนี้หลังจากถ่ายแบบเสร็จในอีกสามวันข้างหน้า”

“ยินดีเสมอครับคุณผู้หญิง”แฮริสถือโอกาสจูบมือของหล่อนก่อนจะกล่าวลา

ริคโทเฟ่นก้มลงมองโน้ตเล็กๆที่หญิงสาวเขียนให้ “เล่นเกมเป็นนักสืบหรือ? ... ก็ไม่เลว”

“ใช่ ไม่เลวเลยล่ะ!”

 

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\

 

คืนแรกในเมืองท่าชินซูรี สามหนุ่มพักในโรงแรมชั้นหรูซึ่งค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกโดยแฮริสัน  นิลบาเล็ต นามสกุลของเขาทำให้ห้องพักระดับบุคคลพิเศษลดลงครึ่งหนึ่ง

ริคโทเฟ่นตื่นเช้าที่สุด เขานั่งดูโทรทัศน์เกี่ยวกับข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแล้วจึงหันไปมองดูดอนการ์ดบนกระเป๋าสัมภาระ เขามัวแต่ลังเล ... ไม่รู้ว่าควรจะสวมมันต่ออีกหรือไม่ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์สำหรับเขา แต่สุดท้ายแล้วริคก็ตัดสินใจลองสวมดอนการ์ดก่อนจะเดินลงมารับประทานอาหารบริเวณชั้นล่างสุดของโรงแรม

ไม่นานนักเพื่อนเกลอทั้งสองก็เดินสนทนาเสียงดังไม่เกรงใจใครเข้ามาตักอาหารบุฟเฟ่ต์โดยไม่ลืมที่จะนำแผนที่แผ่นใหญ่ซึ่งพวกเขาซื้อที่จุดบริการนักท่องเที่ยวบริเวณหัวมุมถนนใกล้ๆโรงแรมมาด้วย ทั้งสามจึงเริ่มต้นสนทนาเรื่องย่านสามศิลาแดงระหว่างทานอาหารอย่างจริงจัง

“กวินเวียร์ เอียนเป็นชาวอิตาลีที่พูดภาษาตัวเองไม่ได้แต่ฟังภาษาอิตาเลียนเข้าใจทุกคำ เอ้อ ... นั่นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกๆแห่งทั่วโลกนับตั้งแต่ยุคมหาสงคราม รวมถึงประเทศของเราด้วย ... ให้ตายเถอะ! นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงวิชาสังคมเสียหน่อย ฉันกำลังจะบอกว่าเธอเป็นนางแบบที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นต่างหาก!”

“สิ่งที่นายพูดก็ยังนอกเรื่องอยู่ดีล่ะ”อัลบอกพลางใส่น้ำตาลสองก้อนลงในถ้วยโกโก้ร้อน

ริคไม่ได้สนใจสิ่งที่เพื่อนๆคุยกันมากนัก เขารีบทานอาหารเช้าแล้วจึงกางแผนที่ลงบนโต๊ะ แฮริสเลิกสนใจขนมปังกรอบในจานอีกหกชิ้นก่อนจะเขยิบตัวมานั่งข้างๆแผนที่พลางหยิบปากกาไฮไลต์ออกมาขีดรอบตำแหน่งที่ชาลส์ ฮัสกินเคยเดินทางไปพร้อมวิเคราะห์คำพูดของกวินเวียร์

 

 “ย่านสามศิลาแดงอยู่ตรงไหน?”ริคกวาดสายตามองชื่อบนแผนที่

แฮริสต้องนั่งใช้ความคิดครู่ใหญ่ “ชินซูรีมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเฉพาะจุดที่ติดกับชายทะเลนั่นหมายความว่าชาลส์ต้องเดินทางแค่ในละแวกนี้เท่านั้น”แฮริสใช้นิ้วลากไปรอบขอบพื้นที่ติดทะเล “ครั้งสุดท้ายที่เขาอยู่คือย่านสามศิลาแดง ... นั่นหมายความว่ายังไง?” แฮริสหรี่สายตามองอัล 

ผู้ถูกถามกำลังดื่มโกโก้ร้อนเงยหน้าดูรายการอเมริกันฟุตบอลในโทรทัศน์เพลินจนแฮริสต้องตีสีหน้าดุพร้อมแยกเขี้ยวใส่ “หืม?”

“ฉันถามว่าย่านสามศิลาแดงอยู่แถวไหนของลอนเดรีย”

อัลส่ายหน้า “ไม่รู้หรอก ฉันมาที่นี่ครั้งที่สองเองนะแต่ฉันคิดว่าย่านสามศิลาแดงที่กวินเวียร์หมายถึงไม่น่าจะมีอยู่ในลอนเดรียหรอก ... เท่าที่รู้ก็มีย่านเจ็ดเกล็ดเป็นย่านถนนคนเดิน แล้วก็ย่านหกสถานเป็นบริเวณที่รวบรวมของมือสองคุณภาพดีน่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นย่านสามศิลาแดงอาจจะไม่ได้หมายถึงย่านการค้าจริงๆก็ได้สินะ“ 

“ใครจะรู้”

“แปลกดี” ริคหัวเราะชอบใจ“เอาอย่างนี้ดีไหม นายลองเขียนรายชื่อย่านและสถานที่ที่ชาวต่างชาติต้องเดินทางไปเที่ยวขึ้นมาดูซะก่อน”

แฮริสรีบเขียนรายชื่อทั้งหมดที่พอจะนึกออกลงกระดาษ ริคและอัลช่วยกันคิดอีกคนละนิด แล้วสักพักรายชื่อของห้างสรรพสินค้า ตรอกซอยเล็กๆและชื่อผับบาร์ก็ปรากฏเต็มหน้ากระดาษ

“บางทีมันอาจจะเยอะเกินไป”

พวกเขามองดูรายชื่อเหล่านั้นจนตาลาย

“ลองตัดตัวเลือกไม่สมเหตุสมผลอย่างเช่นห้างออกไปก่อน”อัลว่าพลางชี้นิ้วบอกแฮริส ในขณะที่ริคลุกขึ้นเดินไปหยิบขนมปังแผ่นใหม่

แล้วในตอนนั้นเองที่สายตาของริคก็เหลือบเห็นชายในชุดสูทนับสิบชีวิตนั่งรับประทานอาหารบริเวณไม่ไกลจากโต๊ะของสามหนุ่มมากนัก ดูเหมือนชายกลุ่มนั้นกำลังปรึกษาหารือกันถึงเรื่องราวบางอย่างด้วยสำนวนภาษาที่ฟังดูเคยคุ้นเสียจนทำให้เด็กหนุ่มหวนกลับไปนึกถึงเพื่อนผู้จากไปแล้ว

“แทบบินส์  มอร์นากีย์” เขาพึมพำเสียงแผ่ว ... ชายผู้เดียวซึ่งเคยพูดภาษาประหลาดนี้ให้แก่ริคฟังบ่อยๆ เขาจำสำเนียงแบบนี้ได้ชัดเจนแม้ว่าริคไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าพวกเขาพูดอะไรกันอยู่

เดี๋ยวสิ!

คนกลุ่มนี้ก็คงมาจากประเทศเดียวกันกับแทบบินส์! ต้องใช่แน่ ... ต้องใช่แน่ๆ!

ริคจับจ้องมองพวกเขาด้วยความตกตะลึงก่อนจะรีบส่ายหน้าไล่ความสงสัยทุกอย่างในใจทั้งหมดออกไปเมื่อพบว่านิ้วมือของตนเองกำลังเลื่อนสัมผัสเปลือกตาเบาๆ

“ริคกี้? จะไปไหน?”

“เดี๋ยวฉันมา” เขารีบลุกขึ้นเลี้ยวเข้าห้องน้ำ นั่งข้างๆอ่างล้างหน้า เหลือบมองดวงตาตนเองในกระจก ... จู่ๆริคก็นึกหวั่นใจเกรงว่ากลุ่มคนในชุดสูทอาจจะรู้เรื่องของดอนการ์ด

ไม่ได้หรอก ... ไม่ว่าใครก็ตามห้ามรู้เด็ดขาดว่าดอนการ์ดอยู่ที่เขา

เด็กหนุ่มจำได้ดีว่าแทบบินส์กำชับให้เขาอยู่ห่างจากใครก็ตามที่อาจจะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกันกับแทบบินส์เพราะฉะนั้นเขาก็ควรจะหลีกหน้าคนในชุดสูทกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด แต่เขาจะหนีทำไมในเมื่อไม่ใช่คนรู้จักกัน? ยิ่งหนีก็คงยิ่งทำให้อีกฝ่ายสงสัยมากขึ้นเท่านั้น

บางทีริคอาจจะคิดมากไปเอง ตอนนี้เขามาท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ สิ่งที่เขาควรทำคือกลับไปนั่งที่เดิมทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้และช่วยเพื่อนไขคำใบ้ตามหาชาลส์ ฮัสกินต่อไป

ทว่าจู่ๆเด็กหนุ่มก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาในบัดดล ริคเลื่อนมือนวดขมับเบาๆ สายตายังจดจ้องมองตัวเองในกระจกด้วยสีหน้าฉงนสงสัย แล้วในตอนนั้นเองก็มีเสียงกดชักโครกดังขึ้นในห้องส้วมด้านหลังทำเอาริคต้องหันไปมองประตูห้องส้วมที่ถูกเปิดกว้างแล้วชายในชุดสูทคนหนึ่งก็เดินออกมา

ทั้งสองจดจ้องกันและกันตาไม่กระพริบ เด็กหนุ่มแทบผงะค้างเมื่อพบว่ายังมีอีกคนอยู่ในห้องน้ำ ริครีบยืดตัวทำทีเป็นไม่ใส่ใจก่อนจะหันกลับไปหน้ากระจกแสร้งล้างมือราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“โอ้ ... ประหลาดใจจัง ทำไมคุณ ...?”  ไม่ทันที่ชายแปลกหน้าจะกล่าวจบ จู่ๆเขาก็อ้าปากค้างถอดแว่นกรอบดำฉาบปรอทออกเปิดเผยใบหน้าซีดเผือดตกใจจนผิดคาดให้เด็กหนุ่มเห็น แล้ววินาทีเดียวกันเขาก็รีบสะบัดหน้ากระแอมเบาๆเพื่อรักษาภาพพจน์“ เอ้อ ...ทีซีดดัสกี”เขาลูบผมบลอนด์ของตนอย่างวางมาด ถึงกระนั้นก็ตามท่าทางกระสับกระส่ายก็ไม่อาจปกปิดอารมณ์ผิดปกติที่แสดงให้ริคเห็นได้

นั่นสิ! แทบบินส์ก็เคยแสดงอาการเช่นนี้ตอนที่พบกับริคเป็นครั้งแรก

“ทีซีดดัสกี” ริคตอบรับด้วยน้ำเสียงคนชาติครีตเชียแท้เป็นเชิงประชดพร้อมรอยยิ้มเสแสร้ง การทักทายในห้องน้ำทำให้เขารู้สึกอึดอัด

“คนครีตเชียสินะ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างใจเย็นก่อนจะสำรวจตัวเองในกระจก“ที่นี่มีแต่ชาวต่างชาติพักอยู่ เธอเองก็คงเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกัน”

“ครับ ผมมาจากดรัมลิงตัน เซสเซ”

“เธออยู่ในเมืองหลวงของครีตเชีย? ฉันเองก็เพิ่งจะไปทำธุระที่นั่น” พูดพลางขยิบตาแฝงเลศนัยเหยียดยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ธุระ?”

“ไปเยี่ยมเพื่อนน่ะ”

“คุณมาจากประเทศอะไร?”

“อืม ... คำถามนี้ตอบยากนะ เธอไม่มีทางรู้หรอก” ชายหนุ่มบอก“ไม่ใช่สถานที่โด่งดัง เธอต้องไม่อยากรู้แน่ๆ” สายตาสีเทาของอีกฝ่ายหรี่ลงบังคับให้เด็กหนุ่มเลิกถามก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“เธอคงมาเที่ยวที่ชินซูรีหลายวันแล้วสินะ”

ริคบ่ายหน้าก่อนกล่าวตอบ“เปล่าหรอก ผมเพิ่งจะมาถึง อันที่จริงเพื่อนของผมสองคนตกลงกับนางแบบชาวอิตาลีคนหนึ่งในการตามหาคู่หมั้นของเธอที่นี่”

“ตามหา? ตามสืบ?”

“ไม่เชิงหรอกครับ เรากำลังเล่นเกม”

“เกม? ฟังดูน่าสนใจดีนะ ว่าแต่ตามหาใครอยู่ล่ะ?”

“คนที่ชื่อชาลส์  ฮัสกินน่ะครับ”

ชายหนุ่มเบิกตาโพลงก่อนจะหัวเราะร่า “เธอต้องตกใจแน่ๆ ถ้าหากฉันจะบอกว่าฉันรู้จักเขาและที่สำคัญฉันรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

ริคนิ่งเงียบไปในบัดดล “คุณเป็นเพื่อนของเขาหรือ? คุณคงจบเกมนี้ได้สินะ” แววตาของริคฉายแววแห่งความหวัง

“เขาเป็นพวกชอบความท้าทาย เธอก็น่าจะชอบความท้าทายนะ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ตกลงเล่นเกมกับคู่หมั้นของชาลส์  ฮัสกิน”

“ก็นิดหน่อยครับ แต่ถ้าหากมีทางเลือกของการโกงล่ะก็ ... ฟังหูไว้หูก็คงจะมีประโยชน์กว่าฉายเดี่ยว”

“งั้นเหรอ?”

“ถ้าคุณรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนคุณควรจะบอกผม”

“ฉันจะได้อะไรหากบอกเธอ?”

เด็กหนุ่มยักไหล่ “อะไรคือสิ่งที่คุณอยากได้ล่ะ?”

อีกฝ่ายต้องขำขัน เขาเดินเข้ามาใกล้ๆพร้อมหรี่สายตาอย่างจริงจังตอบ“เธอฉลาดมาก ฉันรู้ว่าเธอหมายถึงอะไร อย่าลองเชิงกับฉัน หนุ่มน้อย ... เธอกำลังคิดว่าฉันโกหกสินะ”

“ทำนองนั้น”ริคเองก็กล่าวน้ำเสียงแข็งประสานสายตาเย็นชาจ้องมองอีกฝ่าย

“ฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ฉันบอกเธอตอนนี้เลยก็ได้แต่ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเพราะอย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องของฉัน และที่สำคัญคือชาลส์ ฮัสกินไม่รู้จักฉัน” ชายหนุ่มว่าพลางยืนค้ำอ่างน้ำ “แต่ฉันรู้จักเขาดี ฉันยังรู้อีกด้วยว่าชาลส์เป็นสายลับภายใต้หน่วยสืบราชการลับอิตาลี”

ริคหัวเราะทันทีที่ฟังจบ

“ฉันพูดจริง เขาเป็นสายลับที่น่าจับตามองคนหนึ่ง ตอนนี้เขามาที่นี่เพื่อรับงานชิ้นหนึ่งในครีตเชีย”

“จริงเหรอ? งานอะไร?”ริคยืนกอดอกแน่น

“สืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง

“เป็นไปไม่ได้”

ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย็น “แล้วเธอจะเข้าใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้”

“ถ้าอย่างนั้น” ริคถามอย่างลังเล “คุณไม่มีเหตุผลที่จะต้องบอกผม”

“เธอควรจะรู้ ตัวเธอน่ะควรจะรู้” นิ้วชี้มายังดวงตาของริค “หืม? ... นั่นคงเป็นเลทอย”

“เลทอย?”

“สิ่งที่สวมบนตาของเธอน่ะ”

“เอ๋? คุณหมายถึง?”

“เลทอยคือเยื่อ ... เยื่อบนนัยน์ตาที่สร้างขึ้นมา เขาเรียกว่าอะไรนะ?”

“คอนแทคเลนส์?”

“คอนแทค?”

“ใช่ เลนส์สัมผัส คุณไม่รู้จักหรือ?”

“คิดว่ารู้นะ” เขาสังเกตสายตาของริคอยู่นานจนกระทั่งริคต้องกระแอม 

ชายคนนี้รู้ว่าเด็กหนุ่มใส่ดอนการ์ดอยู่หรือเปล่านะ?

ไม่หรอก ... จะมีใครรู้นอกจากเขากับแทบบินส์ ... เขาคิดมากเกินไปอีกแล้ว

“เอาเถอะ”ว่าพลางชายหนุ่มก็เดินออกไปเปิดประตูห้องน้ำ “เธอเคยได้ยินเรื่องคู่สมมาตรบ้างไหม?”

“คู่สมมาตร?”

“น่าสนใจนะคู่สมมาตรมีจริง เอาไว้เธอไขปริศนาของชาลส์  ฮัสกินได้เมื่อไหร่เธอก็อย่าลืมหาคำตอบในเรื่องนี้ด้วยล่ะ ฉันคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเธออย่างมาก”

“คุณเป็นใคร?” ริคตัดสินใจถามอย่างสงสัย

อีกฝ่ายได้ทียิ้มกริ่ม“มอสติล เฟลโร ยินดีที่ได้รู้จัก ... ฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอ”

“ริค  ริคโทเฟ่น  เลมเบอสท์ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน” ริคบอกก่อนจะเลิกคิ้วสูง “อันที่จริงผมเคยเจอคนที่พูดภาษาเดียวกันกับคุณครั้งหนึ่ง เขาอาจจะเป็นคนชนชาติเดียวกันกับคุณก็ได้นะ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าเขามาจากประเทศอะไร”

ชายหนุ่มหันมาสบสายตาอย่างจริงจัง “เธอคงพูดเล่น”ความเงียบในห้องน้ำสร้างความกดดันอย่างประหลาดในบรรยากาศจนน่าใจหาย “เธอกำลังโกหก” น้ำเสียงสงบนิ่งทำให้ริคหวั่นเกรง

“ไม่”

“แน่นอน เธอกำลังล้อเล่น”สีหน้าบอกความจริงจังราวกับกำลังเค้นคำตอบบางอย่างจากเด็กหนุ่ม ริคจึงเลี่ยงเถียงกลับ“เขาคือใคร?”

“เขาน่ะเหรอ?”ริคแกล้งทำหน้าครุ่นคิดหนัก เด็กหนุ่มรู้สึกสะใจพิกลเมื่ออีกฝ่ายอยากล่วงรู้ในสิ่งที่ตนเองไม่มีทางบอก เขารีบล้างมืออีกครั้งแล้วจึงเดินไปยังประตูห้องน้ำ “มันสำคัญด้วยเหรอในเมื่อผมเจอเขาแค่เพียงแวบเดียวแล้วก็จากไป? ผมไม่รู้จักเขาและไม่อยากรู้จักด้วย ก็คงไม่ต่างจากกรณีที่ผมเจอคุณในตอนนี้”ริคโทเฟ่นเหยียดยิ้มอย่างมีเลศนัย

มอสติลต้องหัวเราะ “ขอให้สนุกกับเกมของฮัสกินนะ” พูดจบเขาก็ใช้สองนิ้วกระทบคิ้วตัวเองเบาๆเป็นเชิงเอ่ยลา ชายหนุ่มมองริคเดินลับตาไปแล้วก็ต้องถอนหายใจยาวๆก่อนจะพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดีเป็นที่สุด “คำพูดกวนๆอย่างมั่นอกมั่นใจแบบนี้ช่างเหมือนกับลูกชายของแทบบินส์ไม่มีผิดเพี้ยน”

 

\\\\\\\\\\\

 

ให้ตายเถอะ! ริครู้สึกถึงความผิดปกตินี้

ชายนามมอสติล  เฟลโรเป็นคนชาติเดียวกับแทบบินส์แน่ๆ

ริคควรวางใจชายคนนี้หรือไม่? พวกเขาเป็นใคร?

การสนทนาอันน่าฉงนในห้องน้ำหมายความว่าอย่างไร? และชาลส์  ฮัสกินเป็นสายลับของอิตาลีจริงหรือ?

ริคเก็บคำถามทุกอย่างไว้อีกครั้งก่อนจะเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำร่วมสิบคนหันมาจับจ้องริคเป็นสายตาเดียวหลังจากมอสติล เฟลโรเดินกลับไปหาเพื่อนๆ เด็กหนุ่มทนสายตาที่จดจ้องมองเขาไม่ไหวจึงรีบบอกเพื่อนๆให้รีบเก็บแผนที่และเดินออกจากโรงแรมทันที

“เดี๋ยวก่อนริคกี้”

“นายเป็นอะไรไปน่ะ?”

เด็กหนุ่มไม่ชักช้าเสียเวลารอให้เพื่อนจัดการกับอาหารเช้าอีก เขาเดินดุ่มๆไปยืนที่หน้าล็อบบี้เลื่อนมือลูบหน้าผากก่อนจะถอนหายใจยาวๆด้วยความรู้สึกอึดอัด

“พวกเราออกไปหาที่นั่งข้างนอกโรงแรมดีกว่า”

“ฉันรู้หรอกน่า”แฮริสว่าพลางม้วนแผนที่ เขาหันสายตากลับไปมองในห้องอาหารด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือริคกี้?”

“เปล่า ไม่มี”เด็กหนุ่มกล่าวรัวเร็ว เขารีบสะบัดหน้าหนีแววตาขี้สงสัยของผู้เป็นเพื่อนก่อนจะกวักนิ้วเดินนำออกไปจากโรงแรมทันที

ทั้งสามคนเดินย่ำไปบนหาดทราย ในสมองของแฮริสและอัลเต็มไปด้วยคำใบ้ของชาลส์และคำตอบจำนวนอนันต์ ในขณะที่ริคโทเฟ่นได้แต่บ่นใส่ตัวเองอย่างหัวเสีย เขาไม่รู้ว่าควรวางตัวเช่นไรอีกหากพบกับคนแปลกหน้ากลุ่มนั้น

“นายคิดอะไรอยู่?”

“ไม่มี เอ้อ ... ฉันกำลังคิดว่าย่านสามศิลาแดงหมายถึงอะไร”ริครีบตอบเลี่ยงๆแม้สีหน้าของแฮริสบอกให้รู้ว่าไม่มีทางเชื่อสิ่งที่เขาพูด “ฉันขอตัวอยู่คนเดียวสักพัก”ว่าจบก็ปลีกตัวเดินเลียบชายหาดเพียงลำพัง

“ริคกี้เป็นอะไรของเขา?”อัลสงสัย

“ช่างเขาเถอะ เรารีบมาหาคำตอบกับคำใบ้ที่มีอยู่ดีกว่า”

“นั่นสินะ ตอนนี้ชาลส์อาจจะไม่ได้อยู่ที่ย่านสามศิลาแดงแล้วก็ได้”

“นายพูดถูก แต่ที่นั่นก็เป็นสถานที่สุดท้ายที่เราสามารถตามรอยหาเขาได้นี่จริงไหม?”

“ก็คงงั้น” อัลเกาหัวคิดไม่ออก เขาเดินไปหาที่นั่งใต้ต้นไม้ คอยปรึกษากับแฮริสอยู่อีกครู่ใหญ่ แล้วไม่นานริคก็ต้องย่างสามขุมกลับมาหาเพื่อนอย่างอารมณ์เสียโดยไม่ต้องคาดเดาเรื่องราว

“ยายนั่นบ้าแน่ๆ ฉันตะโกนด่ายังเดินตามมาอีก ฉันชักจะสงสัยว่าคราวหน้าต้องด่าเป็นภาษาอังการาส(ภาษาอังกฤษ)ให้เข็ดหลาบหรือเปล่า”

“นายนี่ก็แปลก คนเขาชมแทนที่จะดีใจกลับบ่นเหมือนหมีกินผึ้ง” แฮริสหยิบกระดาษขึ้นมาดูรายชื่อสถานที่จำนวนมากแล้วจึงรีบเข้าเรื่อง “ชาลส์เดินทางมาถ่ายรูปธรรมชาติ แสดงว่าภาพที่เขาต้องการคงจะต้องเป็นบริเวณที่มีทิวทัศน์สวยงามหรือไม่ก็ภาพบรรยากาศภายในเมือง” 

“บางทีย่านสามศิลาแดงอาจจะเป็นสิ่งที่สะดุดตาสำหรับชาลส์และนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่าคนครีตเชียอย่างพวกเรา บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเราไม่สนใจเลยก็ได้”

“แล้วอะไรคือสิ่งที่พวกเราไม่สนใจในขณะที่คนต่างประเทศให้ความสนใจ?”อัลถามบ้าง

“ธรรมชาติน่ะสิ พวกเรามักจะเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ขณะที่คนต่างประเทศต้องหาโอกาสขวนขวายตามมาถึงที่นี่ ”ริคบอก “สาเหตุที่คนต่างชาติมาพักผ่อนก็เพื่อชมธรรมชาติของที่นี่ไม่ใช่หรือ? ชินซูรีเป็นเมืองท่าและความสวยงามของเมืองท่าก็คงไม่พ้นชายทะเลหรือไม่ก็ภูเขา”

“ก็เหมือนที่ฉันบอกพวกนายว่าชาลส์ต้องเดินทางแค่พื้นที่ใกล้ทะเล”แฮริสพึมพำเสียงแผ่ว

“หรือว่าศิลาจะหมายถึงภูเขา”อัลเปรยออกมาแต่นั่นก็เรียกสายตาจากเพื่อนทั้งสองให้หันไปจับจ้องสนใจในคำพูดนั้น

“ถ้าศิลาหมายถึงภูเขา นั่นก็แปลว่าย่านสามศิลาแดงหมายถึงภูเขาสีแดงสามลูกหรือเปล่า?”

“ชาลส์คงไม่แยกร่างเดินทางไปถึงภูเขาสามลูกในเวลาเดียวกันหรอกน่า”ริคหยอกล้อบ้าง แฮริสอดขำไม่ได้ “แต่บางทีเขาอาจจะไปยังสถานที่สำคัญสามแห่งเพื่อเก็บภาพสวยๆบนยอดเขา”ริคเอ่ยต่อแล้วทั้งสามก็หันไปมองแนวเขาไกลลิบตา

“หรือไม่บางทีสามแห่งที่หมายถึงอาจจะเป็นภูเขาลูกเดียวกัน”อัลนึกตรอง

“ภูเขาลูกเดียวกัน?”แฮริสสงสัย

“ภูเขาสามแห่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว” ริคพึมพำ “ขนาดของมันอาจจะไม่เท่ากับที่เราคาดคิดไว้ก็ได้นะว่าไหม?”

“ถ้านายหมายถึงภูเขาทั้งสามลูกมีขนาดเล็กมากและเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวล่ะก็นะ”แฮริสพูดเล่น

“ลาดุช ตาลามาน!” อัลเบิร์ตสวนขึ้นในทันควัน

“ลาดุช ตาลามาน? โรงแรมสี่ดาวในลอนเดรียน่ะหรือ? ทำไมล่ะ?” แฮริสเบิกตาถามอย่างประหลาดใจ

“ฉันนึกออกแล้วล่ะ ครั้งก่อนที่ฉันเคยมาที่นี่พ่อเคยพาไปพักที่โรงแรมนี้ นักท่องเที่ยวพยายามถ่ายหินโสโครกสามก้อนขนาดใหญ่บริเวณแหลม ฉันเชื่อว่าถ้าหากพวกนายเห็น พวกนายก็คงจะไม่สนใจ แต่มันกลับกลายเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ!”

แฮริสกับริคเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนที่แฮริสจะยิ้มออกมาและขยี้ผมผู้เป็นเพื่อนเบาๆ“เยี่ยมมากอัล” ทั้งสามลุกขึ้นแล้วจึงรีบวิ่งไปที่รถยนต์

เริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทางตามหาชาลส์ ฮัสกินเสียแล้วสิ!




NEKOPOST.NET