DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.2 - ศพ


ศพ

 

หลายวันก่อน ...

ราตรีกาลในคืนที่เงียบเหงานี้แทบบินส์  มอร์นากีย์กำลังเดินทางออกจากเมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซไปยังมณฆลใกล้เคียง เขาจดจำเส้นทางถนนได้เป็นอย่างดี อีกเพียงไม่กี่นาทีเขาก็คงจะหนีพ้นจากการตามล่า ทว่าสีหน้าของแทบบินส์นั้นยังคงแสดงความหวั่นวิตกอย่างชัดเจน เขารู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเองนับต่อจากนี้

ต้นไม้สูงข้างถนนสองฟากขึ้นเบียดเสียดกันตลอดแนวไปจนถึงเชิงเขา อากาศเย็นพิลึกจนทำให้ชายวัยกลางคนตัวสั่นทั้งๆที่จิตใจของเขาร้อนรุ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครู่เดียวกันนั้นรถยนต์ปริศนาคันสีดำก็ไล่ตามมาทำให้แทบบินส์ต้องชะงักค้างตกตะลึงชั่วขณะ เขาหันมองกระจกหลังด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลอง

“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่”เหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้า ปากของเขาสั่นระเทิ้ม แผนที่เคยวางไว้ดิบดีในสมองถูกตีพันกันจนยุ่งเหยิง

เมื่อเขาหันกลับมามองทางถนนอีกทีก็เห็นว่ามีกวางป่าตัวหนึ่งยืนขวางกลางถนนในความมืด แทบบินส์อุทานลั่นรีบหักพวงมาลัยหลบ แล้วรถก็เสียหลักพุ่งชนต้นไม้

ตูม!!

ชายในชุดสูทสีดำสวมแว่นตาเคลือบปรอทสองคนกับเด็กวัยรุ่นชายห้าคนซึ่งก็คือเพื่อนๆในกลุ่มแก๊งอันธพาลเก่าของริคโทเฟ่น(วินด์ วิลเลี่ยม แมกซ์ ทิม และฟรานซิสต่างเดินลงมาจากรถด้วยใบหน้าสดใส

เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งตรงเข้ามาหาพร้อมกระชากแขนของแทบบินส์ที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงหลุดออกมาจากถุงลมนิรภัย

ผัวะ!

หมัดหนักๆซัดใส่แก้มของแทบบินส์ คิ้วของชายฉกรรจ์แตก สติกำลังจะดับวูบ มือซึ่งจับพวงมาลัยสั่นระเทิ้ม

“สวัสดีแทบบินส์ มอร์นากีย์ ผมเอง ... มอสติล เฟลโรกับนาพันบี คริฟกิ้น”ชายในชุดสูททั้งสองคนเหยียดยิ้มกว้างเดินเข้ามาทักทายด้วยมิตรไมตรี“พวกเราอยากสนทนาดีๆด้วย”

“เลิกล้อเล่นกับเหยื่อของพวกแก”แทบบินส์เค้นเสียงลอดผ่านไรฟันอย่างใจเย็น กลิ่นคาวเลือดกบปากจนทำให้เขาไอออกมา บรรยากาศรอบกายดูนิ่งสงบวังเวง แรงกดดันมหาศาลทำให้แทบบินส์รู้สึกสิ้นหวัง เขาเคยเตรียมใจยอมรับกับสถานการณ์นี้ แต่ไม่คิดเลยว่าในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นกลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก “ฉันรู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้”

“แย่หน่อย ทุกๆคนที่เป็นเพื่อนของคุณก็พูดประโยคเดียวกัน”ศัตรูบอกพร้อมกระซิบเบาๆต่ออีกเล็กน้อย“ก่อนที่พวกเขาจะหมดลมหายใจ”

 ชายในชุดสูทอีกคนหนึ่งนามนาพันบี คริฟกิ้นเอ่ยเสริมบ้าง “คุณเป็นคนเดียวที่เราอยากเสนอให้คิดใหม่ทำใหม่ นั่นเป็นคำต่อรองเริ่มต้นจากลูกรักของคุณแม้ว่าคุณกำลังต่อต้านเขาอยู่”

แทบบินส์พยายามหยุดอาการสั่น สติของเขากำลังแตกดับขณะสนทนากับศัตรูราวมิตรสหาย

ไม่มีวันเหงื่อท่วมใบหน้า ชีวิตของชายวัยกลางคนกำลังหดสั้นลง

“คุณรู้หรือเปล่าว่าลูกรักของคุณแนะนำพวกเราอย่างไรหากคุณตอบเช่นนี้?”ทุกอย่างเงียบสนิท เสียงของแมลงตีปีกกระหึ่มก้องแล้วชายในชุดสูทก็เลื่อนปืนเข้าจ่อขมับแทบบินส์ในทันทีนั้น

“ฉันยอมที่จะตายด้วยมือของเขา ดีกว่าต้องทนตกอยู่ในสภาพต่อต้านเขามากไปกว่านี้”

“เขาคงจะดีใจที่รู้ว่าคุณยังเป็นห่วงและจะดีใจมากหากคุณเดินทางกลับไปกับพวกเรา”

“ไม่มีทาง”แทบบินส์บอก“ฉันกำลังสั่งสอนชามัลลีในแบบที่ฉันเคยสอนเขามา พวกแกน่าจะรู้ซึ้งด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พวกแกส่งเสริมเขาอยู่นั้นมันผิดถนัด”

“สิ่งที่คุณทำอยู่ก็ไม่แตกต่างไปสักเท่าไร”

“ฉันขอปฏิเสธ”

ดอนการ์ดอยู่ที่ไหน?”

“นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่แม้ว่าหากฉันจะตายไปแล้ว มันก็ยังคงเป็นความลับตลอดไป”แทบบินส์ยืนกรานคำเดิม

“ตกลงคุณจะไม่เปลี่ยนใจใช่ไหม?”

แทบบินส์ไม่ได้ตอบคำถาม

“ผมไม่อยากนำข่าวร้ายไปบอกลูกรักของคุณเลยรู้ไหม? แต่ผมคงจะเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ”

ชายในชุดสูทลดปืนลงก่อนจะเดินกลับไปยืนพิงที่รถตัวเอง เขาหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแล้วจึงกระแอมไอก่อนจะปาทิ้งลงบนพื้นถนน ใช้ปลายเท้าขยี้มวนบุหรี่อย่างหัวเสีย “รสชาติแย่ชะมัด”มอสติล เฟลโรต้องยืนกอดอกส่ายหน้าขณะที่ชายนามนาพันบี คริฟกิ้นหัวเราะเบาๆ ทั้งสองมองดูกลุ่มวัยรุ่นห้าคนกระชากแขนของแทบบินส์ออกมาจากรถ เด็กๆต่างรุมกระทืบทุบตี ใช้ของแข็งฟาดเข้าที่ศีรษะของแทบบินส์ มอร์นากีย์จนสลบไปท่ามกลางรอยเลือดเปียกบนพื้นถนน

ชายในชุดสูทเปิดกระโปรงท้ายรถ หยิบกรงนกออกมา ภายในมีสัตว์หน้าตาประหลาดแลดูคล้ายค้างคาวสิบตัวขนาดเล็กไม่มีขน ปีกของมันคมราวกับใบมีด

“เฟลโร ฉันขอบอกตามตรงเลยว่าฉันไม่อยากฆ่าพ่อของหัวหน้าตัวเอง”คริฟกิ้นใช้มือลูบต้นคอเบาๆ

“ก็เพราะแบบนั้น วิธีนี้จึงดีที่สุดสำหรับแทบบินส์ ... มันจะช่วยทำให้เขาตายโดยไม่ทรมานน่ะคริฟกิ้น”

\\\\\\\\\\\\\\\\

 

เวลาปัจจุบัน

“น่าหดหู่เสียจริง”ผู้คนบนถนนยังคงสนทนากันเรื่องคดีฆาตกรรมต่อเนื่องระหว่างที่ริคโทเฟ่นแวะซื้อผงชา กาแฟ และโกโก้ก่อนกลับบ้าน

เขาเงยมองโทรทัศน์จอใหญ่ในขณะที่พนักงานขายกดรหัสสินค้าลงบนแป้นพิมพ์

จู่ๆมือของริคก็สั่นเทา เขาเบิกตากว้างจนพนักงานสาวต้องเหลือบมองด้วยความประหลาดใจ “ขอโทษค่ะ”เธอเรียกสติอีกฝ่ายแต่ไม่สำเร็จ

หน้าของเด็กหนุ่มซีดเป็นไก่ต้ม เขาหายใจถี่ๆหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “พระเจ้า! ไม่ใช่! ต้องไม่ใช่เรื่องจริง!”

เขาเดินเข้าไปดูภาพเหตุการณ์ในข่าวแทบจะติดหน้าจอโทรทัศน์

นั่นมัน

นั่น

..

ใช่แล้ว

..

ใช่

...

แทบบินส์

...

แทบบินส์ มอร์นากีย์ตายแล้ว! 

ฆาตกรต่อเนื่องเป็นผู้สังหารเขา!

 

“สวัสดีพ่อหนุ่มเลมเบอสท์”นับเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ยายแก่ๆซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังฝั่งตรงข้ามบนถนนชิพมานตัดสินใจทักทายริคโทเฟ่น แต่ก็ใช่ว่าเด็กหนุ่มผู้มีท่าทีเรียบเฉยเย็นชาตลอดมาจะสนใจคำทักทายนั้น เขาก้มหน้างุดๆเดินตึงๆบนทางเท้า “เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนสินะ”

ริคหันไปมองป้าพัทเทิลเพียงแวบเดียวเท่านั้นแล้วก็รีบเปิดประตูรั้ว ใช้ขาเขี่ยปิดมันลง เร่งสาวเท้ายาวๆผ่านประตูเข้าไปในบ้านทันที ทิ้งยายแก่ๆให้ส่ายหน้ากับอากัปกิริยาความไร้มารยาทของเด็กหนุ่ม

ริคไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าข่าวที่เพิ่งจะรับรู้มาเมื่อสิบห้านาทีก่อน

ความกระวนกระวายทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก

เขามีความสงสัยเพียงอย่างเดียวอัดแน่นเต็มอก

มันเกิดอะไรขึ้น!!!!!!

ริคยืนพิงประตูใคร่ครวญคำพูดของแทบบินส์

แทบบินส์ มอร์นากีย์จะไม่กลับมาอีก

ชายวัยฉกรรจ์มอบสิ่งๆหนึ่งให้แก่ริคแล้วต่อมาก็ถูกฆ่าตายอย่างน่าสยดสยอง ความน่ากลัวนี้ทำให้ริคต้องรีบหยิบหนังสือพิมพ์รายวันออกมาวางบนโต๊ะ

ชื่อของแทบบินส์ปรากฏหราอยู่บนหน้าพาดหัวข่าวพร้อมด้วยรูปถ่ายจากบัตรประชาชนที่ทำปลอมขึ้นใหม่เมื่อกลายปี

จากการสืบรายงานทำให้ริครู้ว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างบุกเข้าไปตรวจค้นหาหลักฐานบางอย่างภายในบ้านเช่าของแทบบินส์ มอร์นากีย์ ซึ่งมีรายงานเพิ่มเติมมาว่าแทบบินส์กำลังทุ่มเทงานวิจัยร่วมกับเพื่อนๆที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมณฑลบาวเพลส ที่สำคัญคือเพื่อนๆของแทบบินส์ซึ่งก็เป็นนักวิจัยเหมือนกันถูกฆ่าตายเกือบทั้งหมดด้วยฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง

ปัญหาหนึ่งเดียวที่ตำรวจไม่เข้าใจก็คือชาวต่างประเทศกลุ่มนี้ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือบุคคลภายใน ไม่ปรากฏสถาบันที่ศึกษาเรียนรู้แห่งใด พวกเขาไม่มีตัวตน หากพูดให้ถูกคือพวกเขาไม่เคยมีสัญชาติจนกระทั่งการทำบัตรประชาชนและเอกสารการถือวีซ่ากับพาสปอร์ตปลอมขึ้นเมื่อปีก่อน

เจ้าหน้าที่ค้นพบห้องทดลองวิทยาศาสตร์และเอกสารงานวิจัยที่ถูกทิ้งไว้ในมณฑลบาวเพรส รายงานทั้งหมดถูกเขียนด้วยภาษาท้องถิ่นซึ่งไม่มีใครเข้าใจความหมาย

เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเชื่อว่ายังมีชาวต่างด้าวจำนวนไม่น้อยหลบซ่อนตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคเพื่อหลบหนีการตามล่าจากเงื้อมมือของฆาตกรต่อเนื่องเลือดเย็น บัดนี้ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มนักวิจัยต่างด้าวนั้นคือใครหรือมีจุดประสงค์เช่นไรในการเดินทางเข้ามาในสาธารณรัฐครีตชายและเพราะเหตุใดฆาตกรต่อเนื่องจึงต้องการสังหารพวกเขา

ไม่มีใครรู้ ... ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปอันพิลึกพิลั่นนี้แม้เพียงผู้เดียว

ริคปฏิเสธไม่ได้ แทบบินส์ตายแล้ว

ศพที่เขาเห็นในโทรทัศน์ก็คือแทบบินส์นั่นเอง เด็กหนุ่มวางมือบนศีรษะทั้งสองข้าง เขาอยากจะกู่ร้องระบายสิ่งที่อัดอั้นคับคาใจนี้อย่างเหลืออด ริคใช้เวลากลั่นกรองความคิดชั่วครู่ ค่อยๆขัดเกลาความรู้สึกขุ่นมัวออกแล้วจึงถอนหายใจยาวๆถี่ๆ

แทบบินส์อาจจะไม่มีสิ่งใดผูกพันกับเขาแต่ริคก็อดรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้

แย่จริงๆ ... เลวร้ายที่สุด

คนใกล้ตัวของเขาถูกฆ่า

ใกล้เกินไป ... ใกล้จนรู้สึกว่าชีวิตของเขาอาจตกอยู่ในความเสี่ยง

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปริคคงต้องเริ่มสนใจติดตามข่าวฆาตกรรมต่อเนื่องมากกว่าข่าวการแต่งตั้งนามสกุลที่สองนับเป็นเท่าตัว

กิ๊งก่อง

เสียงออดทำให้ริคแทบสะดุ้ง

“พ่อ?” เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบเปิดประตูบ้านต้อนรับบิดาของตนเอง เขาเดินไปชงกาแฟให้พ่อหนึ่งแก้วอย่างรวดเร็วราวกับรู้ใจว่าสิ่งที่คุณเลมเบอสท์ต้องการหลังจากกลับมาถึงที่บ้านคืออะไร

ผู้เป็นพ่อแขวนเสื้อบนตะขอข้างประตูก่อนจะเดินเข้ามาในห้องครัวแล้วจึงยื่นมือรับแก้วกาแฟร้อนๆจากลูกชาย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นจดจ้องมองริคด้วยความสงสัย “แกอยากคุยอะไรกับฉันหรือเปล่าริค?”ผู้บังคับบัญชามณฑลที่สามว่าพลางก้มหน้าอ่านพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์บนโต๊ะอาหาร สายตากราดมองข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องศพที่ยี่สิบเจ็ดบริเวณตำบลริมบลาซึ่งอยู่ฝั่งเหนือก่อนถึงเขตเมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซสามสิบไมล์ 

“คือว่า ... คือผม”ริคอ้ำอึ้ง เขาไม่รู้ว่าตนเองควรจะเริ่มพูดเช่นไรเพราะเรื่องการตายของแทบบินส์ มอร์นากีย์สร้างความสับสนให้แก่เด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง

แล้วจู่ๆพ่อก็เป็นฝ่ายเอ่ยขัดเปลี่ยนประเด็นหลังจากอ่านพาดหัวข่าวจบลง“ฉันมีเรื่องที่จะต้องบอกแก”

“ครับ?”

“แกคงเห็นข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในโทรทัศน์วันนี้ใช่ไหม?”

ริคปิดปากเงียบแต่คุณเลมเบอสท์ก็เดาได้ไม่ยากนักหรอกว่าท่าทีของลูกชายหมายความว่าอะไร

“ดีแล้วล่ะ อีกสักยี่สิบนาทีลูกน้องของฉันจะมารับแกไปโรงพัก”

เด็กหนุ่มเบิกตามองผู้เป็นพ่อก่อนจะอ้าปากหวอด้วยความตกใจ“ทำไมครับ?”

“แกก็น่าจะรู้ ... แกต้องกล่าวคำให้การแก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับข้อมูลของแทบบินส์ มอร์นากีย์ทุกอย่างที่แกรู้มาทั้งหมด”

ริคเม้มปากแน่น เขารู้ดีว่าตนเองปฏิเสธไม่ได้

ในเมื่อเขาเป็นเพียงผู้เดียวในเมืองหลวงที่รู้จักแทบบินส์ มอร์นากีย์อย่างไรเสียเขาก็ต้องถูกเรียกสอบปากคำวันยังค่ำ เด็กหนุ่มต้องถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน เลื่อนสายตาสบมองสีหน้าจริงจังของพ่อแล้วก็ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างยากลำบาก

 

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\

 

แน่นอนว่าริคเข้าโรงพักเป็นประจำราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันเพราะเขาเคยสร้างวีรกรรมเอาไว้มากมายในสมัยที่เขายังเป็นนักเลงโตคุมเมืองหลวง เจ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจรู้จักเขาดีในนามของนักเลงผู้ทรงอิทธิพล(เพราะมียศของพ่อปกป้องอยู่) ส่วนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ริคเป็นที่รู้จักในฐานะของลูกชายรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้บังคับบัญชามณฑลที่สาม) เจ้าหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติรู้จักเขาดีในนามของนักลิง (นักเลง+ลูกลิง) 

เด็กหนุ่มเดินเข้าเดินออกทั้งโรงพักและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นว่าเล่นโดยไม่มีใครเอ่ยห้ามหรือท้วงติงใดๆทำให้เขากล้าที่จะเดินกร่างรอบๆสำนักงาน มองหาอดีตอาสาสมัครทหารในสงครามครีตเชีย-เบเลเชียร์เมื่อสิบห้าปีก่อนแล้วก็ขอท้าดวลซึ่งๆหน้าโดยไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งกว่าตนเองหรือไม่

ถึงแม้ว่าการเดินทางไปยังโรงพักหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเรื่องธรรมดา แต่การสอบปากคำก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มปรารถนานัก เขาเกิดความกังวลใจไม่น้อยเมื่อพบว่าคำพูดของตนเองอาจจะตัดสินชีวิตที่ตายไปแล้วของชายแปลกหน้าหรือใครก็ตามที่รู้จักเขา

ไม่หรอก ...

ริคคิดมากไปหน่อย ...

ดอนการ์ดคือตัวแทนเพียงสิ่งเดียวของแทบบินส์ที่ริคโทเฟ่นครอบครองไว้ เขาไม่จำเป็นต้องบอกตำรวจเรื่องนี้ ไม่เลยและแทบบินส์ก็กำชับห้ามเอาไว้แล้วว่าเรื่องของดอนการ์ดต้องเป็นความลับ

ทันทีที่ริคเดินทางถึงโรงพัก เขาก็กล่าวคำทักทายบรรดาเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้จักกันดีก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเล็กๆที่ริคพบว่ามีเจ้าหน้าที่สี่นายในเขตมณฑลที่สามกำลังปรึกษาเรื่องงานกันอยู่ เมื่อริคเคาะประตูเบาๆ พวกเขาก็หันมามองดูกระจกบานใหญ่ก่อนจะเชิญเด็กหนุ่มให้เข้าไปนั่งสนทนาด้วยกัน

“ทีซีดดัสกี เป็นยังไงบ้างล่ะพ่อหนุ่มน้อย?”

“สวัสดีครับคุณเลปเปนลาฟ และ เอ่อ ...”

“เจ้าหน้าที่เดเพวิส”

“ทีซีดดัสกี คุณเดเพวิส”

พลตำรวจเอกพอล เลปเปนลาฟเป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนสอบสวนลับ(พิเศษ)ของครีตเชีย ทีมงานในสังกัดของเขาจะตรวจสอบสังเกตการณ์การกระทำทุกรูปแบบของเจ้าหน้าที่และค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมซึ่งไม่สามารถไขข้อเท็จจริงได้ บางครั้งหน่วยงานนี้จะทำงานประสานกับหน่วยสืบราชการลับระหว่างประเทศ หน่วยงานนี้ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ไม่ได้ขึ้นตรงกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนมลฑลที่สามเพราะหน้าที่ของทีมงานคือการตรวจสอบหน่วยงานราชการทุกส่วนและไขคดีลึกลับที่ไม่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณะชนได้

ริคโทเฟ่นรู้จักเลปเปนลาฟมากพอสมควรในฐานะคนสนิทของคุณเลมเบอสท์ แม้ว่าพ่อของเขาไม่เคยบอกหรอกว่าเลปเปนลาฟทำงานอะไร แต่ด้วยความสามารถของริคบวกกับความมีอำนาจเหนือตำรวจชั้นผู้น้อยทำให้เขาได้ข้อมูลของเลปเปนลาฟมามากพอที่จะบอกได้ว่าชายคนนี้ทำงานในเรื่องที่ไม่เคยธรรมดา ริคจึงรู้ในทันทีว่าสาเหตุการตายของแทบบินส์คงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เขาคิดและคงมีข้อมูลไม่น้อยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกความจริงให้แก่ประชาชนทราบผ่านสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่เลปเปนลาฟสั่งให้ลูกน้องของตนเองออกไปจากห้องยกเว้นเพียงเดเพวิสซึ่งเตรียมจดคำให้การของริคโทเฟ่น

“สบายดีนะ?”

“ครับ ... ผมสบายดี”ริคค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจตอบ

“ไม่เจอกันนานทีเดียว ครั้งล่าสุดฉันเจอเธอในงานเกียรติยศ จำได้ว่าเมื่อประมาณกลายปีนี่เองแต่ดูเหมือนเธอจะสูงขึ้นมากทีเดียว”

“คิดว่าอย่างนั้นครับ”

“สูงขึ้นสักประมาณสามนิ้ว”

“อันที่จริงสี่”ริคโทเฟ่นยิ้มแหยๆแล้วเลปเปนลาฟก็รีบเข้าประเด็น

“เอาล่ะ เจ้าหน้าที่เดเพวิส ... เธอรู้จักแล้วนะ”ริคหันไปทักทายชายหนุ่มอีกครั้ง “เธอคงรู้มาจากผู้บังคับบัญชาแล้วว่าทำไมเธอต้องมาที่นี่ ... ฉันอยากให้เธอดูนี่สักหน่อย”ว่าพลางวางรูปเอกสารในมือสองสามชิ้นซึ่งรูปทั้งหมดล้วนเป็นภาพถ่ายของแทบบินส์ในมุมมองที่คนแอบถ่ายหลบซ่อนตามจุดต่างๆ

“แทบบินส์?” พวกเขาลอบติดตามเพื่อนต่างวัยคนนี้ของริคตั้งแต่เมื่อไหร่?

“เราเฝ้ามองเขานับตั้งแต่วันที่ผู้บังคับบัญชารายงานว่าเธอรู้จักกับแทบบินส์ มอร์นากีย์”เจ้าหน้าที่เดเพวิสกล่าวแทรกราวกับรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่

“เขาเป็นนักวิจัย”ริคบอกพลางกราดสายตามองรูปขาวดำเหล่านั้นอย่างสนใจ

“ใช่ เพราะว่าเขาเป็นนักวิจัยนี่ล่ะจึงทำให้เราต้องค้นหาข้อมูลของเขา”เลปเปนลาฟบอก

“แล้วก็พบว่าไม่มีข้อมูลเป็นชิ้นเป็นอันสักเพียงอย่างเดียว”เจ้าหน้าที่เดเพวิสเสริมพลางจดข้อความสั้นๆบางอย่างในสมุดเล่มเล็กของตน

“ไม่มีข้อมูล?”

“ใช่ ไม่มี ... เราไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นชาวต่างด้าวที่อพยพมาจากที่ไหน ... นั่นคือสิ่งที่เธอคงทราบจากการอ่านพาดหัวข่าวรายวันและตอนนี้ฉันก็ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งฉันคิดว่าเธอคงจะช่วยเหลือพวกเราได้”

ริคโทเฟ่นนั่งเงียบ สบสายตามองเจ้าหน้าที่ทั้งสองก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่

แน่นอนว่าริคไม่มีทางล่วงรู้ได้หรอกว่าการตายของชาวต่างด้าวมีความสำคัญสักเพียงไรสำหรับความลับทางราชการ

ริคโทเฟ่นเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งมีความสุขกับการต่อวงจรไฟฟ้าและเขียนโปรแกรมง่ายๆสำหรับควบคุมหุ่นยนต์ หรือใช้เวลาว่างอีกนิดชกต่อยกับผู้อื่น ... เขาไม่เคยสนใจเรื่องความลับทางราชการโดยเฉพาะเมื่อพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่นั้น

ทว่าตอนนี้ริคอยากรู้เพราะแทบบินส์เป็นเพื่อนของเขา ... เขาควรจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายคนนี้แต่แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่เลปเปนลาฟคงไม่มีทางบอกเด็กหนุ่มเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสืบมา

“ผมจะตอบเท่าที่ผมรู้นะครับ” ริคพยักหน้านิ่งแล้วเจ้าหน้าที่เดเพวิสจึงพูดขึ้น

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันที่คำถามแรก ... เธอรู้จักเขาได้อย่างไร?”

เด็กหนุ่มกรอกตามองหลอดไฟเรืองแสงเหนือศีรษะ“เรื่องมันค่อนข้างยาวครับ ... มัน ... เอ่อ ... อาจจะฟังดูตลกนิดหน่อยนะ”สีหน้าของเจ้าหน้าที่ทั้งสองแลดูเคร่งเครียดจริงจังมากกว่าคำพูดของริค

เด็กหนุ่มกระแอมก่อนจะเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ครั้งแรกที่เขาพบเจอกับแทบบินส์

 

ในวันนั้น ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ริคแวะร้านริโอทีเพื่อสั่งเครื่องดื่ม ... ริคมักจะเข้ามาในร้านแห่งนี้เพื่อใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทอดสายตามองผ่านกระจกสังเกตรถยนต์บนถนนสายกว้างหรือนั่งสนทนาหน้าเคาท์เตอร์กับเจ้าของร้านริโอที

 โดยปกติทุกครั้งที่ริคแวะร้านริโอที เขาจะเป็นแขกคนแรกของร้านในช่วงเย็นเสมอแต่ทว่าวันนั้นเขากลับพบว่ามีแขกคนหนึ่งเดินทางมาถึงก่อนซึ่งเขาคนนั้นก็คือแทบบินส์ มอร์นากีย์

ในขณะที่แทบบินส์กำลังเจรจากับพนักงาน ริคก็นั่งหน้าเคาท์เตอร์ใกล้ๆ เขาหันไปมองแทบบินส์ซึ่งสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสแรงที่สุดมาหนึ่งแก้วใหญ่ แทบบินส์เกิดอาการเมาทันทีที่ดื่มเครื่องดื่มนั้นไปเพียงครึ่งแก้วแล้วจู่ๆเขาก็บอกพนักงานในร้านขึ้นมาลอยๆว่าตนเองสามารถสร้างดอกไม้ไฟจากฟองเบียร์ได้

“คุณทำดอกไม้ไฟได้จริงๆเหรอ?”พนักงานในร้านหัวเราะร่า

ริคโทเฟ่นเดินเข้าไปสั่งเครื่องดื่มโดยไม่ได้สนใจชายฉกรรจ์แปลกหน้าผู้นี้เลย เด็กหนุ่มนั่งเงียบตกอยู่ในภวังค์ ขณะที่แทบบินส์หยิบผงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“ฉันจะแสดงให้ดู”

ชายวัยกลางคนเทผงสีม่วงลงไปในแก้วเบียร์ ฉับพลันผงก็ละลายเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ฟองเบียร์ผุดขึ้นจนทะลักออกมา บรรดาพนักงานและแขกร้านซึ่งเดินเข้ามาสั่งอาหารสองสามคนต้องหันมามองอย่างสนใจเมื่อพบว่าฟองเบียร์พุ่งใส่เพดานราวกับน้ำพุ ริคโทเฟ่นต้องเขยิบตัวหนีออกจากเคาท์เตอร์ด้วยความตกใจ

ในวินาทีเดียวกัน แสงสีเหลืองก็มุดม้วนหลุดออกมาจากขอบแก้วปรากฏเป็นงูยักษ์สีเหลืองอร่ามอ้าปากกว้างๆส่งเสียงฟู่ๆขู่ฟ่อๆ ทุกคนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ทั้งแขกและพนักงานต่างวิ่งหนีออกจากร้านทันที

ในตอนนั้นริคเองก็รีบพลิกกายลุกขึ้นก้าวขาไปที่ประตู ทว่าเจ้างูยักษ์ซึ่งสร้างจากฟองเบียร์ก็ส่ายหัวหันมาเห็น มันจึงพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูงพร้อมคมเขี้ยวในปากที่อ้ากว้าง

“ไม่!”เด็กหนุ่มแทบจะกรีดร้องออกมาในวินาทีนั้น อึดใจเดียวกันเมื่องูกำลังจะงับร่างของริค หัวงูก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆกลายเป็นฟองเบียร์แล้วสีสันงดงามที่เกิดขึ้นในแก้วเบียร์ก็เลือนหายไปในพริบตา

ริคโทเฟ่นนั่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ หอบหายใจเหงื่อแตกพลั่ก บรรดาพนักงานร้านต้องเขามาช่วยพยุงตัวของเด็กหนุ่มส่วนแทบบินส์ซึ่งกำลังยิ้มเหยเกกลับมีหน้าถอดสีเมื่อสังเกตเห็นริคโทเฟ่นชัดเจน

“... จะ ...เจ้า..”แทบบินส์ปากสั่น ตัวของเขาแข็งทื่อขณะมองริคโทเฟ่นลุกขึ้น สีหน้าของเด็กหนุ่มบัดนี้แลดูเดือดดาลสุดๆ

ผัวะ!

แทบบินส์มองไม่เห็นเลยว่าริคโทเฟ่นเดินปึงปังเข้ามาง้างหมัดต่อยเขาเมื่อไหร่ ชายวัยกลางคนมัวแต่ยืนอึ้งแล้วแรงเพียงหมัดเดียวนั้นก็ทำให้เขาสลบไป

เมื่อแทบบินส์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งริคก็ต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

นั่นคือการพบกันของพวกเขาทั้งสองคน ...

 

เจ้าหน้าที่เลปเปนลาฟฟังพลางหัวเราะเบาๆ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องการทดลองบ้าบอทางวิทยาศาสตร์ของแทบบินส์ มอร์นากีย์แต่เจ้าหน้าที่เดเพวิสก็จดคำพูดของริคไว้ทั้งหมด

“แน่นอน มันเกิดขึ้นจริงๆ”ริคบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เธอต่อยเขา?”

“ครับ”ริคยอมรับ “ก็ได้ ... โอเค ... ผิดอีกล่ะ คุณคงไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อของผมใช่ไหม?... ผมเผลอไปหน่อย ... เรื่องนิสัยนี้ผมคงแก้ไม่ได้ วันนั้นผมโมโหเขามากจริงๆ”ริคโทเฟ่นยักไหล่มองดูรอยเหยียดยิ้มบางของชายหนุ่มเบื้องหน้าตนเอง

“หลังจากที่แทบบินส์ตื่นขึ้นมาในร้านริโอที เขาก็รั้งตัวเธอเอาไว้ใช่ไหม?” 

“ก็ไม่เชิงหรอกครับ ... ดูเหมือนเขาก็แค่อยากรู้จักผม”ริคบอก “เขาถามผมเยอะมาก คือ ... เอ่อ ... ตอนแรกท่าทีของเขาค่อนข้างแปลกๆ เขาตกใจมากตอนที่เห็นผม เขาอุทานออกมาด้วยประโยคหนึ่ง”

“ประโยคอะไร?”เลปเปนลาฟสงสัย

ริคโทเฟ่นนั่งกุมมือพลางเม้มริมฝีปาก “รู้สึกว่าจะเป็น ... ‘ไม่! โอ้! เจ้าชายนาสเกีย ไม่จริง! เธอรู้ได้อย่างไร!?’ หรืออะไรสักอย่าง เขาพูดประมาณนั้น เขาพูดย้ำและพยายามเลื่อนตัวหนีห่างจากผมขณะจ้องมองผมสักครู่ใหญ่ เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนคนบ้า ... ตอนแรกผมคิดว่าแทบบินส์บ้าจริงๆ เขาอาจจะทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์เยอะจนเพี้ยน แต่เขาก็ไม่ได้เพี้ยนอย่างที่ผมเข้าใจ เพราะครู่เดียวเขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้และถามผมอย่างใจเย็นว่าชื่ออะไรอยู่แถวไหนแล้วจึงเอ่ยขอโทษ เขาบอกว่าหากผมไปที่ร้านริโอทีอีกเขาจะเลี้ยงอาหารมื้อเย็นเป็นค่าชดเชยและแน่นอนว่าผมก็มักจะแวะร้านริโอทีช่วงเย็น ผมกับเขาก็เลยสนิทกันในระดับหนึ่ง”

“เขาพูดเรื่องงานวิจัยของตัวเองบ้างไหม?”

“อันที่จริงก็ ... พูด”ริคบอกพลางเลื่อนมือพาดบนศีรษะ “ขอโทษนะ ... ถ้าหากผมจะบอกว่าผมฟังเขาอธิบายไม่รู้เรื่อง เขามักจะหลุดคำภาษาพื้นเมืองของตัวเองออกมาทุกครั้งที่พยายามอธิบายอะไรบางอย่าง ผมไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลยนอกจากผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างของเขา”

“ผลงานอะไร?”

“หุ่นยนต์ เครื่องจักร ... เขารู้ว่าผมมีทักษะทางด้านดิจิตอล อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าพอสมควร ผมจึงขอคำแนะนำจากเขาบ่อยๆ ส่วนเรื่องรายละเอียดงานวิจัยนั้นผมคงไม่มีทางรู้หรอก เขาบอกแค่เพียงว่างานวิจัยของเขาทำกันเป็นทีม”

เจ้าหน้าที่เดเพวิสต้องเหลือบหางตามองเลปเปนลาฟทันทีเมื่อริคกล่าวจบ

“เขาไม่บอกเธอหรือว่าเขามาจากประเทศอะไร?”

“ผมเคยถามแต่เขาไม่บอก ... ผมคิดว่ามันคงไม่มีปัญหาอะไรหากเราไม่รู้ว่าเพื่อนของเรามาจากประเทศอะไร”

ทั้งสองต้องพยักหน้าให้กับคำตอบของริคโทเฟ่นแล้วก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“เธอเจอเขาครั้งสุดท้ายที่ไหน?”

ริคโทเฟ่นแทบสะอึก ... จู่ๆรูปของคอนแทคเลนส์สีฟ้าประกายเงินก็ผุดขึ้นมาในสมอง ... ริคควรจะบอกดีหรือเปล่า? เด็กหนุ่มเกิดความลังเล “ไม่นานมานี้ครับ เขาบอกว่าเขาจะออกไปจากเมืองหลวง เขาบอกแค่นั้น”

เลปเปนลาฟใช้ปลายปากกาเคาะบนโต๊ะเบาๆด้วยท่าทีครุ่นคิดหนัก “พวกเราตรวจสอบสถานที่พักของแทบบินส์ มอร์นากีย์และพบว่าเธอเคยไปที่นั่น  แน่นอนว่าตอนนี้พื้นที่ชั้นใต้ดินไม่เหลือหลักฐานเพียงสักชิ้นเดียวให้เราตรวจสอบได้เพราะแรงระเบิดของเครื่องจักรและสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดเข้มข้นทำลายอุปกรณ์ทุกอย่างข้างใต้นั่น เราพอจะบอกได้แค่เพียงว่ามันอาจจะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ... เธอคงเคยลงไปในห้องใต้ดินใช่ไหม? เธอคงบอกข้อมูลบางอย่างแก่พวกเราได้?”

คำถามนั้นทำให้ริคแทบจุก เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพยักหน้ารับ “ครับ ผมเคยลงไปที่นั่น มีเอกสารงานวิจัยของแทบบินส์เขียนด้วยภาษาท้องถิ่น มีหุ่นยนต์ตัวเล็กๆและเครื่องจักรใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผมคงช่วยพวกคุณไม่ได้มากนักเพราะว่าผมไม่เคยหยิบจับหรือทดลองใช้อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับงานวิจัยของเขานอกเสียจากขอความรู้มาจากเขาและประดิษฐ์อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆเอาไว้ใช้งานเท่านั้น”

“นั่นคือสิ่งที่เธอทำ?”

“ครับ ผมทำแค่นั้นจริงๆ”ริคไม่ได้โกหก เขาเพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง ... สิ่งที่เขาเห็นยังรวมไปถึงเครื่องจักรประหลาดๆ หุ่นยนต์ซึ่งฉลาดราวกับมนุษย์และดอนการ์ดอีกด้วย ... “ผมรู้เพียงว่าเขาศึกษางานวิจัยเยอะมากและผมไม่เคยเห็นเขาติดต่อกับใครเลยสักคนขณะที่ผมไปเยี่ยมเขาที่บ้าน”

เจ้าหน้าที่เดเพวิสจดยิก

“มันเป็นข้อมูลที่ดี”

“ครับ”ริคขานรับ

เลปเปนลาฟบอกเจ้าหน้าที่เดเพวิสให้เตรียมงานประชุมก่อนจะหันมาหาเด็กหนุ่มอีกครั้ง “เอาล่ะ ... เราอาจจะขอรายละเอียดของเธอเพิ่มเติมในครั้งหน้า”ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณก่อนจะยื่นมือให้แก่ริคโทเฟ่น

“เช่นกันครับ”ว่าพลางยืนขึ้น เขย่ามืออีกฝ่าย

“นี่แน่ะ ... เธอกำลังเดินทางไปเที่ยวที่เมืองท่าชินซูรีใช่ไหม?”

ริคโทเฟ่นต้องเอียงคออย่างสงสัย ... เขาไม่เคยบอกใครเรื่องนี้นอกจากแทบบินส์ แต่แน่ล่ะ ... เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของครีตเชียย่อมต้องรู้เรื่องนี้ทุกอย่าง “ครับ ผมไปกับแฮริสและอัลเบิร์ต”

“เยี่ยมสิ! เขาอยากเจอกับเธอพอดีเชียวล่ะ”

“ใครครับ?”

“เพื่อนของฉันน่ะ เขาชื่อว่าชาลส์ ฮัสกิน ... เขาไปเที่ยวเมืองท่าชินซูรีเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้เขาถือสัญชาติอิตาลี ... ฉันเคยบอกกับเขาว่าเธอเป็นลูกชายโทนคนเดียวของผู้บังคับบัญชาซึ่งวันดีคืนดีก็เดินเข้าไปท้าต่อยตำรวจในสำนักงาน”เลปเปนลาฟว่าพลางหัวเราะร่า “เขาก็เลยอยากรู้ว่าลูกชายของผู้บังคับบัญชามณฑลที่สามหน้าตาเป็นอย่างไร”

ริคฟังพลางเบ้ปากแล้วเลปเปนลาฟก็เลื่อนมือวางบนไหล่ของเด็กหนุ่ม “ฉันขอฝากทักทายด้วยล่ะหากเธอเจอเขา”

“ถ้าผมได้พบกับเพื่อนของคุณล่ะก็นะ”

“ฉันขอบอกไว้ก่อนว่าชาลส์อาจจะทำให้เธอประหลาดใจนิดหน่อยเพราะว่าเขาไม่เคยทักทายใครแบบปกติสักเท่าไหร่?”

“ถ้าอย่างนั้นเขาจะทักทายผมด้วยวิธีไหน?”

เลปเปนลาฟยักไหล่ “แล้วแต่สถานการณ์ ถ้าหากเขาอยากทดสอบเธอ เธอก็ต้องเล่นเกม”

“เล่นเกม?”

“ใช่ เอาไว้เจอชาลส์แล้วเธอจะเข้าใจเองว่าฉันหมายถึงอะไร”

ริคพยักเพยิดหน้ารับทราบ

“โอเค เดินทางกลับดีๆนะหนุ่มน้อย”

“ครับ” เด็กหนุ่มกล่าวลาแล้วจึงเดินออกมาจากโรงพักด้วยสีหน้าโล่งอก“เหนื่อยใจชะมัด” เขาลองทบทวนถึงสิ่งที่ตนเองพูดกับเลปเปนลาฟซ้ำไปซ้ำมานับเป็นพันครั้งด้วยนึกหวั่นเกรงว่าเจ้าหน้าที่อาจจะสงสัยเขาจนต้องเค้นเอาความจริงเรื่องดอนการ์ดออกมา

ไม่ได้หรอก ...

ริคยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เพราะเขายังไม่รู้เลยว่าแทบบินส์ให้ดอนการ์ดแก่เขาทำไมและเพราะเหตุใดแทบบินส์จึงต้องถูกฆ่า

ดูเหมือนแทบบินส์จะมีเรื่องราวลึกลับมากกว่าที่คาดคิดและริคควรจะรีบหาคำตอบให้เร็วที่สุดก่อนที่ภัยอันตรายใดๆจะย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้

บางที ... ดอนการ์ดอาจจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่เขาควรใส่ใจอย่างจริงจังเสียที!




NEKOPOST.NET